บทที่ 303: เตรียมตัวออกทะเล
อวิ๋นหลินไห่และเสิ่นอวิ๋นเหลียนยกมือขึ้นกุมขมับ ทั้งสองคนแทบไม่อยากจะยอมรับเลยว่าเด็กผู้ชายที่หัวทึบขนาดนี้จะเป็นลูกชายแท้ๆ ของพวกเขาเอง
อวิ๋นเฉินหนานมีสีหน้าไม่ดีนัก เขาหงุดหงิดจนต้องหันไปมองหน้าเด็กชายคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่ข้างกันแล้วเอ่ยขึ้น
“ขำอะไรกัน พวกนายเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไหร่หรอกนะ ผิดกันตั้งเยอะ”
กลุ่มเด็กชายรีบหดคอลงแล้วพยายามทำตัวให้ลีบเล็กที่สุดเพื่อลดการมีตัวตนทันที
อวิ๋นเจียวที่ยืนดูอยู่ด้วยแอบรู้สึกหวั่นใจอยู่ลึกๆ เธอคิดว่าถ้าตัวเองต้องเข้าโรงเรียนไปเรียนคณิตศาสตร์ ผลคะแนนก็คงไม่ได้ดีไปกว่าบรรดาพี่ชายสักเท่าไหร่หรอก แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้เธอยังไม่ได้เข้าโรงเรียนเสียหน่อย เด็กหญิงก็เลิกกังวลแล้วฉีกยิ้มกว้าง เธอตัดสินใจยืนดูเรื่องตลกของพวกพี่ชายต่อไป
อวิ๋นเสี่ยวอู่ถูกดุจนต้องยกมือขึ้นมาเกาหัวแกรกๆ ตอนที่อวิ๋นเฉินหนานเริ่มต้นอธิบายวิธีแก้โจทย์ปัญหาให้ฟัง ช่วงแรกเขาก็ยังตั้งใจฟังดีอยู่หรอก แต่พอเวลาผ่านไปสักพัก แววตาของเด็กชายก็เริ่มเหม่อลอยและว่างเปล่าลงเรื่อยๆ
อวิ๋นเฉินหนานเห็นสภาพนั้นแล้วก็ได้แต่คิดในใจว่าน้องชายคนนี้หมดทางเยียวยาแล้วจริงๆ
อวิ๋นหลินไห่กับเสิ่นอวิ๋นเหลียนทนดูความอับอายนี้ไม่ไหว ทั้งสองคนรีบเดินหนีออกจากบริเวณนั้นทันที ทิ้งให้อวิ๋นเฉินหนานต้องยอมแพ้กับการสอนการบ้านอวิ๋นเสี่ยวอู่ไปชั่วคราว
ชายหนุ่มตัดสินใจว่าจะกลับไปคิดตารางเรียนแบบพิเศษสำหรับน้องชายคนนี้โดยเฉพาะ ส่วนอวิ๋นเสี่ยวอู่ก็ได้แต่โอดครวญว่าวิชาพวกนี้มันยากเกินไปสำหรับเขา
ในขณะที่บรรดาพี่ชายกำลังปวดหัวกับกองการบ้าน อวิ๋นเจียวที่ยืนดูเรื่องสนุกจนพอใจแล้วก็หมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้องเพื่อเตรียมตัวเข้านอน เด็กหญิงจัดการตรวจดูของล้ำค่าที่เก็บสะสมไว้ ขยับตัวยืดเส้นยืดสายเล็กน้อย ก่อนจะหยิบกล่องใบเล็กออกมาเปิดดูของข้างใน สิ่งที่บรรจุอยู่คือมีดผ่าตัด คีมคีบสำหรับเย็บแผล และเข็มกับด้ายที่ศิษย์พี่สี่เตรียมเอาไว้ให้
