บทที่ 243: รับมือคนตระกูลเฉิน
อวิ๋นเจียวนั่งทรงตัวอยู่บนกำแพงอย่างมั่นคง เด็กหญิงแกว่งขาสั้นป้อมไปมาพร้อมกับจ้องมองไปทางประตูตาไม่กะพริบ ในมือของเธอมีเมล็ดแตงโมอยู่กำใหญ่ ตอนนี้สายตาของทุกคนล้วนจับจ้องไปยังกลุ่มคนที่อยู่ตรงหน้าประตู จึงไม่มีใครสังเกตเห็นเด็กหญิงที่อยู่บนกำแพง
เวลาผ่านไปไม่นานนัก ศีรษะของอวิ๋นเสี่ยวอู่ อวิ๋นเสี่ยวลิ่ว เสี่ยวชี เสี่ยวปา และอวิ๋นเสี่ยวจิ่วก็ค่อยๆ โผล่ขึ้นมาตามลำดับ ก่อนที่พวกเขาจะปีนขึ้นมาบนกำแพงอย่างคล่องแคล่ว
“ไร้ยางอายจริงๆ”
กลุ่มคนที่อยู่บนกำแพงชี้ชวนกันดูคนตระกูลเฉินที่อยู่ตรงประตู
“พวกคุณเป็นใคร”
ลูกชายคนเล็กของตระกูลเฉินได้สติกลับมา ชายหนุ่มก็หันไปเอาเรื่องกลุ่มคนที่อยู่ด้านในประตูทันที
“พวกคุณก็คือญาติหน้าด้านที่สหายเฉินเวยเคยเล่าให้ฟังเหรอ”
ชายหนุ่มท่าทางฉลาดเฉลียวคนหนึ่งที่อยู่ด้านในประตูสวนกลับ อย่าคิดว่าคนเป็นทหารจะด่าคนไม่เป็น ทหารก็คือคนธรรมดาที่มีนิสัยใจคอแตกต่างกันไป ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกทหารที่เป็นตัวตึงเลย
เพียงแต่ผู้คนมักจะมีภาพจำว่าทหารต้องดูขึงขัง ดุดัน และพูดน้อย ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะพวกเขาต้องรักษาภาพลักษณ์เวลาอยู่ข้างนอก แต่ตอนนี้พวกเขาปลดประจำการแล้ว เมื่อไม่มีกฎระเบียบมาคอยควบคุม พวกเขาก็แสดงตัวตนที่แท้จริงออกมาได้อย่างเต็มที่
“ว่าใครกัน ใครหน้าด้าน มิน่าล่ะ นังเด็กเฉินเวยถึงได้กล้าปีกกล้าขาแข็ง ที่แท้ก็หาผู้ชายมาหนุนหลังนี่เอง”
“นี่คุณ วันนี้ปากไปกินอะไรมาถึงได้เหม็นขนาดนี้”
“อาตง”
เสียงทุ้มต่ำดังแทรกขึ้น ชายผู้เป็นเจ้าของเสียงคือชายร่างกำยำที่มีรอยแผลเป็นบนใบหน้าและดูดุดันที่สุด เขาเป็นคนที่มีรูปร่างสูงใหญ่กว่าใครเพื่อนในกลุ่ม
“รบกวนสหายทุกท่านช่วยพูดจาให้เกียรติกันด้วย สหายเฉินเวยขายบ้านหลังนี้ให้พวกเราแล้ว”
“ไม่มีทาง”
คนตระกูลเฉินเริ่มโวยวายด้วยความไม่พอใจ
“เฉินเวยลงทุนสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อฮุบสมบัติเลยสินะ ถึงขนาดจ้างพวกคุณมาเล่นละครตบตาแบบนี้ ไปเรียกนังเด็กนั่นออกมา เดี๋ยววันนี้ฉันจะสั่งสอนให้รู้สำนึกซะบ้าง”
สิ้นเสียงนั้น พวกเขาก็ถลกแขนเสื้อแล้วพยายามจะบุกเข้าไปในบ้าน ทว่าไม่ว่าพวกเขาจะพยายามดันเข้าไปแค่ไหน ก็ถูกกลุ่มชายร่างใหญ่ที่ยืนขวางประตูไว้สกัดกั้นเอาไว้อย่างแน่นหนา คนตระกูลเฉินคิดจะใช้กำลัง แต่เพิ่งจะขยับตัวก็ถูกกดทับจนขยับไม่ได้
“ช่วยด้วย มีคนลวนลามผู้หญิง ทุกคนรีบมาดูเร็วเข้า”
ลูกสะใภ้คนเล็กของตระกูลเฉินที่ถูกจับแขนเอาไว้แหกปากร้องโวยวาย
“ป้า พวกผมไม่ได้ตาบอดนะ หน้าตาก็ไม่ได้ รูปร่างก็ไม่มี มารยาทก็ทราม แถมยังมีสามีแล้วอีก ต่อให้พวกผมตาบอดก็ไม่คิดจะลวนลามป้าหรอกนะ อย่ามาใส่ร้ายป้ายสีกันกลางวันแสกๆ แบบนี้”
