บทที่ 320: หีบสมบัติล้ำค่า
สำหรับสิ่งของมีค่าเหล่านี้ ผู้ใหญ่บ้านเองก็จนปัญญา ไม่รู้ว่าจะนำไปขายที่ไหนดี ครั้นจะชั่งน้ำหนักขายตามราคาของทองคำทั่วไปก็ดูจะไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย แต่อวิ๋นเจียวรู้ดีว่าคุณปู่กู่จะต้องรับซื้อสิ่งของเหล่านี้อย่างแน่นอน เมื่อเดินทางกลับมาถึงบ้าน เด็กหญิงก็นึกขึ้นมาได้ว่าหีบใบใหญ่ที่เธอนำกลับมาจากใต้ทะเลนั้นยังถูกซ่อนเอาไว้อยู่
“พ่อคะ อาเล็ก พวกเราไปหาขุมทรัพย์กันเถอะค่ะ” อวิ๋นเจียวหันไปเอ่ยชวนผู้เป็นพ่อและอา
อวิ๋นเสี่ยวอู่ที่ได้ยินรีบวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหาด้วยความตื่นเต้นทันที “ขุมทรัพย์อะไรเหรอ พี่ก็จะไปหาด้วย น้องสาวพาพี่ไปนะ”
“เป็นหีบใบใหญ่ค่ะ หนูเอาขึ้นมาจากในทะเล ตอนนี้ซ่อนเอาไว้ พวกเราต้องไปขนมันกลับมา” เด็กหญิงอธิบายให้พี่ชายฟัง
“เก็บมาจากที่นั่นอีกแล้วเหรอ” อวิ๋นหลินไห่เอ่ยถามลูกสาว
อวิ๋นเจียวพยักหน้ารับก่อนจะส่ายหน้าไปมา
“ไม่ได้เก็บมาจากข้างนอกค่ะ แต่อยู่ในซากเรือที่จมอยู่ใต้ทะเล”
เมื่อได้ยินดังนั้น อวิ๋นหลินไห่และอวิ๋นหลินเหอจึงหันไปสั่งการเด็กๆ ทันที “พวกแกอย่าเพิ่งซน คอยเฝ้าบ้านเอาไว้ให้ดี เดี๋ยวพวกเราจะไปขนหีบใบนั้นกลับมาเอง”
เรื่องสำคัญแบบนี้ไม่อาจให้ชาวบ้านคนอื่นล่วงรู้ได้ พวกเขาจึงต้องแอบดำเนินการอย่างเงียบเชียบที่สุด การมีคนไปน้อยย่อมปลอดภัยกว่า
ครึ่งชั่วโมงต่อมา สองพี่น้องตระกูลอวิ๋นและอวิ๋นเจียวก็สามารถยกหีบไม้ใบใหญ่นั้นกลับมาถึงลานบ้านได้สำเร็จ
“แปลกจังเลย หีบใบใหญ่นี้ยังถูกเก็บรักษาอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์มากทีเดียว” อวิ๋นหลินเหอเอ่ยขึ้น ขณะที่ทุกคนกำลังยืนล้อมวงมุงดูหีบไม้ใบนั้นอยู่นานสองนาน
“แถมยังหนักมากอีกต่างหาก” อวิ๋นหลินไห่เสริม คงมีแต่อวิ๋นเจียวผู้มีพละกำลังมหาศาลเท่านั้นที่สามารถลากสิ่งนี้ขึ้นมาจากก้นทะเลลึกได้
อวิ๋นเฉินเป่ยใช้นิ้วมือเคาะลงบนแผ่นไม้เบาๆ ดวงตาของเขาเป็นประกายขึ้นมา “นี่ไม่ใช่ไม้ธรรมดานะครับ”
“ก็แหงล่ะสิ สัมผัสกับเสียงหนักแน่นแบบนี้ ถ้าไม่เห็นว่าพื้นผิวภายนอกมีลักษณะเป็นลายไม้ ฉันคงคิดว่ามันทำมาจากเหล็กไปแล้ว” อวิ๋นหลินเหอตอบกลับ
“ไปเรียนงานไม้กับอาจารย์มาตั้งนานแล้ว แกพอจะดูออกไหมว่านี่คือไม้อะไร” ผู้เป็นพ่อเอ่ยถามลูกชาย
อวิ๋นเฉินเป่ยหยุดใช้ความคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะอธิบาย “อาจารย์เคยเล่าให้ผมฟังถึงไม้ชนิดหนึ่งครับ ไม้ชนิดนี้มีความแข็งแกร่งทนทานเทียบเท่ากับเหล็กกล้า แม้จะแช่น้ำก็ไม่ผุพัง แม้จะฝังดินก็ไม่เน่าเปื่อย สามารถเก็บรักษาไว้ได้ยาวนานมาก”
“ถ้าผมเดาไม่ผิด หีบใบนี้ก็น่าจะทำมาจากไม้เถี่ยลี่ครับ”
เมื่อได้ยินคำอธิบายเช่นนั้น ทุกคนก็ยิ่งรู้สึกอยากรู้อยากเห็นมากขึ้นไปอีกว่าของที่บรรจุอยู่ภายในหีบใบนี้คือสิ่งใดกันแน่ ตัวหีบถูกปิดผนึกเอาไว้อย่างมิดชิดจนมองไม่เห็นรอยต่อหรือช่องโหว่ใดๆ เลยแม้แต่น้อย
“แล้วของสิ่งนี้มันต้องเปิดยังไงล่ะ” อวิ๋นหลินเหอพยายามพลิกหาหนทางอยู่นาน ทว่าเขากลับไม่พบรูกุญแจเลยสักนิด
