บทที่ 166: สมาชิกหลากสายพันธุ์บนเรือลำน้อย
แน่นอนว่าเงินจำนวนมากขนาดนี้ไม่ใช่สิ่งที่อวิ๋นเจียวจะไปขอมาได้ง่ายๆ เพียงแค่เอ่ยปาก
ในเมื่อเป็นเงินก้อนใหญ่ ผู้ใหญ่ก็ต้องอยากรู้เหตุผลอยู่แล้วว่าเธอจะเอาไปทำอะไร
“หนูจะเอาไปให้น้าลงทุนหาเงิน แล้วค่อยแบ่งกำไรให้หนูทีหลัง”
อวิ๋นเจียวไม่ใช่เด็กหัวทึบ เธอไม่ได้ให้เงินใครเปล่าๆ โดยไม่หวังผลตอบแทน
อีกอย่างเธอไม่ได้มั่นใจในตัวหวังหงเฟยขนาดนั้นว่าเขาจะทำกำไรได้แน่นอน แต่เธอแค่มองว่าเงินเก็บไว้เฉยๆ มันก็ไม่งอกเงยขึ้นมา สู้ลองเสี่ยงดวงให้น้าชายเอาไปทำทุนค้าขายดูบ้าง เผื่อว่าเขาทำกำไรได้จะได้แบ่งส่วนแบ่งกลับมาให้เธอบ้างก็เท่านั้นเอง
แต่ถ้าเกิดขาดทุนหรือเขาเชิดเงินหนีไปดื้อๆ อย่างแรกก็ถือซะว่าเธอตาถั่วเอง ส่วนอย่างหลังเธอรับรองได้เลยว่าจะตามไปทวงคืนถึงหน้าบ้านแน่นอน!
หลังจากฟังคำอธิบายง่ายๆ ของหลานสาว ย่าอวิ๋นก็เข้าใจเจตนาทันที ลูกชายคนเล็กของบ้านดองต้องการจะออกไปทำธุรกิจค้าขายสินะ
ย่าอวิ๋นดึงตัวหลานสาวเข้ามาใกล้แล้วกระซิบถามด้วยความเป็นห่วง
“หลานไม่กลัวน้าเขาทำเจ๊งเหรอ ถ้าขาดทุนขึ้นมา เงินก้อนนี้จะไม่ได้คืนเลยนะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าหมดเจียวเจียวก็ค่อยหาใหม่ คราวหน้าก็แค่ไม่ให้เขาอีกแล้ว”
ฮึ่ม... ขาดทุนแค่ครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว
ย่าอวิ๋นยิ้มกว้างพลางลูบศีรษะทุยสวยของหลานสาวด้วยความเอ็นดู
“ตัวแค่นี้แต่ใจใหญ่กว่าพวกพี่ชายของหลานเสียอีก... แล้วหลานจะเอาเท่าไหร่ล่ะ?”
อวิ๋นเจียวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับไป
“เอามาหกร้อยหยวนก็พอค่ะ เอาไปหกร้อยหนูก็ยังเหลืออีกตั้งพันนึงแน่ะ”
ย่าอวิ๋นพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินไปนับเงินหกร้อยหยวนมาใส่มือหลานสาว
“เงินนี้เป็นของหลาน ตราบใดที่ไม่ได้เอาไปใช้สุรุ่ยสุร่าย หลานอยากจะเอาไปทำอะไรย่าก็ไม่ว่าหรอก เพียงแต่ต้องคิดให้ดีๆ นะ ถ้าขาดทุนขึ้นมาจะร้องไห้ขี้มูกโป่งไม่ได้นะรู้ไหม”
“หนูไม่ร้องหรอกน่า”
เมื่อได้เงินหกร้อยหยวนมาไว้ในมือ อวิ๋นเจียวก็กระโดดโลดเต้นไปหาหวังหงเฟยอย่างอารมณ์ดี เธอทำท่ายืดอกอย่างป๋าพร้อมกับยื่นเงินปึกนั้นให้เขา
“น้า รับเงินไปสิ แต่ถ้าได้กำไรแล้วต้องแบ่งให้หนูด้วยนะ ไม่อย่างนั้นคราวหน้าอดแน่”
หวังหงเฟยเบิกตากว้างมองเงินปึกใหญ่ที่ยื่นมาตรงหน้าด้วยความตกตะลึง เขาถึงกับต้องยกมือขึ้นขยี้ตาแรงๆ เพราะไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
ตาเขาฝาดไปหรือเปล่าเนี่ย?!
แม่หนูน้อยวัยสามขวบนี่เป็นเศรษฐีตัวจริงเสียงจริงเลยนี่นา... หก... หกร้อยหยวนเชียวนะ!