ด้ายเส้นนั้นคือด้ายที่ทำมาจากเอ็นตกปลาซึ่งร่างกายสามารถดูดซึมได้เมื่อเย็บแผลเสร็จ หลังจากที่เธอไปเรียนรู้การผ่าตัดและเย็บแผลจากศิษย์พี่สี่ เธอก็ได้ใช้สัตว์ตัวเล็กอย่างกระต่ายในการทดลองจนตอนนี้สามารถลงมือทำเองได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว พรุ่งนี้เธอตั้งใจว่าจะไปสำรวจดูบริเวณที่หอยมือเสืออาศัยอยู่เสียหน่อย
เช้าวันรุ่งขึ้น อวิ๋นเจียวตื่นนอนตั้งแต่ราวๆ ตีห้า เนื่องจากเมื่อคืนเธอเข้านอนเร็ว เด็กหญิงเดินไปล้างหน้าแปรงฟันจนร่างกายรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา จากนั้นก็ส่งเสียงร้องเรียกคนเป็นแม่
“แม่คะ มาหวีผมให้หนูหน่อย”
เนื่องจากแขนของเธอยังสั้น การจะจับหวีสางผมตัวเองจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ลำบาก เสิ่นอวิ๋นเหลียนที่กำลังยืนห่อซาลาเปาอยู่กับหวังเหมยในห้องครัวได้ยินเสียงลูกสาวเรียกจึงตะโกนตอบกลับไป
“รอเดี๋ยวนะลูก แม่กำลังห่อซาลาเปาอยู่”
อวิ๋นเจียวได้ยินดังนั้นจึงหยิบหนังยางมารวบผมมัดเอาไว้ลวกๆ แล้วเดินมุดเข้าไปในห้องครัว
“มื้อเช้าวันนี้เป็นซาลาเปาเหรอคะ” เธอเอ่ยถาม “แม่คะ หนูขอทำด้วยคนสิ”
เช้านี้พวกผู้ใหญ่เตรียมไส้ซาลาเปาเอาไว้สามอย่าง มีทั้งไส้เนื้อหมู ไส้ผักดอง และไส้หวาน เสิ่นอวิ๋นเหลียนหยิบก้อนแป้งยื่นให้ลูกสาว อวิ๋นเจียวรับก้อนแป้งมาถือไว้ในมือเล็กๆ ของตัวเอง เธอพยายามเลียนแบบท่าทางของพวกผู้ใหญ่ด้วยการค่อยๆ แผ่ก้อนแป้งออกให้เป็นแผ่นกลมอย่างระมัดระวัง
หลังจากนั่งปลุกปล้ำอยู่พักใหญ่ ซาลาเปารูปร่างบิดเบี้ยวหน้าตาขี้เหร่หนึ่งลูกก็เสร็จสมบูรณ์ เด็กหญิงยกมือขึ้นเกาแก้มตัวเองเบาๆ เธอรู้สึกละอายใจจนไม่กล้านำซาลาเปาของตัวเองไปวางรวมกับซาลาเปาลูกอื่นๆ ของผู้ใหญ่ เสิ่นอวิ๋นเหลียนเห็นแบบนั้นก็หัวเราะออกมา
“ถึงรูปร่างมันจะดูไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ แต่รสชาติก็เหมือนกันนั่นแหละลูก ไม่ต้องคิดมากหรอก”
เสิ่นอวิ๋นเหลียนพูดพร้อมกับชี้ไปที่ซาลาเปาในมือลูกสาว “เอาลูกนี้ให้พ่อเขากินก็แล้วกันนะ”
อวิ๋นเจียวพยักหน้ารับพร้อมกับยิ้มกว้าง “ตกลงค่ะ”
ถึงแม้ว่าจะเป็นซาลาเปาที่ตัวเองตั้งใจห่อ แต่ลึกๆ แล้วเธอก็แอบรังเกียจหน้าตาของมันอยู่เหมือนกัน เธออยากกินซาลาเปาลูกที่ปั้นมาสวยๆ มากกว่า
“หน้าเปื้อนหมดแล้วนะลูก กลายเป็นลูกแมวน้อยไปแล้ว”