อวิ๋นเจียวใช้มือตบลงบนหีบไม้เบาๆ “หรือว่าพวกเราจะทุบให้มันพังไปเลยดีคะ”
อวิ๋นเฉินเป่ยสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจทันทีที่ได้ยิน “อย่าเชียวนะ ไม้ชนิดนี้เป็นของหายากมาก ถ้าทำลายมันไปเฉยๆ แบบนี้คงจะน่าเสียดายแย่เลย”
“เอาอย่างนี้ดีไหม เดี๋ยวผมวิ่งไปตามอาจารย์มาดูให้” เขารีบเสนอความคิดเห็น “ของสิ่งนี้น่าจะเป็นหีบกลไกครับ อาจารย์น่าจะพอมีความรู้เรื่องพวกนี้อยู่บ้าง”
ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกัน เพราะในตอนนี้ก็คงไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ก่อนจะวิ่งออกไป อวิ๋นเฉินเป่ยยังไม่วายหันมากำชับน้องสาวอย่างเป็นห่วง
“เจียวเจียว เธอห้ามทำมันพังเด็ดขาดเลยนะ หีบไม้ใบนี้มีราคาแพงมากจริงๆ”
อวิ๋นเจียวพยักหน้ารับคำ “หนูทราบแล้วค่ะ”
อวิ๋นเฉินเป่ยรีบจ้ำอ้าวออกไปอย่างรวดเร็ว เขาแทบจะวิ่งเต็มฝีเท้าเพื่อไปหาอาจารย์มู่ เพราะเขากลัวจับใจว่าหากกลับมาช้า หีบไม้ใบสวยจะถูกน้องสาวตัวน้อยจับแยกชิ้นส่วนไปเสียก่อน
รอเพียงไม่นานนัก ท่านผู้เฒ่ามู่ก็แทบจะถูกอวิ๋นเฉินเป่ยลากตัววิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในลานบ้าน
“ไอ้เด็กบ้า กระดูกกระเดี้ยวของชายแก่ๆ อย่างฉันแทบจะหลุดร่วงหลุดหลุ่ยหมดแล้วนะ” อาจารย์มู่บ่นอุบอิบอย่างไม่ค่อยพอใจนัก
อวิ๋นเฉินเป่ยยิ้มแห้งๆ อย่างรู้สึกผิด
“อาจารย์ครับ ลองเข้าไปดูสิครับว่านั่นใช่ไม้เถี่ยลี่หรือเปล่า แถมดูเหมือนว่ามันจะเป็นหีบกลไกด้วยนะครับ”
อวิ๋นหลินเหอฟาดฝ่ามือลงบนท้ายทอยของลูกชายเบาๆ เป็นการลงโทษ “แกจะรีบร้อนอะไรนักหนา ดูสิว่าทำเอาอาจารย์ของแกเหนื่อยหอบขนาดไหนแล้ว”
ท่านผู้เฒ่ามู่ใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวมาตลอด ในตอนนี้เขาจึงมองอวิ๋นเฉินเป่ยประหนึ่งเป็นลูกหลานในสายเลือดของตนเอง ด้วยเหตุนี้ความสัมพันธ์ระหว่างบ้านตระกูลอวิ๋นและชายชราจึงแน่นแฟ้นมาก เรื่องการค้นพบซากเรือจมใต้ทะเลจึงไม่ใช่ความลับที่ต้องปิดบังเขาแต่อย่างใด
หลังจากอาจารย์มู่ดื่มน้ำจนคลายความเหนื่อยหอบลงแล้ว เขาก็เดินตรงเข้าไปสำรวจหีบไม้ใบใหญ่นั้น ชายชราเดินวนดูเพียงแค่รอบเดียวก็สามารถค้นพบกลไกที่ซ่อนอยู่ในจุดที่ไม่สะดุดตาได้ทันที เขาขยับนิ้วมือทำอะไรบางอย่างเพียงไม่กี่ครั้ง ฝาหีบไม้ที่เคยปิดสนิทก็ค่อยๆ แง้มเปิดออกจนเกิดเป็นรอยแยกเล็กๆ ที่ด้านบน
“เดาได้เลยว่าการออกแบบให้ปิดผนึกแน่นหนาไร้ช่องโหว่ขนาดนี้ ของที่เก็บซ่อนอยู่ด้านในย่อมไม่ใช่ของธรรมดาทั่วไปอย่างแน่นอน”
ท่านผู้เฒ่ามู่กล่าวขึ้น เขานั้นพอจะรู้เรื่องข้าวของเครื่องใช้ที่อวิ๋นเจียวมักจะเก็บมาจากใต้ทะเลอยู่บ้าง
นั่นเป็นเพราะคนในครอบครัวอวิ๋นไม่เคยพยายามหลบซ่อนหรือปิดบังสิ่งใดต่อหน้าเขาเลย เพียงแต่เมื่อพวกเขาไม่ได้เอ่ยปากเล่า ชายชราก็เลือกที่จะทำตัวสงบเสงี่ยมและไม่เคยซักไซ้ไล่เลียงให้มากความ ยิ่งไปกว่านั้น หีบสมบัติบางใบที่ทำมาจากไม้ชนิดพิเศษซึ่งอวิ๋นเจียวไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เธอก็มักจะยกหีบไม้เหล่านั้นให้อวิ๋นเฉินเป่ยนำไปศึกษาต่ออยู่เสมอ ชายชราไม่ได้ตาบอดถึงขั้นที่จะมองเรื่องราวเหล่านี้ไม่ออก
