บทที่ 283: คนดังแห่งท้องทะเล
อวิ๋นเจียวคิดตกเรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็ว ในเมื่อตอนนี้ไม่มีเครื่องมือที่เหมาะสม เธอก็แค่กลับมาจัดการใหม่ในครั้งหน้า เด็กสาวถอยร่างออกมาจากหอยมือเสือยักษ์แล้วเอื้อมมือไปตบเปลือกของมันเบาๆ
“ปิดซะนะ ไว้คราวหน้าฉันจะมาหาใหม่ จะมาผ่าตัดเอาของในตัวแกออกให้”
เพื่อความปลอดภัย อวิ๋นเจียวตัดสินใจว่าจะไปหาศิษย์พี่สี่เพื่อเรียนรู้วิธีการผ่าตัดและการเย็บแผลให้เรียบร้อยเสียก่อน นอกจากนี้เธอยังต้องไปขอตัวยาสมานแผลคุณภาพดีจากอาจารย์มาเตรียมไว้ด้วย
แม้ว่าศิษย์พี่สี่จะร่ำเรียนมาทางด้านการแพทย์แผนจีน แต่เขามีความเชี่ยวชาญเรื่องการรักษาบาดแผลภายนอกเป็นพิเศษ ชายหนุ่มจึงศึกษาหาความรู้ด้านการแพทย์แผนปัจจุบันควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะเทคนิคการผ่าตัดและการเย็บแผล
ทางด้านอาจารย์ก็ไม่ได้มีหัวโบราณหรือยึดติดกับกรอบเดิมๆ แม้ท่านจะคลุกคลีอยู่กับตำราแพทย์แผนจีนมาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ยอมรับว่าการแพทย์แผนปัจจุบันที่พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดนั้นมีข้อดีเฉพาะตัว ท่านจึงสนับสนุนให้ลูกศิษย์คนที่สี่ได้ศึกษาวิชาแพทย์แขนงนี้อย่างเต็มที่
หอยมือเสือยักษ์ตัวนี้อาศัยอยู่ใต้ท้องทะเลลึกมานานกี่ปีก็ไม่อาจทราบได้ แม้จะสื่อสารกันไม่ได้ แต่มันก็ดูมีสติปัญญาอยู่บ้าง อวิ๋นเจียวบอกลาหอยมือเสือพร้อมกับจดจำพิกัดของบริเวณนี้เอาไว้ ก่อนจะว่ายน้ำจากไปพร้อมกับฝูงวาฬเพชฌฆาต
หลังจากว่ายน้ำเล่นและจัดการผ่าเม่นทะเลไปได้อีกหลายตัว อวิ๋นเจียวก็บังเอิญเจอกับปลาสลิดหินตัวเดิมที่เคยพาเธอไปจับเม่นทะเลในดงสาหร่ายทะเลของมัน ปลาตัวน้อยสีส้มแดงสดใสพุ่งพรวดเข้ามาชนอกของอวิ๋นเจียวอย่างจัง มันใช้ปากงับเสื้อผ้าของเธอแล้วออกแรงดึงไปในทิศทางหนึ่งด้วยท่าทีร้อนรน อวิ๋นเจียวต้องยกมือขึ้นมาดันหัวขนาดใหญ่ของวาฬเพชฌฆาตที่พยายามจะมุดเข้ามาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็นออกไป ก่อนจะว่ายน้ำตามปลาสลิดหินตัวนั้นไปด้วยความสนใจเช่นกัน
“มาหาฉันให้ไปช่วยจับเม่นทะเลอีกแล้วเหรอ แปลงเกษตรของแกถูกพวกเม่นทะเลบุกอีกแล้วใช่ไหม”
ปลาสลิดหินพูดไม่ได้ มันทำได้เพียงงับเสื้อของเด็กสาวเอาไว้แน่นแล้วพยายามว่ายนำไปข้างหน้า
“เข้าใจแล้วน่า แกนำไปเลย เดี๋ยวฉันว่ายตามไปเอง”
อวิ๋นเจียวดันตัวปลาสลิดหินเบาๆ เป็นการบอกให้รู้ เจ้าปลาตัวน้อยยอมปล่อยเสื้อของเธอแล้วเร่งความเร็วว่ายนำหน้าไป อวิ๋นเจียวจึงว่ายน้ำตามหลังไปอย่างสบายๆ
จุดหมายปลายทางยังคงเป็นสถานที่เดิมที่เธอเคยมาเยือน อวิ๋นเจียวมองดูฝูงเม่นทะเลที่เกาะกันแน่นขนัดอยู่ตามแนวโขดหินและดงสาหร่ายทะเลด้วยความตกตะลึง เธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเจ้าเม่นพวกนี้ถึงชอบมาทำลายต้นสาหร่ายทะเลที่ปลาสลิดหินอุตส่าห์ปลูกเอาไว้อย่างยากลำบากนัก เด็กสาวไม่รอช้า เธอหยิบมีดเล่มเล็กออกมาแล้วลงมือผ่าเม่นทะเล
ทันทีที่เปลือกเม่นทะเลถูกผ่าออก ปลาสลิดหินก็พุ่งตัวเข้าไปกินเนื้อข้างในอย่างเอาเป็นเอาตาย ท่าทางของมันดูราวกับมีความแค้นส่วนตัวกับพวกเม่นทะเลมานานแสนนาน
