บทที่ 229: มิตรภาพบนรถไฟ
หญิงวัยกลางคนรูปร่างอ้วนท้วนคนนั้นวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหาอวิ๋นเจียวด้วยท่าทางรีบร้อน เธอยื่นธนบัตรใบละหนึ่งหยวนส่งให้เด็กน้อยราวกับกำลังให้ทานแก่ขอทานข้างถนน พร้อมกับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความถือดีว่า
"ของเล่นชิ้นนั้นฉันขอซื้อต่อก็แล้วกัน ให้ราคาหนึ่งหยวนคงจะพอสำหรับพวกเธอแล้วสินะ"
อวิ๋นเจียวกลอกตามองบนด้วยความระอาใจ เด็กหญิงหันหลังให้หญิงร่างท้วมคนนั้นทันทีโดยไม่สนใจจะต่อความยาวสาวความยืด และก้มหน้าก้มตาเล่นของเล่นในมือต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ท่าทีเมินเฉยของเด็กน้อยทำให้หญิงคนนั้นโมโหจนหน้าแดงก่ำ เธตวาดเสียงดังลั่นรถไฟว่า
"นี่นังเด็กตัวซวย ฉันคุยด้วยทำไมถึงไม่มีมารยาทแบบนี้ เงินหนึ่งหยวนมันน้อยไปรึไง งั้นฉันให้ห้าหยวนเลย ขายมาให้ฉันซะดีๆ"
คำด่าทอที่หยาบคายนั้นเปรียบเสมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟ ทำให้สมาชิกครอบครัวอวิ๋นทุกคนโกรธจนควันออกหู ย่าอวิ๋นชี้หน้าด่ากลับไปทันทีอย่างไม่ไว้หน้า
"ปากคอเราะร้ายแบบนี้ยังกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นผู้หญิงอีกเหรอ ดูจากนิสัยแล้วคงเป็นพวกครึ่งคนครึ่งผีมากกว่ามั้ง ยัยตัวซวย!"
เสิ่นอวิ๋นเหลียนรีบดึงตัวอวิ๋นเจียวเข้ามากอดไว้แนบอกด้วยความปกป้อง เธอจ้องหน้าหญิงร่างท้วมเขม็งแล้วตอกกลับไปเสียงแข็ง "เก็บเงินของคุณแล้วไสหัวไปซะ ต่อให้เอาเงินมากองท่วมหัว พวกเราก็ไม่มีวันขายของให้คนอย่างคุณเด็ดขาด"
อาสะใภ้เล็กอย่างหวังเหมยเองก็ไม่ยอมน้อยหน้า เธอพูดเหน็บแนมขึ้นมาด้วยสีหน้าขยะแขยง
"ถ้าปากพูดดีๆ ไม่เป็นก็หุบปากไปซะเถอะ พูดออกมาแต่ละคำเหมือนอมของเน่าเสียไว้ในปาก แต่งตัวดูดีมีสกุลเสียเปล่า แต่พอยืนใกล้ๆ กลับได้กลิ่นเหม็นเน่าโชยออกมาจากจิตใจ ถอยออกไปให้ห่างจากเจียวเจียวของฉันเลยนะ อย่ามาทำตัวหน้าด้านแถวนี้"
หญิงร่างท้วมถูกรุมด่าจนตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธแค้น เธอชี้นิ้วสั่นระริกไปที่กลุ่มคนตรงหน้า ปปากก็พึมพำตะกุกตะกัก "พวกแก... พวกแก!"
เธออยากจะกระโจนเข้าไปตบตีระบายอารมณ์ แต่พอเห็นจำนวนคนที่มากกว่าของฝ่ายตรงข้ามก็ต้องข่มใจไว้ ได้แต่กัดฟันขู่ฟอดๆ
"ฝากไว้ก่อนเถอะ พวกแกคอยดู!"
ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียด เสียงหัวเราะเยาะเย้ยหยันก็ดังแทรกขึ้นมา "พรืด..."
