บทที่ 271: ความหลัง
หลิวหว่าตบแก้มหลิวหงเบาๆ พร้อมกับมองด้วยสายตาดุดัน
“หลิวหง เธอแอบเอาของของฉันกลับไปให้บ้านเดิมของเธอใช่ไหม ลูกชายสองคนของฉันถึงได้ถูกเธอเลี้ยงจนผอมโซขนาดนั้น ฉันไม่ได้ให้ของพวกนั้นไปเพื่อให้เธอเอาไปบำรุงคนอื่นนะ”
หลิวหงมีท่าทีลุกลี้ลุกลน ก่อนจะรีบทำหน้าตาน่าสงสาร
“เปล่านะ ฉันจะกล้าทำแบบนั้นได้ยังไงกันพี่หว่า ฉันเองก็พยายามเลี้ยงดูลูกชายของเราอย่างดีที่สุดแล้วนะ”
“ฉันไม่สนหรอกนะว่าเธอจะคิดตุกติกอะไรอยู่ แต่ถ้ากล้าปล่อยให้ลูกชายฉันอดอยากอีกละก็ ฉันไม่เอาเธอไว้แน่”
หลิวหงยิ้มเจื่อนพร้อมกับยกมือขึ้นลูบคลำแผงอกของชายหนุ่ม
“ฉันรู้แล้วพี่หว่า ยังไงนั่นก็เป็นลูกชายของเรา ฉันจะไปทรมานพวกเขาได้ยังไงกัน”
เมื่อเห็นว่าชายหญิงคู่นั้นกำลังจะทำเรื่องที่ไม่เหมาะสมกับเด็ก อวิ๋นเจียวก็รีบเก็บกล้องถ่ายรูปแล้วค่อยๆ ย่องถอยหลังกลับออกมา เธอสะกิดเรียกบรรดาพี่ชายให้รีบหนีออกจากบริเวณนั้น เมื่อเดินห่างออกมาจนถึงระยะที่ปลอดภัยแล้ว อวิ๋นเสี่ยวอู่และพี่น้องคนอื่นๆ ก็เบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น
“เจียวเจียว นี่พวกเรากำลังเจอกับแผนการร้ายอะไรอยู่หรือเปล่า” อวิ๋นเสี่ยวอู่ถามขึ้น
ประสาทสัมผัสของเด็กชายทั้งสี่ไม่ได้ฉับไวเท่ากับอวิ๋นเจียว พวกเขาจึงมองเห็นเหตุการณ์ไม่ชัดเจนและได้ยินบทสนทนาเพียงแว่วๆ รู้แค่ว่าเป็นเสียงของหลิวหงกำลังคุยกับผู้ชายแปลกหน้าคนหนึ่ง อวิ๋นเจียวลูบกล้องถ่ายรูปในมือพลางนึกถึงบทสนทนาที่เพิ่งได้ยินมาด้วยความตื่นเต้นไม่แพ้กัน
“ผู้หญิงคนนั้นบอกว่าเด็กสองคนนั่นไม่ใช่ลูกชายแท้ๆ ของลุงใหญ่ของพี่เจ็ด แต่เป็นลูกของชายชู้คนนั้น”
“หา!”
