บทที่ 227: รถไฟ
หลังจากที่ฝูงวาฬเพชฌฆาตว่ายเข้ามาใกล้ อวิ๋นเจียวก็ตัดสินใจบอกเรื่องสำคัญให้พวกมันได้รับรู้ พอเจ้าสัตว์ทะเลตัวโตพวกนี้ได้ยินว่ามนุษย์ตัวจ้อยที่พวกมันรักกำลังจะเดินทางไกล พวกมันก็ส่งเสียงประท้วงกันระงมจนน้ำแตกกระจาย
ความหมายโดยรวมที่จับใจความได้ก็คือไม่อยากให้เธอจากไปไหนเลยแม้แต่วินาทีเดียว หางขนาดใหญ่ที่เคยโบกสะบัดอย่างร่าเริงหยุดชะงักลง ราวกับจะบอกว่าพวกมันกำลังงอนตุ๊บป่องและเสียใจมากแค่ไหน อวิ๋นเจียวเห็นแบบนั้นก็อดสงสารไม่ได้ เธอต้องใช้เวลาอยู่นานสองนานกว่าจะเกลี้ยกล่อมและปลอบโยนให้พวกมันยอมสงบลงได้บ้าง
หลังจากร่ำลากับฝูงวาฬเพชฌฆาตที่ยังคงวนเวียนส่งสายตาอาลัยอาวรณ์อยู่พักใหญ่ อวิ๋นเจียวก็เดินกลับเข้าบ้าน
ทันทีที่ก้าวเท้าถึงหน้าประตู เธอก็ถูกอวิ๋นเสี่ยวอู่ พี่ชายจอมพลังพุ่งเข้ามาอุ้มตัวลอยขึ้นจากพื้นแล้วหมุนติ้วๆ ไปรอบๆ อย่างร่าเริงจนเธอตั้งตัวไม่ทัน ใบหน้าจิ้มลิ้มฉายแววตื่นตระหนกและงุนงงอย่างเห็นได้ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ยังไม่ทันที่เท้าจะแตะพื้นดี แก้มยุ้ยๆ นุ่มนิ่มของเธอก็ถูกพี่ชายคนดีฉกหอมฟอดใหญ่เข้าให้อย่างจังจนแก้มบุ๋ม
อวิ๋นเจียวรีบดิ้นขลุกขลักพลางร้องประท้วงเสียงหลง “พี่ห้า! อย่ามาหอมแก้มหนูนะ น้ำลายเปื้อนหน้าหมดแล้วเนี่ย!”
มือน้อยๆ รีบยกขึ้นมาเช็ดแก้มตัวเองพัลวัน พร้อมกับส่งสายตารังเกียจหน่อยๆ ไปให้พี่ชาย แต่อวิ๋นเสี่ยวอู่กลับไม่สะทกสะท้าน เขาหัวเราะร่าอย่างมีความสุขพลางเอ่ยขึ้นว่า
“ก็น้องสาวของพี่น่ารักขนาดนี้ พี่รักเธอจะตายไป รู้ไหมว่าโชคดีแค่ไหนที่มีเธอไปด้วย ไม่อย่างนั้นพวกพี่คงโดนทิ้งให้เฝ้าบ้านอีกตามเคย”
พอได้ยินแบบนั้นอวิ๋นเจียวก็เข้าใจทันที ที่แท้พวกพี่ชายก็รู้เรื่องที่จะได้ไปเมืองหลวงกันแล้ว ถึงได้ดีใจจนเนื้อเต้นขนาดนี้ ยังไม่ทันที่ความคิดจะจบลง ร่างเล็กๆ ของเธอก็ถูกอุ้มลอยหวือขึ้นไปกลางอากาศอีกรอบ คราวนี้เป็นฝีมือของอวิ๋นเสี่ยวลิ่วที่เข้ามารับช่วงต่อ เขาหมุนตัวเธอไปมาพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“เจียวเจียวดีที่สุดเลย! ได้ยินว่าที่เมืองหลวงมีของอร่อยเยอะแยะไปหมด เดี๋ยวพี่จะพาเธอไปตระเวนกินให้พุงกางเลยนะ”
