บทที่ 297: จับปลาใหญ่
“เจียวเจียว นี่ลูกตกขึ้นมาได้เองเหรอ”
กลุ่มคนพากันเดินวนดูปลาขุนทองหัวโหนก
ตัวนั้นด้วยความตื่นเต้น พวกเขายิ้มกว้างจนเห็นไรฟัน แม้ว่าปลาตัวนี้จะมีขนาดค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับปลาขุนทองหัวโหนกทั่วไป แต่ราคาของมันก็ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ปกติแล้วปลาชนิดนี้สามารถขายได้ในราคาประมาณสิบหกหยวนต่อหนึ่งจิน
“หนูไม่ได้จับเองหรอกค่ะ หนูเอาปลาไปแลกกับนกตัวใหญ่ตัวนั้นมาต่างหาก” อวิ๋นเจียวตอบกลับไปตามความจริง
“นกอินทรีทะเลตัวเมื่อกี้นี้น่ะเหรอ” อวิ๋นหลินเหอถามขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ เขาเริ่มรู้สึกว่าเหตุการณ์แบบนี้มันคุ้นหน้าคุ้นตาแปลกๆ ชายหนุ่มนึกย้อนไปถึงเรื่องราวในอดีตก่อนจะเอ่ยถามหลานสาวต่อว่า “คงไม่ใช่ว่านกอินทรีทะเลตัวนั้นคือตัวเดียวกับที่เราเคยเจอหรอกนะ”
อวิ๋นเจียวพยักหน้าตอบรับทันที “ใช่แล้วค่ะ ตัวเดียวกันเลย”
ได้ยินดังนั้นอวิ๋นหลินเหอก็หลุดหัวเราะออกมา “ทำไมเธอถึงได้บังเอิญเจอมันบ่อยขนาดนี้นะ”
แถมทุกครั้งที่เจอก็ยังสามารถหลอกเอาปลาของมันมาได้ตลอดอีกด้วย
เด็กสาวรีบเถียงกลับทันทีเมื่อเห็นว่าอาของเธอเข้าใจผิด “หนูใช้ของแลกเปลี่ยนกับมันจริงๆ นะคะ อาดูสิว่าหนูตกปลาพวกนั้นไปตั้งเยอะแยะ พอมันได้กินปลาก็ดูอารมณ์ดีมากเลย”
เธอพยายามอธิบายอย่างจริงจัง ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว หากนำปลาตัวเล็กตัวน้อยทั้งหมดที่เธอตกได้มารวมกัน มูลค่าของพวกมันก็ยังไม่ถึงหนึ่งในสามของปลาขุนทองหัวโหนกตัวนี้เลยก็ตาม
อวิ๋นหลินไห่ที่ยืนดูอยู่ข้างๆ หัวเราะชอบใจกับบทสนทนาของทั้งคู่ “เจียวเจียวของเราฉลาดที่สุดเลย”
เด็กสาวยืดอกรับคำชมด้วยความภาคภูมิใจในใจ แน่นอนอยู่แล้วว่าเธอต้องเก่งที่สุด
หลังจากจัดการนำปลาขุนทองหัวโหนกกลับไปแช่น้ำแข็งเพื่อรักษาความสดเอาไว้ ทุกคนก็เริ่มแยกย้ายกันออกไปสำรวจพื้นที่อื่นๆ บนเกาะต่อ
ฉู่อันกวาดสายตามองดูผลงานที่พวกเขารวบรวมมาได้ภายในเวลาเพียงแค่สองชั่วโมงแล้วก็ต้องเดาะลิ้นด้วยความทึ่ง “อาชีพชาวประมงนี่หาของได้เยอะขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย”
“มันก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะหาของได้เยอะแบบนี้หรอกนะ ส่วนใหญ่แล้วชาวบ้านเขาก็ไม่ค่อยกล้าเดินทางมาถึงเกาะพวกนี้กันหรอก” ใครบางคนในกลุ่มเอ่ยอธิบายขึ้นมา