หญิงสาวผมลอนทาปากแดงสดที่นั่งอยู่เตียงชั้นบนหัวเราะออกมาอย่างเปิดเผย ทำให้หญิงร่างท้วมหันขวับไปมองด้วยสายตาอาฆาตมาดร้ายทันที เมื่อหาที่ระบายอารมณ์กับกลุ่มคนจำนวนมากไม่ได้ เธอจึงเปลี่ยนเป้าหมายมาลงที่หญิงสาวคนเดียวแทน
"นังแพศยา หัวเราะอะไรของแก แต่งตัวยั่วยวนแบบนี้คิดจะอ่อยใครไม่ทราบ ไอ้ตำรวจรถไฟสองคนเมื่อกี้ก็คงโดนแกใช้มารยาหญิงล่อลวงมาสิท่า นังจิ้งจอกหน้าด้าน..."
ดูเหมือนว่าหญิงร่างท้วมจะประเมินคู่ต่อสู้ผิดไปถนัด หญิงสาวผมลอนไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมาด่าฟรีๆ เธอกระโดดลงมาจากเตียงชั้นบนอย่างคล่องแคล่ว แล้วตรงเข้าไปกระชากผมของหญิงร่างท้วมอย่างแรง ก่อนจะตบหน้าฉาดใหญ่ไปสองทีซ้อนเสียงดังสนั่น
"ยัยหมูตอนปากเน่า! แม่ทนรำคาญครอบครัวพวกแกมานานแล้วนะ!"
เหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่มีใครคาดคิด หญิงสาวสองคนตบตีกันนัวเนียอยู่กลางทางเดินรถไฟ หวังเหมยเห็นดังนั้นจึงหันไปสบตากับเสิ่นอวิ๋นเหลียนอย่างรู้กัน
"พี่สะใภ้ใหญ่... เราเข้าไปช่วย 'ห้ามทัพ' กันหน่อยดีไหมคะ"
เสิ่นอวิ๋นเหลียนพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนเข้าใจตรงกันว่าการ 'ห้ามทัพ' ในความหมายนี้คือการเข้าไปผสมโรงช่วยสั่งสอนยายป้าปากเสียคนนั้นต่างหาก หวังเหมยแสร้งทำเป็นตกใจแล้วตะโกนเสียงดังลั่น
"ว้าย! สหายทั้งสองคนหยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ นี่มันบนรถไฟนะไม่ใช่ที่บ้าน เลิกตีกันได้แล้ว!"
ปากร้องห้ามแต่เท้าของหวังเหมยกลับแอบเตะเข้าไปที่ขาของหญิงร่างท้วมอย่างจัง ในขณะที่มือก็ทำทีเป็นพยายามดึงตัวแยกออกจากกัน "ใจเย็นๆ สิคะ อย่าใช้ความรุนแรง ค่อยพูดค่อยจากันเถอะ"
เสิ่นอวิ๋นเหลียนเองก็รีบวิ่งเข้าไปสมทบ แต่จังหวะที่เข้าไปใกล้ เธอแกล้งทำเป็นสะดุดขาตัวเอง "ว้าย!" แล้วทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดล้มทับใส่หญิงร่างท้วมเต็มแรง
"อุ๊ยตายจริง! ขอโทษนะคะ เมื่อกี้ไม่รู้ใครยื่นขามาขัด ทำเอาฉันเสียหลักล้มเลย เจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะเนี่ย"
เสิ่นอวิ๋นเหลียนกล่าวขอโทษด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก แต่ในจังหวะที่พยุงตัวลุกขึ้น เธอก็แอบหยิกเนื้อบริเวณเอวของหญิงร่างท้วมจนเขียวช้ำเป็นการระบายแค้นที่บังอาจมาด่าหลานสาวของเธอว่าเป็นตัวซวย
