บทที่ 146: มัดผม
“ขอฉันนับบ้างสิ”
อวิ๋นเสี่ยวอู่และพี่น้องคนอื่น ๆ ต่างพากันขยับเข้าไปมุงดูด้วยความตื่นเต้น ดวงตาของพวกเขาเป็นประกายระยิบระยับยามจ้องมองธนบัตรปึกนั้น
เงินตั้งหนึ่งพันหยวนเชียวนะ! ปึกหนาขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย
เหล่าเด็กน้อยสุมหัวกันนับเงินอย่างสนุกสนาน รอยยิ้มกว้างจนตาหยีโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว
“ฮี่ ฮี่ ฮี่... เงินเยอะจังเลยแฮะ”
อวิ๋นเฉินซีผู้เป็นพี่รองเดินผ่านมาเห็นน้อง ๆ กำลังเห่อเงินก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยแซว “จะดีใจอะไรกันนักหนา นั่นไม่ใช่เงินของพวกนายสักหน่อย”
อวิ๋นเสี่ยวอู่และพรรคพวกถึงกับชะงักกึก: …………
พี่รองนี่ปากคอเราะร้ายชะมัด ขัดความสุขคนอื่นเก่งที่หนึ่งเลย
อวิ๋นเสี่ยวอู่เท้าสะเอวเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ “ในอนาคตฉันจะต้องหาเงินได้มากกว่านี้แน่นอน ตอนนี้ก็แค่นับเล่นให้หายอยากไปก่อนเท่านั้นแหละ”
อวิ๋นเสี่ยวจิ่วรีบพยักหน้าเห็นด้วยทันที “ใช่ ๆ หาเงิน! หาเงินเยอะ ๆ เอามาให้น้องสาวใช้”
อวิ๋นเสี่ยวอู่หันขวับไปมองน้องชายด้วยสีหน้าตกตะลึง
หนอยแน่เจ้าน้องเล็ก! ไม่นึกเลยว่านายจะเจ้าเล่ห์ขนาดนี้ แอบทำคะแนนความดีความชอบคนเดียวเฉยเลย!
เนื่องจากเหตุการณ์ในวันนี้มีเรื่องให้ตื่นเต้นหวาดเสียวมากเกินไป ย่าอวิ๋นและทุกคนจึงตัดสินใจว่าจะพักผ่อนกันสักหน่อย พรุ่งนี้คงงดไปขายปลาที่ภัตตาคารต้าอวิ้นหนึ่งวัน
แต่อวิ๋นเจียวยังคงนึกถึงปลาที่ฝากไว้กับพี่เต่าทะเล
“งั้นพรุ่งนี้พวกเราไปงัดหอยนางรมกันเถอะ บนเกาะนั้นมีทั้งหอยนางรม หอยสังข์ แล้วก็ของดี ๆ อีกเพียบเลยนะ”
“ผมไปด้วย!”
“พ่อครับ ขอร้องล่ะพาพวกเราไปด้วยนะ พวกเราก็อยากออกทะเลไปช่วยงานบนเกาะเหมือนกัน เกิดมายังไม่เคยออกทะเล ไม่เคยไปเที่ยวเกาะเลยสักครั้ง”
คราวนี้อวิ๋นเสี่ยวอู่และพี่น้องไม่ได้ลงไปนอนดิ้นพราด ๆ กับพื้นเหมือนทุกที เพราะบทเรียนจากครั้งก่อนสอนให้รู้ว่าไม้นั้นใช้ไม่ได้ผล พวกเขาจึงเปลี่ยนกลยุทธ์มาใช้ลูกอ้อนและทำตัวน่าสงสารแทน
อวิ๋นหลินไห่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้พวกเรายกโขยงไปหาของทะเลที่เกาะกันทั้งบ้านเลยดีไหม?”
สายตาของทุกคนในห้องพุ่งตรงไปที่อวิ๋นหลินไห่เป็นจุดเดียว
เขาตรึกตรองดูแล้วก็เห็นว่าความคิดนี้เข้าท่าไม่น้อย
“เกาะนั่นพื้นที่กว้างขวาง นอกจากหอยนางรมก็น่าจะมีของดีอย่างอื่นอีก แถวชายหาดใกล้ ๆ นี้หาของยากแล้ว สู้ไปลองเสี่ยงดวงบนเกาะดีกว่า”
“พ่อกับแม่ก็ไปด้วยกันสิครับ ถือซะว่าไปเที่ยวพักผ่อน”
ดวงตาของอวิ๋นเจียวเป็นประกายวิบวับ เธอพยักหน้ารัวเร็วราวกับลูกไก่จิกข้าวสาร “ใช่ ๆ ปู่กับย่าไปด้วยกันนะ!”
