บทที่ 141: ทูน่าครีบน้ำเงินสนั่นทุ่ง
วินาทีนี้จุดสนใจทั้งหมดถูกแย่งชิงไปจนเกลี้ยง
ชาวบ้านที่มุงดูเหตุการณ์ต่างส่งเสียงเซ็งแซ่ด้วยความตื่นตะลึง
“เฮ้ย ที่ว่ายผ่านไปเมื่อกี้ใช่วาฬเพชฌฆาตจริงดิ?”
“แล้วทำไมพวกมันถึงไปช่วยเข็นเรือให้อวิ๋นหลินไห่ล่ะนั่น?”
“หรือว่าเรือจะเสียกลางทางจนเจออันตรายเข้า? แต่เดี๋ยวนะ... วาฬเพชฌฆาตเนี่ยนะจะมาช่วยเข็นเรือให้คน เป็นไปได้ยังไง”
“ไม่ใช่... พวกแกตาถั่วกันรึไง ไม่เห็นเหรอว่าบนหลังวาฬเพชฌฆาตตัวหลังสุดนั่น มีอวิ๋นเจียวนั่งอยู่ด้วยนะโว้ย!”
ทุกคนต่างอยากรู้อยากเห็นจนเนื้อเต้น ความสงสัยใคร่รู้พุ่งพล่านจนแทบทนไม่ไหว
ในเวลานี้ ไม่มีใครสนใจอวิ๋นต้าฟู่กับเรือเหล็กติดเครื่องยนต์ของเขาเลยแม้แต่น้อย ทำเอาสีหน้าของเขาเขียวคล้ำด้วยความริษยาปนอับอาย
พวกชาวบ้านอยากจะรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่น่าเสียดายที่เรือของกลุ่มอวิ๋นหลินไห่พุ่งฉิวจนใกล้จะถึงท่าเรืออยู่รอมร่อแล้ว
อวิ๋นเจียวกะระยะความลึกของน้ำด้วยสายตา ก่อนจะส่งสัญญาณให้เหล่าพี่ใหญ่วาฬเพชฌฆาตหยุด
ทว่าถึงแม้แรงส่งจากวาฬจะหยุดลง แต่ด้วยแรงเฉื่อยที่สะสมมา ทำให้เรือไม้ลำน้อยยังคงพุ่งทะยานไปข้างหน้าต่ออีกระยะหนึ่งอย่างรวดเร็ว
คนบนเรือทั้งสามคนเมาคลื่นจนโลกหมุนติ้ว
ทั้งสามรีบพุ่งไปเกาะขอบเรือแล้วอาเจียนออกมาอย่างหมดสภาพ
ถ้าใครมาเห็นเข้าคงขำจนฟันร่วง ชาวประมงที่ใช้ชีวิตอยู่กับทะเลมาทั้งชีวิต ดันมาเมาเรือเสียเอง
แต่จะโทษพวกเขาก็ไม่ได้ เพราะความเร็วระดับนั้น บวกกับแรงกระแทกกระทั้นของคลื่นที่สาดซัดเข้ามา
พวกวาฬเพชฌฆาตเล่นสนุกกันจนลืมตัว คิดแต่จะเอาใจตัวเองเข้าว่า ความเร็วเรือน่ะสะใจพวกมันก็จริง แต่คนบนเรือนี่สิแทบจะเอาชีวิตไม่รอด
ยังนับว่าโชคดีที่เรือไม่พลิกคว่ำกลางทะเล
แต่ความตื่นเต้นระทึกขวัญนั้นก็เป็นของจริง
อวิ๋นหลินไห่หน้าซีดเผือด บ่นพึมพำเสียงสั่น
“แม่เจ้าโว้ย เกิดมาทั้งชีวิตไม่เคยนั่งเรือลำไหนที่มันระทึกขวัญสั่นประสาทขนาดนี้มาก่อนเลยให้ตายเถอะ”
เหล่าฝูงวาฬเพชฌฆาตพากันส่งเสียงร้องอย่างร่าเริงอยู่ไม่ไกลจากบริเวณนั้น
‘เจ้ามนุษย์ มาเล่นกันอีกสิ มาเล่นกันเถอะ’
พวกมันรู้สึกว่าการเข็นเรือเล่นแบบนี้ สนุกกว่าตอนเอาหัวดุนกระดองเต่าเล่นตั้งเยอะ
โดยเฉพาะตอนที่คนบนเรือส่งเสียงร้องโวยวาย ยิ่งเสียงดังพวกมันก็ยิ่งคึกคักชอบใจ
อวิ๋นเจียวเอามือเคาะหัวพวกมันเบาๆ เป็นเชิงปราม
“นี่แน่ะ ต่อไปถ้าหนูไม่อนุญาต ห้ามไปดุนเรือคนอื่นเล่นพร่ำเพรื่อนะรู้ไหม”