อวิ๋นเสี่ยวชีร้องออกมาด้วยความตกใจ
“มันเรื่องอะไรกันเจียวเจียว เล่าให้ฟังชัดๆ หน่อยสิ”
อวิ๋นเจียวเรียบเรียงข้อมูลในหัวและสรุปใจความสำคัญให้บรรดาพี่ชายฟัง ข้อแรกคือผู้ชายคนนั้นถูกหลิวหงยุยงให้มาสั่งสอนพวกเขาทั้งห้าคน
“หน้าไม่อาย!” อวิ๋นเสี่ยวอู่ถ่มน้ำลายลงพื้น
“ฉันจะไปบอกแม่ ให้แม่ไปตีพวกมันเลย!” อวิ๋นเสี่ยวชีพูดขึ้น
ส่วนอวิ๋นเสี่ยวปาและอวิ๋นเสี่ยวจิ่วก็กำหมัดแน่นด้วยความโกรธ
ข้อที่สอง ผู้ชายคนนั้นคิดจะขโมยรถมอเตอร์ไซค์ของครอบครัวพวกเขา
“หึ ให้มันมาเลย พวกเราจะพาต้าเฮยกลับบ้านมาให้มันกัดพวกนั้นซะ” กลุ่มของอวิ๋นเสี่ยวอู่พูดขึ้น
“ต้องไปบอกพ่อกับคนอื่นๆ ด้วย” อวิ๋นเสี่ยวจิ่วเสนอ
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย หากจับตัวคนร้ายได้ พวกเขาจะส่งตัวมันไปที่สถานีตำรวจทันที
ข้อที่สาม ลุงใหญ่ของอวิ๋นเสี่ยวชีและอวิ๋นเสี่ยวปากลายเป็นคนโง่ที่โดนสวมเขา แถมลูกชายก็ยังไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองอีกต่างหาก
“ต้องรีบกลับไปบอกตายาย แล้วก็แม่” อวิ๋นเสี่ยวชีรีบพูด
“ไปๆ รีบกลับบ้านกันเถอะ”
เด็กชายทั้งสี่พาอวิ๋นเจียวเดินกลับมายังบ้านตระกูลหวัง แต่ทันทีที่ผลักประตูเข้าไป พวกเขาก็ต้องยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ หวังเหมยยืนถือไม้เรียวรออยู่หน้าประตูพลางจ้องมองมาที่พวกเขาอย่างเอาเรื่อง พ่อเฒ่าหวังและแม่เฒ่าหวังถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อเห็นเด็กๆ กลับมาอย่างปลอดภัย แม่เฒ่าหวังรีบเดินเข้าไปคว้าตัวอวิ๋นเสี่ยวชีแล้วตีเข้าที่ก้นของเขาเบาๆ หนึ่งที
“พวกเด็กดื้อ หายไปไหนกันมาเนี่ย รู้ไหมว่าพวกเราเป็นห่วงขนาดไหน!”
หวังเหมยกำไม้เรียวแน่นและเดินหน้าดำคร่ำเครียดเข้ามาหา เมื่อเห็นว่ากำลังจะถูกตี อวิ๋นเสี่ยวอู่และพี่น้องคนอื่นๆ ก็ใช้ไหวพริบเอาตัวรอดด้วยการโยนระเบิดลูกใหญ่เข้าใส่
“หวังต้าหมิงกับหวังเอ้อร์หมิงไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของลุงใหญ่” อวิ๋นเสี่ยวชีโพล่งขึ้นมา
ข่าวสารที่น่าตกใจนี้ทำให้คนบ้านตระกูลหวังถึงกับยืนอึ้งไปตามๆ กัน
“แก...แกว่ายังไงนะ!”
พ่อเฒ่าหวังเซถอยหลังไปเล็กน้อย เขาพยายามพิงกำแพงเพื่อทรงตัวและเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทางด้านแม่เฒ่าหวังก็ยืนนิ่งงันราวกับถูกฟ้าผ่า มีเพียงหวังเหมยที่ดึงสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว ทว่าสีหน้าของเธอกลับดูไม่สู้ดีนัก
“มันเกิดอะไรขึ้น รีบเล่ามาเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
