บทที่ 144: บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
“เด็กอะไรหน้าตาน่ารักจัง”
ความสวยงามมักจะดึงดูดสายตาผู้คนให้หันกลับมามองซ้ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่อวิ๋นเจียวนั่งสงบเสงี่ยมเรียบร้อยดูน่าเอ็นดูเช่นนี้
เจ้าหน้าที่ตำรวจกงอันคนหนึ่งที่รู้ตื้นลึกหนาบางของเรื่องราวเดินถือแก้วเคลือบใส่น้ำชา เดินทอดน่องผ่านกลุ่มตำรวจรุ่นน้องที่กำลังจับกลุ่มคุยกัน เขาจิบชาพลางถอนหายใจออกมาเบาๆ
“น่ารักใช่ไหมล่ะ เห็นหัวขโมยที่จับมาได้วันนี้ไหม ฝีมือยัยหนูนี่แหละ”
“หา จริงดิ”
พวกตำรวจหนุ่มๆ ต่างพากันทำหน้าไม่เชื่อสายตา
เด็กคนนี้อายุเท่าไหร่กันเชียว ดูจากรูปร่างแล้วน่าจะแค่สามขวบได้มั้ง ยืนขึ้นมายังสูงไม่ถึงเอวผู้ใหญ่ด้วยซ้ำ จะไปมีแรงตีคนตัวโตขนาดนั้นได้ยังไงกัน
“เหอะๆ พวกนายอย่าลบหลู่เชียวนะ แม่หนูน้อยคนนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ จำแก๊งค้ามนุษย์คราวก่อนที่มีสภาพสะบักสะบอมได้ไหม นั่นก็ฝีมือเธอเหมือนกัน”
ถึงปากจะพูดแบบนั้น แต่พอหันไปมองเด็กน้อยที่นั่งแกว่งขาอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเล็ก เขาก็อดใจอ่อนยวบไม่ได้
เด็กตัวแค่นี้จะไปมีความผิดอะไรได้ ผิดที่พวกคนชั่วพวกนั้นต่างหาก
จากการสอบสวนอย่างหนักทำให้พวกเขารู้ความจริงว่า เจ้าหัวขโมยนั่นไม่ได้แค่คิดจะขโมยเงินของบ้านอวิ๋นเท่านั้น แต่พอเห็นอวิ๋นเจียวตัวเล็กนิดเดียววิ่งตามมา ก็เกิดความคิดชั่วร้ายกะจะลักพาตัวเธอไปขายเสียด้วยเลย
มิหนำซ้ำพวกเขายังค้นเจอมีดพกเล่มหนึ่งซ่อนอยู่ในตัวของมัน
โชคดีที่มันยังไม่ทันได้ควักออกมาใช้ หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือมันไม่มีโอกาสได้ใช้เลยต่างหาก เพราะทันทีที่อวิ๋นเจียวลงมือ เจ้าโจรนั่นก็โดนฟาดจนสมองเบลอวิ้งๆ หูอื้อตาลายจนลืมไปเลยว่าตัวเองพกอาวุธมาด้วย
สภาพตอนที่โดนลากตัวมาก็สะบักสะบอมจนแทบไม่มีแรงขยับตัวแล้ว
แน่นอนว่าสาเหตุที่การสอบสวนจบลงอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเจ้าขโมยโดนอวิ๋นเจียวจัดหนักจนขวัญหนีดีฝ่อ ยอมคายความลับออกมาจนหมดเปลือก
อวิ๋นเจียวรับรู้ได้ถึงสายตาของเหล่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกงอันที่จ้องมองมา เธอเอียงคอเล็กน้อยทั้งที่ในปากยังอมลูกอมเอาไว้ ดวงตากลมโตสุกใสจ้องมองกลับไปพร้อมกับส่งรอยยิ้มหวานหยดย้อยจนตาหยี
“พี่ชาย พี่สาว คุณอาคุณน้า สวัสดีค่ะ”
เธอเป็นเด็กดีมีมารยาท ผู้ใหญ่สอนมาดีว่าต้องรู้จักทักทาย