หญิงร่างท้วมกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด "โอ๊ย!!!" สามีของเธอที่ยืนดูอยู่ตั้งนานรีบพุ่งเข้ามาหมายจะช่วยภรรยา แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเจอกำแพงมนุษย์อย่างอวิ๋นหลินเหอและอวิ๋นหลินไห่ยืนขวางทางไว้ อวิ๋นหลินเหอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงความดุดัน
"เมียพวกผมกำลังช่วยห้ามทัพอยู่ คุณเป็นผู้ชายจะเข้าไปยุ่งกับผู้หญิงแบบนั้นเดี๋ยวก็ถูกหาว่าลวนลามหรอก" อวิ๋นหลินไห่พยักหน้าสนับสนุน
"ใช่ เรื่องของผู้หญิงให้เขาจัดการกันเองเถอะ"
การตะลุมบอนจบลงในเวลาไม่นาน หวังเหมยและเสิ่นอวิ๋นเหลียนช่วยกันดึงตัวหญิงสาวผมลอนออกมา ปล่อยให้หญิงร่างท้วมนอนร้องโอดโอยอยู่กับพื้นด้วยสภาพสะบักสะบอม
"เอาล่ะๆ แยกย้ายกันได้แล้ว เธอคงเข็ดแล้วล่ะค่ะ"
เจ้าหน้าที่ตำรวจรถไฟเดินเข้ามาด้วยสีหน้าถมึงทึง "เกิดอะไรขึ้น! ทำไมถึงมีเรื่องกันอีกแล้ว พวกคุณนี่มันตัวปัญหาจริงๆ เลยนะ!"
หญิงร่างท้วมรีบฟ้องทันทีทั้งน้ำตา "คุณตำรวจต้องให้ความเป็นธรรมกับฉันนะคะ! นังบ้าคนนั้นมันตบฉัน แล้วนังสองตัวนี้มันก็รุมทำร้ายฉันด้วย!"
หวังเหมยทำหน้าตาตื่นตระหนกแสร้งทำเป็นบริสุทธิ์ใจสุดขีด "สหายพูดอะไรแบบนั้นล่ะคะ พวกเราเห็นพวกคุณตีกันก็เลยรีบเข้าไปช่วยห้ามทัพแท้ๆ ผู้โดยสารทั้งตู้ก็เห็นกันหมด อย่ามาใส่ร้ายคนดีสิคะ"
อวิ๋นเจียวที่นั่งดูเหตุการณ์อยู่อย่างเพลิดเพลินพยักหน้าหงึกหงักสนับสนุน "ใช่ค่ะ อาของหนูเข้าไปช่วยห้ามจริงๆ นะคะ"
เด็กน้อยพูดจบก็หยิบเมล็ดแตงโมเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ กองเปลือกเมล็ดแตงโมตรงหน้าบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเธอชม 'ละครฉากเด็ด' นี้อย่างออกรสออกชาติแค่ไหน
เนื่องจากพฤติกรรมก่อนหน้านี้ของครอบครัวหญิงร่างท้วมทำให้ผู้โดยสารคนอื่นๆ เอือมระอา ทุกคนจึงพร้อมใจกันเป็นพยานเข้าข้างฝั่งหวังเหมยและเสิ่นอวิ๋นเหลียนว่าเป็นพลเมืองดีที่เข้าไปช่วยห้ามปราม และยืนยันว่าฝ่ายหญิงร่างท้วมเป็นคนเริ่มด่าทอก่อน เ
จ้าหน้าที่ตำรวจจึงหันไปคาดโทษอย่างจริงจัง "ถ้าพวกคุณยังก่อความวุ่นวายอีก ผมจะเชิญลงจากรถไฟเดี๋ยวนี้เลย เข้าใจไหม!"
