บทที่ 129: อวิ๋นเจียวเปิดศึก
“เจียวเจียว เธอจะไม่ไปจริงๆ เหรอ”
อวิ๋นเจียวส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน
“ให้พวกพี่ชายไปเถอะ”
เธอเคยไปมาแล้วรอบหนึ่ง ถ้ามีโอกาสอีกครั้งก็ควรปล่อยให้พวกพี่ชายได้ไปเปิดหูเปิดตาบ้าง
หลังจากกินข้าวกันอิ่มหนำสำราญ ทุกคนก็กลับมาล้อมวงแกะหอยนางรมกันต่อ เสียงอุทานด้วยความตื่นเต้นดังเล็ดลอดออกมาจากลานบ้านเล็กๆ เป็นระยะ แม้ว่าบางครั้งไข่มุกที่แกะได้จะมีรูปร่างบิดเบี้ยวไม่สวยงามนัก แต่ทุกคนก็ยังยิ้มแย้มมีความสุขกับสิ่งที่ได้มา
ท้ายที่สุดแล้ว กองภูเขาหอยนางรมตรงหน้าก็มอบไข่มุกให้พวกเขามาได้ประมาณยี่สิบกว่าเม็ด โดยฝีมือการแกะของอวิ๋นเจียวคนเดียวก็ปาเข้าไปแปดเม็ดแล้ว
ที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือไข่มุกเม็ดสีขาวนวลตาที่มีขนาดใหญ่กว่า 8 มิลลิเมตร ซึ่งอวิ๋นเจียวเป็นคนแกะเจอ มันกลมเกลี้ยงแวววาวจนใครเห็นก็ต้องตะลึง
เมื่อรวมกับไข่มุกชุดก่อนหน้านี้ พวกเขาก็มีไข่มุกในครอบครองถึงสามสิบสองเม็ด
สมาชิกในครอบครัวต่างจ้องมองไข่มุกสีขาวนวลที่แช่อยู่ในน้ำด้วยรอยยิ้มแก้มปริ ความสุขเอ่อล้นจนปิดไม่มิด
“เลิกมุงกันได้แล้ว ใครมีหน้าที่อะไรก็ไปทำ”
ย่าอวิ๋นหิ้วถังใส่เนื้อหอยนางรมเดินออกไป นางตั้งใจจะเอาเนื้อหอยพวกนี้ไปทำเป็นหอยนางรมตากแห้ง เก็บไว้กินได้นานๆ เพราะเยอะขนาดนี้ขืนกินมื้อเดียวคงไม่หมดแน่
คนอื่นๆ ต่างก็แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเอง
ไข่มุกที่ล้างทำความสะอาดจนเกลี้ยงเกลาถูกนำมาซับน้ำด้วยกระดาษจนแห้งสนิท ก่อนจะถูกจัดเก็บลงในกล่องใบเล็กอย่างทะนุถนอม เพื่อเตรียมนำไปขายในตัวเมืองวันพรุ่งนี้
เมื่อภารกิจแกะหอยจบลง อวิ๋นเจียวผู้ว่างงานก็เดินเอามือไพล่หลังออกไปเดินเล่นกินลมชมวิว
จะเรียกว่าเดินเล่นเฉยๆ ก็คงไม่ถูกนัก เพราะข้างหลังเธอยังมีขบวนกองทัพสัตว์เลี้ยงตัวน้อยเดินตามมาเป็นพรวน
ยังคงเป็นสมาชิกหน้าเดิมๆ ยกเว้นแม่ไก่ที่กำลังกกไข่อยู่ซึ่งดูเหมือนจะไม่เต็มใจเดินตามเธอมาสักเท่าไหร่
อวิ๋นเจียวถือไม้เรียวอันเล็กไว้ในมือ อีกมือหนึ่งกอดตุ๊กตาลิงไม้แกะสลักที่พี่สี่ทำให้ เดินทอดน่องไปตามคันนาอย่างสบายอารมณ์
เธอไม่ได้เร่งรีบอะไร ระหว่างทางก็คอยพลิกก้อนหินตามพื้นดินขึ้นมาดู เพราะใต้ก้อนหินที่จมดินมานานมักจะเป็นแหล่งซ่อนตัวชั้นดีของไส้เดือนตัวอ้วนและแมลงตัวเล็กๆ สีแดง
ซึ่งของพวกนี้แหละคือโปรตีนชั้นยอดที่เหล่าเป็ดไก่ของเธอโปรดปรานนักหนา
“เมี๊ยว”
เสียงร้องคุ้นหูแว่วมาแต่ไกล
อวิ๋นเจียวหันขวับไปตามเสียง เจ้าแมวลายสลิด หรือ "ลูกพี่" ของเธอ กำลังวิ่งเหยาะๆ ตรงดิ่งเข้ามาหา ในปากของมันคาบอะไรบางอย่างมาด้วย
แต่ทว่าด้านหลังของเจ้าแมวลายสลิด กลับมีกลุ่มคนวิ่งไล่ตามมาติดๆ
“มันอยู่ตรงนั้น รีบหยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
“ทิ้งกระต่ายลงมาซะ!”