ท่ามกลางสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังของทุกคน อาจารย์มู่ก็จัดการเปิดฝาหีบไม้ออกจนกว้าง
“นี่มัน... ม้วนผ้าอย่างนั้นเหรอ”
สิ่งที่ถูกจัดเก็บไว้อย่างดีภายในหีบสมบัติใบนี้กลับกลายเป็นม้วนผ้าแพรพรรณอย่างที่ชายชราพูดจริงๆ
ทว่าเนื้อผ้าเหล่านั้นกลับน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก แม้เวลาจะล่วงเลยผ่านไปนานนับหลายร้อยปี แต่สีสันของมันกลับยังคงสดใสเปล่งปลั่งราวกับเพิ่งทอเสร็จใหม่ๆ ยิ่งเมื่อแสงไฟสาดส่องลงมากระทบ ผืนผ้าก็ยิ่งทอประกายระยิบระยับงดงามราวกับเกล็ดปลาทะเลที่สะท้อนแสงแดดเจิดจ้า
“อืม...” ท่านผู้เฒ่ามู่จดจ้องไปยังม้วนผ้าที่อยู่ด้านในอย่างพินิจพิเคราะห์ “ลองหยิบมันออกมาดูสิ ระมัดระวังกันหน่อยนะ”
“เดี๋ยวพวกเราจัดการเองค่ะ” เสิ่นอวิ๋นเหลียนและหวังเหมยรีบเดินไปล้างมือจนสะอาดสะอ้าน ก่อนจะค่อยๆ หยิบม้วนผ้าที่อยู่ด้านในออกมาอย่างทะนุถนอม บนโต๊ะไม้ถูกปูทับด้วยผ้าสะอาดอีกชั้นหนึ่งเสียก่อน เพราะพวกเธอเกรงว่าสิ่งของล้ำค่าเหล่านี้จะเปรอะเปื้อนฝุ่นผง
“สัมผัสของเนื้อผ้าพวกนี้นุ่มลื่นจังเลยค่ะ มันให้ความรู้สึกที่ละเอียดอ่อนเสียยิ่งกว่าผิวของมนุษย์เราซะอีก”
นี่คือความรู้สึกแรกที่เสิ่นอวิ๋นเหลียนและหวังเหมยสัมผัสได้อย่างชัดเจนที่สุด
“แถมสีสันของมันก็ยังสวยงามสะดุดตามากด้วยนะคะ”
“เนื้อผ้าบางเบามากเลยค่ะ แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือมันกลับไม่โปร่งแสงจนมองทะลุได้เลยสักนิด”
ม้วนผ้าทั้งหมดถูกแบ่งออกเป็นสามสีด้วยกัน สีแรกคือสีฟ้าครามดุจดั่งท้องทะเลกว้างใหญ่ ทว่ากลับแฝงไปด้วยประกายมัวๆ คล้ายกลุ่มหมอกบางเบาซึ่งดูดูลึกลับน่าค้นหา
สีที่สองคือสีขาวบริสุทธิ์ดุจดั่งไข่มุกเม็ดงาม เมื่อกระทบเข้ากับแสงไฟก็คล้ายกับว่ามีลวดลายพลิ้วไหวซ่อนอยู่บนผืนผ้า ทว่าเมื่อเพ่งมองอย่างตั้งใจกลับไม่พบร่องรอยใดๆ
ส่วนสีสุดท้ายนั้นเป็นสีชมพูอมแดงคล้ายกับสีของชาดแต่งหน้า เป็นสีสันที่ยากจะหาคำบรรยายใดมาเปรียบเปรยได้ เพราะมันให้ความรู้สึกงดงามเย้ายวนราวกับหญิงสาววัยแรกรุ่นที่ยืนหยัดอย่างสง่างาม
“เนื้อผ้าชนิดนี้ฉันเองก็สุดปัญญาที่จะดูออกว่ามันคือผ้าอะไรกันแน่ คงต้องหาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาช่วยตรวจสอบดูแล้วล่ะ”
ท่านผู้เฒ่ามู่เอ่ยขึ้นหลังจากพิจารณาอยู่นาน
“ผ้าทั้งหมดมีอยู่หกม้วนด้วยกัน พวกเธอรีบเก็บมันลงหีบไปก่อนเถอะ รอจนกว่าจะหาคนที่ดูเป็นมาตรวจสอบได้ ค่อยนำออกมาเปิดดูใหม่อีกครั้งก็แล้วกัน”
อวิ๋นเจียวรู้สึกถูกตาต้องใจผ้าเหล่านี้เป็นอย่างมาก เธอชื่นชอบมันเสียยิ่งกว่าไข่มุกเม็ดโตที่เธอเฝ้าสะสมเอาไว้เสียอีก
“หน้าตาเหมือนผ้าเจียวซาเลยนะคะ”
ตามตำนานเล่าขานกันว่า เมื่อเงือกร่ำไห้ หยาดน้ำตาจะร่วงหล่นกลายเป็นไข่มุก และพวกมันยังสามารถถักทอน้ำทะเลให้กลายเป็นผืนผ้าที่เรียกว่าผ้าเจียวซาได้อีกด้วย ตำนานเรื่องแรกนั้นคือเรื่องจริง ส่วนเรื่องหลังนั้นมีทั้งส่วนที่จริงและไม่จริงปะปนกันไป