เธอกลัวว่าถ้าพวกมันติดใจความสนุก แล้วไปไล่ดุนเรือชาวบ้านคนอื่นเข้า มีหวังคนพวกนั้นคงช็อกตายกันพอดี
เหล่าวาฬเพชฌฆาตทำหน้าจ๋อยด้วยความน้อยใจ ทำไมถึงเล่นไม่ได้ล่ะ
อวิ๋นเจียวจึงปลอบใจ
“เอาไว้คราวหน้าหนูจะหาลูกบอลมาให้เล่นแทนก็แล้วกัน สรุปคือห้ามไปยุ่งกับเรือคนอื่น เข้าใจไหม”
‘อื๊ดๆ ~ เข้าใจแล้วจ้า ~’
เมื่ออวิ๋นหลินไห่และคนอื่นๆ เริ่มตั้งสติได้ ก็กวักมือเรียกให้อวิ๋นเจียวขึ้นเรือ
อวิ๋นเจียวส่ายหน้าดิก : เรื่องอะไรจะไป
บริเวณน้ำตรงนั้นเต็มไปด้วยร่องรอยอาเจียนของพวกผู้ใหญ่
อวิ๋นเจียวตัดสินใจจะอ้อมไปขึ้นฝั่งทางอื่น
“หนูจะกลับทางนู้นนะ”
เด็กหญิงตัวน้อยยืนทรงตัวอยู่บนหลังวาฬเพชฌฆาต พลางชี้มือไปยังทิศทางที่ไกลออกไปแล้วตะโกนบอกอวิ๋นหลินไห่
อวิ๋นหลินไห่มองดูสภาพผิวน้ำที่เพิ่งจะขย้อนของเก่าลงไป ก็ทำหน้าเจื่อนด้วยความละอายใจ
“งั้นก็ได้ ลูกรีบตามมาเร็วๆ ล่ะ”
กว่าเรือของพวกเขาจะเข้าเทียบท่า อวิ๋นเจียวก็น่าจะไปถึงพอดี
“รีบไปตามอาวั่งให้ขนน้ำแข็งมาหน่อย แล้วก็ไปขอยืมรถไถผู้ใหญ่บ้านมาด้วย”
ในเมื่อตั้งใจจะส่งปลาทูน่าไปขายที่ภัตตาคารต้าอวิ้น พวกเขาก็ต้องจัดการขนส่งกันเอง
การที่อวิ๋นวั่งยอมบอกข้อมูลนี้กับพวกเขา ก็ถือว่าเป็นการบอกใบ้กลายๆ แล้ว
พวกเขาซาบซึ้งในน้ำใจของอวิ๋นวั่ง ถือเป็นการกระชับความสัมพันธ์ของสองครอบครัวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ระหว่างรออาวั่งมาถึง อวิ๋นหลินไห่ก็เหลือบไปเห็นปลาเก๋าหนูที่อวิ๋นเจียวใส่ไว้ในถังไม้ตรงท้องเรือ
แต่เพราะเรือโคลงเคลงอย่างรุนแรงเมื่อครู่ ถังไม้จึงล้มคว่ำ ปลาไหลออกมานอนแอ้งแม้งอยู่ข้างนอก
โชคดีที่ในท้องเรือยังมีน้ำทะเลขังอยู่ ปลาเก๋าหนูตัวนั้นเลยแค่พะงาบๆ ใกล้ตายเต็มทน
“เฮ้ย นี่มันปลาเก๋าหนูไม่ใช่เหรอ!”
อวิ๋นเจียวชูแขนป้อมๆ ขึ้นแสดงตัว
“หนูจับเอง”
อวิ๋นหลินไห่พยักหน้า
“...พ่อรู้อยู่แล้วว่าเป็นฝีมือลูก แต่ทำไมไม่เห็นบอกพวกพ่อก่อนล่ะ?”
นอกจากอวิ๋นเจียวแล้ว ก็คงไม่มีใครมีความสามารถจับปลาหายากแบบนี้ได้อีก
อวิ๋นเจียวตอบหน้าตาย
“ลืมค่ะ”
อวิ๋นหลินไห่ประคองปลาเก๋าหนูตัวนั้นขึ้นมา สภาพของมันเรียกได้ว่าสิ้นลมหายใจไปเรียบร้อยแล้ว
ก็น่าเห็นใจมันอยู่หรอก ถูกอวิ๋นเจียวจับมาไม่พอ ยังต้องมาถูกลากพาไปไล่จับปลาทูน่า แถมตบท้ายด้วยการนั่งเรือซิ่งจนเครื่องในปั่นป่วน
ไม่นานนัก อวิ๋นหลินเหอกับอาวั่งก็รีบวิ่งกระหืดกระหอบมาถึงพร้อมกับกล่องโฟมใส่น้ำแข็ง
อวิ๋นวั่งตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น
“ไหนพี่ อยู่ไหน? ปลาทูน่าครีบน้ำเงินอยู่ไหน?”