แมวลายสลิดไม่สนใจเสียงนกเสียงกา มันคาบกระต่ายป่าวิ่งปราดเข้ามาหาอวิ๋นเจียวทันที
“อวิ๋นเจียว!”
อวิ๋นเจียวมองกลุ่มคนที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย คิ้วเรียวสวยเลิกขึ้นเล็กน้อย
“พวกเธอจะทำอะไร”
อวิ๋นเจาตี้ชะเง้อคอมองซ้ายมองขวา พอเห็นว่าพวกพี่ชายจอมโหดของอวิ๋นเจียวไม่ได้ตามมาด้วย ความกล้าบ้าบิ่นก็ผุดขึ้นมาในใจทันที
“ทำอะไรน่ะเหรอ ก็แมวของแกมาแย่งกระต่ายป่าของพวกฉันไปน่ะสิ ฮึ! แกต้องชดใช้คืนมาเป็นสองตัว!”
อวิ๋นเจียวมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเหมือนมองคนปัญญาอ่อน
“ของพวกเธอ?”
เธอก้มลงหิ้วหูกระต่ายขึ้นมา แล้วชี้ไปที่รอยเขี้ยวลึกบริเวณคอกระต่าย
“พวกเธอใช้ปากกัดจนเป็นรูแบบนี้เหรอ”
อวิ๋นเจาตี้เท้าสะเอววางท่าทางนักเลง
“ไม่ต้องมายุ่งหรอกว่าพวกฉันได้มายังไง สรุปคือแมวแกขโมยของพวกฉันไป ตอนนี้แกต้องชดใช้ ถ้าไม่มีกระต่ายคืนก็เอาเงินมา”
สายตาโลภมากของอวิ๋นเจาตี้กวาดมองไปทั่วตัวของอวิ๋นเจียว เสื้อผ้าที่อวิ๋นเจียวใส่อยู่ไม่มีรอยปะชุนเลยสักนิด แถมยังมีลายดอกไม้เล็กๆ น่ารัก บนผมก็ติดกิ๊บสวยๆ ในมือยังถือของเล่นดูดีมีราคา
พอนึกถึงภาพที่เด็กผู้ชายคนนั้นซื้อเสื้อผ้าและรองเท้าสวยๆ ให้อวิ๋นเจียวเมื่อวันก่อน ความอิจฉาริษยาก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาจุกอกจนแทบทนไม่ไหว
“เอาของเล่นของแกมาให้ฉันด้วย”
พูดจบ อวิ๋นเจาตี้ก็พุ่งตัวเข้ามาจะแย่งของในมือทันที
อวิ๋นเจียวไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมารังแกได้ง่ายๆ ไม้เรียวเล็กในมือตวัดขวับฟาดลงไปที่ตัวของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว
เพียงชั่วพริบตาเดียว ไม้เรียวก็หวดลงไปบนร่างของอวิ๋นเจาตี้ไม่ยั้งหลายทีซ้อน
“โอ๊ยๆๆ... อวิ๋นเจียว แกทำบ้าอะไรเนี่ย หยุดนะ ฉันเจ็บจะตายอยู่แล้ว...”
ทำไมแรงฟาดของนังเด็กนี่ถึงได้เจ็บกว่าตอนโดนแม่ตีเสียอีก
อวิ๋นเจียวแค่นเสียงในลำคอ
“คิดจะมาแย่งของฉัน ฝันไปเถอะ!”
อวิ๋นเจาตี้กระโดดโหยงเหยงหลบไม้พัลวัน ปากก็ตะโกนสั่งเพื่อนฝูงที่ยืนบื้ออยู่ข้างหลัง
“พวกแกยืนบื้อทำซากอะไรกันอยู่เล่า! รีบมาช่วยกันจับมันสิ มันตัวกะเปี๊ยกเดียวสู้พวกเราไม่ได้หรอก โอ๊ย...”
