บทที่ 217: มูลค่าของอำพันทะเล
อวิ๋นเจียวจ้องมองอาจารย์มู่ด้วยดวงตาที่เป็นประกายระยิบระยับพลางเอ่ยถามขึ้นอย่างกระตือรือร้น
“ของชิ้นนี้จะขายได้เงินเท่าไหร่คะ”
อาจารย์มู่อุ้มก้อนอำพันทะเลขึ้นมาเดาะน้ำหนักดูในมือ ก่อนจะประเมินราคาด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เจ้าก้อนนี้ฉันกะดูคร่าวๆ น่าจะหนักสักห้าสิบจินได้ ด้วยคุณภาพที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ ถ้าคิดราคาตามตลาดปัจจุบันที่กรัมละสามร้อยถึงห้าร้อยหยวน อย่างน้อยๆ ก็น่าจะได้สักเจ็ดล้านหยวนแล้วล่ะ”
ทันทีที่ได้ยินตัวเลขนี้ อวิ๋นเฉินเป่ยถึงกับสูดหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจจนตัวเย็นวาบ นี่มันจำนวนเงินมหาศาลระดับดาราศาสตร์ชัดๆ อวิ๋นเจียวผู้ไม่ค่อยเก่งเรื่องเลขพยายามก้มลงนับนิ้วคำนวณตาม แต่ยิ่งนับดวงตากลมโตก็ยิ่งหมุนติ้วด้วยความงุนงง สุดท้ายเธอก็ล้มเลิกความตั้งใจและสรุปเอาเองง่ายๆ ว่ามันต้องเป็นเงินจำนวนที่เยอะมากแน่ๆ
“ยะ...เยอะขนาดนั้นเลยเหรอครับ” อวิ๋นเฉินเป่ยจ้องมองก้อนอำพันทะเลตากล้าง แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
อาจารย์มู่ตบลงบนก้อนอำพันทะเลเบาๆ แล้วเอ่ยต่อ “ฉันแค่ประเมินตามราคาตลาดในตอนนี้ แต่ของแบบนี้ใช่ว่าจะหาคนซื้อได้ง่ายๆ”
นั่นก็จริง เงินจำนวนมหาศาลขนาดนี้ ใครจะมีกำลังซื้อไหว
“ทว่า...” อาจารย์มู่เอามือไพล่หลังพลางเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีเนิบนาบ “ตาแก่คนนี้บังเอิญรู้จักอยู่คนหนึ่ง เขาเป็นคนที่น่าจะซื้อไหว”
อวิ๋นเจียวและอวิ๋นเฉินเป่ยหันขวับไปมองชายชราพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย สายตาของเด็กทั้งสองเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย ราวกับจะถามว่า ‘คุณปู่ไปรู้จักคนรวยระดับนั้นได้ยังไง’ อาจารย์มู่อ่านสีหน้าของเด็กน้อยออกก็ถึงกับเต้นเร่าด้วยความโมโห
“มองอะไรกัน! ตาแก่คนนี้อาศัยอยู่ที่นี่ พวกเธอเลยคิดว่าฉันเป็นแค่ตาแก่ช่างไม้ธรรมดาๆ หรือไง”
อวิ๋นเจียวกระพริบตาปริบๆ ด้วยความใสซื่อ “ไม่ใช่เหรอคะ”
อาจารย์มู่แค่นเสียงขึ้นจมูกดังฮึ “งานช่างไม้เป็นแค่งานอดิเรกของฉันเท่านั้น ความจริงแล้วฉันเป็นถึงปรมาจารย์ด้านการแกะสลักที่มีชื่อเสียงในวงการ แล้วในปัจจุบันคนที่รู้วิชาค่ายกลกลไกมีเหลืออยู่น้อยจนนับนิ้วมือข้างเดียวได้ ซึ่งฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น!”
