บทที่ 203: การอวดโอ้แบบถ่อมตน
“พวกเราจับมาได้ไม่เยอะเท่าไหร่ครับ วันนี้คงแบ่งให้ทางนี้ได้แค่สิบจินเท่านั้น”
อวิ๋นหลินไห่เอ่ยบอกกับผู้จัดการหวังขณะส่งมอบสินค้า ตอนนี้สถานะทางการเงินของครอบครัวอวิ๋นไม่ได้ขัดสนเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แม้ว่าพวกเขาจะยังมีเป้าหมายใหญ่ที่ต้องเก็บเงินก้อนโตเพื่อซื้อเรือลำใหม่ แต่ทุกอย่างก็สามารถค่อยเป็นค่อยไปได้ ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนจนเกินตัว
หากมีของดีอะไรเข้ามา พวกเขาก็มักจะนึกถึงคนในครอบครัวและเก็บส่วนหนึ่งไว้ให้เด็กๆ ได้กินเสมอ
หลังจากตกลงเจรจาซื้อขายกับผู้จัดการหวังเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็พากันแบกตะกร้าขึ้นหลังและเดินทางกลับบ้านด้วยความสบายใจ
เมื่อเดินมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้านและมองไม่เห็นใครมายืนจับกลุ่มคุยกัน ทั้งอวิ๋นหลินไห่และปู่อวิ๋นต่างก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เพราะต้องยอมรับตามตรงว่าเหล่าบรรดาผู้หญิงปากสว่างที่ชอบนินทาเรื่องชาวบ้านนั้นน่ากลัวจริงๆ
โชคดีที่ช่วงนี้อากาศเริ่มหนาวเย็นลงมากแล้ว ชาวบ้านจึงไม่นิยมออกมานั่งตากลมหนาวที่ปากทางหมู่บ้านเหมือนเก่า แต่เลือกที่จะไปรวมตัวกันผิงไฟและนั่งคุยสัพเพเหระกันในบ้านของคนที่สนิทสนมกันแทน
เมื่อกลับมาถึงบ้านได้อย่างปลอดภัย ย่าอวิ๋นและคนอื่นๆ ที่รออยู่ต่างก็ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นข้าวของมากมายที่ถูกขนกลับมา เพราะของหลายชิ้นดูแล้วราคาไม่น่าจะถูกเลย
“ทำไมถึงซื้อของมาเยอะแยะขนาดนี้ล่ะ ครีมเกล็ดหิมะนี่กระปุกหนึ่งตั้งแพง ที่บ้านเราก็ยังมีเหลืออยู่ไม่ใช่เหรอ”
อวิ๋นเจียวไม่รอช้า เธอรีบหยิบครีมเกล็ดหิมะยัดใส่มือของผู้หญิงทั้งสามคนในบ้านคนละกระปุกทันที
“มีกันทุกคนค่ะ”
แม่หนูน้อยร่างเล็กเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูใจป้ำและวางท่าราวกับเศรษฐีตัวน้อย
“พ่อกับอาก็เอาไปทาได้นะ”
คำพูดต่อมาของเด็กหญิงตัวน้อยช่างจี้ใจดำคนฟังเสียเหลือเกิน
“ไม่อย่างนั้นพวกพ่อจะดูแก่เกินไป แม่กับอาสะใภ้เขาสวยกันหมดแล้ว เดี๋ยวเวลาเดินด้วยกันจะดูไม่เหมาะสมเอานะ”
อวิ๋นหลินไห่และคนอื่นๆ ถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก เจ้าเด็กคนนี้ยังตัวเท่าเมี่ยงแท้ๆ แต่กลับรู้จักคำว่าเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมเสียแล้ว
คำพูดไร้เดียงสาของเธอเรียกเสียงหัวเราะชอบใจจากเสิ่นอวิ๋นเหลียนและคนอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี จากนั้นมหกรรมแจกของก็เริ่มขึ้น