ทางด้านวาฬเพชฌฆาตที่เห็นเหตุการณ์ก็รู้สึกยอมไม่ได้ พวกมันมองว่าปลาตัวจ้อยนี่ช่างกล้าหาญชาญชัยนักที่บังอาจมาแย่งอาหารของพวกมัน แต่พอเห็นว่าอวิ๋นเจียวดูจะเอ็นดูปลาตัวนี้อยู่ไม่น้อย ฝูงวาฬเพชฌฆาตจึงเลิกคิดที่จะจับมันกินเป็นอาหาร พวกมันเพียงแค่ว่ายเข้าไปเบียดและดันปลาสลิดหินให้พ้นทาง เพราะวาฬตัวโตอย่างพวกมันก็ยังกินไม่อิ่มเหมือนกัน
ปลาสลิดหินถูกดันจนกระเด็นออกมา มันทำได้เพียงว่ายวนเวียนอยู่รอบนอกด้วยความอยากกินและรู้สึกน้อยใจ
อวิ๋นเจียวก้มหน้าก้มตาผ่าเม่นทะเลต่อไปพลางเหลือบมองปลาสลิดหินเป็นระยะ ไม่นานเธอก็สังเกตเห็นปลาสลิดหินอีกตัวหนึ่งว่ายเข้ามาใกล้ๆ ด้วยท่าทีกล้าๆ กลัวๆ เหมือนอยากจะเข้ามาแต่ก็ไม่กล้า สุดท้ายปลาสลิดหินตัวแรกที่ใจกล้ากว่าก็ต้องว่ายกลับไปใช้หัวดันหลังปลาสลิดหินตัวนั้นให้ขยับเข้ามาหา
อวิ๋นเจียวร้องอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ เธอเอื้อมมือไปดันหน้าใหญ่โตของวาฬเพชฌฆาตที่บังสายตาอยู่ออกไปให้พ้นทาง
“ที่แท้แกก็มีเมียแล้วนี่เอง มิน่าล่ะถึงได้ดูรีบร้อนขนาดนั้น”
ในเมื่อตอนนี้ปลาสลิดหินต้องรับหน้าที่ดูแลภรรยา และในอนาคตก็อาจจะต้องเลี้ยงดูลูกๆ อีก มันจึงไม่ยอมให้พวกเม่นทะเลหน้าด้านเข้ามาแย่งกินสาหร่ายทะเลที่มันคอยเฝ้าทะนุถนอมดูแลอย่างยากลำบากเป็นอันขาด อวิ๋นเจียวรู้สึกสงสารและเอ็นดูปลาครอบครัวนี้ขึ้นมาจับใจ
เมื่อปลาสลิดหินรู้ว่าอวิ๋นเจียวมีความสามารถในการกำจัดเม่นทะเล มันจึงไม่สนใจอันตรายจากวาฬเพชฌฆาตที่อยู่รอบตัวเธอเลยแม้แต่น้อย มันรีบพุ่งเข้ามาขอความช่วยเหลือ
อวิ๋นเจียวจัดการผ่าเม่นทะเลให้คู่สามีภรรยาปลาสลิดหินกินไปหลายตัว ส่วนเม่นทะเลที่เหลือเธอก็กวาดใส่ถุงตาข่ายเอาไว้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกลิ่นของเม่นทะเลลอยคละคลุ้งไปไกลหรือเปล่า ถึงได้มีปลาตัวเล็กตัวน้อยจำนวนมากพากันว่ายน้ำมารวมตัวกันทางนี้
ปลาพวกนี้ไม่ได้มีสติปัญญาอะไรนัก พวกมันจึงดูซื่อบื้อและไม่ค่อยกลัววาฬเพชฌฆาตเท่าไหร่ หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือพวกมันไม่มีสัญชาตญาณระวังภัยที่เฉียบคมพอ ฝั่งวาฬเพชฌฆาตเองก็ไม่ได้สนใจจะกินปลาตัวเล็กจิ๋วพวกนี้ เพราะมันไม่อร่อยนั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ บริเวณรอบตัวของอวิ๋นเจียวจึงเต็มไปด้วยฝูงปลาที่แหวกว่ายกันขวักไขว่ บางครั้งพวกมันก็เบียดเสียดแย่งชิงอาหารกันจนชุลมุนวุ่นวาย
อวิ๋นเจียวมองดูฝูงปลาที่จ้องมองเธอตาแป๋วเพื่อรอคอยอาหาร แถมยังมีกุ้งและปูจากที่ไหนก็ไม่รู้มาร่วมวงด้วย เด็กสาวถึงกับหน้ามืดไปชั่วขณะ เธอต้องมานั่งผ่าเม่นทะเลให้พวกมันกินไปถึงเมื่อไหร่กัน
“ทำไมถึงได้แห่กันมาเยอะแยะขนาดนี้เนี่ย แต่ก่อนไม่เห็นจะมีปลามามุงดูเยอะขนาดนี้นี่นา”
เด็กหญิงขมวดคิ้วแน่น อวิ๋นเจียวไม่มีทางรู้เลยว่าตอนนี้ชื่อเสียงของเธอโด่งดังไปทั่วท้องทะเลแล้ว อย่างน้อยก็ในน่านน้ำกว้างใหญ่แถบหมู่บ้านไป๋หลงแห่งนี้ สัตว์น้ำแทบทุกตัวรู้กันหมดว่ามีมนุษย์คนหนึ่งที่ชอบผ่าเม่นทะเลให้พวกมันกิน!