อวิ๋นเจียวก้มลงมองมือตัวเองแล้วก็พบว่าบนฝ่ามือเต็มไปด้วยแป้งหมี่ขาว เธอเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเมื่อกี้ตัวเองเผลอยกมือขึ้นไปเกาแก้ม
“หนูไปล้างหน้าก่อนนะคะ”
เด็กหญิงตัดสินใจเดินออกจากห้องครัวไปล้างหน้าทำความสะอาด และคิดว่าจะไม่กลับเข้าไปเกะกะผู้ใหญ่อีก
หลังจากล้างหน้าล้างมือเสร็จเรียบร้อย อวิ๋นเจียวก็เดินออกมาเจอพี่ชายหลายคนที่พึ่งตื่นนอนและกำลังเดินหาวหวอดๆ ออกมาด้วยท่าทางงัวเงีย อวิ๋นเสี่ยวจิ่วยังคงเดินเหม่อลอยคล้ายคนสติไม่เต็มร้อย ขนาดสวมรองเท้าแตะสลับข้างก็ยังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ “เจียวเจียว”
พอเด็กชายพวกนั้นหันมาเห็นอวิ๋นเจียว ดวงตาของพวกเขาก็ดูสว่างขึ้นมาเล็กน้อย อวิ๋นเจียวเห็นพวกพี่ชายเอาแต่หาวไม่หยุด จึงแกล้งเอามือเปียกๆ ของตัวเองไปแปะลงบนแก้มของพวกเขา
“เมื่อคืนพวกพี่นอนกันตอนไหนคะเนี่ย”
อวิ๋นเสี่ยวอู่มองหน้าน้องสาวด้วยแววตาตัดพ้อ “ก็เมื่อวานพี่สามบังคับให้ฉันทำโจทย์คณิตศาสตร์ตั้งห้าข้อให้เสร็จก่อนถึงจะยอมปล่อยให้ไปนอนน่ะสิ”
สำหรับเด็กเรียนไม่เอาถ่านอย่างเขา การต้องมานั่งคำนวณโจทย์คณิตศาสตร์ด้วยตัวเองตั้งห้าคอมันแทบจะสูบพลังชีวิตเขาไปจนหมดเกลี้ยงอยู่แล้ว
อวิ๋นเสี่ยวจิ่วรีบเถียงขึ้นมาทันที
“ไม่ใช่นะ พอเขียนการบ้านเสร็จ พี่ห้าก็พาพวกเราไปเล่นตบการ์ดกระดาษต่างหากล่ะ”
อวิ๋นเสี่ยวอู่ถลึงตาใส่น้องชาย “ก็เล่นไปแค่แป๊บเดียวเอง”
อวิ๋นเสี่ยวปาเอ่ยเสริมขึ้นมาบ้าง “แล้วหลังจากนั้นพี่ห้าก็พาพวกเราเล่นเป็นซุนหงอคงกับศิษย์พี่ศิษย์น้องสี่คนเดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎกที่ชมพูทวีป แถมเขายังบังคับให้พี่เก้าเล่นเป็นปีศาจแมงมุมอีกด้วย”
อวิ๋นเจียวฟังแล้วก็ได้แต่ยืนนิ่งงัน เธอคิดในใจว่าชีวิตยามค่ำคืนของพวกพี่ชายช่างมีสีสันกันเสียเหลือเกิน
อวิ๋นหลินไห่ร้องเรียกให้เด็กๆ ไปช่วยกันจัดเก็บแหจับปลาและข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่ต้องนำติดตัวไปตอนออกทะเล
“เจียวเจียว ลูกไปชงนมผงกินไป”
ตอนแรกอวิ๋นเจียวก็ตั้งใจจะเดินเข้าไปช่วยทำงาน แต่กลับถูกคนเป็นพ่อและอาเล็กที่ลำเอียงรักเด็กผู้หญิงมากกว่าไล่ให้ไปพักเสียอย่างนั้น