“ใช่แล้วล่ะ ถ้าเป็นเกาะที่อยู่ใกล้ๆ กับหมู่บ้านของเรา ของทะเลมันก็ไม่ได้อุดมสมบูรณ์เท่าที่นี่หรอก”
ฉู่อันยิ่งฟังก็ยิ่งไม่เข้าใจ เขาจึงถามต่อ “ทำไมล่ะ ในเมื่อเกาะที่อยู่ไกลออกไปมีของให้เก็บเยอะกว่า คนอื่นเขาก็น่าจะรู้เรื่องนี้กันไม่ใช่เหรอ”
อวิ๋นเฉินหนานอธิบายให้เพื่อนฟังอย่างใจเย็น “ก็เพราะว่ามันอยู่ไกลเกินไปยังไงล่ะ นายอย่ามองแค่ว่ามันหาของได้เยอะสิ ของพวกนี้ถึงเอาไปขายก็ไม่ได้ราคาดีอะไรมากมายนักหรอกนะ แล้วถ้าจะเก็บไว้กินเองที่บ้าน คนเราจะกินของพวกนี้ได้สักเท่าไหร่กันเชียว มันก็เหมือนกับการกินมันเทศนั่นแหละ ถ้าต้องกินเมนูเดิมๆ ซ้ำกันทุกวัน ต่อให้มันจะอร่อยแค่ไหน สุดท้ายคนกินก็ต้องรู้สึกเบื่ออยู่ดี”
อวิ๋นเฉินหนานขยายความต่อเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น “ที่พวกเราสามารถเดินทางมาไกลขนาดนี้ได้ ก็เป็นเพราะว่าตอนขากลับเราไม่ต้องมานั่งพายเรือเองยังไงล่ะ ลองนึกสภาพดูสิ ถ้าต้องบรรทุกของหนักอึ้งเต็มลำเรือแล้วต้องมานั่งออกแรงพายเรือกลับไปเองจนเหนื่อยแทบขาดใจ แต่พอเอาของไปขายกลับได้เงินมาแค่ไม่กี่หยวน ถ้าเป็นแบบนั้นก็ถือว่าขาดทุนยับเยินเลยนะ”
“แถมยิ่งเดินทางออกไปไกลจากฝั่งมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งมีความเสี่ยงและอันตรายมากขึ้นเท่านั้น พวกเรือไม้ธรรมดาทั่วไปเขาถึงไม่กล้าเสี่ยงเดินทางมาไกลถึงที่นี่กันหรอก ส่วนพวกคนที่มีเรือเหล็ก แค่พวกเขาออกไปเหวี่ยงแหจับปลาอยู่กลางทะเล ก็ได้ของกลับมาเยอะกว่าการมาเดินหาของตามเกาะพวกนี้แล้วล่ะ”
ฉู่อันขมวดคิ้วด้วยความสับสน “ถ้าอย่างนั้น ทำไมพวกนายถึงตัดสินใจขับเรือมาไกลขนาดนี้ล่ะ”
เขานึกเดาไปเองว่า หรืออาจจะเป็นเพราะบนเรือของพวกเขามีคนมาด้วยหลายคน ตอนขากลับก็เลยสามารถสลับกันทำหน้าที่พายเรือได้ ถ้าเป็นแบบนั้นมันก็คงจะไม่ค่อยเหนื่อยสักเท่าไหร่
อวิ๋นเฉินหนานไม่ได้ตอบคำถามนั้นออกไปตรงๆ เขาทำเพียงแค่ยกมือขึ้นตบลงบนบ่าของเพื่อนเบาๆ “เดี๋ยวพอกลับไปถึงตอนเย็น นายก็จะเข้าใจทุกอย่างเองนั่นแหละ”
พวกเขาไม่ได้มัวเสียเวลากับการงัดแงะหอยแมลงภู่พวกนั้นอีกต่อไป และตัดสินใจเดินสำรวจไปรอบๆ เพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิตอื่นๆ แทน การได้มาเดินอยู่บนเกาะที่ไม่ค่อยมีคนมาเยือนแบบนี้ มักจะทำให้พวกเขามีโอกาสได้พบเจอของทะเลที่มีราคาแพงซุกซ่อนอยู่ ถึงแม้ว่าปริมาณของมันอาจจะไม่ได้เยอะมากมายอะไรนักก็ตาม