อันที่จริงแล้วเหล่าเงือกสามารถถักทอผ้าเจียวซาขึ้นมาได้จริงๆ เพียงแต่พวกมันไม่ได้ใช้น้ำทะเลในการทอ หากแต่ใช้ทรัพยากรล้ำค่าและหายากจากใต้ท้องทะเลลึกมาเป็นวัตถุดิบหลัก ส่วนกระบวนการย้อมสีนั้นก็ต้องพึ่งพาไข่มุกชนิดพิเศษเป็นส่วนประกอบสำคัญ
สัมผัสของเนื้อผ้าเหล่านี้มีความคล้ายคลึงกับผ้าเจียวซาเป็นอย่างมาก ทว่าก็ไม่ได้เหมือนกันไปเสียทุกกระเบียดนิ้ว หากจะให้เปรียบเทียบก็คงคล้ายกับผ้าเจียวซาในเวอร์ชันที่คุณภาพด้อยลงมาหน่อยกระมัง
“เจียวเจียวรู้จักผ้าเจียวซาด้วยอย่างนั้นเหรอ” คราวนี้ท่านผู้เฒ่ามู่ถึงกับแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด
อวิ๋นเจียวตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ้อมแอ้ม
“ค่ะ หนูจำไม่ได้แล้วค่ะว่าเคยอ่านเจอจากหนังสือเล่มไหน”
ท่านผู้เฒ่ามู่ไม่ได้รู้สึกติดใจสงสัยอะไร เขาเพียงแค่อธิบายเพิ่มเติม “ในตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่าเงือกสามารถร้องไห้เป็นไข่มุกและทอผ้าเจียวซาได้ จะว่าไปแล้ว ผ้าพวกนี้ก็มีลักษณะคล้ายคลึงกับผ้าเจียวซาในตำนานอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว”
อวิ๋นเจียวถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง นี่หมายความว่าบนโลกใบนี้ก็มีเผ่าพันธุ์เงือกอาศัยอยู่ด้วยอย่างนั้นหรือ เด็กหญิงรีบเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจทันที
“อาจารย์มู่คะ บนโลกนี้มีเงือกอยู่จริงๆ เหรอคะ”
“เรื่องนี้ฉันเองก็ไม่อาจฟันธงได้หรอกนะ มันเป็นเพียงแค่สิ่งมีชีวิตในตำนานที่ถูกเล่าขานกันมาเท่านั้นแหละ” ท่านผู้เฒ่ามู่ตอบ
“แต่ฉันก็มักจะคิดอยู่เสมอว่า ในเมื่อมันมีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมา บางทีในอดีตกาลอาจจะเคยมีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าเงือกอาศัยอยู่บนโลกนี้จริงๆ ก็เป็นได้ เพียงแต่มันอาจจะดำรงอยู่ในยุคสมัยที่เก่าแก่และยาวนานกว่าประวัติศาสตร์ที่เราล่วงรู้ ในยุคสมัยนั้นโลกเรายังไม่มีวิวัฒนาการในการจดบันทึกเรื่องราวต่างๆ แล้วใครเล่าจะกล้าฟันธงได้อย่างเต็มปากว่ามันไม่มีอยู่จริง”
อวิ๋นเจียวตกอยู่ในห้วงความคิดของตัวเองอย่างเงียบๆ
ท่านผู้เฒ่ามู่ยกมือขึ้นโบกไปมาเป็นเชิงลาก่อนจะเดินจากไป
“ฉันต้องขอตัวกลับก่อนล่ะ พวกเธอเองก็จงระวังให้ดี อย่าปล่อยให้เรื่องของสิ่งเหล่านี้แพร่งพรายออกไปถึงหูคนนอกเป็นอันขาด และพยายามหาคนที่ไว้ใจได้มาช่วยตรวจสอบดูเถอะ”
“รับทราบครับ”
อวิ๋นหลินไห่และคนอื่นๆ พยักหน้ารับคำอย่างพร้อมเพรียง พวกเขาตระหนักดีว่าคงต้องเรียกพวกลูกชายตัวแสบในบ้านมาตักเตือนและกำชับให้ปิดปากเงียบให้จงได้
ในท้ายที่สุด ม้วนผ้าอันล้ำค่าทั้งหลายก็ถูกจัดเก็บกลับลงไปในหีบไม้เถี่ยลี่ตามเดิม ก่อนที่หีบใบใหญ่นี้จะถูกช่วยกันหามเข้าไปเก็บซ่อนไว้ในห้องนอนของอวิ๋นเจียว ในค่ำคืนนั้น แม้แต่ตอนที่กำลังจะล้มตัวลงนอน อวิ๋นเจียวก็ยังคงนึกทบทวนถึงเรื่องราวของเผ่าพันธุ์เงือกที่ท่านผู้เฒ่ามู่เพิ่งจะเล่าให้ฟังอยู่ไม่ขาด
รุ่งเช้าวันต่อมา อวิ๋นเจียวร้องขอให้อวิ๋นหลินไห่ผู้เป็นพ่อพาเธอเดินทางไปหาคุณปู่กู่ เนื่องจากคุณปู่กู่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการรับซื้อของเก่า เขาจึงย่อมมีความรอบรู้และชำนาญในการประเมินราคาเครื่องทองโบราณเหล่านี้เป็นอย่างดี