ดวงตาของอวิ๋นเฉินเป่ยเป็นประกายขึ้นมาทันที ในฐานะลูกศิษย์ เขาย่อมรู้อะไรมากกว่าคนอื่นอยู่บ้าง แต่อวิ๋นเจียวไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน เธอจึงได้แต่มองตาแป๋วด้วยความงุนงง อาจารย์มู่เห็นดังนั้นก็ส่ายหน้าอย่างระอา “เจ้าเด็กโง่ ช่างเป็นเด็กที่หัวช้าจริงๆ”
อวิ๋นเจียวทำหน้ามุ่ยทันที พอโดนว่าแบบนี้เธอก็เริ่มไม่พอใจขึ้นมาบ้างแล้ว เธอออกจะฉลาดเฉลียวขนาดนี้ จะมาหาว่าเป็นเด็กโง่ได้ยังไงกัน
“ตาแก่คนนี้จะพูดเรื่องพวกนี้ไปทำไม เอาเป็นว่าเธอรู้แค่ว่าฉันสามารถติดต่อคนที่จะซื้ออำพันทะเลก้อนนี้ให้ได้ก็พอ แต่เรื่องนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าเธอจะยอมขายไหม ถ้าดูจากการพัฒนาของประเทศในตอนนี้ ราคาของอำพันทะเลในอนาคตจะต้องพุ่งสูงขึ้นกว่านี้แน่นอน”
อวิ๋นเจียวตอบกลับโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด “ขายค่ะ!”
มันก็แค่มูลของวาฬหัวทุย เธอจะเก็บไว้ทำไม สู้เอาไปขายแล้วเปลี่ยนเป็นไข่มุกหรืออัญมณีสวยๆ ยังจะดีกว่าเสียอีก พอขายเจ้านี่ได้แล้ว อวิ๋นเจียวก็วางแผนจะไปซื้อของสวยๆ งามๆ มาเก็บสะสม แถมเธอยังอยากซื้อบ้านหลังใหญ่ให้พ่อกับแม่ด้วย
“บ้านที่เมืองหลวงดีที่สุดเหรอคะ”
อาจารย์มู่พยักหน้ารับ “แน่นอนสิ เมืองหลวงเป็นสถานที่ที่ใครหลายคนใฝ่ฝันอยากจะไปอยู่ ถ้าเธออยากซื้อบ้าน แนะนำให้ซื้อเรือนสี่ประสาน บ้านแบบนั้นเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายทางประวัติศาสตร์และเคยเป็นที่อยู่ของเหล่าขุนนางเก่า ทั้งไม้ที่ใช้สร้างบ้าน อิฐกระเบื้อง ศาลาพักร้อน หรือสวนหย่อม ล้วนแต่มีความพิถีพิถันและงดงามมาก”
อวิ๋นเจียวเอียงคอถามด้วยความสงสัย “ดีขนาดนั้น แล้วทำไมปู่มู่ถึงไม่ไปอยู่ที่เมืองหลวงล่ะคะ”
อาจารย์มู่เงียบไปครู่หนึ่ง ดูเหมือนเขาจะตกอยู่ในภวังค์แห่งความทรงจำบางอย่าง แววตาฉายความโศกเศร้าออกมาวูบหนึ่ง “ที่นั่น... มีความทรงจำที่ไม่ค่อยดีของฉันอยู่น่ะ”
ชายชราลูบศีรษะเล็กของอวิ๋นเจียวเพื่อเปลี่ยนเรื่อง “ตกลงว่าตัดสินใจดีแล้วใช่ไหม”
อวิ๋นเจียวพยักหน้าหนักแน่น “ต้องรบกวนปู่มู่แล้วนะคะ เดี๋ยวหนูจะให้ย่าทำของอร่อยๆ มาให้กินเป็นการตอบแทน”
อาจารย์มู่ยิ้มกว้างจนตาหยี “ดีๆๆ งั้นตาแก่คนนี้จะรอชิมก็แล้วกัน”
