บทที่ 26: ซื้อเรือ
อวิ๋นเจียวยิงฟันขู่คำรามทำท่าจะเข้าไปกัดให้จมเขี้ยว ทว่าเมื่อสายตาปะทะเข้ากับคราบไคลดำปื้นบนร่างกายมอมแมมของอีกฝ่าย เด็กหญิงตัวน้อยก็ได้แต่ชะงักกึกด้วยความรังเกียจ
ไม่รู้ว่าเจ้าหมอนี่ไม่ได้อาบน้ำถูตัวมานานแค่ไหนแล้ว เห็นแล้วขยะแขยงจนไม่อยากเอาปากไปแตะต้องให้เสียปาก
เมื่อความสะอิดสะเอียนตีตื้นขึ้นมาจนไม่อาจใช้ฟันกัดได้ อวิ๋นเจียวจึงเปลี่ยนวิธีการจัดการด้วยการง้างฝ่ามือเล็กๆ ฟาดเพี้ยะเข้าที่ใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างเต็มแรงเป็นการสั่งสอน
“อ๊ากกก... ฉันจะฟ้องแม่!”
เสียงร้องโหยหวนดังลั่นด้วยความเจ็บปวดและตกใจ อวิ๋นเจียวไม่รอช้า ยกเท้าขึ้นถีบซ้ำเข้าที่ร่างนั้นอย่างหมั่นไส้ พลางสบถออกมาด้วยน้ำเสียงดูแคลน
“ไอ้คนขี้ขลาด!”
อวิ๋นเสี่ยวจิ่วที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบสมทบขึ้นมาทันทีด้วยความโมโห
“มีปัญญาทำได้แค่วิ่งกลับไปฟ้องพ่อฟ้องแม่ ไอ้คนไร้น้ำยา!”
ในท้ายที่สุด อวิ๋นจ้วงจ้วงกับญาติผู้พี่คนนั้นก็พ่ายแพ้จนต้องวิ่งหนีหางจุกตูดกลับบ้านไปอย่างน่าสมเพช ทิ้งไว้เพียงฝุ่นควันที่ตลบอบอวลอยู่เบื้องหลัง
เมื่อเห็นศัตรูวิ่งหนีไปแล้ว อวิ๋นเสี่ยวจิ่วจึงรีบหันมารายงานพี่ชายทันที
“พี่ห้า เมื่อกี้ตอนที่ตะลุมบอนกัน อวิ๋นจ้วงจ้วงมันคิดจะใช้ก้อนหินทุบพี่ด้วยนะ”
อวิ๋นเสี่ยวอู่ได้ยินดังนั้นก็โกรธจนควันออกหู ตวาดเสียงดังลั่นด้วยความแค้นเคือง
“ไอ้เด็กเวรนั่น คราวหน้าถ้าฉันเจอหน้ามันอีก ฉันจะทุบให้หน้ายับจนแม่มันจำไม่ได้เลยคอยดู!”
การออกมาเล่นข้างนอกรอบนี้ นอกจากจะไม่ได้เล่นลูกแก้วอย่างที่ตั้งใจไว้แล้ว ยังต้องมาเสียอารมณ์เพราะอวิ๋นจ้วงจ้วงกับพรรคพวกอีกต่างหาก
เด็กๆ บ้านตระกูลอวิ๋นเดินหน้ามุ่ยกลับบ้านด้วยความหงุดหงิด ใบหน้าของแต่ละคนบูดบึ้งบอกบุญไม่รับ ทว่าเรื่องราวยังไม่จบลงง่ายๆ
สิ่งที่น่าโมโหบุกเข้ามาถึงหน้าประตูบ้าน เมื่อไช่จินฮวากับพี่สาวของเธอ ซึ่งก็คือแม่ของญาติผู้พี่อวิ๋นจ้วงจ้วง บุกมาอาละวาดโวยวายถึงหน้าเรือนด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด
“พวกแกดูสิ! ดูสภาพลูกชายของพวกฉันซิว่าถูกลูกหลานบ้านแกซ้อมจนน่วมขนาดไหน ถ้าสั่งสอนลูกไม่เป็นก็ไม่น่าจะออกลูกมาเยอะแยะให้เป็นภาระชาวบ้านแบบนี้!”
“แล้วก็นังเด็กสารเลวบ้านแกที่กล้าตบหน้าลูกชายฉัน ไปลากตัวมันออกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ วันนี้ฉันจะสั่งสอนให้หลาบจำ!”