อวิ๋นเจียวไม่ได้ปิดบังข้อมูลใดๆ ต่อชายชรา เธอเล่ารายละเอียดที่มาที่ไปของสิ่งของเหล่านี้อย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา เว้นก็แต่เรื่องของซากเรือจมที่เธอเลือกจะเก็บงำเอาไว้ สำหรับท่านผู้เฒ่ากู่ที่คลุกคลีอยู่ในวงการของเก่ามาอย่างยาวนาน เรื่องราวการค้นพบสมบัติใต้ทะเลเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจสำหรับเขาเลยสักนิด
“ในเมื่อหนูเป็นคนพาเขาขึ้นมาจากใต้ก้นทะเลและจัดพิธีฝังศพให้เขาได้พักผ่อนอย่างสงบแล้ว สิ่งของพวกนี้ก็ถือว่าหลุดพ้นจากความเป็นอัปมงคลแล้วล่ะ”
ท่านผู้เฒ่ากู่เอ่ยขึ้นขณะที่มือยังคงถือแว่นขยายส่องดูรายละเอียดของเครื่องทองอย่างพินิจพิเคราะห์
“ฝีมือการประดิษฐ์เครื่องทองเหล่านี้ถือว่าประณีตงดงามมากทีเดียว แถมอัญมณีที่ประดับอยู่ก็มีมูลค่าสูงไม่เบาเลยนะ”
“ฟังจากที่หนูเล่ามา หมายความว่าหนูตั้งใจจะนำเงินที่ได้จากการขายของพวกนี้ไปใช้เป็นทุนในการบูรณะซ่อมแซมศาลเจ้าแม่มาจู่และศาลบรรพชนของหมู่บ้านอย่างนั้นใช่ไหม”
อวิ๋นเจียวพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น
ท่านผู้เฒ่ากู่ลูบศีรษะเล็กๆ ของเด็กหญิงด้วยความเอ็นดู “ดีมาก หนูเป็นเด็กดีจริงๆ”
“ฉันไม่นึกไม่ฝันเลยนะว่าเด็กน้อยอายุยังไม่ถึงห้าขวบดี จะมีจิตใจกว้างขวางและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ได้ถึงขนาดนี้”
แววตาของชายชราฉายแววเสียดายอยู่ลึกๆ เขาแอบนึกตัดพ้อในใจว่าเหตุใดเด็กหญิงผู้มีพรสวรรค์เช่นนี้ถึงไม่ได้มาเป็นลูกศิษย์ของตนกันนะ
พอคิดมาถึงเรื่องการรับลูกศิษย์ ท่านผู้เฒ่ากู่ก็นึกย้อนไปถึงคำสัญญาที่เด็กหญิงตัวน้อยเคยให้ไว้ ว่าจะช่วยเฟ้นหาลูกศิษย์มาให้เขาสักคน แต่เอาเถอะ ตอนนี้คงต้องรีบจัดการประเมินราคาของมีค่าเหล่านี้ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน
สิ่งของโบราณเหล่านี้ไม่อาจประเมินมูลค่าตามราคาของทองคำในตลาดปัจจุบันได้ เนื่องจากพวกมันล้วนจัดเป็นวัตถุโบราณอันล้ำค่า ในท้ายที่สุด หลังจากท่านผู้เฒ่ากู่ทำการประเมินราคาอย่างถี่ถ้วนแล้ว เขาก็เสนอตัวเลขจำนวนหนึ่งให้อวิ๋นเจียวพิจารณา
“สิ่งของเหล่านี้ฉันยินดีรับซื้อเอาไว้ทั้งหมด ฉันสามารถให้ราคาหนูได้ที่หกหมื่นหยวน”
ดวงตากลมโตของอวิ๋นเจียวเบิกกว้างเปล่งประกายด้วยความดีใจ
“หนูเชื่อใจคุณปู่กู่ค่ะ”
ด้วยจำนวนเงินที่มากมายมหาศาลขนาดนี้ อย่าว่าแต่จะนำไปใช้เป็นทุนในการบูรณะซ่อมแซมศาลเจ้าแม่มาจู่และศาลบรรพชนเลย ต่อให้รื้อถอนเพื่อสร้างใหม่หรือขยายอาณาเขตให้ใหญ่โตกว่าเดิมก็ยังเหลือเฟือด้วยซ้ำ
“แต่จะว่าไปแล้วนะแม่หนูน้อย” จู่ๆ ท่านผู้เฒ่ากู่ก็ปรับเปลี่ยนสีหน้าให้ดูบึ้งตึงขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “หนูนี่มันเป็นเด็กจอมหลอกลวงตัวยงเลยนะ”
อวิ๋นเจียวกะพริบตาปริบๆ ด้วยความงุนงง เธอไปกลายเป็นเด็กจอมหลอกลวงตั้งแต่เมื่อไหร่กัน เธอไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย!