ทางด้านของอวิ๋นเจียว เด็กสาวเดินลัดเลาะไปตามโขดหินจนกระทั่งบังเอิญไปพบเข้ากับฝูงปลาเก๋าหินที่กำลังรวมตัวกันอยู่เป็นกระจุก ปลาชนิดนี้ถือว่าเป็นปลาที่มีราคาค่อนข้างสูงทีเดียว แต่เธอก็ไม่ได้บุ่มบ่ามกระโดดลงไปจับพวกมันทันที เนื่องจากบริเวณนั้นอยู่ติดกับทะเล หากเธอผลีผลามทำเสียงดังจนพวกมันตกใจ ฝูงปลาพวกนั้นก็คงจะรีบว่ายน้ำมุดหนีหายลงไปในทะเลลึกอย่างรวดเร็วแน่ๆ เมื่อประเมินสถานการณ์แล้ว เธอจึงตัดสินใจหันหลังกลับไปตามหาคนมาช่วย
เมื่ออวิ๋นหลินไห่และอวิ๋นหลินเหอได้ยินว่ามีฝูงปลาเก๋าหินอยู่แถวนี้ ทั้งสองคนก็รีบคว้าแหจับปลาแล้วเดินตามอวิ๋นเจียวไปทันที พอไปถึงจุดหมายและได้เห็นฝูงปลากับตา ทุกคนก็รู้สึกตื่นเต้นและดีใจกันมาก แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือ พวกเขาจะหาวิธีจับปลาพวกนี้ให้ได้จำนวนมากที่สุดโดยที่พวกมันไม่หนีไปเสียก่อนได้อย่างไร
หลังจากยืนปรึกษาหารือกันอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดพวกเขาก็ได้ข้อสรุปว่า จะให้อวิ๋นเจียวเป็นคนรับหน้าที่จับปลายด้านหนึ่งของแหเอาไว้ แล้วดำน้ำลึกลงไปในทะเล ส่วนปลายแหอีกด้านหนึ่ง พวกผู้ชายที่เหลือจะเป็นคนช่วยกันจับเอาไว้บนฝั่ง พวกเขาจะพยายามดึงแหเข้ามาอย่างระมัดระวัง เพื่อจับฝูงปลาให้ได้โดยไม่ทำให้พวกมันแตกตื่น
อวิ๋นเจียวกระชับแหจับปลาในมือไว้แน่น ก่อนจะกระโดดลงไปในน้ำทะเลแล้วเริ่มแหวกว่ายตรงดิ่งไปยังจุดที่ฝูงปลาเก๋าหินรวมตัวกันอยู่ เด็กสาวเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ ประกอบกับการที่เธอดำลงไปในระดับน้ำที่ค่อนข้างลึก จึงทำให้ฝูงปลาพวกนั้นไม่ทันสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ
เธอว่ายต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งแหจับปลาถูกดึงออกไปจนสุดความยาว เมื่อเห็นว่าได้ระยะที่เหมาะสมแล้ว เธอจึงหยุดเคลื่อนไหวและค่อยๆ ลอยตัวพาแหโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำอย่างเงียบเชียบ อวิ๋นเจียวหันไปมองทางอวิ๋นหลินไห่ผู้เป็นพ่อ ก่อนจะยกมือขึ้นทำสัญญาณเพื่อบอกให้รู้ว่าทุกอย่างพร้อมแล้ว ทันใดนั้น ทั้งสองฝั่งก็เริ่มออกแรงดึงแหจับปลาเข้ามาพร้อมๆ กัน