มีเงินเยอะกว่าเขาเสียอีก ขนาดเงินพันกว่าหยวนที่เขาพกติดตัวมา ยังต้องวิ่งเต้นไปขอยืมเพื่อนฝูงตั้งสามคนกว่าจะรวบรวมมาได้ขนาดนี้
หวังหงเฟยแทบจะหลั่งน้ำตาแห่งความอิจฉาออกมา
นี่มันถูกต้องแล้วเหรอ? เด็กสามขวบคนหนึ่งกลับร่ำรวยกว่าชายอกสามศอกวัยยี่สิบอย่างเขาเสียอีก
“น้าจะเอาไหมเนี่ย ถ้าไม่เอาหนูเก็บคืนนะ”
“เอาครับๆๆๆ เอาสิครับ...”
เขารีบฉีกยิ้มประจบประแจงแล้วคว้าเงินหมับมารับไว้อย่างรวดเร็ว พร้อมกับให้คำมั่นสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะ
“เจียวเจียววางใจได้เลย น้าจะไม่ทำให้หลานขาดทุนแน่นอน!”
เขาลองคำนวณในใจดูแล้ว เมื่อรวมกับเงินหกร้อยหยวนของอวิ๋นเจียว ตอนนี้เขามีทุนในมือรวมหนึ่งพันแปดร้อยหยวน ขาดอีกนิดหน่อยก็จะครบสองพัน เขาจึงตัดสินใจแบกหน้าหนาๆ ลองขอยืมเพิ่มอีกสักนิดให้มันครบตัวเลขกลมๆ
สายตาของเขาจึงเบนไปหยุดอยู่ที่อวิ๋นเฉินเป่ย
“เฉินเป่ย นายพอจะมีเงินติดตัวบ้างไหม?” น้ำเสียงของเขาฟังดูยียวนกวนประสาทเล็กน้อย
อวิ๋นเฉินเป่ยยืนนิ่งพูดไม่ออก
บังเอิญจริงๆ เขาดันมีเงินอยู่พอดีเสียด้วย
สุดท้ายอวิ๋นเฉินเป่ยก็ต้องควักเงินออกมาสมทบอีกสองร้อยหยวน
ความจริงลำพังตัวเขาเองไม่มีถึงสองร้อยหรอก มีเก็บอยู่แค่ร้อยหกสิบกว่าหยวนเท่านั้น แต่อวิ๋นเจียวก็ช่วยโปะเพิ่มให้จนครบสองร้อยหยวน
หวังหงเฟยเห็นฉากนี้แล้วแทบอยากจะร้องไห้โฮออกมา
ทำไมชีวิตเขาถึงไม่มีน้องสาวที่ทั้งรวยและพร้อมจะสนับสนุนพี่ชายแบบไม่มีเงื่อนไขอย่างนี้บ้างนะ
“เจียวเจียวเอ๊ย ทำไมหนูไม่เกิดมาเป็นน้องสาวน้าบ้างนะ”
อวิ๋นเฉินเป่ยรีบขยับตัวมาบังน้องสาวไว้ด้วยท่าทีระแวดระวังทันที
หวังหงเฟยทำเป็นมองไม่เห็นสายตาขวางๆ นั่น เขารวบตัวหลานทั้งสองเข้ามากอดหมับด้วยความดีใจ
“พวกนายวางใจได้เลย เดี๋ยวพอน้าได้กำไรมา น้าจะแบ่งให้เจียวเจียวสามส่วน ส่วนนายเอาไปหนึ่งส่วน!”
อวิ๋นเฉินเป่ยผลักเขาออกแล้วพยักหน้าส่งๆ อย่างไม่ใส่ใจนัก ตอนนี้เขายืนเหม่อลอย ในหัวคิดวนเวียนอยู่แต่เรื่องความรู้และเทคนิคงานไม้ที่อาจารย์ถ่ายทอดให้
หวังหงเฟยไม่คาดคิดเลยว่าการมาเยี่ยมญาติครั้งนี้จะมีโชคหล่นทับก้อนใหญ่ขนาดนี้ เจียวเจียวคือเทพเจ้าแห่งโชคลาภตัวน้อยของเขาจริงๆ
บ้านตระกูลหวังเลี้ยงหมูไว้สามตัว แพะห้าตัว แถมยังมีไก่เป็ดห่านอีกฝูงใหญ่ ดังนั้นพอกินข้าวเสร็จ แม่ของหวังเหมยและหวังหงเฟยจึงขอตัวกลับก่อน
ตอนจะเดินออกจากบ้าน หวังหงเฟยยังหันมาขยิบตาให้อวิ๋นเจียวทีหนึ่ง
อวิ๋นเจียวทำหน้างง สายตาเจ้าเล่ห์แบบนั้นมันหมายความว่ายังไงกันนะ?