แม้แต่สัตว์ทะเลที่ไม่มีสติปัญญาก็ยังมีวิธีสื่อสารข้อมูลข่าวสารในแบบของพวกมันเอง อวิ๋นเจียวมักจะผ่าเม่นทะเลให้ทั้งวาฬเพชฌฆาต เต่าทะเล ฉลามวาฬ และปลากระเบนราหูอยู่เป็นประจำ แม้กระทั่งปลาตัวเล็กๆ ที่ว่ายผ่านมาก็ยังได้รับส่วนแบ่งไปด้วย
ชื่อเสียงความใจดีของเธอจึงถูกบอกเล่ากันปากต่อปาก สัตว์ทะเลจำนวนมากจึงไม่รู้สึกกลัวเธออีกต่อไป แถมยังพากันว่ายเข้ามาใกล้เพื่อขอขนมกินอีกต่างหาก แน่นอนว่าเรื่องราวคงจะง่ายกว่านี้มากถ้าฝูงวาฬเพชฌฆาตไม่ได้อยู่ตรงนี้ด้วย
ตามปกติแล้วอวิ๋นเจียวก็เต็มใจที่จะผ่าเม่นทะเลให้สัตว์ทะเลพวกนี้กินอยู่แล้ว ในเมื่อเธออาศัยผลประโยชน์จากท้องทะเล การแบ่งปันอาหารเล็กๆ น้อยๆ ให้พวกปลาจึงถือเป็นการตอบแทนธรรมชาติอย่างหนึ่ง แม้ว่าอาหารที่เธอเอาไปป้อนให้พวกมันก็คือเม่นทะเลที่มาจากทะเลนั่นแหละ แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าประชากรเม่นทะเลใต้ก้นมหาสมุทรมันมีเยอะเกินไปจนล้นทะลักต่างหาก
ทว่าในวันนี้ อวิ๋นเจียวกลับรู้สึกเหนื่อยล้าจากการนั่งป้อนอาหารให้พวกสัตว์น้ำ ดวงตากลมโตที่เคยเปล่งประกายสดใสเริ่มหม่นหมองและดูเหม่อลอยลงเรื่อยๆ
เมื่อเห็นว่าจำนวนปลาที่มารอคอยอาหารเริ่มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อวิ๋นเจียวก็รีบจัดการมัดถุงตาข่ายที่บรรจุเม่นทะเลจนเต็มแน่นเข้ากับหางของวาฬเพชฌฆาต ก่อนที่เธอจะพลิกตัวปีนขึ้นไปขี่บนหลังของมันอย่างคล่องแคล่ว ขาสั้นๆ ของเด็กสาวหนีบลำตัวของวาฬเอาไว้แน่น
“ไปๆๆ รีบไปจากที่นี่กันเถอะ”
เมื่อได้รับคำสั่ง วาฬเพชฌฆาตก็สะบัดหางอันทรงพลังของมัน พาร่างของอวิ๋นเจียวพุ่งทะยานฝ่าวงล้อมของฝูงปลาที่หนาแน่นไปอย่างรวดเร็ว แรงปะทะทำให้ฝูงปลาแตกกระเจิง ก่อนที่มันจะมุ่งหน้าว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำ
“ปลาเยอะขนาดนี้ ขืนให้อยู่ต่อมีหวังฉันได้เหนื่อยตายแน่ๆ”
อวิ๋นเจียวนอนหมอบอยู่บนหลังของวาฬเพชฌฆาตพลางบ่นอุบอิบ แม้เธอจะมีเรี่ยวแรงมหาศาล แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะเหนื่อยไม่เป็น ยิ่งไปกว่านั้น การต้องมานั่งผ่าเม่นทะเลซ้ำๆ เป็นเวลานานมันก็เป็นเรื่องที่น่าเบื่อมากด้วย
“อู้อู้...”