เด็กหญิงจึงเดินไปหยิบนมผงหลายซองมาเทลงในชามใบใหญ่สองใบ เติมน้ำร้อนลงไปชงจนละลายเข้ากันดี แล้วตักแบ่งใส่ชามใบเล็กของตัวเองขึ้นมาดื่มก่อนหนึ่งชาม พอกินเสร็จเธอก็ยกชามนมผงที่เหลือไปเดินแจกจ่ายให้คนอื่นๆ ในเมื่อมีของอร่อยก็ต้องแบ่งกันกินสิถึงจะถูก
“แม่คะ ดื่มนมหน่อยค่ะ”
“ตายแล้วลูก นี่หนูชงนมไปเยอะขนาดไหนเนี่ย”
เสิ่นอวิ๋นเหลียนมองดูปริมาณนมผงในชามแล้วก็รู้สึกปวดใจ เด็กคนนี้ทำไมถึงได้เป็นคนมือเติบใช้ของสิ้นเปลืองแบบนี้กันนะ
อวิ๋นเจียวทำหน้าตาใสซื่อไม่รู้ไม่ชี้
“ไม่เยอะเท่าไหร่หรอกค่ะ แม่รีบดื่มสิคะ หนูชิมดูแล้ว ถ้านมเย็นแล้วมันจะไม่อร่อยนะคะ”
เด็กหญิงทำตัวราวกับเป็นผึ้งงานที่ขยันขันแข็ง เธอเดินถือชามนมผงที่ชงเสร็จแล้วไปแจกจ่ายให้ทุกคนในบ้านได้กินกันถ้วนหน้า
“ซาลาเปาสุกแล้วจ้า”
ทันทีที่ได้ยินเสียงเรียกกินข้าว บรรดาเด็กๆ ที่กำลังวุ่นวายอยู่ลานบ้านด้านนอกก็พากันวิ่งกรูกันเข้าไปในห้องทันที สิ่งที่วิ่งตามเข้ามาติดๆ ก็คือสุนัขอีกสองตัว
อวิ๋นเจียวยื่นมือไปตบหัวสุนัขสองตัวนั้นเบาๆ
“พวกแกรอไปก่อนนะ เดี๋ยวรอให้ซาลาเปาเย็นลงกว่านี้อีกหน่อยแล้วฉันจะแบ่งให้กิน”
เด็กหญิงพูดจบก็ทำปากจู๋เป่าลมรดซาลาเปาลูกอวบอ้วนสีขาวจั๊วะในมือตัวเอง ซาลาเปาที่เพิ่งนึ่งสุกใหม่ๆ นั้นร้อนจัดจนเธอต้องเป่าลมไล่ความร้อนออกไปก่อน
“อวิ๋นเจียว เจียวเจียว” จู่ๆ ก็มีเสียงตะโกนเรียกดังมาจากข้างนอก เสียงนั้นเป็นของอวิ๋นซุ่ยนั่นเอง
อวิ๋นเจียววิ่งเหยาะๆ ออกไปดู แต่เดินไปถึงประตูเธอก็หมุนตัวเดินกลับมาหยิบซาลาเปาติดมือไปด้วย “อวิ๋นซุ่ย”
อวิ๋นซุ่ยที่ยืนรออยู่หน้าประตูบ้านตระกูลอวิ๋นเบิกตากว้างด้วยความดีใจทันทีที่ได้ยินเสียงของเธอ เขายกของในมือขึ้นสูงพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างด้วยท่าทางซื่อบื้อ
“อวิ๋นเจียว เอาไปสิ ปู่สานแมลงปอตัวใหญ่มาให้เธอด้วยนะ”
อวิ๋นเจียวมองดูของชิ้นนั้นแล้วกวักมือเรียก “นายเข้ามาข้างในก่อนสิ”
อวิ๋นซุ่ยเป็นเด็กที่เชื่อฟังคำสั่งมาก เขารีบหัวเราะร่าแล้วเดินตามเข้ามาในลานบ้านทันที
“นี่ เอาไปสิ”
แมลงปอตัวนั้นสานขึ้นมาจากใบปาล์ม รูปร่างหน้าตาของมันดูเหมือนของจริงมากแถมยังมีขนาดใหญ่เท่ากับฝ่ามือของเธอเลยทีเดียว พอส่งแมลงปอให้อวิ๋นเจียวเสร็จ เด็กหนุ่มก็หยิบตั๊กแตนสานอีกตัวออกมาโชว์
