บทที่ 136: แบ่งเงิน
พัดลมไฟฟ้าส่งเสียงครางฮือๆ พร้อมกับใบพัดที่หมุนติ้วพัดพาเอาลมเย็นฉ่ำเข้ามา ช่วยคลายความร้อนระอุของอากาศในฤดูร้อนให้เบาบางลงได้มากโข สมาชิกทุกคนในครอบครัวต่างพากันมานั่งล้อมวงกันที่โต๊ะอาหารด้วยสีหน้าแช่มชื่น
อวิ๋นหลินเหอหยิบเงินปึกหนึ่งที่ได้จากการขายไข่มุกออกมาวางกองไว้กลางโต๊ะ พลางแจกแจงรายละเอียดให้ทุกคนฟังอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“ไข่มุกพวกนี้เม็ดเล็กเกินไป แถมทรงก็บิดเบี้ยวไม่สวย เถ้าแก่เลยไม่รับซื้อ”
สรุปแล้วไข่มุกที่นำไปขายทั้งหมดสามสิบสองเม็ด มีหกเม็ดที่ถูกคัดออกเพราะขนาดและรูปทรงไม่ได้มาตรฐาน
ส่วนไข่มุกที่มีขนาดใหญ่กว่า 8 มิลลิเมตร มีเพียงแค่สามเม็ดเท่านั้น เถ้าแก่รับซื้อไปในราคาเม็ดละ 160 หยวน
ความจริงแล้วตามที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ ถ้าขนาดเกิน 8 มิลลิเมตร จะรับซื้อในราคา 200 หยวน แต่เนื่องจากสีสันความแวววาวของไข่มุกจากหอยนางรมนั้นสู้ไข่มุกทะเลชนิดอื่นไม่ได้ ราคาจึงลดหย่อนลงมา
ส่วนไข่มุกที่เหลือซึ่งมีขนาดเล็กกว่า 8 มิลลิเมตร แต่มีรูปทรงกลมเกลี้ยงสมบูรณ์แบบ ก็ถูกคัดแยกออกมา โดยเม็ดที่ค่อนข้างใหญ่หน่อยมีอยู่ห้าเม็ด ขายได้ในราคาเม็ดละ 30 หยวน
และพวกที่ขนาดเล็กลงมา หรือรูปทรงไม่ได้กลมดิกแต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สวยงาม อีกแปดเม็ด ขายได้ราคาเม็ดละ 10 หยวน
ที่เหลือเป็นพวกเกรดธรรมดา ขายเหมาไปในราคาเม็ดละ 3 หยวน
เมื่อรวมยอดทั้งหมดแล้ว ไข่มุกเหล่านั้นทำเงินได้ถึง 740 หยวน!
หลังจากหักค่าแว่นตาของอวิ๋นเฉินหนานและค่าใช้จ่ายจุกจิกอื่นๆ ออกไปแล้ว ก็ยังเหลือเงินสดวางอยู่ตรงหน้าถึง 575 หยวน
เมื่อเห็นเงินกว่าห้าร้อยหยวนวางกองอยู่บนโต๊ะ สมาชิกทุกคนในบ้านต่างก็ยิ้มจนตาหยีด้วยความดีใจ
อวิ๋นหลินเหอดันกองเงินไปทางย่าอวิ๋นผู้เป็นแม่
“แม่ เงินนี่แม่เก็บไว้เถอะ”
ทว่าย่าอวิ๋นกลับไม่ได้ยื่นมือไปรับเงินก้อนนั้น แต่กลับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“พ่อกับแม่ปรึกษากันแล้ว ตอนนี้บ้านใหม่ก็ใกล้จะสร้างเสร็จแล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เงินกองกลางนี้จะถูกแบ่งออกให้ชัดเจน ต่อไปพวกแกแต่ละบ้านต้องบริหารจัดการเงินกันเอง”
ทุกคนต่างหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก นี่หมายความว่า... จะให้แยกบ้านกันตอนนี้เลยเหรอ?
