บทที่ 290: วันสุดท้ายของชีวิตมัธยมปลาย
อวิ๋นเฉินหนานทอดสายตามองไปรอบห้องเรียนที่คุ้นเคยเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเดินไปหยิบแปรงลบกระดานขึ้นมา ชายหนุ่มก้าวตรงไปยังกระดานดำหลังห้อง จัดการลบตัวเลข 1 ทิ้ง แล้วบรรจงเขียนเลข 0 ลงไปแทนที่อย่างตั้งใจ เพื่อเป็นการบ่งบอกว่าระยะเวลานับถอยหลังสู่วันสอบเกาเข่าได้สิ้นสุดลงและเหลือเพียง 0 วันเท่านั้น
ทว่าในจังหวะนั้นเอง เสียงชัตเตอร์กล้องถ่ายรูปก็ดังแทรกขึ้นมา อวิ๋นเฉินหนานหันขวับไปมองตามเสียง จึงเห็นอวิ๋นเฉินเป่ยผู้เป็นน้องชายกำลังถือกล้องถ่ายรูปเก็บภาพของเขาอยู่พอดี เขาเพียงแค่ปรายตามองเล็กน้อยและไม่ได้ว่าอะไร ปล่อยให้น้องชายถ่ายรูปต่อไปตามใจชอบ
“พี่สาม พี่นั่งตรงไหนเหรอคะ”
อวิ๋นเจียวเดินเข้าไปหาพร้อมกับเอ่ยถามขึ้น ในขณะที่อวิ๋นเฉินหนานกำลังยืนเหม่อมองบรรยากาศภายในห้องเรียนอยู่พอดี
ชายหนุ่มดึงสติกลับมา ก่อนจะยกมือขึ้นชี้ไปยังแถวริมสุดติดหน้าต่างตรงที่นั่งแถวที่สาม
“พี่นั่งอยู่ด้านในสุดเลย”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งแล้วชี้มือไปทางที่นั่งโซนตรงกลางห้อง
“เมื่อก่อนพี่เคยนั่งตรงนั้นน่ะ เพราะตอนนั้นสายตาสั้นเลยต้องนั่งใกล้ๆ กระดานถึงจะมองเห็นชัดขึ้น แต่พอตัดแว่นมาใส่แล้ว พี่ก็เปลี่ยนมาชอบที่นั่งริมหน้าต่างมากกว่า เพราะตรงนั้นมันเงียบดี”
อวิ๋นเฉินหนานอธิบายเหตุผลให้น้องสาวฟังอย่างใจเย็น
“ที่นั่งตรงกลางคนเยอะไปหน่อย เวลาเดินเข้าออกค่อนข้างลำบาก ส่วนที่นั่งริมระเบียงทางเดิน เวลาเลิกเรียนก็เสียงดังวุ่นวาย มีแค่ตรงมุมหน้าต่างเท่านั้นแหละที่สงบที่สุด พอเรียนเหนื่อยๆ ก็ยังหันไปมองต้นไม้ดอกไม้ข้างนอกพักสายตาได้ด้วย”
ทันทีที่ได้ฟังจบ อวิ๋นเจียวก็ก้าวเท้ายาวๆ เดินตรงรี่ไปยังทิศทางที่พี่ชายชี้ให้ดูด้วยความร่าเริง เธอทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ประจำตำแหน่งของอวิ๋นเฉินหนาน พลางคิดในใจว่าตอนนี้นักเรียนส่วนใหญ่เรียนจบและทยอยกลับกันไปหมดแล้ว ใต้โต๊ะก็ไม่น่าจะมีของอะไรหลงเหลืออยู่ ทว่าเมื่อเด็กสาวลองล้วงมือเล็กๆ เข้าไปสำรวจในลิ้นชักใต้โต๊ะ กลับกลายเป็นว่าเธอหยิบซองจดหมายฉบับหนึ่งติดมือออกมาด้วย
เด็กสาวเบิกตากว้างด้วยความอยากรู้อยากเห็น ว่าของที่อยู่ในมือคืออะไรกันแน่
“พี่สาม นี่ใช่จดหมายของพี่ไหมคะ ทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้ได้ล่ะ”