เมื่อฝูงปลาเก๋าหินเริ่มรู้สึกตัวและพยายามจะว่ายน้ำหลบหนี ปลาส่วนใหญ่ก็ว่ายเข้าไปติดข่ายของแหจับปลาที่ดักรออยู่ก่อนแล้ว มีปลาเพียงแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้นที่สามารถว่ายเล็ดลอดรอดผ่านช่องโหว่ของแหออกไปได้ ในขณะที่ปลาตัวอื่นๆ ล้วนถูกรวบเก็บเข้ามาไว้ในแหจนหมด
พวกเขาช่วยกันลากแหขึ้นมาบนฝั่งและพบว่ามีปลาเก๋าหินติดมาถึงสามสิบกว่าตัว พวกเขาทำการคัดแยกปลาที่มีขนาดเล็กเกินไปออก แล้วโยนพวกมันกลับคืนสู่ทะเลเพื่อให้มันได้เติบโตต่อไป
เมื่อได้เห็นผลงานชิ้นโตอยู่ตรงหน้า กลุ่มของอวิ๋นหลินไห่ก็พากันยิ้มกว้างออกมาด้วยความดีใจ
“ตอนนี้ยังพอมีเวลาเหลืออยู่ พวกเราเอาแหมาล้อมพื้นที่ตรงนี้เอาไว้ก่อนดีกว่า แล้วค่อยเดินไปสำรวจดูแถวอื่นบนเกาะกันต่อ”
ปลาเก๋าหินพวกนี้ยังคงถูกขังรวมกันอยู่ในแหที่แช่อยู่ในน้ำทะเล จึงรับรองได้ว่าพวกมันจะไม่ตายอย่างแน่นอน หากขืนรีบเอาพวกมันกลับไปเก็บบนเรือตั้งแต่ตอนนี้ ปลาอาจจะสูญเสียความสดไปเสียเปล่าๆ หลังจากช่วยกันตรวจสอบจนแน่ใจแล้วว่าปลาทุกตัวได้แช่อยู่ในน้ำทะเลและไม่มีทางว่ายหนีออกไปได้ ทุกคนก็ออกเดินเท้าไปสำรวจพื้นที่จุดอื่นๆ บนเกาะด้วยความกระตือรือร้น
“โอ้โห ตรงนี้มีปูตัวใหญ่เบ้อเริ่มเลย แต่ทำไมรูปร่างของปูตัวนี้... มันถึงได้ดูอ้วนกลมขนาดนี้นะ” เสียงใครคนหนึ่งร้องทักขึ้นมาด้วยความแปลกใจ
“ดูสิ มันกำลังกอดปูตัวเล็กเอาไว้ด้วย”
อวิ๋นเจียวเดินเข้าไปดูใกล้ๆ เธอมองปราดเดียวก็จดจำปูสายพันธุ์นี้ได้ทันที “ปูตัวนี้คือปูขนมปัง ส่วนปูตัวเล็กที่มันกำลังกอดอยู่นั่นก็คือเมียของมันเอง”
เธอเคยเห็นปูชนิดนี้ตอนดำน้ำอยู่ใต้ทะเลมาหลายครั้งแล้ว ปูขนมปังจะมีรูปร่างที่ดูอ้วนกลมกว่าปูทั่วไปและมีท่าทางที่ดูน่ารักไม่เบา เธอมักจะเห็นปูตัวใหญ่ใช้ก้ามของมันกอดรัดปูตัวเล็กเอาไว้แน่นขณะที่พวกมันเดินหาอาหารไปตามพื้นทรายใต้ท้องทะเล ซึ่งในเวลาต่อมาเธอก็ได้เรียนรู้ว่าปูตัวเล็กที่ถูกกอดอยู่นั้นคือปูตัวเมียนั่นเอง
เมื่อได้ยินความรู้ใหม่ที่เพิ่งเคยรู้เป็นครั้งแรก ฉู่อันและหวังหงเฟยต่างก็พากันขยับตัวเข้าไปยืนล้อมวงมุงดูปูขนมปังสองผัวเมียคู่นั้นด้วยความสนใจ
“เป็นภาพที่ดูแปลกตาดีเหมือนกันนะ พอเห็นแบบนี้แล้วฉันก็เริ่มรู้สึกไม่ค่อยอยากจะจับพวกมันกลับไปกินสักเท่าไหร่เลย”