ด้วยความตื่นเต้นจนเก็บทรงไม่อยู่ เสียงของอวิ๋นวั่งจึงดังลั่นไปทั่ว
ดังจนคนแถวท่าเรือที่อยู่ใกล้เรือของอวิ๋นหลินไห่ได้ยินกันถ้วนหน้า
ปลาทูน่าครีบน้ำเงิน
คำคำนี้ราวกับมีมนต์ขลังสะกดจิต ผู้คนเหล่านั้นหันขวับมามองทางนี้เป็นตาเดียว ก่อนจะพากันกรูเข้ามามุงดูทันที
“อะไรนะ? มีปลาทูน่าครีบน้ำเงินเหรอ จริงหรือเปล่าเนี่ย?”
“ไหนขอดูหน่อย อยู่ไหน?”
“ปลาทูน่าครีบน้ำเงินอยู่ที่ไหน!”
อวิ๋นหลินไห่และพรรคพวกช่วยกันออกแรงยกเจ้าปลาทูน่าครีบน้ำเงินยักษ์ออกมาจากท้องเรืออย่างทุลักทุเล
ทันทีที่เห็นตัวปลา ฝูงชนที่มุงดูอยู่ก็ส่งเสียงฮือฮาจนวงแตก
“คุณพระช่วย! ปลาทูน่าครีบน้ำเงินของจริง ตัวบะเริ่มเทิ่มเลย!”
“ตัวขนาดนี้ต้องหนักเกินร้อยจินแน่ๆ”
“เกินชัวร์ ฉันว่าเผลอๆ จะถึงสองร้อยจินเอาด้วยซ้ำ”
พ่อค้าปลาที่ได้ยินข่าวรีบเบียดตัวแทรกฝูงชนเข้ามาเสนอราคาทันที
“ปลาทูน่าครีบน้ำเงินตัวนี้ฉันรับซื้อเอง! ขายให้ฉันเถอะ รับรองให้ราคาดีแน่นอน”
“ขายให้ฉันสิ ฉันให้จินละหกหยวนเลยเอ้า”
“ฉันให้หกหยวนห้าเหมา!”
ชาวประมงรอบข้างที่ได้ยินราคาต่างพากันตาแดงก่ำด้วยความอิจฉาริษยา
หกหยวนห้าเหมาเชียวนะ แค่ปลาตัวเดียวก็ทำเงินได้เป็นพันหยวนแล้ว นี่มันเงินก้อนโตชัดๆ
ทำไมสวรรค์ไม่เข้าข้างให้บ้านพวกเขาจับปลาแบบนี้ได้บ้างนะ
“ไม่ขายครับ ไม่ขาย ปลาตัวนี้พวกเราจะเอาไปส่งที่ภัตตาคารต้าอวิ้น ถ้าพวกคุณให้ราคาได้สูงกว่าทางภัตตาคาร พวกเราถึงจะยอมขาย”
เจอประโยคนี้เข้าไป ทุกคนก็เงียบกริบ
พวกพ่อค้าปลาไม่ใช่คนโง่ พวกเขาก็รู้ข่าวเรื่องภัตตาคารต้าอวิ้นเหมือนกัน เดิมทีนึกว่ากลุ่มอวิ๋นหลินไห่จะไม่รู้เรื่องนี้ เลยกะจะมาชิงตัดหน้าซื้อถูกไปขายแพงเก็งกำไร
ปลาทูน่ามีหลายสายพันธุ์ ถ้าเป็นพันธุ์ธรรมดาก็ขายได้แค่จินละสามสี่หยวนเท่านั้น
แต่ปลาทูน่าครีบน้ำเงินถือเป็นราชาแห่งปลาทูน่า ราคาย่อมสูงกว่าเป็นธรรมดา
ราคาที่พวกพ่อค้าปลาเสนอมา หกหยวนบ้าง หกหยวนห้าเหมาบ้าง ความจริงยังถือว่ากดราคาด้วยซ้ำ
ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉาตาร้อนของผู้คน ปลาทูน่ายักษ์ถูกบรรจุลงในกล่องใส่น้ำแข็งอย่างระมัดระวัง
“ยังมีตัวนี้อีก”
อวิ๋นหลินไห่รีบหยิบปลาเก๋าหนูใส่ตามลงไปในกล่องน้ำแข็งด้วย
“เพิ่งตายเมื่อกี้เอง ยังสดอยู่เลย”
อวิ๋นวั่งเห็นเข้าถึงกับสูดหายใจเข้าลึก
“พี่ชาย ดวงทางทะเลของบ้านพี่นี่มัน...”