“ฉันก็มีเหมือนกันนะ ดูสิ”
อวิ๋นเจียวพยักหน้ารับ “สวยดีนะ”
“ให้เธอ” เขายื่นตั๊กแตนให้ด้วย
อวิ๋นเจียวส่ายหน้าปฏิเสธ “ฉันมีอันนี้อันเดียวก็พอแล้วล่ะ ส่วนอันนี้ฉันให้นายนะ”
เธอพูดพร้อมกับยัดซาลาเปาใส่มือของเขา
“ซาลาเปาลูกเบ้อเริ่มเลย” ดวงตาของอวิ๋นซุ่ยทอประกายสดใส แต่ผ่านไปเพียงไม่กี่วินาทีเขาก็ทำท่าทางอาลัยอาวรณ์เตรียมจะยื่นซาลาเปากลับคืนมาให้เธอ
“ปู่บอกว่าไม่ให้เอาของของพวกเธอ มันไม่ดี”
อวิ๋นเจียวทำหน้าตาดุดันใส่ทันที “ไม่ดีตรงไหนกัน ฉันบอกให้รับไว้ก็รับไว้สิ”
อวิ๋นซุ่ยตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขาไม่รู้ว่าสรุปแล้วตัวเองควรจะเชื่อฟังคำสั่งของปู่หรือควรจะฟังคำสั่งของอวิ๋นเจียวกันแน่
อวิ๋นเจียวเห็นท่าทางลังเลของเขาก็กลอกตาขึ้นฟ้าเบาๆ “อ้าปากสิ”
อวิ๋นซุ่ยอ้าปากกว้างตามคำสั่งอย่างลืมตัว วินาทีต่อมาซาลาเปาลูกโตก็ถูกยัดใส่เข้าไปในปากของเขาทันที
“เอาล่ะ ในเมื่อนายกัดกินเข้าไปแล้วก็คงไม่มีใครอยากกินต่อแล้วล่ะ เพราะฉะนั้นนายก็ต้องกินซาลาเปาลูกนี้ให้หมด”
“อ้อ ตกลง” เด็กหนุ่มสติไม่สมประกอบอย่างอวิ๋นซุ่ยยอมพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย
“วันนี้พวกเรากำลังจะออกทะเลกัน นายอยากไปเที่ยวด้วยกันไหม”
อวิ๋นเจียวเอ่ยชวน ในเมื่อพวกพี่ชายคนอื่นๆ ก็ต้องไปด้วยกันอยู่แล้ว จะพาคนเพิ่มไปอีกสักคนก็คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง
ถึงแม้อวิ๋นซุ่ยจะมีสติปัญญาไม่สมประกอบ แต่เขาก็เป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่าย
“นั่งเรือเหรอ” อวิ๋นซุ่ยตาโตด้วยความตื่นเต้น เขาอยากลองนั่งเรือมาตั้งนานแล้ว แต่ที่บ้านไม่มีเรือเป็นของตัวเอง แถมคนบ้านอื่นก็ไม่ยอมให้เขาขึ้นไปนั่งบนเรือด้วย
“ใช่แล้ว อยากไปหรือเปล่าล่ะ”
“อยากไป!” “ถ้าอย่างนั้นฉันจะไปขอพ่อให้พานายไปด้วยอีกคนนะ”
“ตกลง” อวิ๋นซุ่ยยิ้มกว้างด้วยความดีใจจนหุบปากไม่ลง เขาเดินตามหลังอวิ๋นเจียวต้อยๆ ราวกับเป็นลูกสุนัขตัวน้อย
เมื่ออวิ๋นหลินไห่กับอวิ๋นหลินเหอได้ยินคำขอ พวกเขาก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร ผู้ใหญ่ทั้งสองคนสามารถดูแลเด็กเพิ่มอีกคนได้อย่างสบายอยู่แล้ว
“แต่ต้องแวะไปบอกปู่ของเขาก่อนนะ” อวิ๋นหลินไห่เอ่ยกำชับ
[จบบท]