พอกลับลงมายืนบนพื้นได้ไม่ถึงอึดใจ ก็ถูกเสี่ยวชีคว้าตัวไปอุ้มต่อราวกับเธอเป็นตุ๊กตาที่ถูกส่งต่อกันไปมา อวิ๋นเจียวเริ่มทำหน้าตายด้าน ความรู้สึกตื่นเต้นหายไปจนหมด เหลือเพียงความว่างเปล่าในแววตา ปล่อยให้ตัวเองถูกพี่ชายคนโน้นคนนี้อุ้มทีหมุนทีอย่างจำยอม สุดท้ายแม้แต่เสี่ยวปาและเสี่ยวจิ่วก็ไม่ยอมน้อยหน้า เข้ามาต่อคิวอุ้มเธอฉลองความดีใจกันจนครบทุกคน เล่นเอาอวิ๋นเจียวเวียนหัวจนแทบจะเห็นดาวหมุนติ้วอยู่รอบหัว
เช้าวันรุ่งขึ้น แก๊งเด็กแสบอย่างพวกอวิ๋นเสี่ยวอู่ก็ไม่ได้ไปโรงเรียน เพราะผู้ใหญ่ในบ้านกำชับนักหนาว่าห้ามแพร่งพรายเรื่องที่จะไปเมืองหลวงให้ใครรู้เด็ดขาด พร้อมกับขู่สำทับไว้ด้วยว่าถ้าใครปากโป้งหลุดพูดออกไป จะถูกตัดสิทธิ์ให้อยู่เฝ้าบ้านทันที
ด้วยเหตุนี้เหล่าลิงทะโมนทั้งหลายจึงยอมสงบปากสงบคำอย่างว่าง่าย แต่ถึงอย่างนั้นสภาพของแต่ละคนก็ดูไม่จืด ขอบตาดำคล้ำเป็นหมีแพนด้ากันถ้วนหน้า เพราะเมื่อคืนตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ เอาแต่สุมหัวคุยกันทั้งคืนว่าจะไปเที่ยวที่ไหน จะกินอะไร จะซื้อของฝากอะไรกลับมาบ้าง แล้วนั่งรถไฟมันจะเป็นยังไง ความตื่นเต้นของพวกเขาพุ่งทะยานจนฉุดไม่อยู่
ท่ามกลางเสียงเจี๊ยวจ๊าววางแผนการเดินทางของพวกพี่ๆ อวิ๋นเจียวกลับนอนหลับปุ๋ยอย่างสบายใจเฉิบ เพราะนาฬิกาชีวิตของเธอทำงานเที่ยงตรงเสมอ พอถึงเวลาแบตเตอรี่หมดก็ตัดเข้าโหมดพักผ่อนทันที เช้าวันนี้เธอจึงตื่นมาด้วยใบหน้าสดใส ผิวพรรณขาวอมชมพูดูมีน้ำมีนวล ผิดกับพวกพี่ชายที่นั่งสัปหงกหัวทิ่มหัวตำ
แต่พอพวกนั้นตื่นเต็มตาได้สักพัก ความซนก็เริ่มทำงานอีกครั้ง คราวนี้เป้าหมายเปลี่ยนไปอยู่ที่รถมอเตอร์ไซค์คันโก้ของที่บ้าน
“พ่อครับ สอนพวกผมขี่มอเตอร์ไซค์หน่อยได้ไหมครับ”
อวิ๋นเสี่ยวอู่เอ่ยถามตาเป็นประกาย แต่อวิ๋นหลินไห่ผู้เป็นพ่อกลับสวนกลับทันควันด้วยน้ำเสียงหมั่นไส้
“ขี่เข่ออะไรกัน ขนาดพ่อเองยังขี่ไม่คล่องเลย พวกแกอย่ามาซ่าให้มากนัก!”