เขายกนิ้วโป้งให้ด้วยความเลื่อมใสจากใจจริง
เขารับซื้อของทะเลมาหลายปี ไม่เคยเห็นใครดวงเฮงเท่าบ้านอวิ๋นหลินไห่มาก่อน
เพิ่งจะซื้อเรือมาได้ไม่นาน แต่กลับหาของทะเลหายากได้มากกว่าพวกเรือเหล็กติดเครื่องยนต์เสียอีก
อวิ๋นหลินไห่ได้แต่หัวเราะแหะๆ ไม่พูดอะไร
พวกเขารู้กันดีในครอบครัว และพร้อมใจกันปิดปากเงียบเรื่องที่ว่าของพวกนี้อวิ๋นเจียวเป็นคนจับมา
บางครั้งการทำตัวโดดเด่นเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดี
“ในท้องเรือยังมีปลาจาระเม็ดขาวอยู่อีกหน่อย อาวั่งนายช่วยรับซื้อไปทีนะ”
อวิ๋นวั่งยิ้มจนตาหยีทันที
ในขณะที่ทางนี้กำลังวุ่นวาย ทางด้านเสิ่นอวิ๋นเหลียนกับหวังเหมยที่กำลังหาหอยอยู่แถวชายหาด พอได้รับข่าวก็รีบพาลูกๆ หลานๆ บึ่งมาที่ท่าเรือทันที
แถมยังให้อวิ๋นเสี่ยวอู่ที่วิ่งเร็วที่สุด วิ่งกลับไปตามปู่อวิ๋นที่บ้านมาด้วย
ข่าวเรื่องปลาทูน่าครีบน้ำเงินแพร่สะพัดไปไวมาก ตอนนี้รอบเรือประมงของบ้านอวิ๋นหลินไห่มีคนมามุงดูเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะใครๆ ก็อยากเห็นเป็นบุญตา
ในหมู่บ้านนี้ยังไม่เคยมีใครจับปลาทูน่าได้มาก่อน
เคยได้ยินแต่ว่าเรือเดินสมุทรลำใหญ่ๆ เท่านั้นถึงจะจับปลาทูน่าตัวโตๆ ได้
ตอนที่เสิ่นอวิ๋นเหลียนและคนอื่นๆ มาถึง บริเวณรอบเรือไม้ลำน้อยก็ถูกล้อมกรอบด้วยฝูงชนถึงสามชั้น ชาวบ้านต่างพากันเข้ามาทักทายด้วยความอิจฉา
“อวิ๋นเหลียน ผัวเธอจับปลาทูน่าได้ด้วยนะ แถมยังเป็นพันธุ์ครีบน้ำเงินอีกต่างหาก”
“หวังเหมย บ้านพวกเธอคราวนี้รวยเละแน่ๆ”
ทั้งสองสาวสะใภ้ตื่นเต้นดีใจจนทำอะไรไม่ถูก
“ขอทางหน่อยค่ะ ขอพวกเราเข้าไปดูหน่อย”
อวิ๋นเสี่ยวลิ่วกับพวกพี่น้องอาศัยความตัวเล็กมุดลอดขาผู้ใหญ่เข้าไปวงใน
“พ่อ! เจียวเจียว! พี่ใหญ่...”
เด็กๆ วิ่งกรูเข้าไปถามด้วยความตื่นเต้น
“ปลาล่ะ ปลาอยู่ไหน ปลาตัวใหญ่อยู่ไหน?”
อวิ๋นหลินไห่ชี้ไปที่กล่องโฟม พอเด็กๆ ชะโงกหน้าเข้าไปดู ต่างก็ร้องว้าวออกมาพร้อมกัน
“โห ปลาตัวใหญ่ยักษ์เลย!”
“พ่อเก่งที่สุดเลย”
“หลีกหน่อยๆ ขอทางหน่อย ข้าจะเข้าไปดูปลาที่ลูกหลานข้าจับมาได้หน่อย”
ปู่อวิ๋นเดินนำขบวนมา โดยมีอวิ๋นเสี่ยวอู่คอยแหวกทาง พลางส่งเสียงตะโกนโหวกเหวกดันตัวแทรกฝูงชนเข้าไป
[จบบท]