สามีของหญิงร่างท้วมหน้าซีดเผือด รีบก้มหัวปะหลกๆ ขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ "ขอโทษครับคุณตำรวจ เป็นเรื่องเข้าใจผิดกันครับ เมียผมเธออารมณ์ร้อนไปหน่อย ผมรับรองว่าจะดูแลไม่ให้เกิดเรื่องอีกครับ"
หลังจากรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ เจ้าหน้าที่จึงยอมเดินจากไป
คราวนี้สองสามีภรรยาคู่นั้นก็สงบปากสงบคำลงได้เสียที ได้แต่ส่งสายตาอาฆาตมาทางกลุ่มครอบครัวอวิ๋น ส่วนลูกชายตัวดีที่ร้องไห้งอแงจะเอาของเล่นไม่หยุด ผู้เป็นพ่อที่กำลังอารมณ์เสียจึงตวาดใส่ลูกชายเป็นครั้งแรก
"จะร้องหาอะไรนักหนา! กลับไปบ้านเดี๋ยวซื้อให้ จะเอาของคนอื่นเขาทำไมนักหนา ฮ้ะ!"
ฝ่ายแม่เห็นลูกโดนดุก็โวยวายใส่สามี "คุณจะตะคอกลูกทำไม ลูกเสียใจอยู่นะ คุณมันไม่มีหัวใจ!"
เสียงทะเลาะเบาะแว้งของครอบครัวนั้นดังน่ารำคาญจนคนรอบข้างต้องเอามืออุดหู แต่ก็ไม่มีใครอยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยอีกแล้ว
ในขณะเดียวกัน อวิ๋นเจียวก็แอบย่องเข้าไปหาหญิงสาวผมลอนที่กำลังจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เข้าที่เข้าทาง เด็กหญิงยื่นลูกอมกระต่ายขาวให้ด้วยรอยยิ้มหวาน "พี่สาวคนสวย กินลูกอมหน่อยนะคะ"
หญิงสาวเจ้าของชื่ออู๋หลันปรายตามองลูกอมในมือเด็กน้อยพลางทำเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย "ไม่เอาหรอก ลูกอมแบบนี้ฉันกินจนเบื่อแล้ว" แม้ปากจะบอกปฏิเสธแต่ท่าทางกลับดูไม่ได้รังเกียจแต่อย่างใด
"แต่เห็นแก่ความพยายามของเธอ ฉันจะรับไว้ก็ได้"
อวิ๋นเจียวชะงักมือที่กำลังจะดึงกลับอย่างงงๆ แต่ก็ยิ้มรับเมื่ออีกฝ่ายหยิบลูกอมไป อู๋หลันล้วงหยิบช็อกโกแลตแท่งหนึ่งออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้ "เอ้านี่ ฉันไม่เอาเปรียบเด็กหรอกนะ แลกกัน ช็อกโกแลตแบบนี้เธอคงไม่เคยกินล่ะสิ"
อวิ๋นเจียวรับมากะพริบตาปริบๆ "หนูเคยกินแล้วค่ะ"
"หา? เป็นไปไม่ได้ ที่เธอกินคงเป็นของปลอมทำเหมือนแน่ๆ" อู๋หลันแย้งทันควันด้วยความมั่นใจ อวิ๋นเจียวคร้านจะเถียงด้วยจึงแกะช็อกโกแลตกินเงียบๆ ปรากฏว่าอู๋หลันเป็นคนช่างพูดมากกว่าที่คิด เธอขยับมานั่งข้างๆ อวิ๋นเจียวแล้วเริ่มเล่าเรื่องราวชีวิตของตัวเองให้ฟังอย่างน้ำไหลไฟดับ
อวิ๋นเจียวเคี้ยวขนมไปพลางฟังไปพลางอย่างเพลิดเพลิน เธอชอบฟังเรื่องชาวบ้านอยู่แล้ว ตราบใดที่เรื่องนั้นไม่วกกลับมาเข้าตัว อู๋หลันเล่าว่าเธอชื่ออู๋หลัน กำลังเดินทางไปเยี่ยมสามีที่ค่ายทหารเพื่อจะไปอยู่ด้วยกันถาวร