“หึ หนูลืมไปแล้วหรือไงว่าเคยรับปากว่าจะช่วยหาลูกศิษย์มาให้ชายแก่คนนี้ไงล่ะ แล้วนี่มันเรื่องอะไรกัน พวกเรารู้จักมักจี่กันมาตั้งนานนมแล้ว แต่จนป่านนี้ฉันก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของลูกศิษย์ที่หนูว่าเลยสักคน”
อวิ๋นเจียวเพิ่งจะนึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้ เด็กหญิงตัวน้อยก้มหน้าลงพลางใช้นิ้วมือเขี่ยกันไปมาด้วยความรู้สึกผิด
“ถ้าอย่างนั้น คุณปู่กู่เองก็เคยได้พบหน้ากับพวกพี่ชายของหนูมาหลายคนแล้วนี่คะ คุณปู่กู่ถูกใจใครเป็นพิเศษบ้างหรือเปล่าคะ”
ก่อนหน้านี้พวกพี่ชายของเธอต้องมุ่งมั่นกับการเรียนหนังสือ เธอจึงลืมเลือนเรื่องนี้ไปเสียสนิทเลยจริงๆ
“อ้อ ที่แท้คนที่หนูหมายถึงก็คือพวกพี่ชายของหนูหรอกหรือเนี่ย” ท่านผู้เฒ่ากู่ลูบเคราสีขาวที่ใต้คางเบาๆ อย่างใช้ความคิด ในห้วงความคิดของเขาปรากฏภาพของบรรดาพี่ชายของอวิ๋นเจียวขึ้นมา แม้ว่าเด็กหนุ่มเหล่านั้นจะมีอุปนิสัยและบุคลิกที่แตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง แต่ก็เห็นได้ชัดว่าพวกเขาล้วนได้รับการอบรมสั่งสอนมาเป็นอย่างดี และพวกเขาก็รักใคร่กลมเกลียวกับอวิ๋นเจียวมากอีกด้วย
สำหรับเด็กหนุ่มที่โตแล้วคงต้องตัดทิ้งไป ส่วนเด็กรุ่นเล็กอย่างอวิ๋นเสี่ยวอู่นั้นก็มีนิสัยซุกซนและกระตือรือร้นเกินกว่าจะมานั่งทำงานอยู่กับที่ได้นานๆ ทางด้านอวิ๋นเสี่ยวชีก็ดูมีหัวการค้าและฉลาดแกมโกงไม่เบา ตอนที่รู้ว่าหลานชายของเขาอยากไปดูวาฬเพชฌฆาต เด็กนั่นก็ยังแอบหาช่องทางทำธุรกิจโดยเสนอตัวเป็นนายหน้าพาไปถ่ายรูปกับวาฬเพชฌฆาตแลกกับเงินค่าตอบแทนเสียอีก ดูท่าแล้วเด็กคนนั้นคงไม่สามารถสงบจิตสงบใจเพื่อมานั่งซ่อมแซมวัตถุโบราณได้อย่างแน่นอน
ส่วนเด็กชายอีกสองคนที่เหลือนั้น เขายังมีโอกาสได้พูดคุยคลุกคลีด้วยน้อยเกินไป จึงไม่อาจตัดสินอุปนิสัยใจคอของพวกเขาได้ “เอาไว้วันหลังหนูลองพาพี่แปดกับพี่เก้าของหนูมาให้ฉันทำความรู้จักหน่อยก็แล้วกัน”
อวิ๋นเจียวพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย ทว่าเธอก็ยังไม่วายกำชับชายชราอย่างเป็นห่วงพี่ชาย “คุณปู่กู่คะ แต่ถ้าพวกพี่ชายของหนูไม่เต็มใจจะเรียน คุณปู่กู่ห้ามบังคับใจพวกเขาเด็ดขาดเลยนะคะ”
ท่านผู้เฒ่ากู่ถึงกับโกรธจนหนวดกระดิกและเบิกตากว้างด้วยความหมั่นไส้ ช่างน่าขันเสียนี่กระไร ผู้คนตั้งมากมายต่างพากันเข้าคิวรอคอยเพื่อขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของเขา แต่เขากลับเป็นฝ่ายปฏิเสธไปเสียหมด ทว่าพอมาถึงคราวของเด็กหญิงตัวน้อยตรงหน้านี้ เธอกลับให้ความสำคัญกับความรู้สึกของพวกพี่ชายมากกว่าโอกาสอันล้ำค่าที่เขาหยิบยื่นให้เสียอีก
“รู้แล้วน่า รู้แล้ว รีบกลับไปได้แล้วไป ตอนนี้ชายแก่อย่างฉันไม่ได้มีเงินสดติดตัวมากมายขนาดนั้นหรอกนะ ขอเวลาฉันไปเตรียมเงินสดมาให้ก่อน แล้วมะรืนนี้พวกหนูค่อยมารับเงินก็แล้วกัน”
ในเมื่อครอบครัวอวิ๋นตั้งใจจะนำเงินก้อนนี้ไปใช้จ่าย การจ่ายเป็นเงินสดจึงย่อมเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด
อวิ๋นเจียวแลบลิ้นปลิ้นตาอย่างซุกซน “ถ้าอย่างนั้นหนูขอตัวกลับก่อนนะคะคุณปู่กู่ เอาไว้คราวหน้าหนูจะนำของอร่อยๆ มาฝากนะคะ”
เวลาสามวันล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็ว อวิ๋นเจียวหอบหิ้วของฝากอย่างอาหารทะเลดองฝีมือแม่ไปแจกจ่ายให้กับผู้คนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นท่านผู้เฒ่าสวีผู้เป็นอาจารย์ บรรดาศิษย์พี่ชายและศิษย์พี่หญิง คุณครูประจำชั้น ท่านผู้เฒ่ากู่ และแม้แต่ครอบครัวของนายอำเภอหวังเจี้ยนหลิน