เสิ่นอวิ๋นเหลียนกับหวังเหมยที่กำลังง่วนอยู่กับงานบ้าน พอได้ยินเสียงด่าทอหยาบคายหน้าบ้านก็ของขึ้นทันที ทั้งสองคนคว้าไม้กวาดคนละด้ามแล้วพุ่งออกมาเผชิญหน้ากับผู้บุกรุกอย่างไม่เกรงกลัว
“ลูกหลานบ้านฉันเป็นเด็กดีทุกคน! ไช่จินฮวา ปากแกไปกินขี้มาหรือไงถึงได้เหม็นเน่าแบบนี้! คิดจะมาสั่งสอนเจียวเจียวบ้านฉันงั้นเหรอ แกคิดว่าแกเป็นใครฮะ! กลับไปอบรมสั่งสอนลูกชายตัวเองให้เป็นผู้เป็นคนก่อนเถอะ!”
อวิ๋นเสี่ยวอู่รีบวิ่งถลันเข้าไปฟ้องผู้เป็นแม่ทันที
“แม่ครับ อาสะใภ้เล็ก ไอ้หมูตอนอวิ๋นจ้วงจ้วงมันคิดจะเอาก้อนหินมาทุบหัวผม น้องเล็กเห็นเข้าก็เลยเข้าไปตบมันครับ”
เสี่ยวชีรีบเสริมขึ้นมาอีกแรง
“แม่ครับ อวิ๋นจ้วงจ้วงมันไปตามญาติผู้พี่มาช่วยรุมพวกเรา แถมยังไม่ยอมให้พวกเราเล่นลูกแก้วด้วย”
“ใช่ครับ ถ้าพวกเราคนไม่เยอะกว่า ป่านนี้คงโดนพวกมันเล่นงานจนเจ็บตัวไปแล้ว”
เมื่อความจริงปรากฏ สองสะใภ้ตระกูลอวิ๋นก็ยิ่งเดือดดาลขึ้นไปอีก ปรี่เข้าไปฟาดฟันกับอีกฝ่ายด้วยความโมโหสุดขีด
“หน้าไม่อายจริงๆ! คิดจะใช้ก้อนหินทุบหัวคนอื่น พอสู้ไม่ได้ก็ชิงมาฟ้องก่อนงั้นเรอะ ในเมื่อแกสอนลูกไม่เป็น งั้นผู้ใหญ่อย่างพวกฉันจะช่วยสงเคราะห์สั่งสอนแม่มันให้เอง!”
สงครามฝีปากและการลงไม้ลงมือดำเนินไปอย่างดุเดือด จนในที่สุดไช่จินฮวากับน้องสาวก็ต้านทานความดุดันของสะใภ้ตระกูลอวิ๋นไม่ไหว ต้องรีบถอยทัพหนีกลับไปอย่างไม่เป็นท่า
“พวกนังบ้า! ฝากไว้ก่อนเถอะ ฉันไม่ยอมจบแค่นี้แน่!”
เสียงไช่จินฮวาตะโกนอาฆาตทิ้งท้ายก่อนจะวิ่งหนีหายไป แต่ทว่าคนบ้านตระกูลอวิ๋นหาได้เก็บคำขู่นั้นมาใส่ใจไม่ ทุกคนรีบหันมาสำรวจดูเด็กๆ ด้วยความเป็นห่วง
“เจียวเจียว เจ็บตรงไหนหรือเปล่าลูก?”