อาตงทำหน้าขยะแขยง ฝีปากของชายหนุ่มนับว่าจัดจ้านไม่เบา ฝูงชนที่มุงดูเหตุการณ์พากันหัวเราะครืน ลูกสะใภ้คนเล็กของตระกูลเฉินหยุดร้องโวยวายทันที ใบหน้าของเธอเปลี่ยนสีไปมาด้วยความโกรธจัดจนแทบอยากจะพุ่งเข้าไปข่วนหน้าอาตงให้รู้แล้วรู้รอด
“รังแกกันเกินไปแล้ว บ้านหลังนี้เป็นของลูกชายฉัน พวกคุณเป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้มาแย่งบ้านลูกชายฉันไป ฉันจะไปฟ้องตำรวจ”
“ไปเลย ไปตรวจสอบดูเอาเองก็แล้วกัน จะได้รู้ว่าบ้านหลังนี้ไม่ได้เป็นชื่อของเฉินเวยตั้งนานแล้ว”
ท่าทีที่มั่นใจของอีกฝ่ายทำให้คนตระกูลเฉินเริ่มใจคอไม่ดี พวกเขาเริ่มสงสัยว่าเฉินเวยอาจจะขายบ้านเรือนสี่ประสานหลังนี้ไปแล้วจริงๆ หากมัวแต่มีเรื่องกับกลุ่มชายฉกรรจ์นับสิบคนตรงนี้ต่อไป พวกเขาก็มีแต่จะเสียเปรียบ ด้วยความร้อนใจอยากรู้ความจริง คนตระกูลเฉินจึงเลิกราวีและรีบเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อกลุ่มคนสร้างความวุ่นวายจากไป อวิ๋นเจียวกับพี่ชายของเธอก็กระโดดลงมาจากกำแพง หลังจากปิดประตูเพื่อบดบังสายตาจากผู้คนภายนอกแล้ว อวิ๋นหลินไห่กับอวิ๋นหลินเหอก็เดินเข้ามาตบไหล่ชายหนุ่มเหล่านั้นเบาๆ
“คนพวกนั้นแหละ หลังจากนี้คงต้องรบกวนพวกคุณแล้วล่ะ”
“ไม่มีปัญหาครับ”
ชายหนุ่มตอบรับ สำหรับพวกเขาแล้ว การรับมือกับคนตระกูลเฉินไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย
“คือว่า พวกเราขอเลี้ยงสุนัขที่นี่ได้ไหมครับ”
อาตงถามขึ้นด้วยท่าทีเกรงใจ
“ไม่ต้องห่วงนะครับ สุนัขของพวกเราเป็นสุนัขทหารที่ปลดประจำการแล้ว พวกมันเชื่อฟังคำสั่งมาก แล้วพวกเราก็จะคอยทำความสะอาดบ้านให้เป็นอย่างดี อีกอย่างเวลาที่พวกเราออกไปทำงานก็ไม่มีใครคอยเฝ้าบ้าน ผมกลัวว่าคนตระกูลเฉินจะปีนกำแพงเข้ามาทำลายข้าวของ ถ้ามีสุนัขคอยเฝ้าบ้านก็จะปลอดภัยขึ้นเยอะเลยครับ”
“ได้สิ”
ปู่อวิ๋นเห็นด้วยกับความคิดของชายหนุ่ม ยิ่งไปกว่านั้น สุนัขเหล่านี้ยังเป็นสุนัขทหารที่ผ่านการฝึกฝนจากค่ายทหารมาแล้ว ย่อมต้องเก่งกาจและพึ่งพาได้อย่างแน่นอน
“ขอบคุณครับ ขอบคุณสหายอวิ๋นมากครับ”
อดีตทหารทั้งสิบคนยิ้มออกมาด้วยความดีใจ การฝากฝังเรือนสี่ประสานไว้กับคนกลุ่มนี้ถือเป็นการตัดสินใจที่ดี แม้จะได้สังเกตพฤติกรรมของพวกเขาเพียงแค่วันเดียว แต่ครอบครัวอวิ๋นก็มีความรู้สึกที่ดีต่อพวกเขาไม่น้อย
ช่วงหลายวันที่ผ่านมา ครอบครัวอวิ๋นพากันไปเที่ยวตามสถานที่สำคัญต่างๆ ในเมืองหลวง ไม่ว่าจะเป็นพระราชวังต้องห้ามหรือการไปปีนกำแพงเมืองจีน
ในขณะเดียวกัน หลังจากที่คนตระกูลเฉินไปสืบจนรู้ความจริงว่าเฉินเวยขายบ้านไปแล้วและหนีหายไปอย่างไร้ร่องรอย พวกเขาก็แทบจะล้มทั้งยืน