วัตถุดิบสดใหม่ที่นำมาใช้หมักดองเหล่านี้ล้วนเป็นของดีที่อวิ๋นเจียวตั้งใจดำน้ำลงไปจับมาจากใต้ทะเลด้วยตัวเองทั้งสิ้น กอปรกับฝีมือการปรุงรสอาหารทะเลดองของเสิ่นอวิ๋นเหลียนนั้นถือว่ายอดเยี่ยมไร้ที่ติ ใครก็ตามที่ได้ลิ้มลองรสชาติอันกลมกล่อมนี้แล้ว ต่างก็ต้องติดอกติดใจและเฝ้าถวิลหาอยากจะกินอีกอยู่ร่ำไป
“คุณปู่กู่คะ หนูพาพี่ชายทั้งสองคนมาหาแล้วค่ะ” อวิ๋นเจียวถือกล่องอาหารทะเลดองใบใหญ่เอาไว้ในมือ สองขาเล็กๆ สับวิ่งนำหน้ามาอย่างรวดเร็ว โดยมีอวิ๋นเสี่ยวปาและอวิ๋นเสี่ยวจิ่วเดินตามหลังมาติดๆ
ท่านผู้เฒ่ากู่กำลังถือเศษกระเบื้องชิ้นเล็กๆ ขึ้นมาพิจารณาดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน บนโต๊ะทำงานของเขามีเศษกระเบื้องแตกหักในลักษณะเดียวกันนี้วางกระจัดกระจายอยู่เป็นจำนวนมาก
“มากันแล้วเหรอ” ท่านผู้เฒ่ากู่เอ่ยทักทาย “พวกหนูไปหาที่นั่งพักตรงนั้นก่อนนะ”
อวิ๋นเจียวไม่ได้แสดงท่าทีเกรงใจแต่อย่างใด เด็กหญิงวางกล่องอาหารทะเลดองลงบนโต๊ะ ก่อนจะวิ่งเข้าไปชะโงกหน้าดูชายชราทำงานใกล้ๆ
“คุณปู่กู่คะ เศษกระเบื้องที่แตกหักพวกนี้ คุณปู่ก็รับซื้อเอาไว้ด้วยเหรอคะ”
แววตาของท่านผู้เฒ่ากู่ทอประกายอ่อนโยนขึ้นมาทันที เขาลูบไล้ไปตามพื้นผิวของเศษกระเบื้องเหล่านั้นอย่างทะนุถนอม
“หนูไม่คิดว่าลวดลายของพวกมันงดงามมากหรอกหรือ”
“เครื่องลายครามเหล่านี้เป็นของเปราะบางแตกหักได้ง่าย ในสมัยโบราณการคมนาคมขนส่งไม่ได้สะดวกสบายเหมือนอย่างในยุคปัจจุบัน พวกพ่อค้าวาณิชที่ต้องการนำเครื่องเคลือบเหล่านี้ไปขายยังต่างแดน ล้วนต้องบุกป่าฝ่าดง ข้ามเขาลุยน้ำด้วยความยากลำบาก ต่อให้พวกเขาจะพยายามประคับประคองและปกป้องสินค้าเหล่านี้อย่างระมัดระวังมากเพียงใด แต่มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดการกระทบกระทั่งจนแตกหักเสียหายอยู่ดี”
“เศษเครื่องกระเบื้องเหล่านี้ไม่ได้มีคุณค่าเพียงแค่ความงดงามทางศิลปะที่ให้เราได้ชื่นชมเท่านั้นนะ แต่มันยังเป็นประจักษ์พยานชิ้นสำคัญที่ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงร่องรอยทางประวัติศาสตร์ในอดีตอีกด้วย”
“เครื่องลายครามในแต่ละยุคแต่ละสมัยจะมีกรรมวิธีการเผาและรายละเอียดที่แตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องกระเบื้องที่ถูกสั่งทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อถวายให้แก่ราชวงศ์ในสมัยก่อนนั้น ยิ่งถือว่าเป็นของล้ำค่าที่ประเมินราคาไม่ได้เลยทีเดียว แน่นอนว่าความชื่นชอบและรสนิยมของช่างปั้นแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน ดังนั้นรูปทรงและลวดลายที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมาจึงมีความหลากหลายและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว”
ในช่วงแรกนั้น อวิ๋นเจียวยังคงตั้งอกตั้งใจฟังคำอธิบายของชายชราด้วยความกระตือรือร้น ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป เปลือกตาของเด็กหญิงก็เริ่มหนักอึ้งและตกลงมาบดบังดวงตา ใบหน้าเล็กๆ ฉายแววเบื่อหน่ายออกมาอย่างปิดไม่มิด
ท่านผู้เฒ่ากู่มองภาพนั้นด้วยความอ่อนใจ
ช่างเถอะ เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้มีความเฉลียวฉลาดเป็นเลิศก็จริง แต่เป็นที่น่าเสียดายที่เธอกลับไม่ได้รู้สึกสนใจในศาสตร์แขนงนี้เลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน พี่ชายคนที่แปดของอวิ๋นเจียวกลับกำลังยืนตั้งใจฟังเรื่องราวที่เขาเล่าอย่างจดจ่อ ส่วนพี่ชายอีกคนหนึ่งนั้นก็มีสีหน้าเบื่อหน่ายไม่ต่างจากน้องสาวของเขาเลย