อวิ๋นเสี่ยวอู่ยังไม่ยอมแพ้ เถียงข้างๆ คูๆ ต่อไป
“คนเรามันต้องมีการเรียนรู้สิพ่อ เดี๋ยวผมลองมั่วๆ ดูก็น่าจะได้เองแหละ”
อวิ๋นหลินไห่ได้ยินเข้าก็ของขึ้น ตวาดเสียงดังลั่นบ้าน
“หยุดความคิดนั้นเดี๋ยวนี้! วันนี้ทุกคนยุ่งกันจะตาย พวกแกไปนั่งเฉยๆ ให้เรียบร้อย อย่าริอาจมาแตะต้องรถเด็ดขาด ถ้าทำพังขึ้นมาพ่อจะตีตูดให้ลายเลยคอยดู!”
หลังจากตะคอกใส่ลูกชายและหลานชายจอมซนจนหูชา อวิ๋นหลินไห่ก็หันไปมองลูกสาวตัวน้อยที่นั่งเล่นเงียบๆ อยู่กับเจ้าสุนัขตัวเล็ก พลางเคี้ยวขนมตุ้ยๆ อย่างน่าเอ็นดู
เขาอดถอนหายใจด้วยความโล่งอกไม่ได้ พลางคิดในใจว่าลูกสาวนี่แหละดีที่สุดแล้ว ถึงจะมีดื้อบ้างตามประสาเด็ก แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเหมือนเสื้อนวมตัวน้อยที่ให้ความอบอุ่นใจ ไม่เหมือนไอ้พวกลิงทะโมนพวกนั้น
วันนี้ทุกคนในบ้านต่างวุ่นวายอยู่กับการจัดการธุระต่างๆ ให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทาง อวิ๋นเจียวเองก็ทำตัวดีไม่มีปัญหา เธอเดินไปสั่งเสียเจ้าแมวเจ้าหมาให้ดูแลตัวเองดีๆ ก่อนจะวิ่งดุ๊กดิ๊กไปที่เล้าไก่ กำชับพวกเป็ดและห่านให้ขยันออกไข่ในช่วงที่เธอไม่อยู่
สัตว์ปีกเหล่านี้จะถูกฝากฝังให้ย่ารอง เพื่อนบ้านที่สนิทสนมกันเป็นคนดูแล ย่ารองจึงเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่รู้ข่าวว่าครอบครัวอวิ๋นกำลังจะเดินทางไปเมืองหลวง หญิงชราจับมือย่าอวิ๋นแน่นพลางเอ่ยด้วยความตื้นตันใจ
“นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ในบรรดาพี่น้องสามคน บ้านเจ้าสามกลับได้ดีที่สุด น่าเสียดายที่พี่รองไม่อยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นถ้าเขาได้เห็นรูปถ่ายพวกเธอที่เมืองหลวงคงจะดีใจจนน้ำตาไหลแน่ๆ”
พูดจบก็น้ำตาซึมเล็กน้อยก่อนจะปรับสีหน้าให้สดชื่นขึ้น “ไม่ต้องห่วงนะ เรื่องเป็ดไก่พวกนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉันเถอะ เรื่องอื่นฉันอาจจะไม่ถนัด แต่เรื่องเลี้ยงสัตว์พวกนี้ฉันถนัดนัก รับรองว่าตอนพวกเธอไปเป็นยังไง กลับมาพวกมันก็จะอ้วนท้วนสมบูรณ์เหมือนเดิมเป๊ะ”
ย่ารองซักถามรายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทางไปเมืองหลวงด้วยความตื่นเต้น ย่าอวิ๋นจึงรับปากว่าจะซื้อของฝากจากเมืองหลวงกลับมาฝาก ย่ารองพยายามจะยัดเงินใส่มือให้เป็นค่าของ แต่ย่าอวิ๋นก็ปฏิเสธเสียงแข็งไม่ยอมรับ
คืนนั้นหลังจากจัดกระเป๋าและตรวจสอบข้าวของจนแน่ใจว่าไม่มีอะไรตกหล่น บรรยากาศในบ้านก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้นระคนยินดี อวิ๋นเจียวที่เหนื่อยมาทั้งวันนอนหลับปุ๋ยไปก่อนใคร ทิ้งให้ผู้ใหญ่และเด็กโข่งทั้งหลายนอนกระสับกระส่ายคุยกันงุ้งงิ้งในความมืดจนดึกดื่น
เช้าตรู่วันเดินทาง ท่านผู้เฒ่ามู่เดินทางมารับพวกเขาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง แม้รถไฟจะออกเดินทางตอนบ่ายสามโมง แต่พวกเขาต้องเดินทางไปขึ้นรถไฟที่ตัวจังหวัด เพราะในอำเภอเล็กๆ แห่งนี้ไม่มีสถานีรถไฟ เวลาประมาณตีห้า ทุกคนจึงมารวมตัวกันพร้อมหน้าภายใต้การจัดการของท่านผู้เฒ่ามู่และเถ้าแก่อู๋ เนื่องจากจำนวนคนค่อนข้างเยอะ เถ้าแก่อู๋จึงจัดการเหมารถโดยสารคันใหญ่ให้พวกเขานั่งกันไปทั้งครอบครัวอย่างสะดวกสบาย
“ปู่มู่ ปู่อู๋ สวัสดีครับ!”