‘มนุษย์ มนุษย์เป็นเด็กดีที่ผ่าเม่นทะเลเก่งที่สุด’
‘ใช่ๆ มีปลาตั้งเยอะที่อยากมาหา’
‘ถ้าเจอมนุษย์ ถือว่าโชคดี จะได้กินเม่นทะเลอร่อยๆ’
‘มนุษย์โชคดี’
เมื่อได้ยินบทสนทนาที่พวกวาฬเพชฌฆาตสลับกันพูด อวิ๋นเจียวก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวและเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดได้ในที่สุด เด็กสาวยกมือขึ้นเท้าสะเอวแล้วทำหน้าตาดุดัน แม้ว่าท่าทางของเธอจะไม่ได้ดูน่ากลัวเลยสักนิดก็ตาม
“ใครเป็นคนพูด ห้ามปลาปากสว่างตัวไหนเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้คนอื่นฟังอีกนะ”
ฝูงวาฬเพชฌฆาตได้แต่แสดงท่าทีรู้สึกผิด
อวิ๋นเจียวไม่เข้าใจว่ากลายมาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าเม่นทะเลตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วประโยคที่บอกว่าถ้าเจอเธอแล้วจะมีของอร่อยให้กินมันหมายความว่ายังไงกัน เธอแค่อยากจะป้อนอาหารให้พวกมันนิดหน่อยเอง ทำไมจู่ๆ ถึงได้กลายเป็นคนดังแห่งท้องทะเลไปได้เนี่ย
แต่อย่างไรก็ตาม หากคราวหน้ามีโอกาสได้เจอกับปลาที่คุ้นเคย อวิ๋นเจียวก็คงยอมป้อนอาหารให้พวกมันอยู่ดี เพียงแต่เธอจะต้องรีบว่ายหนีออกมาก่อนที่ฝูงปลาจะว่ายเข้ามารุมล้อมจนหนีไม่ทัน อวิ๋นเจียวบ่นพึมพำกับตัวเองอีกสองสามประโยคก่อนจะสะบัดเรื่องนี้ทิ้งไปจากหัว เธอเอื้อมมือไปตบหลังวาฬเพชฌฆาตเบาๆ เพื่อส่งสัญญาณให้พวกมันว่ายน้ำกลับ
‘มนุษย์ พวกมีเปลือกมาแล้ว’
‘จานหมุนแสนสนุกที่เชื่องช้ามาแล้ว’
อวิ๋นเจียวเข้าใจความหมายทันที สิ่งที่พวกวาฬพูดถึงก็คือเต่าทะเลนั่นเอง
เด็กสาวชะเง้อคอมองไปรอบๆ เพื่อดูว่าเป็นกุยอีหรือกุยเอ้อร์ที่ว่ายมาหาเธอ
เธอพบว่าเต่าทะเลทั้งสองตัวว่ายน้ำมาด้วยกัน เต่าทะเลตัวใหญ่ว่ายนำหน้าโดยมีเต่าทะเลตัวเล็กว่ายตามมาติดๆ อันที่จริงขนาดตัวของกุยเอ้อร์ในตอนนี้ก็ไม่ได้เล็กแล้ว ลำตัวของมันขยายใหญ่จนเกือบจะเท่ากะละมังซักผ้า วาฬเพชฌฆาตว่ายเข้าไปหาพวกมันแล้วใช้หัวมุดเข้าไปใต้ท้องของกุยอี
กุยอีถูกงัดจนตีลังกาม้วนหน้าไปหนึ่งรอบในน้ำอย่างสงบนิ่ง มันใช้เวลาปรับสมดุลร่างกายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะว่ายน้ำมุ่งหน้าไปหาอวิ๋นเจียวต่อไป อวิ๋นเจียวมองดูสีหน้าของมันที่ดูปลงตกว่ายน้ำเข้ามาใกล้แล้วก็ส่งเสียงจิ๊ปากในคอ เต่าตัวนี้ชักจะปลงกับชีวิตมากขึ้นทุกวัน โชคดีที่ฝูงวาฬเพชฌฆาตเกรงใจอวิ๋นเจียว พวกมันถึงไม่ได้จับกุยอีและกุยเอ้อร์มาหมุนเล่นเป็นจานหมุนเหมือนอย่างเคย พวกมันเพียงแค่ว่ายเข้าไปดันตัวเต่าทะเลเบาๆ แล้วก็ว่ายผละออกไป
[จบบท]