“นี่คือเงินเก็บทั้งหมดของบ้านเรา”
ย่าอวิ๋นเดินไปหยิบเงินเก็บก้อนใหญ่ของครอบครัวออกมาวางสมทบลงบนโต๊ะ
“แม่ลองคำนวณดูแล้ว เงินพวกนี้เพิ่งจะเริ่มเก็บหอมรอมริบได้จริงๆ จังๆ ก็ในช่วงสองปีมานี้เอง คนในบ้านเราเยอะ รายจ่ายมันก็เยอะตามไปด้วย แต่ทุกคนก็ช่วยกันทำมาหากินอย่างหนักเพื่อครอบครัว จนกระทั่งปีนี้ที่เรากัดฟันซื้อเรือไม้มาได้ เงินถึงเริ่มพอกพูนขึ้นมาหน่อย รวมๆ แล้วตอนนี้เรามีเงินเก็บทั้งหมด 5,400 หยวน”
ห้าพันกว่าหยวน! สำหรับยุคสมัยนี้ ตัวเลขขนาดนี้ถือเป็นเงินก้อนโตมหาศาลระดับเศรษฐีย่อมๆ เลยทีเดียว ต้องไม่ลืมว่าสมัยนี้บ้านไหนมีเงินเก็บหลักหมื่นหยวนถึงขั้นได้ลงหนังสือพิมพ์เชิดชูเกียรติกันเลยทีเดียว
“เมื่อรวมกับเงินค่าไข่มุกที่เพิ่งขายได้วันนี้ เบ็ดเสร็จแล้วเรามีเงินกองกลางอยู่ทั้งหมด 5,975 หยวน”
หญิงชรากวาดสายตามองลูกหลานทุกคนก่อนจะประกาศการตัดสินใจ
“ในเมื่อจะแยกบ้านกันแล้ว แม่กับพ่อจะขอเก็บเศษเงิน 975 หยวนเอาไว้ ส่วนเงินก้อนใหญ่ห้าพันหยวนที่เหลือ ให้พวกแกสองบ้านพี่น้องเอาไปแบ่งกันคนละครึ่ง มีใครขัดข้องตรงไหนไหม?”
อวิ๋นหลินไห่กับอวิ๋นหลินเหอส่ายหน้าพร้อมกันทันทีโดยไม่ต้องคิด
“พ่อกับแม่เก็บไว้เยอะๆ หน่อยเถอะครับ แค่เก้าร้อยกว่าหยวนจะไปพอใช้อะไร”
สะใภ้ทั้งสองคนอย่างเสิ่นอวิ๋นเหลียนและหวังเหมยต่างก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างแข็งขัน
ผู้เฒ่าทั้งสองยิ้มอย่างอ่อนโยนก่อนจะเอ่ยว่า
“ยังพูดไม่จบสักหน่อย ฉันกับตาเฒ่ายังแข็งแรงพอจะทำงานไหว วันๆ ก็ปลูกผักปลูกหญ้ากินเองได้ ประหยัดค่ากับข้าวไปได้ตั้งเยอะ หลังจากแยกบ้านแล้ว พวกแกสองบ้านแค่จ่ายค่าอาหารให้แม่กับพ่อบ้านละสิบหยวนต่อเดือนก็พอแล้ว”
อวิ๋นหลินเหอกับอวิ๋นหลินไห่ลองคำนวณในใจดูแล้วก็เห็นว่าสมเหตุสมผล ถ้าเกิดไม่พอใช้จริงๆ พวกเขาค่อยแอบยัดใส่มือให้เพิ่ม หรือไม่ก็คอยซื้อข้าวของเครื่องใช้มาเติมให้พ่อกับแม่ก็น่าจะได้
“ตกลงตามนี้ ไม่มีใครคัดค้านแล้วนะ”
เมื่อเห็นว่าลูกๆ ทุกคนส่ายหน้ายอมรับ ย่าอวิ๋นจึงเริ่มแบ่งเงินทันที โดยมอบให้บ้านละ 2,500 หยวน