เสิ่นอวิ๋นเหลียนและหวังเหมยช่วยกันจับตัวอวิ๋นเจียวหมุนซ้ายหมุนขวา ตรวจดูตามเนื้อตัวอย่างละเอียด เมื่อมั่นใจว่าไม่มีบาดแผลใดๆ จึงค่อยถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
ย่าอวิ๋นเดินออกมาจากในบ้านหลังจากเหตุการณ์สงบลง สีหน้าของหญิงชราฉายแววเอือมระอาอย่างปิดไม่มิด
“นังไช่จินฮวานับวันยิ่งหน้าด้านไร้ยางอาย ลูกเต้าถูกเลี้ยงมาแบบนี้ อีกหน่อยคงได้สร้างปัญหาใหญ่โตแน่”
เลี้ยงลูกสาวราวกับทาสในเรือนเบี้ย แต่กลับตามใจลูกชายจนเสียคน ไม่ว่าอวิ๋นจ้วงจ้วงจะไปก่อเรื่องเลวร้ายอะไรมา เธอก็มักจะวิ่งโร่ตามไปแก้ต่างและให้ท้ายลูกชายอย่างไม่มีเหตุผลเสมอ
“เจียวเจียวของพวกเราดีที่สุดแล้ว จำไว้นะลูก พวกเราไม่ไปหาเรื่องใครก่อน แต่ถ้าใครมาหาเรื่อง เราก็ไม่ต้องไปกลัว”
อวิ๋นเจียวพยักหน้าหงึกหงักอย่างเข้าใจ ก่อนจะทำจมูกฟุดฟิดเมื่อได้กลิ่นหอมโชยมา
“ย่าคะ หอมจังเลย”
“กับข้าวเสร็จพอดี รอแค่พวกปู่ของหนูกลับมาก็ตั้งโต๊ะกินข้าวได้แล้ว”
หญิงชราหันไปสั่งหลานชาย
“อวิ๋นเสี่ยวอู่ ไปตามปู่กับพวกอาๆ มากินข้าวเร็วเข้า”
“ครับผม”
คนงานที่มาช่วยสร้างบ้านนั้น ทางเจ้าภาพจะเลี้ยงข้าวแค่มื้อเที่ยงมื้อเดียว ส่วนมื้อเย็นพวกเขาจะกลับไปกินที่บ้านของตัวเอง
ในยุคสมัยที่อาหารการกินมีค่าดั่งทองคำเช่นนี้ ไม่มีบ้านไหนในหมู่บ้านที่จะใจป้ำเลี้ยงข้าวคนงานครบทั้งสามมื้อ
เมื่อสมาชิกทุกคนในครอบครัวกลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากัน วงข้าวก็เริ่มขึ้น ย่าอวิ๋นคีบหอยพระจันทร์ตัวอวบอ้วนที่ปรุงรสด้วยกระเทียมสับใส่ลงในชามของอวิ๋นเจียวด้วยความเอ็นดู
“ขอบคุณค่ะคุณย่า”
หอยพระจันทร์จานนี้ใช้วิธีการนึ่ง โดยโปะพริกและกระเทียมสับที่ปรุงรสแล้ววางลงบนตัวหอยก่อนนำไปนึ่งจนสุก เนื้อหอยสดหวานฉ่ำเข้ากันได้ดีกับรสเผ็ดร้อนและกลิ่นหอมของเครื่องเทศ รสชาติกลมกล่อมจนแทบละลายในปาก
พริกกับกระเทียมแม้จะใส่ไม่มาก แต่ก็เพียงพอที่จะดึงเอารสชาติความอร่อยออกมาได้อย่างเต็มที่ ถ้าไม่ติดว่าต้องแบ่งกันกิน อวิ๋นเจียวคงสามารถฟาดคนเดียวได้เป็นสิบตัว!
น่าเสียดายที่ปริมาณหอยมีจำกัด จึงต้องแบ่งปันกันไปตามสัดส่วน
“วันนี้ไปหาของทะเล เจียวเจียวกับพวกเจ้าห้าเก็บปลาจี้สีทองตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง หนักตั้ง 5 จิน 2 ตำลึงแน่ะ ย่าเกิดมาก็เพิ่งเคยเห็นปลาจี้สีทองตัวใหญ่ขนาดนี้เป็นครั้งแรก แล้วก็ยังมีหอยแครงอีกจำนวนหนึ่ง วันนี้บ้านเราขายของได้เงินมาตั้ง 34 หยวน 9 เหมาเชียวนะ”
เมื่อได้ยินตัวเลขรายได้ สมาชิกทุกคนในโต๊ะอาหารต่างก็ยิ้มแก้มปริด้วยความปิติยินดี บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความสุขสดชื่น
อวิ๋นหลินไห่ผู้เป็นพ่อเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น
“พรุ่งนี้พวกเราจะไปดูเรือ ถ้าถูกใจก็จะซื้อเลย ชีวิตความเป็นอยู่ของบ้านเราจะต้องดีขึ้นเรื่อยๆ แน่นอน”
อวิ๋นเจียวที่กำลังเคี้ยวหอยตุ้ยๆ รีบเงยหน้าขึ้นมองทันที ดวงตากลมโตเป็นประกายออดอ้อน
“พ่อคะ หนูขอไปด้วยนะ”
เด็กน้อยอย่างเธอ เรื่องอ้อนขอตามไปเที่ยวนั้นไม่ต้องมีใครสอนก็ทำเป็นโดยสัญชาตญาณ เธออยากไปเห็นเรือลำใหม่ด้วยตาตัวเอง ถ้าขากลับได้นั่งเรือกลับมาด้วยก็คงจะดีไม่น้อย
ถึงจะลงไปว่ายเล่นในทะเลไม่ได้ แต่แค่ได้อยู่ใกล้ชิดกับผืนน้ำก็ยังดี
“ได้สิ พรุ่งนี้เจียวเจียวไปกับพ่อนะลูก”
..........