เมื่อส่งแขกชุดแรกกลับไปแล้ว คนบ้านตระกูลอวิ๋นและครอบครัวของยายเสิ่นที่ยังอยู่ต่อก็ช่วยกันเก็บกวาดทำความสะอาดบ้าน
กว่าจะจัดการทุกอย่างเสร็จ ฟ้าก็มืดสนิทเสียแล้ว
“คุณดอง วันนี้นอนค้างที่นี่เถอะครับ ฟ้ามืดขนาดนี้แล้วเดินทางลำบาก”
ปู่อวิ๋นและย่าอวิ๋นเอ่ยปากชวนครอบครัวเสิ่นให้อยู่ต่อด้วยความกระตือรือร้น
อวิ๋นเจียวเองก็ช่วยสนับสนุน “ตา ยาย ค้างที่นี่เถอะนะ พรุ่งนี้จะได้ออกเรือไปเที่ยวทะเลด้วยกันไงคะ”
ด้วยความมีน้ำใจไมตรีของบ้านอวิ๋น ในที่สุดครอบครัวเสิ่นจึงตกลงใจค้างคืนด้วยหนึ่งคืน
บ้านใหม่อวิ๋นมีห้องหับมากมาย ถึงคนจะเยอะแต่เบียดๆ กันนอนก็ไม่มีปัญหา
แต่เรื่องจะให้ออกทะเลไปด้วยกันคงเป็นไปไม่ได้ เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง ตาเสิ่นกับยายเสิ่นและคนอื่นๆ ก็ตื่นเตรียมตัวกลับบ้านกันแล้ว
ช่วยไม่ได้จริงๆ ที่บ้านยังมีไก่มีเป็ดต้องคอยดูแล ถ้าไม่รีบกลับไปดูใจมันก็พะวักพะวนไม่เป็นสุข
“งั้นให้พี่ใหญ่กับพี่รองอยู่เล่นต่ออีกสักสองสามวันเถอะนะ”
ในเมื่อรั้งผู้ใหญ่ไว้ไม่ได้ รั้งเด็กๆ ไว้ก็ยังดี
ช่วงนี้พ้นหน้าเก็บเกี่ยวไปแล้ว แม้ที่นาและที่บ้านจะยังมีงานให้ทำอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ยุ่งหัวหมุนเหมือนก่อนหน้านี้
สุดท้ายเสิ่นควนและเสิ่นซิวหย่วน สองพี่น้องจึงได้รับอนุญาตให้อยู่ต่อ
ทั้งสองคนดีใจมาก โดยเฉพาะเสิ่นซิวหย่วนที่ถึงกับกระโดดตัวลอยด้วยความตื่นเต้น
หลังจากส่งตาเสิ่นและพวกผู้ใหญ่กลับไปแล้ว อวิ๋นเจียวและพี่ๆ ก็เริ่มวุ่นวายกับการเตรียมตัว
ออกทะเล ออกทะเล วันนี้จะได้ออกทะเลแล้ว!
ทะเลจ๋า เจียวเจียวคิดถึงจะตายอยู่แล้ว
เสิ่นควนกับเสิ่นซิวหย่วนยังไม่เคยนั่งเรือออกทะเลมาก่อน จึงดูตื่นเต้นระคนประหม่าเล็กน้อย
“พวกเธอสองคนว่ายน้ำเป็นไหม?”
อวิ๋นหลินเหอถามพลางตบไหล่หลานชายทั้งสอง
เสิ่นซิวหย่วนรีบตอบ “เป็นครับ แต่ไม่เคยลงไปว่ายในทะเลมาก่อน”
“ฮ่าๆๆ ไม่เป็นไรหรอก ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินอะไรขึ้นมาจริงๆ เดี๋ยวพวกน้าจะช่วยดูพวกเธอเอง”
อวิ๋นเสี่ยวอู่ตะโกนแทรกขึ้นมาบ้าง “ผมก็จะไป...”
พูดยังไม่ทันจบประโยค เขาก็ถูกเสิ่นอวิ๋นเหลียนผู้เป็นแม่บิดหูเข้าให้เสียก่อน
“จะไปไหนฮะ การบ้านเสร็จหรือยัง? คราวที่แล้วการบ้านไม่เสร็จจนโดนคูรทำโทษให้ยืนหน้าห้อง เพื่อนลูกเขามาฟ้องแม่หมดแล้ว!”
อวิ๋นเสี่ยวอู่ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด “ใคร! ใครมันบังอาจมาฟ้อง!”
ไอ้เพื่อนทรยศคนไหนมันแทงข้างหลังเขา!