คนที่คบหากับอวิ๋นเจาตี้ได้ นิสัยใจคอก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก
พวกเด็กเกเรกลุ่มนั้นได้ยินดังนั้นก็กรูกันเข้ามาหมายจะรุมจับอวิ๋นเจียว แต่ผลลัพธ์กลับตาลปัตร...
“โอ๊ยๆๆ เจ็บๆๆ อวิ๋นเจียวแกกล้าตียังงั้นเหรอ เดี๋ยวฉันจะไปฟ้องพ่อกับแม่!”
อวิ๋นเจียวไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ฟาดไม่ยั้งมือ
ไม้เรียวเล็กๆ ที่ดูไม่อันตราย แต่เวลาฟาดลงบนเนื้อคนกลับแสบสะท้านถึงทรวง ทิ้งรอยแดงเป็นทางยาวไว้บนผิวหนังของเด็กพวกนั้น
“หาไม้เร็ว รีบหาไม้มาตีมัน!”
พวกเด็กเกเรพยายามคว้าท่อนไม้แถวนั้นมาเป็นอาวุธสู้กลับ แต่กลับถูกอวิ๋นเจียวปัดป้องและแย่งมาได้อย่างง่ายดาย
เรี่ยวแรงของเด็กพวกนี้เทียบกับอวิ๋นเจียวไม่ได้เลยสักนิด เธอใช้มือเดียวแย่งไม้มา แล้วกระหน่ำตีสวนกลับไปอย่างดุเดือด
พอโดนตีจนเจ็บหนักเข้า ความกลัวก็เริ่มเกาะกุมจิตใจ อวิ๋นเจาตี้และพรรคพวกเห็นท่าไม่ดีจึงหมุนตัววิ่งหนีกลับเข้าหมู่บ้านแบบไม่คิดชีวิต
อวิ๋นเจียวเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น มีหรือจะปล่อยให้หนีไปง่ายๆ เธอออกวิ่งไล่กวดทันที
“ลูกพี่ พาพวกไก่กลับบ้านไปก่อน!”
เธอสั่งเจ้าแมวลายสลิดทิ้งท้ายไว้แค่นั้น แล้วซอยเท้าสั้นๆ วิ่งไล่ตามกลุ่มอวิ๋นเจาตี้ไปติดๆ
“อย่าหนีนะ แน่จริงก็มาสู้กันต่อสิ!”
“อวิ๋นเจียว ฝากไว้ก่อนเถอะ พ่อกับแม่ฉันไม่ปล่อยแกไว้แน่!”
คนที่วิ่งนำหน้ายังมิวายหันมาตะโกนขู่ฟอดๆ
แต่อวิ๋นเจียวก็ไล่กวดทันแล้วฟาดไม้เรียวใส่หลังไปอีกหลายที
เสียงร้องโอดโอยดังระงมไปตลอดทาง ทำเอาชาวบ้านร้านตลาดที่นั่งจับกลุ่มคุยกันอยู่ตรงปากทางเข้าหมู่บ้านต้องหันมามองเป็นตาเดียว
อวิ๋นเจาตี้แหกปากร้องลั่น
“อวิ๋นเจียวเป็นบ้าไปแล้ว ช่วยด้วย มันจะฆ่าคน!”
พวกเด็กเกเรคิดว่าพอวิ่งมาถึงจุดที่มีผู้คนพลุกพล่าน อวิ๋นเจียวคงไม่กล้าลงมือต่อ แต่ที่ไหนได้ เธอยังคงไล่หวดไม่ยั้งมือ
“โอ๊ยๆๆ!!!”
“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย? มีเรื่องอะไรกัน อวิ๋นเจียวหนูใจเย็นๆ ก่อน มีอะไรค่อยพูดค่อยจา”
“ตายจริง ไปทำอีท่าไหนให้อวิ๋นเจียวโกรธขนาดนี้ล่ะนั่น”
อวิ๋นเจาตี้กับพรรคพวกยังคงปากแข็ง
“ก็อวิ๋นเจียวมาแย่งกระต่ายของพวกเรา พอพวกเราไปทวงคืน มันก็ไล่ตีพวกเราเนี่ย!”
“ใช่ หน้าด้านที่สุดเลย!”