อวิ๋นหลินเหอก็เห็นด้วย “จริงด้วยครับ ไปเที่ยวกันสักวันเถอะ ผมจำได้ว่าบนเกาะนั้นมีต้นมะพร้าวด้วย แล้วเหมือนจะมีป่าโกงกางอยู่อีกแถบหนึ่ง”
พอลูกชายทั้งสองคนพูดเชียร์แบบนี้ ย่าอวิ๋นกับผู้เฒ่าอวิ๋นก็เริ่มใจอ่อนและเกิดความอยากไปขึ้นมาบ้าง
ส่วนอวิ๋นเสี่ยวอู่และน้อง ๆ นั้นกระโดดโลดเต้นส่งเสียงร้องไชโยไปเรียบร้อยแล้ว
“แต่บ้านเรามีเรือไม้แค่ลำเดียวนะ จะขนคนไปหมดได้ยังไง?”
อวิ๋นหลินเหอเสนอทางออก “เรื่องนั้นง่ายจะตาย หมู่บ้านเราไม่ได้มีเรือแค่บ้านเราบ้านเดียวนี่นา ผมจำได้ว่าเรือของบ้านหยางวาจอดทิ้งไว้เฉย ๆ ไม่ได้ใช้งาน เราไปขอยืมเรือบ้านเขามาสักลำก็สิ้นเรื่อง”
แต่ถึงอย่างนั้น คนก็ยังเยอะอยู่ดี
สุดท้ายพวกเขาจึงตัดสินใจว่าจะไปขอยืมเรือมาเพิ่มอีกสองลำ
แน่นอนว่าไม่ได้ยืมเปล่า ๆ แต่จะให้เงินค่าตอบแทนเล็กน้อย ถือเป็นค่าเช่าเรือสำหรับหนึ่งวัน
สมาชิกในบ้านมีคนพายเรือเป็นตั้งหลายคน ผู้เฒ่าอวิ๋นเองสมัยหนุ่ม ๆ ก็พายเรือเก่งกาจ แม้ตอนนี้จะอายุมากแล้วและห่างหายจากการจับพายไปนาน แต่ฝีมือคงไม่ตกเท่าไหร่
ส่วนเรื่องอาหารกลางวันของพวกคนงานพรุ่งนี้ก็จัดการไม่ยาก แค่ไหว้วานป้าน้าอาที่สนิทกันให้ช่วยทำอาหารไปส่ง โดยทางบ้านอวิ๋นเป็นคนออกวัตถุดิบทั้งข้าวและกับข้าวให้
“ปู่สาม อยู่บ้านกันไหมครับ?”
เสียงของอาวั่งตะโกนเรียกมาจากหน้าบ้าน อวิ๋นหลินไห่จึงเดินไปเปิดประตู
อวิ๋นวั่งรีบถามด้วยความเป็นห่วง “พี่หลินไห่ พวกพี่ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
เห็นได้ชัดว่าข่าวเรื่องเงินหายแพร่สะพัดไปถึงหูญาติพี่น้องเรียบร้อยแล้ว
คนที่มาไม่ได้มีแค่อาวั่ง แต่ยังมีลูกหลานญาติพี่น้องจากสายตระกูลของผู้เฒ่าอวิ๋นอีกหลายคน ญาติมิตรที่สนิทชิดเชื้อกับบ้านอวิ๋นหลินไห่ต่างพากันมาเยี่ยมเยียนเพื่อปลอบใจ
อวิ๋นหลินไห่แสร้งทำสีหน้าโศกเศร้าแล้วถอนหายใจยาว “เฮ้อ... เงินมันโดนขโมยไปแล้ว จะไปทำอะไรได้ล่ะ”
ทุกคนต่างพากันถอนหายใจด้วยความเสียดาย พากันเดินเข้ามานั่งคุยในบ้าน เสียงปลอบโยนสลับกับเสียงด่าทอสาปแช่งหัวขโมยดังขึ้นเป็นระยะ
พอได้ยินอวิ๋นหลินเหอเล่าว่า หัวขโมยจงใจปล่อยข่าวลือเพื่อให้คนแห่ไปมุงดูที่ภัตตาคารต้าอวิ้น จะได้อาศัยจังหวะชุลมุนลงมือ ทุกคนต่างก็สบถด่าความชั่วช้าของมันพร้อมกับทึ่งในความเจ้าเล่ห์ไปพร้อมกัน
“ไอ้พวกหัวขโมยนี่มันร้ายกาจจริง ๆ”
“นั่นสิ แล้วหลินไห่ไปพลาดท่าให้มันเจอที่ซ่อนเงินได้ยังไงล่ะนั่น?”