แม้ว่าที่ผ่านมาเธอจะรู้สึกผิดหวังในตัวพี่ชายคนโตมากแค่ไหน แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นพี่ชายแท้ๆ แถมก่อนที่เขาจะแต่งงาน เขาก็เคยดูแลและดีต่อเธอมาก่อน
กลุ่มของอวิ๋นเสี่ยวอู่ยืนเรียงแถวหน้ากระดานอย่างว่าง่าย พวกเขาเล่าเรื่องที่บังเอิญไปเจอคนในดงป่าอ้อ รวมถึงบทสนทนาทั้งหมดที่อวิ๋นเจียวได้ยินมาให้ฟังอย่างละเอียด
เมื่อได้ยินว่าหลิวหงแอบคบชู้ คนตระกูลหวังก็ขบกรามแน่นด้วยความโกรธ หวังเหมยแทบจะทนไม่ไหวอยากจะพุ่งตัวออกไปทุบตีผู้หญิงหน้าไม่อายคนนั้นให้ตายคามือ เธอไม่ได้โกรธแค่เรื่องที่หลิวหงสวมเขาให้พี่ชายเพียงอย่างเดียว แต่ยังโกรธที่การกระทำอันน่าสะอิดสะเอียนของหลิวหงดันมาถูกเด็กๆ เห็นเข้า
หากอวิ๋นเจียวต้องมาเห็นภาพที่ไม่สมควร หวังเหมยก็คงอยากจะฆ่าหลิวหงทิ้งเสียเดี๋ยวนี้
อวิ๋นเจียวชูกล้องถ่ายรูปในมือขึ้นมา
“อาสะใภ้เล็ก เจียวเจียวถ่ายรูปเก็บไว้เป็นหลักฐานแล้ว”
หวังเหมยทำหน้าไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรจะร้องไห้หรือหัวเราะดี เธอฝืนใจเอ่ยถามออกไป
“ตอนที่พวกเธอแอบเข้าไปดู สองคนนั้นไม่ได้กำลังทำอะไรกันอยู่ใช่ไหม”
อวิ๋นเจียวเอียงคอพร้อมกับกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะตอบกลับไป
“อาสะใภ้เล็กหมายถึงพวกเขากำลังผสมพันธุ์กันอยู่หรือเปล่าใช่ไหม ตอนที่พวกเราไปถึงยังไม่ได้ทำหรอก พอพวกเขาเริ่มจะผสมพันธุ์กัน หน฿ก็พาบรรดาพี่ชายหนีออกมาก่อนแล้ว”
หวังเหมย “...”
พ่อเฒ่าหวังและแม่เฒ่าหวัง “...”
ผู้ใหญ่ทั้งสามคนยืนอึ้งกับคำศัพท์ที่เด็กหญิงเลือกใช้ หวังเหมยถอนหายใจออกมาเล็กน้อย โชคดีที่เด็กๆ ไม่ได้เห็นอะไรที่แย่ไปกว่านั้น แต่เดี๋ยวก่อนสิ มันใช่เรื่องที่ควรจะมาโล่งใจไหมเนี่ย!
หวังเหมยเดินเข้าไปในห้องครัวแล้วหยิบมีดหั่นผักออกมาด้วยท่าทางโกรธจัด
“ฉันจะไปฆ่านังผู้หญิงหน้าไม่อายนั่น!”
อวิ๋นเจียวและกลุ่มของอวิ๋นเสี่ยวอู่ต่างมองหน้ากันด้วยความงุนงง อาสะใภ้เล็กกับแม่ของพวกเขาน่ากลัวจังเลย!
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ ขืนเธอตามไปตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าหลิวหงมันกลับมาหรือยัง อีกอย่างพี่ชายของเธอก็คงไม่ยอมเชื่อเรื่องนี้ง่ายๆ หรอก”
เมื่อนึกถึงท่าทีของพี่ชายที่หลงใหลผู้หญิงคนนั้นจนโงหัวไม่ขึ้น หวังเหมยก็ขอบตาแดงก่ำ
“ทำไมพี่ใหญ่ถึงกลายเป็นคนแบบนี้ไปได้นะ เมื่อก่อนเขาไม่ได้เป็นแบบนี้นี่นา”
แม่เฒ่าหวังและพ่อเฒ่าหวังเองก็น้ำตาคลอเบ้า พวกเขาอยากจะบุกไปคิดบัญชีกับหลิวหงให้รู้แล้วรู้รอด แต่พ่อเฒ่าหวังมีสติมากกว่า เขาจึงรีบคว้าแขนภรรยาและลูกสาวเอาไว้
“เรื่องนี้เราต้องทำให้หวังต้าลี่ได้เห็นกับตาและได้ยินจากปากของหลิวหงเองว่าเด็กสองคนนั้นไม่ใช่ลูกของเขา!”