เสิ่นอวิ๋นเหลียนดุเสียงเขียว “ใครพูดไม่ต้องไปสน รีบไปทำการบ้านเดี๋ยวนี้ แล้วพวกเธอที่เหลือก็ด้วย ไปทำการบ้านกันให้หมด”
ลานบ้านเต็มไปด้วยเสียงโอดครวญระงมทันที
“ผมไม่อยากเรียนหนังสือแล้ว การเรียนมันไม่เห็นจะสนุกตรงไหนเลย!”
การได้ไปโรงเรียนแล้วมีเพื่อนเยอะๆ มันก็ดีอยู่หรอก แต่เวลาเรียนมันน่าเบื่อจะตายนี่นา ตัวหนังสือบนกระดานดำกับเสียงพูดเนือยๆ ของคุณครูมันเหมือนบทสวดกล่อมประสาทที่ชวนให้ง่วงนอนชะมัด
แล้วไอ้การบ้านพวกนั้นอีก ทำไมเลิกเรียนแล้วยังต้องมีการบ้านกองโตตามมาหลอกหลอนถึงบ้านด้วยนะ!
ท่ามกลางเสียงร้องโหยหวนด้วยความไม่ยินยอมของอวิ๋นเสี่ยวอู่และพี่น้องคนอื่นๆ อวิ๋นหลินไห่รีบอุ้มอวิ๋นเจียววิ่งแน่บออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว
เขาได้ยินเสียงลูกชายตะโกนเรียกพ่อแล้ว
อย่าเรียกพ่อเลยลูกงานนี้ พ่อก็ช่วยพวกแกไม่ได้จริงๆ
อวิ๋นเจียวร้องทักขึ้นขณะอยู่บนอ้อมแขนพ่อ “พ่อคะ กุย... กุยเอ้อร์ยังอยู่ในบ้านอยู่เลย”
กุยเอ้อร์ที่นอนหงายท้องแอ้งแม้งอยู่ในกะละมัง: ในที่สุดก็จำข้าได้สักทีสินะ!
การวิ่งหนีออกมาครั้งนี้ ไม่ได้มีแค่คน แต่ยังมีลูกหมาตัวอ้วนกลมสองตัว และลูกพี่แมวลายสลิดวิ่งตามก้นมาติดๆ
เมื่อมาถึงท่าเรือ อวิ๋นหลินไห่และคนอื่นๆ เพิ่งจะรู้สึกตัว พวกเขายืนจ้องตากับลูกหมาสองตัวและแมวหนึ่งตัวอย่างทำอะไรไม่ถูก
อวิ๋นหลินเหอตบหน้าผากตัวเองดังแปะ “โธ่เอ๊ย พวกมันตามมากันตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย”
อวิ๋นเจียวเสนอความเห็น “พ่อจะอุ้มพวกมันกลับไปไหมคะ?”
อวิ๋นหลินไห่ส่ายหน้าดิก “ไม่ล่ะ ขืนกลับไปตอนนี้ พี่ห้าของลูกต้องเกาะติดพ่อเป็นตังเมแน่”
อวิ๋นเจียวหันไปมองอาของเธอ
อวิ๋นหลินเหอก็รีบปฏิเสธทันควัน “อาก็ไม่กลับนะ”
อวิ๋นเจียวจึงก้มลงช้อนตัวลูกหมาอ้วนทั้งสองตัวขึ้นมา “งั้นก็พามันไปด้วยกันเลยก็แล้วกัน”
“หือ? แล้วถ้าไอ้สองตัวนี้ตกทะเลไปจะทำยังไงล่ะ?”
ส่วนเจ้าลูกพี่แมวลายสลิดนั้นกระโดดขึ้นเรือไปหาที่ทางของตัวเองเรียบร้อยแล้ว มันหมอบลงตรงหัวเรือจ้องมองทะเลอย่างสงบนิ่ง
หลังจากผ่านการฝึกฝนมาสักพัก ลูกพี่แมวผู้ไม่เคยยอมแพ้ใคร ในที่สุดก็เอาชนะความเกลียดน้ำและเรียนรู้วิธีว่ายน้ำจนสำเร็จ!
ถึงแม้ท่าว่ายน้ำของมันจะดูเหมือนท่าหมาตกน้ำที่เรียนมาจากเจ้าตูบพวกนี้ก็ตามที
หลังจากเรือแล่นออกจากท่า อวิ๋นหลินไห่ก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่
เรือไม้ลำน้อยของบ้านพวกเขาช่างต้องแบกรับภาระหนักอึ้งเหลือเกิน
การออกทะเลวันนี้ ส่วนผสมสมาชิกบนเรือช่างดูวุ่นวายและซับซ้อนพิลึก
จะมีบ้านไหนเขาออกเรือหาปลาโดยพกลูกหมาลูกแมวไปด้วยแบบนี้บ้างเนี่ย!
[จบบท]