อวิ๋นหลินไห่ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จได้อย่างแนบเนียน “ฉันอุตส่าห์เอาเงินใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อชั้นในสุดแล้วนะ ใครจะไปรู้ว่าพวกมันตาไวยังกับผี ไอ้ลูกเต่านั่นจงใจวิ่งมาชนท้องฉันอย่างแรง เจ็บจนแทบยืนไม่อยู่ พอตั้งสติได้ เสื้อก็โดนกรีดเป็นรูเบ้อเริ่ม เงินก็หายวับไปกับตาแล้ว”
เขาจัดการงัดเสื้อตัวที่ถูกกรีดจนขาดเป็นรอยยาวออกมาโชว์ให้ทุกคนดูเป็นหลักฐาน
“นี่ถ้ามีดลงลึกกว่านี้อีกนิด พุงฉันคงได้แผลเหวอะหวะไปด้วยแล้ว”
ทุกคนจ้องมองรอยกรีดบนเสื้อของอวิ๋นหลินไห่แล้วก็ได้แต่สูดปากด้วยความหวาดเสียว
“ดูท่าต่อไปเวลาออกไปข้างนอกจะเก็บเงินไว้ที่เดียวไม่ได้แล้วสิ พวกขโมยสมัยนี้ตามันไวยังกับปรอท”
“เอาเถอะ อย่าเสียใจไปเลย เงินทองของนอกกายไม่ตายก็หาใหม่ได้ คนปลอดภัยก็ดีถมไปแล้ว”
“ใช่ ๆ ได้ข่าวว่าเจียวเจียวก็เกือบหลงทางด้วยไม่ใช่เหรอ”
อวิ๋นหลินเหอพยักหน้าสนับสนุน “ใช่ครับ เจียวเจียวโดนฝูงคนเบียดจนพลัดหลง โชคดีที่แกฉลาดรู้จักเดินไปที่ป้อมตำรวจ ก็ได้สหายตำรวจนั่นแหละที่พาเดินมาส่งจนเจอพวกเรา”
“เจียวเจียวของพวกเรานี่ฉลาดจริง ๆ”
พูดจบ บรรดาญาติผู้ใหญ่ก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปลูบหัวบ้าง หยิกแก้มยุ้ย ๆ ของอวิ๋นเจียวบ้างด้วยความเอ็นดู
ผิวของเธอทั้งขาวทั้งบอบบาง โดนหยิกเบา ๆ ทีเดียวก็ขึ้นรอยแดงจาง ๆ เสียแล้ว
พี่ชายทั้งหลายเห็นน้องสาวโดนรุมทึ้งแก้มก็รู้สึกปวดใจ รีบเข้าไปอุ้มอวิ๋นเจียวออกมาให้ห่างจากมือไม้ของพวกผู้ใหญ่ทันที
“ดูสิ ผมยุ่งหมดแล้ว”
“เจียวเจียว เดี๋ยวพี่เก้าจะมัดผมให้เอง”
อวิ๋นเสี่ยวจิ่วขันอาสาอย่างกระตือรือร้น
“นายจะทำได้เหรอ?”
พวกพี่ ๆ มองด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย
อวิ๋นเสี่ยวจิ่วยืดอกตอบอย่างมั่นใจ “ง่ายจะตาย ฉันเห็นแม่มัดให้น้องดูทำง่ายนิดเดียว ขนาดพี่ใหญ่ยังทำเป็นเลย ฉันก็ต้องทำได้อยู่แล้ว”
อวิ๋นเฉินตงผู้หูดีแอบได้ยินประโยคนั้นเข้าถึงกับนิ่งเงียบ: …………
อะไรคือ 'ขนาดพี่ใหญ่ยังทำเป็น ฉันก็ต้องทำได้' รู้ไหมว่ากว่าฉันจะมัดได้สวยขนาดนี้ ฉันต้องแอบฝึกเงียบ ๆ คนเดียวมานานแค่ไหน!