ก้อนอำพันทะเลถูกวางไว้ด้านข้าง เพราะตั้งใจจะขายอยู่แล้วจึงไม่ได้นำขึ้นไปวางบนชั้นวางวัตถุโบราณ ทว่าอวิ๋นเฉินเป่ยที่เห็นน้องสาววางของมีค่าราคามหาศาลทิ้งไว้ลวกๆ ก็รู้สึกปวดใจขึ้นมา ของราคาแพงขนาดนี้ถ้าหายไปแม้แต่กรัมเดียวก็เท่ากับเงินหลายร้อยหยวนเชียวนะ เขาจึงเดินเงียบๆ ออกไปจากห้องเพื่อหากล่องดีๆ มาใส่ให้เรียบร้อย ส่วนอวิ๋นเจียวก็หันกลับมาจัดเรียงสมบัติของเธอต่อ
อาจารย์มู่คิดว่าการได้เห็นอำพันทะเลก้อนยักษ์ในวันนี้ก็น่าตกตะลึงพอแล้ว แต่เขากลับต้องประหลาดใจยิ่งกว่าเมื่อเห็นอวิ๋นเจียวหยิบไข่มุกสีดำออกมาอีกสองเม็ด แถมยังเป็นไข่มุกดำที่มีประกายสีเขียวนกยูงเจืออยู่ด้วย แม้มูลค่าของมันจะเทียบไม่ได้กับอำพันทะเล แต่มันก็เป็นของหายากมาก นอกจากนี้ยังมีไข่มุกรูปทรงหางปลาที่แปลกตาอีกเม็ดหนึ่ง
อวิ๋นเจียวบรรจงวางไข่มุกเหล่านี้ลงในเปลือกหอยเป๋าฮื้อที่ขัดเงาจนเรียบเนียน ก่อนจะนำไปวางประดับไว้บนชั้นวางวัตถุโบราณ จากนั้นเธอก็หยิบอัญมณีออกมาอีกสามก้อน โดยมีก้อนหนึ่งที่มีสีสันงดงามจับตา ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นอัญมณีคุณภาพสูง อาจารย์มู่ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องอัญมณีหรือไข่มุกนัก จึงดูไม่ออกว่าเป็นชนิดไหน แต่ถ้าเขาจำไม่ผิด เมื่อปีก่อนครอบครัวนี้ยังเป็นบ้านยากจนอันดับต้นๆ ของหมู่บ้านอยู่เลยไม่ใช่หรือ
นี่มันผ่านไปแค่ไม่นานเองนะ นอกจากจะสร้างบ้านหลังใหม่ได้แล้ว เด็กตัวเล็กๆ คนนี้กลับมีของล้ำค่ามากมายขนาดนี้ มันช่างดูไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย โชคดีที่ของชิ้นต่อๆ มาที่อวิ๋นเจียวหยิบออกมาเป็นเพียงก้อนหินธรรมดาที่มีสีสันสวยงามเท่านั้น
“เสร็จแล้ว!”
อวิ๋นเจียวปัดมือไปมาหลังจากจัดวางของเสร็จ ใบหน้าเปื้อนยิ้มด้วยความพึงพอใจ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีจุดที่ไม่ค่อยถูกใจอยู่บ้าง เช่นภาชนะที่ใส่หินสวยๆ กับไข่มุกยังดูไม่ค่อยเข้าตาเท่าไหร่ เธอเริ่มนึกถึงหอยมือเสือที่เคยจับได้แล้วต้องโยนกลับลงทะเล แน่นอนว่าเธอไม่ได้คิดจะไปจับตัวเป็นๆ มา แต่ถ้าเป็นเปลือกหอยมือเสือที่ตายแล้วก็น่าจะเก็บกลับมาได้ ไม่รู้ว่าในหอยมือเสือจะมีไข่มุกหรือเปล่า ตัวใหญ่ขนาดนั้นถ้ามีไข่มุกก็คงเม็ดใหญ่ไม่เบา
อวิ๋นเฉินเป่ยเดินอุ้มกล่องไม้เข้ามา ภายในกล่องปูรองด้วยผ้าห่มผืนเล็กๆ อย่างดี เขาบรรจงวางก้อนอำพันทะเลลงไปในกล่องด้วยความระมัดระวังราวกับกำลังประคองไข่ในหิน