อวิ๋นเฉินหนานที่ยืนมองอยู่ก็ทำหน้าตางุนงงไม่แพ้กัน เพราะเขาเองก็ไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน
วินาทีนั้นเอง อวิ๋นเฉินเป่ยที่ยืนอยู่ใกล้ๆ กลับขยับตัวด้วยความเร็วที่น่าตกใจ เขายื่นมือไปคว้าซองจดหมายจากมือของอวิ๋นเจียวมาเปิดอ่านอย่างรวดเร็ว พอสายตาได้กวาดอ่านเนื้อหาในจดหมายไปเพียงเสี้ยววินาที แววตาที่อวิ๋นเฉินเป่ยใช้มองพี่ชายก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นแววตากรุ้มกริ่มที่มีความหมายแฝงบางอย่าง
อวิ๋นเฉินหนานได้แต่ยืนนิ่งพูดอะไรไม่ออก
“หนูขออ่านด้วยสิ ให้หนูดูหน่อย”
อวิ๋นเจียวพยายามประท้วง เพราะเธอเป็นคนเจอจดหมายฉบับนี้แท้ๆ จะไม่ให้เธออ่านได้ยังไง แต่ยังไม่ทันที่เด็กสาวจะได้ชะโงกหน้าเข้าไปดู อวิ๋นเฉินหนานก็ชิงดึงจดหมายฉบับนั้นไปถือไว้เองซะก่อน เขาเพียงแค่ปรายตามองเนื้อหาด้านในแวบเดียวก็เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดทันที ทว่าสีหน้าของชายหนุ่มกลับยังคงเรียบเฉย นั่นก็เพราะเขาเคยได้รับจดหมายทำนองนี้มานับไม่ถ้วนจนชินชาเสียแล้ว
“มันคืออะไรกันแน่คะ พี่สามรีบเอามาให้หนูดูเดี๋ยวนี้เลยนะ”
อวิ๋นเจียวเร่งเร้าด้วยความร้อนใจอยากรู้
“ไม่ได้หรอก ของแบบนี้เด็กๆ ไม่ควรอ่านนะ”
อวิ๋นเฉินหนานปฏิเสธเสียงเรียบ
แต่มีหรือที่อวิ๋นเจียวจะยอมฟัง เด็กสาวกระโดดโถมตัวเข้าเกาะหนึบอยู่บนตัวพี่ชาย ก่อนจะอาศัยความไวแย่งจดหมายฉบับนั้นมาไว้ในมือได้สำเร็จ อวิ๋นเฉินหนานเสียหลักเกือบจะล้มลงไปกองกับพื้นเพราะเรี่ยวแรงมหาศาลที่ผิดมนุษย์มนาของน้องสาว พอเขาตั้งหลักได้ก็รีบวิ่งไล่ตามไปทันที ซึ่งถึงแม้อวิ๋นเจียวจะช่วงขาสั้นกว่า แต่เธอกลับวิ่งได้เร็วมาก เด็กสาววิ่งหนีไปพร้อมกับก้มหน้าก้มตาอ่านจดหมายในมือไปด้วย
“ว้าว... ที่แท้ก็มีผู้หญิงมาแอบชอบพี่สามนี่เอง”
อวิ๋นเจียวร้องอุทานออกมา เธอไม่เห็นว่ามันจะมีเนื้อหาตรงไหนที่ไม่เหมาะสมให้เด็กอ่านเลยสักนิด เพราะผู้คนในยุคนี้มักจะแสดงความรู้สึกกันอย่างสงวนท่าที แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นจดหมายสารภาพรัก แต่ถ้อยคำที่ถูกร้อยเรียงกลับดูสละสลวยราวกับบทกวี ไม่มีคำหยาบโลนหรือเรื่องไม่เหมาะสมที่เด็กไม่ควรอ่านเลยแม้แต่น้อย
เดิมทีอวิ๋นเฉินหนานก็ไม่ได้คิดอะไรมากนัก แต่พอโดนน้องสาวเอ่ยแซวตรงๆ แบบนี้ ใบหูของเขาก็เริ่มขึ้นสีแดงเรื่อด้วยความขวยเขิน ชายหนุ่มรีบคว้าจดหมายกลับคืนมา