กระติกน้ำเก็บความร้อนถูกแจกจ่ายให้คนละใบ สบู่หอม ยาสระผมแบบครีม และครีมน้ำมันหอยตลับสำหรับทามือ สิ่งของเหล่านี้ถูกแบ่งปันกันอย่างทั่วถึง
อวิ๋นเจียวจัดการซื้อของมาอย่างยุติธรรมที่สุด ของชิ้นไหนที่ใช้ร่วมกันได้ก็ซื้อมาแค่ชุดเดียว ส่วนของใช้ส่วนตัวก็ซื้อแยกตามความเหมาะสม สรุปแล้วทุกคนในบ้านต่างก็ได้รับของฝากกันถ้วนหน้า
ท่าทางของแม่หนูน้อยในยามนี้ดูราวกับผู้หลักผู้ใหญ่ที่กำลังแจกของขวัญวันปีใหม่ เธอจัดแจงแบ่งของทุกอย่างด้วยความชัดเจนและคล่องแคล่ว
เมื่อของในตะกร้าสะพายหลังถูกหยิบออกจนหมด อวิ๋นเจียวก็ยืนเท้าเอวพลางถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความเหนื่อยอ่อน แต่เมื่อกวาดสายตามองเห็นรอยยิ้มของทุกคนที่ได้รับของ เธอก็รู้สึกพึงพอใจจนแก้มป่องๆ นั้นยกขึ้น
แม้แต่สุนัขสองตัวในบ้านก็ยังมีบ้านหลังเล็กส่วนตัวและชามข้าวเคลือบใบใหม่เป็นของตัวเอง เจ้าตูบทั้งสองตัวดีใจจนหางส่ายไปมาราวกับใบพัด เดี๋ยวก็คาบของชิ้นนั้น เดี๋ยวก็คาบของชิ้นนี้วิ่งวุ่นไปหมด
ส่วนลูกพี่แมวเองก็ได้บ้านแมวและชามเคลือบใบเล็กเช่นกัน เพียงแต่เจ้านายใหญ่นั้นหยิ่งทระนงกว่ามาก จึงไม่ได้แสดงอาการดีใจออกนอกหน้าเหมือนเจ้าตูบจอมซื่อบื้อสองตัวนั้น
อวิ๋นเจียวปัดมือไปมาสองสามทีเพื่อไล่ฝุ่น
“เอาล่ะ หนูแบ่งของเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนกองนี้เป็นของพวกพี่ชาย รอพวกเขาเลิกเรียนกลับมาก่อนค่อยเอาไปให้นะคะ”
ย่าอวิ๋นกอดข้าวของพะรุงพะรังไว้ในอ้อมแขนด้วยสีหน้ามึนงงเล็กน้อย
“นี่มันเรื่องอะไรกันแน่ ไม่ใช่ว่าพาเจียวเจียวไปฝากตัวเป็นศิษย์หรอกเหรอ ทำไมออกไปแค่รอบเดียวถึงได้ขนซื้อข้าวของกลับมาเยอะแยะขนาดนี้”
ทางด้านปู่อวิ๋นนั้นกำลังถือกล้องยาสูบอันใหม่ด้วยความทะนุถนอม มือหยาบกร้านลูบคลำมันอย่างรักใคร่ กล้องยาสูบอันเก่าของเขานั้นชำรุดจนเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่มานานแล้ว แต่เขาก็ยังทนใช้มันมาตลอด ไม่คิดเลยว่าหลานสาวตัวน้อยจะสังเกตเห็นและซื้ออันใหม่มาเปลี่ยนให้
หลานสาวคนนี้เลี้ยงมาไม่เสียข้าวสุกจริงๆ ช่างกตัญญูรู้คุณเสียเหลือเกิน วันนี้เขาจะต้องพกกล้องยาสูบอันใหม่นี้ออกไปเดินโชว์ตัวสักหน่อยแล้ว
“อาจารย์กับพวกศิษย์พี่ของเจียวเจียวให้ซองอั่งเปามาน่ะสิ รวมๆ แล้วตั้งหลายร้อยหยวน พอเจ้าตัวแสบไปถึงห้างสรรพสินค้าก็ชี้จะเอาโน่นเอานี่ไม่หยุด ห้ามยังไงก็ไม่ฟัง”
ย่าอวิ๋นได้ยินดังนั้นก็เริ่มกลุ้มใจขึ้นมา
“ยายหนูคนนี้ ทำไมถึงเก็บเงินไม่อยู่เลยนะ”
ปู่อวิ๋นกลับมองโลกในแง่ดีกว่าและหัวเราะออกมาเบาๆ
“จะเป็นอะไรไปเล่า ก็หลานสาวฉันหาเงินเก่งนี่นา”