พอรู้ว่าการได้ไปเปิดหูเปิดตาที่เมืองหลวงครั้งนี้ต้องขอบคุณบารมีของผู้เฒ่าทั้งสอง แก๊งเด็กแสบอย่างอวิ๋นเสี่ยวอู่ก็เปลี่ยนท่าทีเป็นเด็กดีขึ้นมาทันตาเห็น พวกเขายกมือและเรียกคุณปู่อย่างอ่อนน้อมเสียงหวานเจี๊ยบ จนผู้เฒ่าทั้งสองยิ้มแก้มปริ พยักหน้ารับด้วยความเอ็นดู
“ปู่อู๋ครับ ปู่อาศัยอยู่ที่เมืองหลวงใช่ไหมครับ ช่วยเล่าเรื่องเมืองหลวงให้พวกเราฟังหน่อยสิครับ”
ในยุคสมัยที่การเดินทางยังลำบากยากเข็ญ เมืองหลวงเปรียบเสมือนดินแดนในฝันที่ทุกคนต่างถวิลหา ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างก็มีความอยากรู้อยากเห็นเต็มเปี่ยม
“เมืองหลวงน่ะเหรอ... มันเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองและยิ่งใหญ่มากนะ พวกเธอเรียนหนังสือคงเคยได้ยินเรื่องจัตุรัสเทียนอันเหมินกับพระราชวังต้องห้ามใช่ไหมล่ะ...”
เถ้าแก่อู๋เริ่มเล่าเรื่องราวความยิ่งใหญ่ของเมืองหลวงด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล อวิ๋นเจียวนั่งอยู่บนตักของแม่ หูเล็กๆ ก็ผึ่งฟังอย่างตั้งใจ รถโดยสารคันเก่าโยกแยกไปตามสภาพถนนที่ขรุขระ พอผ่านไปได้ครึ่งทาง บรรดาคนที่เมื่อคืนตื่นเต้นจนนอนไม่หลับก็เริ่มทนไม่ไหว คอพับคออ่อนพิงเบาะหลับกันไปทีละคนสองคน
“ถึงแล้วครับทุกคน”
เสียงคนขับรถตะโกนบอกเมื่อรถจอดสนิท ปลุกคนที่กำลังหลับใหลให้สะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย
ตอนนี้เป็นเวลาสิบโมงกว่าแล้ว แสงแดดข้างนอกสว่างจ้า พวกเขานั่งรถทรหดมานานกว่าสี่ชั่วโมงจนก้นชาไปหมด
อวิ๋นเจียวพอยืนขึ้นได้ก็ทำหน้ายู่พลางเอามือลูบก้นตัวเองป้อยๆ ด้วยความเมื่อยขบ ผิดกับพวกอวิ๋นเสี่ยวอู่ที่พอได้ยืนยืดเส้นยืดสาย สะบัดแข้งสะบัดขา กระโดดโลดเต้นไม่กี่ทีก็กลับมาคึกคักเหมือนม้าดีดกะโหลก
อวิ๋นเจียวได้แต่คิดในใจว่า ถ้าอยู่ในทะเลเธอก็คงจะปราดเปรียวว่องไวไม่แพ้กัน แต่นี่อยู่บนบก แรงโน้มถ่วงมันช่างโหดร้ายเหลือเกิน สุดท้ายเธอก็ทนไม่ไหว ยื่นมือไปให้อวิ๋นหลินไห่อุ้ม แล้วซบหน้าลงกับบ่ากว้างของพ่อพลางหาววอดๆ อย่างเกียจคร้าน มีคนอุ้มมันดีกว่าเดินเองเป็นไหนๆ