“ตอนนี้พี่อายุยังน้อย ถ้าเทียบกับเรื่องความรักวัยหนุ่มสาวแล้ว พี่อยากเอาเวลาและเรี่ยวแรงไปทุ่มเทให้กับเรื่องอื่นที่สำคัญกว่านี้มากกว่า”
พูดจบเขาก็คลี่จดหมายออก หยิบปากกาหมึกซึมคู่ใจออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะเรียน ก่อนจะตั้งใจเขียนข้อความตอบกลับลงไปที่ด้านล่างของกระดาษอย่างเป็นระเบียบ
แม้เขาจะไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวไปกับความรักที่ผู้อื่นมอบให้ แต่เขาก็ยังคงเห็นคุณค่าของมัน อย่างน้อยในมุมมองของเขาตอนนี้ ความรู้สึกดีๆ ที่ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใครถือเป็นเรื่องที่ควรค่าแก่การขอบคุณ เพียงแต่เขาไม่สามารถตอบรับความรู้สึกเหล่านั้นได้ก็เท่านั้นเอง
ช่วงเวลาของวัยรุ่นนั้นแสนสั้น เขาจึงอยากใช้เวลาอันมีค่านี้ในการพัฒนาตัวเองให้เก่งกาจและแข็งแกร่งขึ้น เพื่อที่จะได้ทุ่มเทให้กับสายงานที่ตัวเองรักได้อย่างเต็มที่ในอนาคต
หลังจากเขียนข้อความตอบกลับเสร็จเรียบร้อย อวิ๋นเฉินหนานก็พับจดหมายสอดกลับเข้าไปในซองตามเดิม และนำไปวางเก็บไว้ในลิ้นชักใต้โต๊ะเหมือนอย่างตอนแรก
“พวกเราไปกันเถอะ”
ชายหนุ่มเอ่ยชวนน้องๆ พร้อมกับบอกลาช่วงชีวิตมัธยมปลายของตัวเองไว้เบื้องหลัง
พอเดินพ้นประตูห้องเรียนออกมา เขาก็จูงมืออวิ๋นเจียวเอาไว้ข้างหนึ่ง แล้วหันไปกำชับกับอวิ๋นเฉินเป่ย
“ถ้าล้างรูปเมื่อไหร่ เอามาให้พี่ด้วยนะ”
“ได้ครับ”
อวิ๋นเฉินเป่ยพยักหน้ารับคำ
จากนั้นอวิ๋นเฉินหนานก็พาน้องๆ ออกไปหาอะไรกินที่ร้านอาหารหน้าโรงเรียน ระหว่างทางพวกเขาก็บังเอิญเดินสวนกับเพื่อนร่วมชั้นหลายคนที่ทักทายกันด้วยรอยยิ้ม ซึ่งเพื่อนๆ เหล่านั้นต่างก็ให้ความสนใจในตัวอวิ๋นเจียวไม่น้อยเลยทีเดียว
“นี่น้องสาวนายเหรอ หน้าตาน่ารักจังเลย มิน่าล่ะถึงได้ยินนายพูดถึงบ่อยๆ”
“พี่สามพูดถึงหนูบ่อยเหรอคะ”
อวิ๋นเจียวกะพริบตาปริบๆ ด้วยความแปลกใจ
“แน่นอนสิ”
เพื่อนคนนั้นยกแขนขึ้นพาดบ่าของอวิ๋นเฉินหนาน พร้อมกับเผยรอยยิ้มสดใสราวกับแสงตะวัน
“ฉันเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของอวิ๋นเฉินหนานเลยนะ หมอนี่น่ะ ในแต่ละวันถ้าไม่เอาแต่อ่านหนังสือหรือทำโจทย์เลข เรื่องอื่นที่เขาชอบเล่าให้ฟังบ่อยที่สุดก็คือเรื่องที่บ้านเขามีน้องสาวที่ทั้งฉลาด น่ารัก แถมยังว่านอนสอนง่ายสุดๆ อยู่คนนึงนี่แหละ”