เรือที่พวกเขาตั้งใจจะไปซื้อเป็นเรือไม้มีสองที่เจ้าของประกาศขาย ก่อนหน้านี้ได้มีการติดต่อทาบทามกันไว้แล้ว ดังนั้นเมื่อไปถึง เจ้าของเรือจึงพาพวกเขาไปดูสินค้าทันที
“เรือไม้ลำนี้ถึงจะดูเก่าไปหน่อย แต่ฉันดูแลรักษาอย่างดี รับรองว่าไม่มีตรงไหนผุพัง ยาว 8 เมตร ขายให้พวกนาย 320 หยวน ราคานี้คุ้มยิ่งกว่าคุ้มอีกนะ”
อวิ๋นหลินไห่เดินสำรวจรอบลำเรืออย่างละเอียดถี่ถ้วน ตรวจสอบทุกซอกทุกมุมด้วยตัวเองเพื่อความมั่นใจ ในขณะที่อวิ๋นเจียวปีนป่ายลงไปสำรวจภายในลำเรือเรียบร้อยแล้ว
กลิ่นคาวปลาและกลิ่นไอทะเลผสมปนเปกันตลบอบอวลอยู่ภายใน สภาพเรือค่อนข้างสกปรกเลอะเทอะไปบ้างตามประสาเรือใช้งาน
เรือไม้ความยาว 8 เมตรถือว่าเป็นเรือลำใหญ่พอสมควร
หลังจากตรวจสอบจนแน่ใจว่าโครงสร้างเรือไม่มีปัญหา ก็เข้าสู่ขั้นตอนการต่อรองราคา สุดท้ายตกลงราคากันได้ที่ 310 หยวน
“แถมเบ็ดตกปลาคันนั้นให้ด้วยได้ไหมคะ?”
อวิ๋นเจียวชี้นิ้วป้อมๆ ไปยังคันเบ็ดที่วางทิ้งไว้อยู่ตรงมุมเรือ มันเป็นเพียงคันเบ็ดไม้ไผ่ธรรมดาๆ ที่ผูกเอ็นและตะขอเบ็ดเอาไว้
ในยุคสมัยนี้ แถบชายทะเลบ้านเธอยังไม่มีคันเบ็ดตกปลาแบบมืออาชีพขาย ส่วนใหญ่ชาวประมงจะทำขึ้นใช้เอง แต่ก็น้อยคนนักที่จะออกทะเลไปเพื่อตกปลาโดยเฉพาะ ส่วนมากจะเน้นการหว่านแหหรือวางลอบดักสัตว์น้ำมากกว่า
“เอาไปสิ คันเบ็ดนั่นทิ้งไว้ฉันก็ไม่ได้ใช้อะไรอยู่แล้ว”
“ขอบคุณค่ะ”
อวิ๋นเจียวกล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนหวานน่ารัก จนคุณลุงเจ้าของเรืออดที่จะยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูไม่ได้
เมื่อมือน้อยๆ คว้าคันเบ็ดไม้ไผ่มาถือไว้ ก็รู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่กดลงบนมือพอสมควร แต่ด้วยพละกำลังของเธอในตอนนี้ การถือคันเบ็ดแค่นี้ไม่ใช่ปัญหา
“พ่อคะ เราจะขับเรือกลับกันเลยเหรอ?”