“สะใภ้ทั้งสองคนเป็นคนดี แม่พอใจในตัวพวกเธอมาก พวกเธอรู้จักประหยัดมัธยัสถ์ดูแลบ้านช่องได้ดี เงินก้อนนี้แม่วางใจที่จะมอบให้พวกเธอเป็นคนเก็บรักษา”
ย่าอวิ๋นยื่นเงินปึกใหญ่ใส่มือลูกสะใภ้ทั้งสองคน
เสิ่นอวิ๋นเหลียนและหวังเหมยรับเงินมาด้วยความตื้นตันใจ การได้มาเจอแม่สามีที่ยุติธรรมและใจกว้างขนาดนี้ นับเป็นวาสนาและความโชคดีที่สุดในชีวิตลูกผู้หญิงของพวกเธอแล้ว
“ตอนนี้ถึงจะแบ่งเงินกันแล้ว แต่เรายังไม่ได้ย้ายบ้าน ยังต้องกินต้องอยู่ด้วยกันเหมือนเดิม หน้าที่ทำอาหารก็ยังคงเป็นฉันกับสะใภ้ทั้งสองผลัดเวรกันทำ ต่อไปนี้พวกเธอต้องจ่ายเงินกองกลางให้แม่เดือนละสิบหยวน เงินส่วนนี้จะเป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ทั้งค่ากับข้าว ค่าข้าวสารอาหารแห้ง และของใช้จำเป็นต่างๆ”
เสิ่นอวิ๋นเหลียนและหวังเหมยพยักหน้ารับทราบโดยไม่มีข้อโต้แย้ง
ปู่อวิ๋นเอ่ยเสริมขึ้นมาบ้าง
“นอกจากเรื่องเงินกับเรื่องบ้านแล้ว สมบัติของบ้านเราก็ยังมีที่นาอีกไม่กี่ไร่ กับเรือไม้ลำนั้น ส่วนเรื่องเรือพวกแกพี่น้องไปตกลงกันเองว่าจะเอายังไง จะซื้อลำใหม่เพิ่ม หรือจะใช้ลำเดิมร่วมกันแล้วแบ่งรายได้กัน เรื่องนี้แล้วแต่พวกแกจะจัดการ”
“ส่วนที่นา เอาไว้ย้ายบ้านเสร็จเรียบร้อยค่อยมาแบ่งกันอีกที แบบนี้ตกลงไหม?”
ทุกคนพยักหน้ายอมรับโดยดุษณี สองผู้เฒ่าช่างวางแผนได้อย่างรอบคอบและยุติธรรมราวกับตาชั่ง
คนแก่ที่ใจกว้างและเป็นกลางขนาดนี้หาได้ยากยิ่งนักในยุคปัจจุบัน อวิ๋นหลินไห่เคยเห็นครอบครัวอื่นเวลาจะแยกบ้านกันทีไร เป็นต้องทะเลาะเบาะแว้งกันบ้านแทบแตกทุกที
โชคดีเหลือเกินที่ครอบครัวตระกูลอวิ๋นรักใคร่กลมเกลียวกัน สองพี่น้องไม่มีทางจะมาผิดใจกันเพราะเรื่องผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ แค่นี้แน่นอน
“อ้อ ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง”
จู่ๆ ย่าอวิ๋นก็เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“เงินที่เจียวเจียวหามาได้ต่อจากนี้ต้องแยกเก็บต่างหาก ความสามารถของหลานสาวคนนี้พวกแกทุกคนก็รู้เห็นกับตาดีอยู่แล้ว จะเอาเงินของแกไปรวมมั่วซั่วกับเงินกองกลางของพวกแกไม่ได้ มันไม่ยุติธรรมกับเด็ก”
อวิ๋นเจียวกระพริบตาปริบๆ ด้วยความงุนงง เอ๊ะ? มีเรื่องของหนูด้วยเหรอ?