“เวลายังเหลืออีกเยอะ พวกเราไปหาอะไรกินรองท้องกันก่อนดีกว่า อาหารบนรถไฟมันแพงแถมรสชาติก็ไม่ได้เรื่อง”
หลังจากแวะกินข้าวที่ร้านอาหารจนอิ่มหนำสำราญ คณะเดินทางก็มุ่งหน้าสู่สถานีรถไฟ บรรยากาศที่นั่นเต็มไปด้วยผู้คนมากมายมหาศาล เบียดเสียดกันจนแทบจะไม่มีที่ยืน อวิ๋นเสี่ยวอู่กับอวิ๋นเสี่ยวชีทำตัวเป็นเจ้าหนูจำไม ยืดคอยาวชะเง้อคอมองไปรอบๆ ด้วยความตื่นตาตื่นใจ ถ้าผู้ใหญ่ไม่คอยดึงแขนไว้ คงเดินหลงหายไปกับฝูงชนแล้ว
อวิ๋นหลินไห่อุ้มลูกสาวไว้ด้วยแขนข้างเดียว อีกมือก็ง้างขึ้นแล้วเขกหัวอวิ๋นเสี่ยวอู่ดังโป๊ก! จนเจ้าลูกชายตัวดีร้องโอดโอย
“โอ๊ย! พ่อตีหัวผมทำไมเนี่ย”
อวิ๋นหลินไห่ถลึงตาใส่ “ยังจะมาถามอีก! แม่แกจะดึงไว้ไม่อยู่แล้วเนี่ย คนเยอะขนาดนี้ถ้าหลงกันขึ้นมาจะทำยังไง มัวแต่มองนั่นมองนี่อยู่ได้!”
อวิ๋นเสี่ยวอู่ได้แต่เอามือกุมหน้าผากบ่นอุบอิบ “บอกกันดีๆ ก็ได้ ไม่เห็นต้องลงไม้ลงมือเลย”
ทันใดนั้น เถ้าแก่อู๋ก็ร้องเตือนขึ้นมา “รถไฟมาแล้ว! เตรียมตัวขึ้นรถกันเร็ว!”
รถไฟสายสีเขียวขบวนยาวเหยียดเคลื่อนตัวเข้ามาเทียบชานชาลาเสียงดังกระหึ่ม อวิ๋นเจียวไม่ใช่ไม่เคยเห็นรถไฟมาก่อน ตอนที่มาส่งพี่ใหญ่กับพี่รองไปเป็นทหารเธอก็เคยเห็นแล้ว แต่พอมองดูใกล้ๆ อีกครั้งก็ยังอดทึ่งไม่ได้
มนุษย์นี่ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ามหัศจรรย์จริงๆ ตัวเล็กนิดเดียว พละกำลังก็เทียบไม่ได้กับเงือกหรือสัตว์ร้ายในทะเล แต่กลับมีมันสมองที่ชาญฉลาด สามารถสร้างสิ่งประดิษฐ์เหล็กกล้าขนาดมหึมาที่เคลื่อนที่ได้แบบนี้ขึ้นมา
ทันทีที่รถไฟจอดสนิท ฝูงชนที่รออยู่ก็ถาโถมแย่งกันเบียดเสียดขึ้นรถราวกับเขื่อนแตก เจ้าหน้าที่รถไฟพยายามตะโกนรักษาความสงบจนคอแหบคอแห้ง แต่ดูเหมือนเสียงนั้นจะกลืนหายไปกับความวุ่นวายของผู้คนอย่างรวดเร็ว
[จบบท]