วินาทีนั้นเอง เหล่าผู้ใหญ่ใจแข็งทั้งหลายต่างก็โดนดาเมจความน่ารักของหนูน้อยพุ่งเข้าชนกลางใจอย่างจัง
ช่างน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน เด็กดีขนาดนี้ ถ้าจะมีเรื่องลงไม้ลงมือกับใคร ก็ต้องเป็นฝ่ายตรงข้ามที่ทำตัวเลวร้ายเองแน่นอน
ตอนนี้ทุกคนในสถานีตำรวจต่างโดนความน่ารักครอบงำจนสติสตางค์ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว
จ้าวเจี้ยนกั๋วเดินออกมาจากห้องด้านใน ในมือถือถ้วยเคลือบที่มีควันร้อนๆ ลอยกรุ่นออกมา ข้างในนั้นคือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของอวิ๋นเจียวที่กำลังส่งกลิ่นหอมฉุย
“พวกนายมายืนมุงอะไรกันตรงนี้”
“ผู้กองจ้าว พวกเราแค่แวะมาดูเฉยๆ แหะๆ”
พูดจบพวกจีนมุงในเครื่องแบบก็รีบสลายตัวกันไปทันที ขืนอยู่นานกว่านี้เดี๋ยวจะโดนผู้กองจ้าวดุเอาได้
แม้ตัวของอวิ๋นเจียวจะยังนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเดิม แต่สายตาของเธอตอนนี้ถูกดูดเข้าไปในถ้วยเคลือบใบนั้นอย่างถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว
หอมจัง กลิ่นมันหอมยั่วน้ำลายชะมัด
“ต้องรออีกสักพักนะถึงจะกินได้”
จ้าวเจี้ยนกั๋วเห็นอาการน้ำลายสอของเด็กน้อยแล้วก็นึกขำปนเอ็นดู
มือหนาวางลงบนศีรษะเล็กแล้วลูบเบาๆ
ผมของเจ้าตัวเล็กนี่นุ่มมือจริงๆ ทั้งหนา ทั้งดกดำ แถมยังนุ่มลื่นเหมือนเส้นไหม
อวิ๋นเจียวไม่ถือสาที่โดนลูบหัว เธอรีบเคี้ยวลูกอมในปากจนแตกดังกรุบกรับ แล้วกลืนลงคอไปอย่างรวดเร็ว เพื่อเตรียมพื้นที่ว่างในกระเพาะและตั้งตารอคอยบะหมี่ถ้วยโปรด
กลิ่นเครื่องปรุงรสเข้มข้นลอยเตะจมูกจนเงือกน้อยแทบจะเคลิ้ม
“ลุงจ้าวคะ กินได้รึยัง”
เธอเงยหน้าขึ้นมองจ้าวเจี้ยนกั๋วด้วยสายตาเว้าวอน
“เดี๋ยวลุงดูให้นะ”
จ้าวเจี้ยนกั๋วเปิดฝาถ้วยเคลือบออก แล้วใช้ตะเกียบเขี่ยดูเส้นบะหมี่ด้านใน
เส้นนุ่มกำลังดีแล้ว
“กินได้แล้วล่ะ แต่ระวังหน่อยนะ มันยังร้อนอยู่”
อวิ๋นเจียวผงกหัวรัวๆ เป็นไก่จิกข้าว เธอรีบลากเก้าอี้เข้าไปใกล้โต๊ะ ยกถ้วยเคลือบมาวางตรงหน้า แล้วเริ่มลงมือจัดการกับบะหมี่อย่างกระตือรือร้น
เธอตั้งหน้าตั้งตากินอย่างจริงจัง พอเส้นบะหมี่เข้าปาก ดวงตากลมโตก็เปล่งประกายวิบวับเหมือนมีดวงดาวอยู่ในนั้น
ในขณะที่บะหมี่ใกล้จะหมดถ้วย อวิ๋นเจียวก็เหลือบไปเห็นพ่อกับพวกพี่ชายเดินเข้ามาพอดี
เธอยกแขนป้อมๆ ขึ้นโบกทักทายทั้งที่ปากยังคาบเส้นบะหมี่อยู่
“คูมป้อ อาเย็ห พี่ชายยย”
เสียงอู้อี้ฟังแทบไม่เป็นภาษาเพราะของกินเต็มปาก
อวิ๋นหลินไห่ผู้เป็นพ่อรีบวิ่งถลันเข้ามาด้วยความร้อนใจ ชายร่างใหญ่ขอบตาแดงก่ำ เขาตรงเข้ากอดลูกสาวตัวน้อยแน่น