ย่าอวิ๋นถึงกับเถียงไม่ออก เพราะมันคือเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้
อวิ๋นหลินไห่อุ้มกองหนังสือตั้งใหญ่ที่จะเอาไปไว้ในห้องของลูกสาว
“เจียวเจียว พ่อจะเอาของพวกนี้ไปเก็บไว้ในห้องของลูกนะ”
อวิ๋นเจียวพยักหน้ารับรู้
“หนูทราบแล้วค่ะ”
เมื่อนึกถึงหนังสือเล่มหนาปึกเหล่านั้นที่เธอจะต้องอ่านทำความเข้าใจ ใบหน้าจิ้มลิ้มก็ยับย่นลงทันทีด้วยความหนักใจ
แต่สำหรับผู้ใหญ่ที่ได้รับของขวัญ ในเวลานี้พวกเขามีความคิดตรงกันกับปู่อวิ๋นอย่างมิได้นัดหมาย นั่นคืออยากจะออกไปอวดของใหม่ให้ชาวบ้านได้รับรู้ ของพวกนี้เป็นน้ำพักน้ำแรงที่เจียวเจียวซื้อให้ ไม่ถือว่าเป็นการทำตัวโดดเด่นเกินหน้าเกินตาใครหรอก
ดังนั้นเหล่าสมาชิกในบ้านไม่ว่าจะเป็นคนหนุ่มสาวหรือคนแก่ ต่างก็พากันเดินทอดน่องออกจากบ้านไปหาเพื่อนฝูงของตน ปู่อวิ๋นพกกล้องยาสูบอันใหม่เดินตรงดิ่งไปหากลุ่มสหายผู้เฒ่าของแก
ส่วนอวิ๋นหลินไห่และอวิ๋นหลินเหอก็พกบุหรี่หนึ่งซองกับไฟแช็กแบบใหม่ล่าสุดออกไปหาเพื่อนรุ่นเดียวกัน ทางด้านเสิ่นอวิ๋นเหลียนและหวังเหมยก็ผูกผ้าพันคอผืนสวย ย่าอวิ๋นเองก็สวมหมวกใบใหม่ที่ดูภูมิฐาน อวิ๋นเจียวเลือกที่จะเดินตามย่าอวิ๋นไปตากอากาศข้างนอก
เมื่อปู่อวิ๋นเดินไปถึงจุดรวมตัวของเหล่าชายชรา เขาก็ถือกล้องยาสูบอันใหม่ไว้ในมือและพยายามขยับไม้ยขยับมือให้คนอื่นสังเกตเห็น ราวกับกลัวว่าเพื่อนฝูงจะมองไม่เห็นของดีในมือ
“อ้าว ตาเฒ่าอวิ๋น ในที่สุดนายก็ยอมทิ้งไอ้กล้องยาสูบพังๆ นั่นแล้วซื้อใหม่สักทีสินะ แต่เอ๊ะ กล้องยาสูบอันนี้ฉันดูแล้วมันไม่ธรรมดาเลยนี่นา”
ปู่อวิ๋นหัวเราะร่าด้วยความชอบใจ
“อันเก่าน่ะฉันทิ้งไปแล้ว อันนี้เจียวเจียวหลานสาวฉันซื้อให้เพราะสงสารปู่”
“หา?! ยัยหนูอวิ๋นเจียวเป็นคนซื้อให้งั้นเหรอ”
“นายขี้โม้หรือเปล่าเนี่ย ยัยหนูเจียวเจียวเพิ่งจะอายุเท่าไหร่กันเชียว จะมีปัญญาซื้อกล้องยาสูบให้นายได้ยังไง ของในมือนายนั่นดูแล้วราคาอย่างต่ำก็ต้องมีหนึ่งหยวนกว่าเชียวนะ”
ปู่อวิ๋นไพล่มือข้างหนึ่งไว้ด้านหลัง เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยด้วยความภาคภูมิใจ
“ช่วยไม่ได้นี่นา ก็หลานสาวบ้านฉันกตัญญูนี่”
ชายชราเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ฉันจะหลอกพวกนายไปทำไม ตัวฉันเองไหนเลยจะตัดใจซื้อกล้องยาสูบดีๆ แบบนี้ได้ คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้ หลานสาวฉันไปกราบอาจารย์ แล้วอาจารย์เขาก็ให้ซองอั่งเปามา พอได้เงินปุ๊บ เจ้าเด็กคนนี้ก็รีบซื้อกล้องยาสูบมาให้ฉันทันทีเลย ช่างเป็นเด็กดีจริงๆ เอาล่ะ ฉันไม่คุยกับพวกนายแล้ว ฉันต้องรีบไปหาพวกตาเสิ่นต้าหนิวก่อน”
“เฮ้ย เดี๋ยวสิ อาจารย์อะไรกัน เล่าให้จบก่อนสิเพื่อน!”