อวิ๋นหลินไห่ในเวลานี้ตื่นเต้นดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ เขาถูมือไปมาด้วยความภาคภูมิใจ ในที่สุดครอบครัวของเขาก็มีเรือเป็นของตัวเองเสียที
“ไป ขึ้นเรือกัน เดี๋ยวพ่อจะเป็นคนแจวเรือเอง”
พ่อของเธอเติบโตมากับท้องทะเล แม้ที่ผ่านมาทางบ้านจะไม่มีเรือเป็นของตัวเอง แต่เขาก็เคยไปรับจ้างทำงานบนเรือของคนอื่นอยู่เป็นประจำ จึงมีความชำนาญในการบังคับเรือเป็นอย่างดี
ไม่นานนัก เรือลำใหม่ของครอบครัวตระกูลอวิ๋นก็เริ่มแล่นออกจากฝั่ง มุ่งหน้าสู่ท้องทะเลกว้าง
“เจียวเจียวนั่งดีๆ นะลูก เราจะออกทะเลกันแล้ว!”
แค่น้ำเสียงที่ตะโกนบอกลูกสาว ก็สัมผัสได้ถึงความสุขที่ล้นปรี่ออกมาจากหัวใจ
หมู่บ้านที่พวกเขามาซื้อเรือนั้นอยู่ติดกับหมู่บ้านไป๋หลง ระยะทางจึงไม่ถือว่าไกลมากนัก แต่ก็ต้องใช้เวลาแจวเรืออยู่พักใหญ่กว่าจะถึง
อวิ๋นเจียวนั่งนิ่งๆ อยู่บนเรืออย่างว่างง่าย ร่างเล็กป้อมขาวผ่องดูนุ่มนิ่มน่ากอด เธอกำลังง่วนอยู่กับการจัดเตรียมอุปกรณ์ตกปลาในมือ
มือน้อยหยิบกุ้งแห้งตัวเล็กๆ ขึ้นมาเสียบเข้ากับตะขอเบ็ดอย่างตั้งใจ
กุ้งแห้งพวกนี้เป็นขนมกินเล่นที่แม่เตรียมใส่กระเป๋ามาให้ แต่เธอตัดสินใจนำมาใช้เป็นเหยื่อล่อปลาแทน
เมื่อตะขอเบ็ดที่เกี่ยวเหยื่อกุ้งแห้งถูกหย่อนลงไปในน้ำ อวิ๋นเจียวทอดสายตามองออกไปยั่งผืนน้ำสีครามอันกว้างใหญ่ไพศาล
หากไม่ติดว่ากลัวพ่อจะตกใจจนหัวใจวาย เธอคงกระโดดตูมลงไปแหวกว่ายในน้ำให้สมใจอยากไปแล้ว
เมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของมหาสมุทร เรือประมงลำน้อยของพวกเธอก็ดูเล็กจ้อยจนแทบจะกลืนหายไปกับเกลียวคลื่น
เรือไม้ค่อยๆ เคลื่อนตัวไปบนผิวน้ำอย่างเชื่องช้า ทันใดนั้นเอง แรงดึงมหาศาลก็กระตุกวูบเข้ามาที่ปลายเบ็ดในมือของอวิ๋นเจียว
แรงกระชากนั้นรุนแรงจนเกือบจะดึงร่างป้อมๆ ของเธอให้ตกทะเลไป อวิ๋นเจียวตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว เธอเกร็งแขนออกแรงดึงสู้กับแรงใต้น้ำแล้วกระชากปลาขึ้นมาบนเรือ
สิ่งที่ติดเบ็ดขึ้นมาคือปลาอีคุดตัวขนาดประมาณ 2 จิน ปลาชนิดนี้พบได้ทั่วไปในเขตทะเลใกล้ฝั่ง ราคาที่จุดรับซื้อค่อนข้างถูก ตกอยู่ที่ประมาณ 3-4 เหมา ขึ้นลงตามราคาตลาด
กุ้งแห้งตัวจิ๋วเพียงตัวเดียว แลกกับปลาตัวใหญ่หนัก 2 จินได้ นับว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเกินคาด อวิ๋นเจียวรู้สึกพอใจกับผลงานชิ้นนี้มาก
เธอนอนก้นโด่ง กอดปลาตัวลื่นๆ แล้วออกแรงอุ้มมันโยนไปไว้ด้านข้างด้วยท่าทางทุลักทุเล เสียงหอบหายใจดังฟุดฟิดจากความพยายามของร่างเล็ก
จากนั้นเธอก็กลับมานั่งแหมะลงบนดาดฟ้าเรือ ล้วงเอากุ้งแห้งที่เหลือออกมานับดู พบว่าเหลือกระสุนอยู่อีกแค่ 12 ตัวเท่านั้น
[จบบท]