คนที่กำลังนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามร่วมโต๊ะอาหารกับพวกเขามีชื่อว่าฉู่อัน เขาเป็นทั้งเพื่อนร่วมโต๊ะและรูมเมตของอวิ๋นเฉินหนาน ทั้งสองคนสนิทสนมกันมาก
สาเหตุหลักก็เป็นเพราะฉู่อันเป็นคนร่าเริงและกระตือรือร้นมาก ในขณะที่อวิ๋นเฉินหนานมักจะเป็นคนพูดน้อยและดูค่อนข้างเย็นชาเวลาอยู่ที่โรงเรียน แต่ด้วยความที่ฉู่อันคอยเข้ามาพูดคุยและตีสนิทอยู่เสมอ เมื่อเวลาผ่านไป ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็เลยพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ จนอวิ๋นเฉินหนานยอมเปิดใจเล่าเรื่องราวภายในครอบครัวให้เพื่อนคนนี้ฟัง
เมื่อได้ยินเพื่อนพี่ชายพูดแบบนั้น อวิ๋นเจียวก็รู้สึกดีใจมาก รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอฉีกกว้างขึ้นกว่าเดิมจนเผยให้เห็นรอยบุ๋มเล็กๆ ที่ข้างแก้มอย่างน่าเอ็นดู
“จริงสิ อวิ๋นเฉินหนาน พวกเราตกลงกันไว้แล้วนะว่าหลังสอบเสร็จฉันจะไปเที่ยวที่บ้านนาย”
อวิ๋นเฉินหนานส่งเสียงตอบรับในลำคอเบาๆ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารที่มีวัยรุ่นสี่คนนั่งพูดคุยและกินข้าวด้วยกันนั้นเป็นไปอย่างครึกครื้นและสนุกสนาน
ในขณะที่อวิ๋นเจียวกำลังสูดเส้นก๋วยเตี๋ยวเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย จู่ๆ สัญชาตญาณอันฉับไวของเธอก็สัมผัสได้ว่ามีใครบางคนกำลังจ้องมองมาทางนี้ และมันไม่ใช่แค่การมองผ่านๆ แต่เป็นการจ้องมองมาพักใหญ่แล้ว เด็กสาวหันหน้าไปตามทิศทางของสายตาคู่นั้นทันที แล้วเธอก็พบกับเด็กผู้หญิงสวมแว่นตาที่ถักเปียสองข้างคนหนึ่ง ซึ่งสายตาของเด็กผู้หญิงคนนั้นไม่ได้มองมาที่เธอ แต่มองตรงไปยังพี่สามของเธอต่างหาก เหมือนอีกฝ่ายจะรู้ตัวว่าถูกอวิ๋นเจียวจับได้ พอประสานสายตากันได้เพียงเสี้ยววินาที เด็กผู้หญิงคนนั้นก็รีบก้มหน้าหลบตา กระชับหนังสือในอ้อมแขนแน่น แล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว
อวิ๋นเจียวเอียงคอด้วยความสงสัย ก่อนจะเอื้อมมือไปสะกิดแขนพี่ชายเบาๆ
“พี่สาม พี่รู้จักคนนั้นไหมคะ เมื่อกี้เธอเอาแต่จ้องพี่ตลอดเลยนะ”
อวิ๋นเฉินหนานหันไปมองตามทิศทางที่น้องสาวชี้บอก แต่เขากลับมองเห็นเพียงแผ่นหลังของคนที่กำลังเดินจากไป ทว่าจู่ๆ เด็กผู้หญิงคนนั้นก็หยุดชะงักและหันกลับมามองเขาด้วยแววตาที่มีความหมายลึกซึ้ง ริมฝีปากของเธอขยับเหมือนกำลังพูดอะไรบางอย่าง ก่อนจะหันหลังกลับแล้วเดินจากไปโดยไม่หันมามองอีกเลย