“คุณปู่กู่ครับ ผมขอลองหยิบชิ้นนี้ขึ้นมาดูหน่อยได้ไหมครับ” อวิ๋นเสี่ยวปาเอ่ยถามพลางจ้องมองไปยังเศษกระเบื้องชิ้นหนึ่งตาไม่กะพริบ
“เอาไปดูสิ แต่ต้องระมัดระวังให้ดีล่ะ อย่าเผลอทำหล่นพื้นเชียวนะ นี่คือเศษเสี้ยวของแจกันลายคราม รอจนกว่าฉันจะซ่อมแซมและประกอบมันให้กลับมาสมบูรณ์ได้สำเร็จ แจกันใบนี้จะต้องงดงามมากกว่านี้อย่างแน่นอน”
อันที่จริงแล้วอวิ๋นเสี่ยวปาชื่นชอบลวดลายภาพวาดที่ปรากฏอยู่บนเศษเครื่องกระเบื้องเหล่านั้นเป็นอย่างมาก ก่อนหน้านี้ตอนที่อวิ๋นเจียวมักจะนำสิ่งของโบราณกลับมาที่บ้าน เขาก็มักจะหลงใหลไปกับลวดลายอันวิจิตรบรรจงบนเครื่องลายครามเหล่านั้นอยู่เสมอ ถึงขนาดที่เขาเคยหยิบดินสอแท่งเล็กๆ ขึ้นมาลองวาดภาพลอกเลียนแบบลวดลายเหล่านั้นดูด้วยซ้ำ
ทว่าผลงานที่เขาวาดออกมาด้วยตัวเองกลับดูไม่สวยงามเท่าที่ควร และเนื่องจากภายในบ้านมีเพียงเขาคนเดียวที่ชื่นชอบงานศิลปะแขนงนี้ เขาจึงไร้ซึ่งหนทางที่จะไปขอคำปรึกษาหรือเรียนรู้วิธีการวาดภาพจากใครได้เลย
“คุณปู่กู่ครับ ทำไมลวดลายดอกไม้ที่ผมใช้ดินสอวาดออกมา มันถึงได้ดูไม่สวยงามเหมือนกับลวดลายที่อยู่บนเครื่องกระเบื้องพวกนี้เลยล่ะครับ” เด็กชายเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“อ้อ อย่างนั้นเหรอ แล้วหนูใช้ดินสออะไรวาดล่ะ” ท่านผู้เฒ่ากู่ถามกลับ
“ก็ดินสอที่ใช้เขียนหนังสือทั่วไปนี่แหละครับ” อวิ๋นเสี่ยวปาตอบ
“ถ้าอย่างนั้นหนูลองวาดให้ฉันดูหน่อยสิ” ท่านผู้เฒ่ากู่หยิบดินสอและกระดาษเปล่าแผ่นหนึ่งยื่นส่งให้เด็กชาย
อวิ๋นเสี่ยวปาไม่มีท่าทีเคอะเขินหรือหวาดกลัวแม้แต่น้อย เขารับดินสอมาถือไว้ในมือแล้วทิ้งตัวลงนอนคว่ำราบไปกับโต๊ะ ก่อนจะเริ่มต้นตวัดปลายดินสอลอกเลียนแบบลวดลายดอกไม้บนเศษกระเบื้องชิ้นนั้นอย่างตั้งใจ ท่านผู้เฒ่ากู่ยืนสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ และพบว่าฝีไม้ลายมือของเด็กชายนั้นดูเข้าทีอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
ชายชราเอ่ยถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่ายังคงจดจ้องไปยังภาพวาดบนกระดาษ “เสี่ยวปาเคยเรียนวาดภาพมาก่อนอย่างนั้นหรือเปล่า”
ในขณะนี้ อวิ๋นเสี่ยวปากำลังดำดิ่งเข้าสู่ห้วงแห่งจินตนาการและโลกส่วนตัวของตนเองโดยสมบูรณ์ เขาจึงไม่ได้ยินสรรพเสียงใดๆ รอบกายเลยแม้แต่น้อย อวิ๋นเจียวจึงรับหน้าที่เป็นคนตอบคำถามนี้แทนพี่ชาย
“ไม่เคยเรียนหรอกค่ะ พี่แปดอาศัยเปิดดูจากหนังสือแล้วก็ฝึกลองวาดตามเอาเองทั้งนั้นเลยค่ะ”
“คุณปู่กู่พอจะรู้จักคุณครูที่สอนวาดภาพบ้างไหมคะ พี่แปดของหนูชอบวาดภาพมาก หนูอยากจะจ้างคุณครูมาช่วยสอนให้พี่แปดค่ะ”
ท่านผู้เฒ่ากู่นึกประหลาดใจกับรูปแบบการใช้ชีวิตและการดูแลกันและกันของคนในครอบครัวนี้เสียเหลือเกิน เด็กหญิงตัวน้อยที่อายุยังไม่ทันจะพ้นวัยเตาะแตะดี กลับต้องมาคอยเป็นกังวลและจัดการเรื่องราวต่างๆ ให้กับบรรดาพี่ชายของเธออยู่ตลอดเวลา
แต่ถึงกระนั้น ชายชราก็ยอมรับว่าเด็กหญิงคนนี้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและมองการณ์ไกลกว่าที่คิด เขาเดาว่าแม้แต่พวกผู้ใหญ่ในบ้านตระกูลอวิ๋นเองก็คงยังไม่ทันได้คิดถึงเรื่องการสนับสนุนพรสวรรค์ของเด็กๆ ในจุดนี้เป็นแน่
“ถ้าอย่างนั้นยังจะต้องไปเที่ยวตามหาคุณครูที่ไหนอีกล่ะ” ท่านผู้เฒ่ากู่เอ่ยขึ้นพร้อมกับระบายยิ้มบางๆ “สิ่งที่ฉันเชี่ยวชาญและถนัดมากที่สุดก็คือการซ่อมแซมภาพวาดโบราณและการบูรณะเครื่องลายคราม แน่นอนว่าเรื่องทักษะการวาดภาพนั้นฉันย่อมต้องมีฝีมืออยู่แล้ว”
อวิ๋นเจียวเบิกตากว้างจ้องมองชายชราด้วยแววตาเป็นประกายวาววับ “ถ้าอย่างนั้น หมายความว่าคุณปู่กู่จะยอมรับพี่แปดของหนูเป็นลูกศิษย์แล้วใช่ไหมคะ”
[จบบท]