“ถ้าไม่อยากจับก็ไม่ต้องจับ ปล่อยมันไปเถอะ ยังมีปูตัวอื่นให้เราหาอีกตั้งเยอะ”
ภาพของปูสองตัวที่แสดงความรักต่อกันอย่างลึกซึ้ง ทำให้พวกเขารู้สึกสะเทือนใจจนไม่อาจหักใจลงมือจับพวกมันแยกจากกันได้
“อาเขยครับ ตรงนี้มีงูด้วย” เสิ่นซิวหย่วนร้องบอก
เมื่ออวิ๋นหลินไห่ได้ยินเสียงตะโกนเรียก เขาก็รีบร้องเตือนกลับไปเสียงดังลั่น “อย่าเอามือไปจับมันเด็ดขาดนะ งูทะเลทุกตัวมีพิษร้ายแรงทั้งนั้น!”
พวกเขาพากันวิ่งตรงไปยังจุดที่เด็กหนุ่มยืนอยู่ และเมื่อชะโงกหน้าเข้าไปดูในซอกหลืบของโขดหิน พวกเขาก็พบเข้างูทะเลลำตัวลายปล้องสีดำสลับขาวขดตัวซ่อนอยู่อย่างที่บอกจริงๆ
อวิ๋นหลินไห่รีบออกคำสั่ง “ทุกคนถอยออกไปยืนให้ห่างๆ เลยนะ เจ้างูตัวนี้มันมีพิษร้ายกาจมาก”
เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในกลุ่ม จึงไม่มีใครคิดที่จะเอื้อมมือเข้าไปจับงูทะเลตัวนั้นเลย
ในขณะเดียวกัน ทางด้านของอวิ๋นเจียวที่ชอบเดินปลีกวิเวกออกไปสำรวจพื้นที่ต่างๆ ตามลำพัง เด็กสาวเดินลัดเลาะไปตามแนวชายฝั่งที่มีลักษณะค่อนข้างสูงชัน ด้วยสายตาที่เฉียบแหลม ทำให้เธอสังเกตเห็นปลาขนาดใหญ่ยักษ์กำลังแหวกว่ายไปมาระหว่างซอกหินที่อยู่ด้านล่าง
บริเวณผิวน้ำมีฝูงนกทะเลบินโฉบไปมาอยู่ประปราย อวิ๋นเจียวมองเห็นปลาตัวใหญ่พวกนั้นซุ่มซ่อนตัวอยู่ตามโขดหินอย่างเงียบเชียบ และเมื่อนกทะเลตัวหนึ่งบินโฉบลงมาใกล้ผิวน้ำเพื่อจับปลาตัวเล็ก ปลาขนาดใหญ่ที่ดักรออยู่ก็พุ่งพรวดขึ้นมาเหนือน้ำด้วยความเร็วและพละกำลังอันมหาศาล มันอ้าปากกว้างและงับเข้าที่ตัวนกทะเลเคราะห์ร้ายตัวนั้นเข้าอย่างจัง
ภาพเหตุการณ์ปลาล่าเหยื่อที่เป็นนก นับว่าเป็นภาพที่หาดูได้ยากยิ่ง เป็นฉากการล่าที่ดุดันและสมบูรณ์แบบมากทีเดียว
เธอก้มหน้าลงไปประเมินระยะทางจากจุดที่เธอยืนอยู่ลงไปยังผิวน้ำทะเลด้านล่าง มันค่อนข้างสูงทีเดียว น่าจะมีความสูงประมาณยี่สิบกว่าเมตรได้ หากเธอตัดสินใจกระโดดลงไปจับปลาตัวนั้นด้วยตัวเอง ตอนกลับขึ้นมาเธอก็คงจะโดนดุจนหูชาอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่เมื่อได้เห็นปลาตัวใหญ่ขนาดนั้นมาแหวกว่ายอยู่ตรงหน้า ความอยากรู้อยากเห็นก็ทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านในใจจนทนแทบไม่ไหว หากปล่อยให้มันว่ายน้ำหนีไป เธอคงต้องรู้สึกเสียดายมากแน่ๆ
“พ่อ อาเล็ก!”
เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอจึงตัดสินใจส่งเสียงตะโกนเรียกผู้ใหญ่ให้มาช่วยหาวิธีจัดการกับปลาตัวนี้แทน
ทันทีที่สิ้นเสียงเรียก ผู้คนก็พากันวิ่งกรูเข้ามาหาเธอเป็นฝูงใหญ่ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรกันแน่ ไม่ว่าอวิ๋นเจียวจะไปเดินอยู่ที่ไหน หากเธอส่งเสียงร้องเรียกขึ้นมาเมื่อไหร่ คนอื่นๆ ที่กำลังง่วนอยู่กับการทำสิ่งต่างๆ ก็จะรีบทิ้งงานในมือแล้ววิ่งหน้าตั้งตรงมาหาเธอด้วยความตื่นเต้นเสมอ
นั่นเป็นเพราะทุกคนในกลุ่มต่างก็รู้กันดีว่า หากอวิ๋นเจียวร้องเรียกหาใคร นั่นก็เท่ากับว่าเธอได้บังเอิญไปเจอของดีเข้าให้แล้ว สิ่งนี้กลายเป็นข้อตกลงที่ทุกคนรู้กันอยู่แก่ใจ ดังนั้นพวกเขาจึงพากันวิ่งมารวมตัวเพื่อรอดูของดีที่ว่านั้น
“มีอะไรเหรอลูก” อวิ๋นหลินไห่ถามขึ้น
“เจียวเจียวไปเจอของดีอะไรเข้าอีกแล้วล่ะ”
ฉู่อันที่วิ่งตามมาทีหลังรีบส่งเสียงร้องโวยวายมาแต่ไกล “เดี๋ยวก่อน! รอให้ฉันเดินไปถึงตรงนั้นก่อนแล้วค่อยลงมือนะ ฉันอยากจะเห็นกับตาตัวเอง!”
อวิ๋นเจียวได้แต่ยืนนิ่งพูดไม่ออกเมื่อเห็นปฏิกิริยาของทุกคน
หลังจากรอจนทุกคนเดินเข้ามายืนมุงดูจนครบแล้ว เธอจึงยกมือขึ้นชี้ให้ดูเหตุการณ์ที่อยู่เบื้องล่าง
“มีปลาตัวใหญ่อยู่ตรงนั้นค่ะ ขนาดน่าจะยาวประมาณเมตรกว่าๆ ได้ แถมมันยังกระโดดขึ้นมากินนกทะเลด้วยนะคะ”
ในระหว่างที่เธอกำลังอธิบายอยู่นั้น นกทะเลผู้โชคร้ายอีกตัวหนึ่งก็ถูกปลาขนาดใหญ่ที่กระโจนขึ้นมาจากผิวน้ำงับเข้าปากไปต่อหน้าต่อตาทุกคน
กลุ่มคนที่ยืนมุงดูอยู่บนหน้าผาต่างก็พากันร้องอุทานออกมาด้วยความตื่นตะลึง
“ปลาตะคองยักษ์!
นั่นมันปลาตะคองยักษ์นี่นา!”
“ให้ตายเถอะ ทำไมมันถึงได้ตัวใหญ่ขนาดนี้”
หวังหงเฟยจ้องมองภาพเบื้องล่างตาไม่กะพริบ “แม่เจ้าโว้ย ปลาพวกนี้มันกินนกเป็นอาหารด้วยเหรอเนี่ย โหดสุดๆ ไปเลย!”
[จบบท]