"ฉันแต่งงานมาสองปีแล้วแต่ยังไม่มีลูก แม่ผัวฉันก็บ่นเช้าบ่นเย็นเร่งให้มีหลาน ฉันล่ะสงสัยว่าแกประสาทกลับหรือเปล่า ผัวฉันกลับบ้านแค่ตอนแต่งงานเดือนแรก หลังจากนั้นก็หายจ้อยไปอยู่ในค่าย ถ้าฉันท้องขึ้นมาจริงๆ คงได้อกแตกตายกันทั้งบ้านแน่"
อู๋หลันพูดจบก็กลอกตามองบนอย่างเบื่อหน่าย หวังเหมยและเสิ่นอวิ๋นเหลียนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ได้ยินบทสนทนาก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง ถ้าสามีไม่อยู่บ้านแล้วภรรยาตั้งท้องขึ้นมา เรื่องใหญ่แน่นอน
"ผัวฉันส่งจดหมายมาบอกว่าทางค่ายมีโควตาให้ครอบครัวไปอยู่ด้วยได้ ฉันเลยรีบเก็บกระเป๋าตามมานี่แหละ" อู๋หลันเล่าต่อ
"ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าชีวิตเมียทหารในค่ายจะเป็นยังไง แต่ถ้าวันข้างหน้าฉันมีลูกนะ ฉันก็อยากให้ลูกหน้าตาน่ารักแบบหนูนี่แหละ"
เธอจ้องมองใบหน้าจิ้มลิ้มของอวิ๋นเจียวอย่างพินิจพิเคราะห์ "ฉันมั่นใจในความสวยของตัวเองนะ ส่วนผัวฉันถึงจะนิสัยแข็งทื่อไปหน่อย แต่หน้าตาเขาก็หล่อใช้ได้เลย ลูกออกมาต้องน่ารักไม่แพ้หนูแน่ๆ"
อวิ๋นเจียวรับถั่วลิสงที่พี่ชายคนที่ห้าแกะเปลือกให้มาเคี้ยวตุ้ยๆ พลางพยักหน้าสนับสนุน "อื้มๆ พี่สาวต้องทำได้แน่ค่ะ พยายามเข้านะคะ"
"แต่ว่านะ เสื้อผ้าที่เธอใส่อยู่นี่มันเชยสะบัดเลย บ้านเธออยู่ที่ไหนล่ะ เดี๋ยวฉันจะตัดชุดสวยๆ ให้เธอสักสองสามชุด รับรองว่าใส่แล้วสวยเด้งกว่าพวกดาราในทีวีอีก" อู๋หลันวิจารณ์การแต่งตัวของอวิ๋นเจียวตรงๆ ก่อนจะเสนอตัวด้วยความใจป้ำ
อวิ๋นเจียวหันไปมองหน้าแม่กับอาสะใภ้เล็กอย่างขอความเห็นว่าจะบอกที่อยู่ดีไหม หวังเหมยกลับรู้สึกถูกชะตากับหญิงสาวปากร้ายใจดีคนนี้ไม่น้อย จึงเอ่ยถามขึ้น "สหายตัดเย็บเสื้อผ้าเป็นด้วยเหรอคะ"
อู๋หลันเชิดหน้าขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ เธอลุกขึ้นยืนหมุนตัวโชว์ชุดกระโปรงที่สวมอยู่ให้ทุกคนดู "แน่นอนสิ ชุดที่ฉันใส่อยู่นี่ฉันก็ออกแบบและตัดเย็บเองกับมือ สวยไหมล่ะ"
ต้องยอมรับว่าฝีมือการตัดเย็บของเธอไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ชุดกระโปรงนั้นเข้ารูปพอดีตัว เน้นสัดส่วนโค้งเว้าอย่างลงตัว ขับเน้นจุดเด่นของผู้สวมใส่ให้ดูโดดเด่นและมีเสน่ห์ แตกต่างจากเสื้อผ้าโหลๆ ที่ขายตามท้องตลาดทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ดูสวยสง่าและสบายตาในเวลาเดียวกัน
[จบบท]