“เจียวเจียวลูกพ่อ หนูทำพ่อใจหายใจคว่ำหมดแล้ว”
อวิ๋นเจียวยกมือขึ้นตบหลังผู้เป็นพ่อเบาๆ เพื่อปลอบโยน
“คูมป้อคะ ไม่เปงไร เจียวเจียวเก่งจะตาย ปลอดภัยหายห่วง”
เธอกลืนบะหมี่ลงคอ ก่อนจะล้วงเอาเงินปึกใหญ่ออกมายื่นให้เขา
“พ่อคะ นี่เงินค่ะ ไอ้คนร้ายนิสัยไม่ดีโดนหนูจัดการเรียบร้อย ตอนนี้โดนจับขังอยู่ในห้องขังแล้ว”
พอเห็นว่าทั้งคนทั้งเงินปลอดภัยดี ทุกคนก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
ใครจะไปคิดว่าการออกมาขายปลาแค่รอบเดียว จะมีเรื่องราววุ่นวายเกิดขึ้นมากมายขนาดนี้
จ้าวเจี้ยนกั๋วเดินเข้ามาสมทบวงสนทนา
“ขโมยมันสารภาพแล้วครับ ข่าวเรื่องพวกคุณขายปลาทูน่าครีบน้ำเงินเป็นฝีมือมันเองที่จงใจปล่อยข่าวลือออกไป เพื่อให้คนแห่กันมามุงดูเยอะๆ มันจะได้อาศัยจังหวะชุลมุนลงมือได้ง่ายขึ้น”
ต้องยอมรับว่ามันฉลาดมากที่ใช้จิตวิทยาหมู่ของคนมาเป็นเครื่องมือ หลอกล่อให้คนสนใจเรื่องปลาทูน่าครีบน้ำเงินน้ำหนักสองร้อยกว่าจิน จนทำให้คนแห่กันไปที่หน้าภัตตาคารต้าอวิ้นอย่างมืดฟ้ามัวดิน
แต่มันคงคาดไม่ถึงว่าจะมาเจอตออย่างอวิ๋นเจียวเข้าให้
“มิน่าล่ะ ตอนพวกเราเข้าไปส่งปลายังไม่เห็นคนเยอะขนาดนี้ พอออกมาอีกทีคนแน่นจนแทบจะขยับตัวไม่ได้ นึกว่ามีงานวัดเสียอีก ที่แท้ก็เป็นแผนของมันนี่เอง”
อวิ๋นหลินไห่กัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจ
จ้าวเจี้ยนกั๋วพยักหน้า “การที่มันสามารถกระจายข่าวได้เร็วขนาดนี้ แสดงว่าต้องไม่ได้ทำคนเดียวแน่ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกงอันของเราสอบสวนจนรู้ตัวผู้ร่วมขบวนการอีกสองคนแล้ว ตอนนี้กำลังส่งคนไปตามจับอยู่ครับ”
ในขณะที่ผู้ใหญ่กำลังคุยกันเครียดๆ อวิ๋นเจียวก็หันไปสนใจพี่ชายของเธอ
เธอยกถ้วยเคลือบที่มีบะหมี่เหลืออยู่ก้นถ้วยไปให้พวกพี่ๆ ดู หัวเล็กๆ หลายหัวสุมเข้าหากัน
อวิ๋นเสี่ยวอู่สูดจมูกฟุดฟิด “หอมจังเลย”
อวิ๋นเสี่ยวลิ่วตาเป็นประกาย พยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรง
เสี่ยวชีกลืนน้ำลาย “น้องเล็ก ขอพี่ชิมคำนึงได้ไหม”
เสี่ยวปาและอวิ๋นเสี่ยวจิ่วเองก็จ้องมองน้องสาวตาแป๋ว
อวิ๋นเจียวใช้ตะเกียบคีบเส้นบะหมี่ขึ้นมาอย่างคล่องแคล่ว แล้วยื่นไปจ่อปากพี่ชายทีละคน
“ได้สิ กินด้วยกันเลย”
เหล่าพี่ชายต่างอ้าปากรอรับการป้อนจากน้องสาวตัวน้อยอย่างว่าง่าย
“อร่อยสุดยอดไปเลย”
นี่เป็นครั้งแรกที่เด็กๆ ได้ลิ้มรสชาติของสิ่งที่เรียกว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป รสชาติเข้มข้นกลมกล่อมของผงชูรสและเครื่องปรุงทำเอาพวกเขาติดใจทันที