อวิ๋นเจียวได้ยินคำใส่ร้ายก็ยิ่งโมโห ฟาดไม้ลงไปหนักกว่าเดิม น้ำเสียงเล็กๆ ตวาดลั่นด้วยความคับแค้นใจ
“พวกเธอนั่นแหละที่หน้าด้าน! คิดจะมาแย่งกระต่ายของฉัน แย่งของเล่น แล้วยังจะแย่งกิ๊บติดผมฉันอีก ของพวกนี้พี่ชายฉันให้มาทั้งนั้น พวกเธอมีสิทธิ์อะไรมาแย่ง!”
“พวกเธอมันนิสัยเสีย ชอบแย่งของเด็กคนอื่นไปทั่ว!”
ต้องยอมรับว่าชื่อเสีย(ง)ของอวิ๋นเจาตี้และเดอะแก๊งนั้นเป็นที่เลื่องลือในหมู่ผู้ใหญ่ ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงเทใจไปเชื่อคำพูดของอวิ๋นเจียวมากกว่า
แต่ทว่า ญาติพี่น้องของเด็กกลุ่มนั้นที่นั่งอยู่ตรงนั้นด้วย ย่อมต้องเข้าข้างลูกหลานตัวเองอยู่แล้ว
“อวิ๋นเจียว วางไม้ลงเดี๋ยวนี้ เด็กบ้าอะไรวิ่งไล่ตีชาวบ้านแบบนี้”
อวิ๋นเจียวชี้ไม้เรียวไปที่หน้าพวกเด็กเกเร
“พวกมันเริ่มก่อน!”
อวิ๋นเจาตี้แสร้งทำตัวน่าสงสาร บีบน้ำตาเรียกคะแนนความเห็นใจ
“แกโกหก! ดูสภาพพวกฉันสิ โดนแกตีจนลายพร้อยไปทั้งตัวแล้ว ตัวแกไม่เห็นจะเป็นอะไรสักนิด”
อวิ๋นเจียวปรายตามองอย่างเย็นชา
“ก็เพราะพวกเธอกระจอก สู้ฉันไม่ได้เอง”
“กระต่าย... มันแย่งกระต่ายพวกเราไปจริงๆ นะ”
พอได้ยินเรื่องขโมยของ พวกญาติๆ ของเด็กกลุ่มนั้นก็เริ่มรุมชี้หน้าด่าทออวิ๋นเจียว
“ตัวแค่นี้หัดเป็นขโมยขโจร ไปแย่งของคนอื่นหน้าตาเฉย”
“ไม่รู้ว่าที่บ้านสอนมายังไง นิสัยก้าวร้าวชะมัด เรื่องแค่นี้ถึงกับไล่ตีคนอื่นเลือดตกยางออก”
“อวิ๋นเจียว ทำแบบนี้มันใช้ไม่ได้เลยนะ...”
อวิ๋นเจียวขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าเล็กๆ บึ้งตึงด้วยความไม่พอใจ เธอโกรธมาก!
“พวกป้าพูดจาเลอะเทอะอะไรเนี่ย เอาอะไรมามั่นใจว่าเจียวเจียวไปแย่งกระต่ายเด็กพวกนั้น”
ชาวบ้านที่สนิทชิดเชื้อกับครอบครัวอวิ๋นทนดูไม่ได้ ต้องออกมาปกป้อง
“นั่นสิ เด็กพวกนั้นนิสัยยังไงใครก็รู้ รุมรังแกอวิ๋นเจียวคนเดียวเห็นๆ คำพูดเด็กพวกนี้เชื่อถือไม่ได้หรอก”
“ปกติอวิ๋นเจียวเป็นเด็กดีจะตาย ไม่เคยเกเรระรานใคร ถ้าวันนี้ลุกขึ้นมาสู้คน แสดงว่าต้องโดนรังแกหนักจริงๆ”
“อวิ๋นเจาตี้เคยแย่งของลูกฉันไปด้วยซ้ำ ฉันว่างานนี้พวกนางนั่นแหละที่จ้องจะขโมยของเจียวเจียว”
เกิดการโต้เถียงกันเสียงดังเซ็งแซ่ แบ่งฝ่ายกันชัดเจน
ทันใดนั้น เสียงตะโกนดุดันก็ดังแทรกเข้ามา
“ใครหน้าไหนมันกล้ารังแกน้องสาวฉัน!”
พี่น้องตระกูลอวิ๋นยกโขยงกันวิ่งมาด้วยสีหน้าถมึงทึง พร้อมจะบวกกับทุกคนที่แตะต้องน้องสาวสุดที่รัก
[จบบท]