พ่อเฒ่าหวังพูดจบก็ถอนหายใจยาว เขายกกล้องยาสูบขึ้นมาสูบพลางขมวดคิ้วแน่น
“พี่ชายของเธอ...ที่กลายเป็นแบบนี้ก็เพราะเมื่อก่อนเขาไม่มีลูก เลยโดนชาวบ้านเอาไปนินทาลับหลังจนแทบจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนไม่ได้ เขาถึงได้หมกมุ่นอยู่กับการมีลูกขนาดนี้”
อวิ๋นเจียวจ้องมองผู้ใหญ่ทั้งสามคนตาแป๋ว ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะมีเบื้องลึกเบื้องหลังซ่อนอยู่อีก เธอรู้สึกอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาทันที ส่วนเรื่องที่จะให้รู้สึกสงสารลุงใหญ่ฝั่งแม่นั้น อวิ๋นเจียวไม่ได้มีความรู้สึกดีๆ ให้เขาอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปสงสาร
บางทีอาจจะเป็นเพราะได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจอย่างหนัก แม่เฒ่าหวังจึงเอาแต่พร่ำบ่นว่าเวรกรรม ก่อนจะเริ่มด่าทอหลิวหงและลูกชายคนโตที่ไม่ได้เรื่องของตัวเอง หญิงชราด่าไปร้องไห้ไปจนหวังเหมยต้องคอยพูดปลอบใจอยู่ข้างๆ ทว่าจากคำด่าทอของแม่เฒ่าหวัง อวิ๋นเจียวก็สามารถประติดประตอยเรื่องราวทั้งหมดได้ด้วยทักษะการเป็นผู้ฟังที่ดี
แท้จริงแล้วก่อนหน้าที่จะมาลงเอยกับหลิวหง หวังต้าลี่เคยมีภรรยามาก่อน ภรรยาคนแรกของเขาหน้าตาไม่ได้สะสวยเท่าหลิวหง แน่นอนว่าถึงแม้ตอนนี้หลิวหงจะดูอวบอ้วนไปบ้างเพราะรูปร่างเปลี่ยนไปหลังจากคลอดลูก แต่ก็ยังถือว่าเป็นผู้หญิงที่อวบอั๋นมีน้ำมีนวล
ทว่าภรรยาคนเก่ากลับเป็นผู้หญิงที่ซื่อสัตย์และขยันขันแข็งมาก พ่อเฒ่าหวังและแม่เฒ่าหวังเองก็รักหล่อนมากเช่นกัน แต่หลังจากแต่งงานกันมาได้สามปี หวังต้าลี่ก็ยังไม่มีลูกเลยสักคน แม้แต่ลูกสาวก็ยังไม่มีให้เห็น
ในสังคมชนบทที่ให้ความสำคัญกับการสืบทอดวงศ์ตระกูล การไม่มีทายาทสืบสกุลถือเป็นเรื่องที่น่าอับอาย แม้ชาวบ้านจะไม่ได้พูดต่อหน้าหวังต้าลี่ตรงๆ แต่ลับหลังกลับเอาไปนินทากันสนุกปาก บ้างก็เดาว่าใครกันแน่ที่เป็นหมัน บ้างก็บอกว่าครอบครัวนี้คงสิ้นไร้ไม้ตอกแล้ว ซ้ำร้ายยังมีคนพูดติดตลกว่าให้พวกเขาไปรับบุตรบุญธรรมที่เป็นลูกของน้องชายมาเลี้ยงแทน
หวังต้าลี่เป็นคนที่รักหน้าตาและศักดิ์ศรีของตัวเองเป็นอย่างมาก คำพูดเหล่านั้นทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกเหยียบย่ำ เขาคอยเร่งรัดให้ภรรยาไปหาหมอและตระเวนหากินยาสมุนไพรสารพัดชนิด แต่หลังจากที่ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ผลก็ออกมาว่าภรรยาของเขาไม่ได้มีความผิดปกติอะไร
ทว่าด้วยนิสัยที่ยึดถือความเป็นชายเป็นใหญ่ หวังต้าลี่จึงไม่ยอมไปตรวจร่างกายของตัวเองและไม่ยอมเชื่อเด็ดขาดว่าสาเหตุที่ไม่มีลูกนั้นมาจากตัวเขาเอง เมื่อความไม่พอใจในตัวภรรยาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เขาก็เริ่มหันไปคบชู้ และผู้หญิงที่เป็นชู้รักของเขาก็คือแม่ม่ายหลิวหงจากหมู่บ้านโฮ่วซานนั่นเอง
[จบบท]