บะหมี่ที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดถูกจัดการจนเกลี้ยงภายในพริบตา แม้แต่น้ำซุปก็ถูกซดจนแห้งขอด
อวิ๋นเจียวตั้งท่าจะเอาถ้วยเคลือบของลุงจ้าวไปล้างคืนให้
อวิ๋นเสี่ยวอู่รีบแย่งไปถือไว้ “เดี๋ยวพี่ไปล้างให้เอง”
ทางด้านผู้ใหญ่ การสนทนาระหว่างอวิ๋นหลินไห่และจ้าวเจี้ยนกั๋วก็จบลง
หลังจากลงบันทึกประจำวันเสร็จเรียบร้อย พวกเขาก็ได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้
พอรู้ว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่อวิ๋นเจียวกินไปนั้น จ้าวเจี้ยนกั๋วเป็นคนออกเงินซื้อให้ อวิ๋นหลินไห่ก็รีบควักเงินจะจ่ายคืน
จ้าวเจี้ยนกั๋วรีบปัดมือปฏิเสธ “แค่แปดเหมาเองครับ ไม่ต้องคิดมากหรอก ถือเป็นรางวัลให้เจียวเจียวที่ช่วยจับคนร้ายได้ แถมยังให้เบาะแสไปจับพวกที่เหลืออีก ถือว่าช่วยงานตำรวจได้เยอะเลย”
พูดกันอยู่นาน สุดท้ายเงินแปดเหมานั้นก็ไม่ได้จ่ายออกไป
ส่วนเงินสดสองพันกว่าหยวนนั้น เพื่อความไม่ประมาท พวกเขาจึงแบ่งออกเป็นสามส่วน แยกกันเก็บไว้ที่อวิ๋นหลินเหอ อวิ๋นเฉินตง และอวิ๋นเฉินซี
กระจายความเสี่ยงเอาไว้ก่อนดีที่สุด
“คูมป้อ ขอเงินให้เจียวเจียวสามหยวนค่ะ”
อวิ๋นเจียวเดินเข้าไปกอดขาพ่อ เงยหน้ามองตาแป๋ว
อวิ๋นหลินไห่ไม่ถามสักคำว่าจะเอาไปทำอะไร เขาล้วงเงินส่งให้ลูกสาวทันที
เงินพวกนี้เดิมทีก็เป็นของเจียวเจียวอยู่แล้ว จะใช้อะไรก็ย่อมได้
พอได้เงินมา อวิ๋นเจียวก็ยืดอกเดินนำหน้าพี่ชาย มุ่งตรงไปยังร้านค้าสวัสดิการอย่างมาดมั่น
“พี่ชาย ไปกันเถอะ ไปซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกินกัน”
อวิ๋นเสี่ยวอู่และน้องๆ ต่างส่งเสียงเฮลั่นด้วยความดีใจ
“ไปกันเลย เจียวเจียวมานี่พี่อุ้มเอง”
อวิ๋นเสี่ยวอู่รวบตัวน้องสาวตัวน้อยขึ้นมาอุ้มไว้อย่างง่ายดาย
อวิ๋นเจียวซบหน้าลงกับบ่ากว้างของพี่ชายอย่างว่าง่าย ดวงตาหยีโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว รอยยิ้มสดใสเจิดจ้ายิ่งกว่าดวงตะวัน
เมื่อมาถึงร้านค้าสวัสดิการ อวิ๋นเจียวยื่นเงินสามหยวนให้เถ้าแก่เจ้าของร้าน
“เถ้าแก่คะ เอาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสามห่อค่ะ”
“ได้เลยจ้า เอ๊ะ เด็กพวกนี้พี่ชายหนูเหรอ” เถ้าแก่ถามพลางหยิบของให้
อวิ๋นเจียวพยักหน้าแรงๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
“ใช่ค่ะ หนูมีพี่ชายตั้งเก้าคนแน่ะ”
“โอ้โห ไม่เบาเลยนะเนี่ย เก่งจริงๆ”
เถ้าแก่ร้านค้าเอ่ยชมอย่างจริงใจ ทำเอาหนูน้อยยิ้มแก้มแทบปริ
[จบบท]