เรือนสี่ประสานหลังนั้นมีมูลค่าสูงถึงหลายหมื่นหยวน แต่พวกเขากลับไม่ได้ส่วนแบ่งเลยแม้แต่เฟินเดียว ความจริงข้อนี้ทำให้กลุ่มคนโลภแห่งตระกูลเฉินไม่อาจยอมรับได้ หลังจากเงียบหายไปได้เพียงไม่กี่วัน พวกเขาก็กลับมาก่อกวนอีกครั้ง
ลูกชายคนเล็ก ลูกสะใภ้คนเล็ก และหลานชายของตระกูลเฉินพยายามจะปีนกำแพงเข้าไปด้านในเพื่อยึดพื้นที่ ทว่าทันทีที่โผล่หน้าขึ้นไป พวกเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับสุนัขตัวใหญ่หลายตัวที่กำลังแยกเขี้ยวและจ้องมองมาอย่างเอาเรื่อง ภาพที่เห็นทำให้ทั้งสามคนตกใจกลัวจนพลัดตกลงมาจากกำแพง
เมื่อแผนแรกไม่ได้ผล พวกเขาก็คิดแผนใหม่ คราวนี้ถึงตาของคู่สามีภรรยาหน้าด้านที่มานั่งปักหลักอยู่หน้าประตู เมื่อมีคนเปิดประตู พวกเขาก็แทรกตัวเข้าไปแล้วลงไปนอนกลิ้งเกลือกบนพื้นดินเพื่อเรียกร้องความสนใจ ทว่าสุดท้ายก็ถูกชายหนุ่มหลายคนหามออกมาทิ้งไว้บนถนนหน้าบ้าน
“ถ้าพวกคุณอยากจะเรียกร้องความสนใจก็ไปทำที่อื่น การมาสร้างความวุ่นวายในบ้านคนอื่นมันใช่เรื่องหรือไง อ้อ แล้วก็จำไว้ด้วยว่าข้างในมีสุนัขตัวใหญ่อยู่ห้าตัว ต่อให้พวกเราไม่อยู่บ้านก็อย่าคิดจะมางัดแงะหรือปีนกำแพงเข้ามาเด็ดขาด ถ้าสุนัขพวกนั้นดุขึ้นมาแล้วไม่มีคนคอยห้าม จะหาว่าไม่เตือนไม่ได้นะ”
สารพัดวิธีที่คนตระกูลเฉินงัดมาใช้ก่อกวนล้วนถูกจัดการได้อย่างง่ายดาย ครอบครัวอวิ๋นเองก็แวะมาดูเหตุการณ์บ้างเป็นบางครั้ง ส่วนอวิ๋นเจียวก็สนิทสนมกับสุนัขทหารเหล่านั้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
สุนัขทหารทั้งห้าตัว มีอยู่สองตัวที่ปลดประจำการเพราะอายุมากแล้ว ส่วนอีกสามตัวที่เหลือล้วนปลดประจำการเพราะได้รับบาดเจ็บ ตัวหนึ่งสูญเสียขาไปข้างหนึ่ง ตัวหนึ่งตาบอดมองไม่เห็น และอีกตัวหนึ่งหูซ้ายขาดจนส่งผลกระทบต่อการได้ยิน สุนัขทั้งสามตัวนี้ล้วนได้รับบาดเจ็บระหว่างการปฏิบัติภารกิจทั้งสิ้น
ครอบครัวอวิ๋นรู้สึกสงสารและเอ็นดูสุนัขทหารเหล่านี้มากหลังจากได้ฟังเรื่องราวของพวกมัน พวกเขามักจะนำอาหารมาเพิ่มเป็นมื้อพิเศษให้กับพวกมันอยู่เสมอ ความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวอวิ๋นกับกลุ่มอดีตทหารจึงสนิทสนมกันมากขึ้น
ยิ่งเมื่อได้รู้ว่าพี่ชายทั้งสองคนของอวิ๋นเจียวก็เป็นทหาร พวกเขาก็ยิ่งให้ความสนิทสนมกับครอบครัวอวิ๋นมากขึ้นไปอีก เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เผลอแป๊บเดียวพวกเขาก็มาอยู่ที่เมืองหลวงได้เกือบหนึ่งเดือนแล้ว ตอนนี้ใกล้จะเข้าสู่ช่วงเดือนพฤษภาคม หลังจากที่อวิ๋นเจียวซื้อเรือนสี่ประสานแบบสามลานบ้านที่ถูกใจอีกหลังและใส่ชื่ออาเล็กกับอาสะใภ้เล็กเป็นเจ้าของแล้ว พวกเขาก็ซื้อตั๋วรถไฟเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับบ้านเกิด
[จบบท]