ความจริงแล้ว ฉากใหญ่ที่ปู่อวิ๋นกับย่าอวิ๋นจัดขึ้นในวันนี้ เป้าหมายหลักก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของอวิ๋นเจียวนั่นเอง
ความสามารถในการหาของทะเลของอวิ๋นเจียวนั้น สำหรับชาวประมงอย่างพวกเขาแล้ว มันคือพรสวรรค์ที่น่ากลัวและมหัศจรรย์เกินมนุษย์
ลำพังแค่เงินที่เด็กน้อยคนนี้หามาได้คนเดียว ก็เพียงพอที่จะเลี้ยงดูคนทั้งครอบครัวให้อยู่ดีกินดีได้สบายๆ
แต่ผู้เฒ่าทั้งสองไม่อยากให้ลูกหลานคนอื่นๆ เคยตัวจนติดนิสัยงอมืองอเท้า รอพึ่งพาแต่บารมีของอวิ๋นเจียว
ขืนปล่อยให้เป็นแบบนั้น มันจะไม่เป็นผลดีกับใครเลยในระยะยาว
แม้อวิ๋นเจียวจะมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านของลูกชายคนโต แต่ในความเป็นจริง ทั้งสองบ้านต่างก็รักและเอ็นดูเธอเหมือนลูกในไส้ ตอนนี้เมื่อถึงเวลาต้องแยกบ้าน ความสามารถในการทำเงินของเธอมีแต่จะยิ่งทวีคูณมากขึ้นเรื่อยๆ
ถ้าขืนเอาเงินทั้งหมดไปกองรวมไว้ที่บ้านใหญ่ ตอนนี้อาจจะไม่เป็นไร แต่พอนานวันเข้า ใครจะไปรู้ว่าจิตใจคนเราจะเปลี่ยนไปไหม ความโลภอาจจะเข้ามาครอบงำจนทำให้พี่น้องต้องมองหน้ากันไม่ติด
สองผู้เฒ่าปรึกษากันอย่างเคร่งเครียดมาหลายคืนแล้ว ในที่สุดก็ตัดสินใจเด็ดขาดว่า เงินของอวิ๋นเจียวต้องแยกบัญชีออกมาต่างหาก
“เจียวเจียวหาเงินเก่ง เงินส่วนนี้จะไปฝากไว้ที่บ้านไหนก็ไม่เหมาะทั้งนั้น แม่จะเป็นคนเก็บรักษาให้แกเอง”
ย่าอวิ๋นกวาดตามองปฏิกิริยาของลูกชายและลูกสะใภ้ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครแสดงท่าทีคัดค้าน นางก็รู้สึกเบาใจและภูมิใจในตัวลูกหลานกลุ่มนี้มาก
“เจียวเจียว ต่อไปถ้าหนูตามพ่อหรืออาเล็กออกทะเล เงินส่วนแบ่งที่ได้จากการขายของจะถูกแบ่งเป็นสามส่วน ส่วนของหนู ย่าจะเก็บไว้ให้ อยากได้อะไร หรืออยากซื้อขนมอะไรก็มาเบิกที่ย่า ไว้หนูโตเป็นสาวรู้จักเก็บเงินเองเมื่อไหร่ ย่าจะคืนเงินทั้งหมดให้”
อวิ๋นเจียวพยักหน้าหงึกหงัก “ตกลงค่ะ”
ถึงแม้ตอนนี้สมองน้อยๆ ของเธอจะยังไม่เข้าใจเหตุผลซับซ้อนของผู้ใหญ่ แต่เธอมั่นใจอยู่อย่างหนึ่งว่า ย่าอวิ๋นไม่มีวันทำร้ายเธอแน่นอน
พอได้ยินว่าน้องสาวมีสิทธิ์เก็บเงินเอง อวิ๋นเสี่ยวอู่ก็เกิดอาการตาร้อนผ่าวด้วยความอิจฉา
เขาแอบย่องเข้าไปกระซิบกระซาบต่อรองกับพ่อแม่ทันที
“แม่ ครับ... ผมขอเก็บเงินเองบ้างได้ไหม?”