“เจียวเจียว เก็บไว้ให้ดีนะ”
อวิ๋นเจียวตอบรับเสียงเรียบ “โอเคค่ะ พี่สี่เอากล่องไปเก็บไว้ที่ห้องพี่เถอะ”
ตั้งแต่รู้ว่าเจ้าสิ่งนี้คือมูลของวาฬหัวทุย ต่อให้ราคาแพงแค่ไหนเธอก็ไม่อยากเอามันไว้ในห้องนอน ของสิ่งนี้จะแพงแค่ไหนก็ไม่มีทางเทียบกับไข่มุกเงือกได้หรอก เพียงแต่ตอนนี้น่าเสียดายที่ไม่มีไข่มุกเงือกให้เห็นแล้ว
อวิ๋นเฉินเป่ยแทบจะกอดกล่องไว้แนบอก ถ้าเอาของสิ่งนี้ไปไว้ในห้อง เขาคงต้องตื่นมาตรวจสอบวันละหลายรอบถึงจะวางใจลงนอนได้
มื้อเย็นวันนั้นอาจารย์มู่อยู่ทานข้าวที่บ้านตระกูลอวิ๋นด้วย
พวกอวิ๋นเสี่ยวอู่ยังไม่กลับจากโรงเรียน ที่บ้านจึงมีเพียงพวกผู้ใหญ่ อวิ๋นเจียวจึงพูดโพล่งเรื่องอำพันทะเลออกมากลางวงข้าวอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“ปู่มู่บอกว่าก้อนนั้นขายได้ตั้งเจ็ดล้านกว่าหยวนแน่ะ”
เคร้ง...
เสียงของแข็งบางอย่างตกกระทบพื้น อวิ๋นเจียวหันไปมองด้วยความสงสัยจึงเห็นว่าทุกคนบนโต๊ะอาหาร ยกเว้นอาจารย์มู่กับพี่สี่ ต่างพากันนั่งตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป แม้แต่อวิ๋นหลินไห่ผู้เป็นพ่อก็ยังเผลอทำตะเกียบหลุดมือตกลงพื้น
“ห๊ะ? เจียวเจียว เมื่อกี้ลูกว่าอะไรนะ!”
พวกเขาหูฝาดไปใช่ไหม ต้องฟังผิดแน่ๆ มันน่าจะเจ็ดร้อยหยวนไม่ใช่เจ็ดล้านหยวนใช่หรือเปล่า
อวิ๋นเจียวเคี้ยวอาหารในปากจนหมดแล้วกลืนลงคอ ก่อนจะพูดซ้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำทุกพยางค์
“เจ็ด-ล้าน-หยวน-ค่ะ!”
เคร้ง! เคร้ง!
คราวนี้ตะเกียบในมือของคนอื่นๆ ที่เหลือพากันร่วงกราวลงพื้นจนเกือบหมด ทุกคนต่างเบิกตากว้างจ้องมองอวิ๋นเจียวเป็นตาเดียวด้วยความตื่นตะลึง
“เจ็ดล้าน... เจ็ดล้าน...”
ปากของพวกเขาพึมพำคำว่าเจ็ดล้านซ้ำไปซ้ำมาเหมือนคนละเมอ อวิ๋นหลินไห่นึกย้อนไปถึงตอนที่ตัวเองอุ้มก้อนอำพันทะเลนั้นแล้วโยนไปมาอย่างไม่ไยดี เขาก็ร้องโวยวายขึ้นมาเสียงหลงทันที
“ยะ...แย่แล้ว! เมื่อกี้พ่อโยนมันเล่นไปตั้งหลายที มันจะบุบสลายตรงไหนหรือเปล่าเนี่ย!”
เงินตั้งเจ็ดล้านหยวนเชียวนะ ถ้าเกิดเป็นรอยหรือเสียหายไปแม้แต่นิดเดียว เขาคงต้องขาดใจตายแน่ๆ เสียงร้องโหยหวนของอวิ๋นหลินไห่ช่วยเรียกสติของทุกคนให้กลับคืนมา ผู้เฒ่าอวิ๋นสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ พยายามสงบจิตใจและควบคุมหัวใจที่เต้นโครมครามราวกับจะกระดอนออกมานอกอก
[จบบท]