แม้เพื่อนบ้านจะหมั่นไส้ท่าทางโอ้อวดนั้น แต่ลึกๆ แล้วพวกเขาก็อิจฉาปู่อวิ๋นจริงๆ เด็กหญิงที่เก็บมาเลี้ยงคนนี้ไม่ใช่แค่กตัญญู แต่ยังนำพาโชคลาภมาให้ไม่หยุดหย่อน ดูสิว่าผ่านไปไม่นาน บ้านตระกูลอวิ๋นก็สร้างบ้านอิฐหลังใหม่ได้ตั้งสองหลัง ซื้อเรือลำใหญ่ แถมออกทะเลแต่ละทีก็ได้ของกลับมาเต็มลำเรือ เฮ้อ คงต้องยอมรับว่านี่เป็นบุญวาสนาของพวกเขาจริงๆ
ทางด้านอวิ๋นหลินไห่และอวิ๋นหลินเหอ สองพี่น้องเดินวางมาดโดยมีบุหรี่ทัดอยู่ที่ใบหู ในมือถือไฟแช็กอันใหม่ และแน่นอนว่าบทสนทนาของพวกเขาก็หนีไม่พ้นเรื่องที่ว่าของเหล่านี้อวิ๋นเจียวเป็นคนซื้อให้
อวิ๋นหลินเหอแสร้งทำสีหน้าลำบากใจ
“เจียวเจียวบ้านเราน่ะใช้เงินเก่งจะตาย เห็นอะไรที่คิดว่าพวกเราจำเป็นต้องใช้ก็ซื้อดะเลย พวกเราจะห้ามก็ห้ามไม่ทัน”
อวิ๋นหลินไห่พยักหน้าสนับสนุนอยู่ข้างๆ
“นั่นสิ ใช้เงินมือเติบจริงๆ”
ปากบอกว่าลูกใช้เงินเปลือง แต่รอยยิ้มที่มุมปากนั้นกลับฉีกกว้างจนแทบจะถึงใบหู เพื่อนฝูงที่เติบโตมาด้วยกันถึงกับมองบนด้วยความหมั่นไส้
หน้าตาพวกนายตอนนี้น่าถีบชะมัด!
อวิ๋นหลินเหอช่างสรรหาวิธีการอวดรวยแบบถ่อมตนได้อย่างแนบเนียน เล่นเอาเพื่อนฝูงถึงกับจุกจนพูดไม่ออก
“พวกนายขี้โม้แล้ว เด็กตัวกะเปี๊ยกอย่างอวิ๋นเจียวจะเอาเงินที่ไหนมาซื้อของให้พวกนาย”
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ”
อวิ๋นหลินไห่รีบสวนกลับทันควัน
“เจียวเจียวของพวกเราดวงดีจะตาย แค่ออกไปตกปลาเล่นๆ ก็ได้ปลาติดไม้ติดมือกลับมาเยอะแยะ เวลาขายของทะเลได้เงินมา บ้านเราก็จะแบ่งส่วนแบ่งให้แกส่วนหนึ่งด้วย ถึงเงินพวกนั้นแม่ฉันจะเป็นคนเก็บรักษาไว้ แต่เจียวเจียวก็เป็นเด็กกตัญญู แกเลยไปขอเบิกเงินจากย่ามา ฉันก็นึกว่าจะเอาไปซื้อขนม ที่ไหนได้ดันเอามาซื้อของให้พวกเราซะงั้น พวกนายดูสิ ตัวก็แค่นั้นแต่ทำตัวเผด็จการชะมัด พอไม่ยอมให้ซื้อก็ทำท่าจะงอนตุ๊บป่องอีก”
เพื่อนฝูง: “…”
ไสหัวไป! พวกนายสองคนรีบไสหัวไปให้พ้นหน้าฉันเดี๋ยวนี้!
แม้จะหมั่นไส้แต่พวกเขาก็อดอิจฉาไม่ได้จริงๆ ลองหันกลับมามองลูกหลานที่บ้านตัวเอง แล้วเทียบกับลูกสาวบ้านคนอื่น ความเจ็บปวดมันเกิดจากการเปรียบเทียบนี่แหละ แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือบ้านตระกูลอวิ๋นถึงกับแบ่งเงินค่าขายของทะเลให้เด็กสามขวบด้วยหรือนี่ คนบ้านนี้สติสตังยังดีอยู่ไหมเนี่ย
ทางฝั่งของเหล่าแม่บ้านก็คึกคักไม่แพ้กัน เสิ่นอวิ๋นเหลียนและหวังเหมยที่ผูกผ้าพันคอลวดลายสวยงามสดใสเดินเฉิดฉายออกมา เรียกสายตาของเหล่าสตรีในหมู่บ้านให้หันมามองเป็นตาเดียว
“สีผ้าพันคอสวยจังเลย ลายดอกไม้นั่นก็ดูดีมาก ซื้อมาจากที่ไหนเหรอเนี่ย พวกเธอนี่ใจป้ำจริงๆ ถึงกับยอมควักเงินซื้อผ้าพันคอแพงๆ แบบนี้มาใช้”
[จบบท]