นานทีปีหนอวิ๋นเสี่ยวอู่จะลองสวมบทบาทเป็นเด็กดีพูดจาไพเราะกับเขาบ้าง
แต่ผลลัพธ์ของความพยายามเป็น ‘เด็กดี’ กลับจบลงด้วยการโดนเขกหัวไปหนึ่งที
“ฝันไปเถอะ! รอให้แกมีปัญญาหาเมียแต่งเข้าบ้านเมื่อไหร่ ค่อยมาคิดเรื่องเก็บเงินเอง”
อวิ๋นเสี่ยวอู่: “..........”
โธ่... ตอนนี้ผมเพิ่งจะสิบขวบเองนะ กว่าจะถึงวัยมีเมียได้ อีกตั้งกี่ปีกันเล่า!
แม้ว่าในทางนิตินัยจะถือว่าแยกบ้านกันแล้ว แต่ในทางพฤตินัย ทุกคนยังคงใช้ชีวิตอยู่ร่วมชายคาเดียวกันเหมือนเดิม กิจวัตรประจำวันไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก
จะมีก็แต่บ้านหลังใหม่ที่ก่อสร้างคืบหน้าไปมากจนใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว
อวิ๋นหลินไห่ยังคงจดจำคำพูดของอาวั่งในวันนั้นได้ขึ้นใจ เขาจึงปรึกษากับน้องชายอย่างอวิ๋นหลินเหอว่า ยังไงก็ต้องออกทะเลไปเสี่ยงดวงกันดู
แน่นอนว่าตัวนำโชคอย่างอวิ๋นเจียวต้องถูกหนีบติดไปด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย
พวกอวิ๋นเสี่ยวอู่พอรู้ข่าวก็ร้องโวยวายอยากจะตามไปด้วย
อวิ๋นหลินไห่ตัดบทเสียงเข้ม “เรือมันลำเล็ก นั่งกันไม่พอหรอก ไว้วันหลังซื้อเรือใหญ่ได้เมื่อไหร่ค่อยพาพวกแกไป”
“แล้วเมื่อไหร่จะซื้อเรือใหญ่ล่ะพ่อ?”
“รอไปเถอะน่า อีกไม่นานหรอก” อวิ๋นหลินไห่ตอบส่งๆ ไปอย่างนั้น
แต่ในความเป็นจริง หนทางยังอีกยาวไกลนัก
เรือใหญ่ที่พวกเขาใฝ่ฝันอยากจะได้คือเรือเหล็กติดเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งแม้จะเป็นเรือมือสองสภาพเก่า แต่ราคาก็ปาเข้าไปตั้งสองสามพันหยวน
ที่สำคัญคือ แถบนี้ยังไม่มีใครประกาศขายเรือเหล็กมือสองเลยด้วยซ้ำ
เช้าวันเสาร์ อากาศแจ่มใส ท้องฟ้าเปิดโล่ง เป็นฤกษ์งามยามดีเหมาะแก่การออกทะเลอย่างที่สุด
อวิ๋นเจียวถูกปลุกขึ้นมาจากที่นอนแต่เช้าตรู่ แม่กับพี่ชายคนโตช่วยกันจับเธอล้างหน้าหวีผม แต่งตัวให้อย่างทะมัดทะแมง
แม่หนูน้อยยังอยู่ในสภาพงัวเงีย ตาลืมไม่ขึ้น เดินโซซัดโซเซด้วยความง่วง ก่อนจะถูกจับยัดใส่อ้อมแขนอันอบอุ่นของพี่ชายคนโต
วันนี้พี่ชายคนโตก็จะติดตามพ่อและอาเล็กออกเรือไปเปิดหูเปิดตาด้วยเช่นกัน
[จบบท]