อวิ๋นเฉินหนานนิ่งอึ้งไปเล็กน้อย เพราะเขาจำได้ทันทีว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นคือใคร เธอเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนของเขา และยังเป็นเจ้าของจดหมายสารภาพรักฉบับเมื่อเช้านี้ด้วย
“นั่นหลี่ซือซือ เพื่อนร่วมชั้นของพี่เอง”
“อวิ๋นเฉินหนาน หรือว่าหลี่ซือซือจะแอบชอบนาย ผู้หญิงในห้องเราหลายคนก็ชอบนายกันทั้งนั้นแหละ อวิ๋นเจียว น้องอาจจะไม่รู้นะว่าพี่ชายของน้องน่ะป๊อปปูล่าร์ในโรงเรียนขนาดไหน”
ฉู่อันพูดแทรกขึ้นมาอย่างร่าเริง ทำเอาอวิ๋นเฉินหนานต้องตวัดสายตาดุๆ ไปข่มขู่เพื่อนช่างคุยทันที
“โธ่เอ๊ย ไม่เห็นต้องเขินเลยนี่นา หน้าตานายก็ดูดี เรียนก็เก่ง นิสัยก็ใช้ได้ จะมีผู้หญิงมาชอบมันก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว”
ฉู่อันหัวเราะเบาๆ พร้อมกับเอ่ยแซวไม่เลิก
สำหรับเด็กนักเรียนในวัยนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยนี้แล้ว การที่มีผลการเรียนโดดเด่นมักจะดึงดูดความสนใจและสร้างความประทับใจให้แก่ผู้คนรอบข้างได้เสมอ ยิ่งบวกกับหน้าตาอันหล่อเหลาของอวิ๋นเฉินหนานด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้เขาดูมีเสน่ห์มากขึ้นไปอีก
ตอนที่ผิวของเขายังคล้ำแดด หน้าตาของเขาก็ดูดีอยู่แล้ว แต่พอผิวเริ่มขาวขึ้น เขากลับดูหล่อเหลาสะอาดสะอ้านตามแบบฉบับของชายหนุ่มผู้คงแก่เรียน ซึ่งมันยิ่งทำให้เขากลายเป็นที่สนใจของสาวๆ มากขึ้นไปอีก
ช่วงชีวิตในวัยมัธยมปลายถือเป็นวัยแห่งความว้าวุ่นที่เด็กหนุ่มเด็กสาวมักจะเริ่มมีความรัก ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ปกติตามธรรมชาติ ทว่าอวิ๋นเฉินหนานกลับมีเป้าหมายที่แน่วแน่ในการเรียนเพียงอย่างเดียว ดังนั้นความรู้สึกดีๆ ที่บรรดาเด็กผู้หญิงเหล่านั้นมอบให้ ท้ายที่สุดแล้วมันก็คงเป็นได้แค่เพียงสีสันเล็กๆ น้อยๆ ที่แต่งแต้มอยู่ในความทรงจำของเขาเท่านั้น
เมื่อกาลเวลาล่วงเลยผ่านไป พวกเขาทุกคนต่างก็ต้องแยกย้ายกันไปพบเจอกับเรื่องราวและผู้คนอีกมากมายในอนาคต แต่ถึงอย่างนั้น ความทรงจำอันสดใสในวัยเยาว์ก็จะถูกเก็บซ่อนไว้ในส่วนลึกของหัวใจตลอดไป อาจจะมีเรื่องให้รู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แต่สุดท้ายแล้วทุกคนก็ต้องก้าวเดินต่อไปข้างหน้าอยู่ดี
[จบบท]