ไม่กี่นาทีต่อมา...
“เอ่อ...”
อวิ๋นเสี่ยวอู่และพี่น้องคนอื่น ๆ ต่างยกมือลูบคาง ยืนล้อมวงมองศีรษะของอวิ๋นเจียว คิ้วขมวดเป็นปม
อวิ๋นเสี่ยวอู่ถามย้ำ “นายแน่ใจนะ... ว่านี่มัดเสร็จแล้ว?”
อวิ๋นเสี่ยวจิ่วถือหวีค้างไว้ ยืนอยู่ตรงหน้าน้องสาว
เขามองดูผมเปียสองข้างที่ข้างหนึ่งสูงเสียดฟ้า อีกข้างต่ำติดดิน แถมยังมัดหลวมโพรกจนแทบจะหลุดออกมา รู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาทันที
“มันกะให้เท่ากันยากชะมัดเลยอะ”
พอได้ลงมือทำจริงถึงรู้ว่าผมของอวิ๋นเจียวนุ่มลื่นมาก เขาเองก็กลัวจะดึงผมแรงไปจนน้องเจ็บหนังหัว เลยต้องเบามือสุดชีวิต ผลก็เลยออกมาหลวมหลุดลุ่ยอย่างที่เห็น
อย่างที่เขาว่ากัน ตาดูเหมือนง่าย แต่พอทำจริงมือไม้กลับไม่ไปตามสั่ง
“หลบไป ฉันทำเอง!”
อวิ๋นเสี่ยวอู่คว้าหวีไปถือแล้วมายืนซ้อนหลังอวิ๋นเจียวแทน
และแล้ว... ผลงานก็ออกมาเละเทะยิ่งกว่าของอวิ๋นเสี่ยวจิ่วเสียอีก
เหล่าพี่ชายผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาประลองฝีมือ อวิ๋นเจียวนั่งนิ่งเป็นตุ๊กตาอยู่บนม้านั่งตัวเตี้ย ปากเคี้ยวบิสกิตกรุบกริบอย่างว่างง่าย
เธออ้าปากหาววอด เริ่มรู้สึกง่วงนอนขึ้นมาตงิด ๆ
“ในที่สุดก็เสร็จ!”
หลังจากผ่านความพยายามอย่างหนักหน่วง ในที่สุดพวกเขาก็มัดผมทรงทวินเทล (Twin Tails) ให้ออกมาดูเป็นผู้เป็นคนได้สำเร็จ
อวิ๋นเจียวพูดเสียงงัวเงีย “พี่จ๋า หนูอยากนอนกลางวันแล้ว”
“ได้ ๆ งั้นไปนอนกันเถอะ พัดลมอยู่ในห้อง เดี๋ยวพี่ไปเปิดให้ก่อน”
บนเตียงในห้องนอนของพวกเขามีเสื่อไม้ไผ่สานผืนใหญ่ปูรองอยู่ ซึ่งเป็นของขวัญที่ตาเสิ่นมอบให้อวิ๋นเจียวก่อนหน้านี้
แถมยังมีพัดลมไฟฟ้าตั้งพื้นอีกด้วย
ด้วยความกลัวว่าน้องจะเป่าพัดลมจนเป็นหวัด พวกพี่ชายจึงกดปุ่มเบอร์สามซึ่งเป็นลมเบาสุด แล้วกดปุ่มให้หน้าพัดลมส่ายไปมา
อวิ๋นเจียวปีนขึ้นไปบนเตียง ยกมือขึ้นจับผมตัวเอง แล้วจัดการ... รูด... ยางมัดผมที่พี่ ๆ อุตส่าห์ช่วยกันมัดให้หลุดออกมาหน้าตาเฉย
เหล่าพี่ชายยืนอึ้ง: …………
เออเนอะ... นอนทั้งที่มัดผมมันไม่สบายหัวนี่นา
รู้งี้ไม่น่าเสียเวลาช่วยกันมัดให้เมื่อยเลย
เด็ก ๆ ล้มตัวลงนอนแผ่หราบนเสื่อไม้ไผ่เย็นเฉียบ โดยมีอวิ๋นเจียวนอนอยู่ตรงกลาง ท่ามกลางเสียงพูดคุยของผู้ใหญ่ที่แว่วมาจากด้านนอก ผสานกับเสียงจักจั่นที่ร้องระงม อวิ๋นเจียวก็ผล็อยหลับไปในเวลาอันรวดเร็ว
[จบบท]