บทที่ 324: เงินหกหมื่นหยวน
ผู้ใหญ่บ้านเอ่ยชมเด็กหญิงอย่างจริงใจ "ไม่เสียแรงที่เป็นอวิ๋นเจียว ช่างกล้าหาญจริงๆ"
ผู้ใหญ่บ้านกระแอมไอสองสามครั้งเพื่อเรียกความสนใจก่อนจะพูดต่อ "แน่นอนว่าเพื่อเป็นการตอบแทน อวิ๋นเจียวได้นำของบางอย่างที่ติดตัวกลับมาด้วย"
ชาวบ้านที่มามุงดูต่างพยักหน้าเข้าใจทันที พวกเขาเพิ่งรู้ถึงที่มาของเงินก้อนใหญ่ในตอนนี้เอง ทุกคนต่างสงสัยว่าเด็กหญิงนำสิ่งใดกลับมากันแน่ ถึงได้มีมูลค่ามากพอที่จะนำมาบูรณะศาลเจ้าและศาลบรรพชนของหมู่บ้าน ซ้ำยังสามารถขยายพื้นที่ให้กว้างขวางขึ้นได้อีก ทั้งที่สถานที่ทั้งสองแห่งนี้กินพื้นที่กว้างขวางที่สุดในหมู่บ้านอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นในสมัยที่บรรพบุรุษสร้างเอาไว้ก็ใช้วัสดุอย่างดีที่สุด
ผู้ใหญ่บ้านกวาดสายตามองทุกคนรอบลานกว้างก่อนจะประกาศตัวเลขออกมา "ของพวกนั้นนำไปขายได้เงินมาทั้งหมดหกหมื่นหยวน"
"อะไรนะ"
"หกหมื่นหยวนเลยเหรอ"
เสียงฮือฮาดังกระหึ่มขึ้นมาทันที ชาวบ้านหลายคนถึงกับนั่งไม่ติดเก้าอี้ เงินจำนวนหกหมื่นหยวนถือเป็นตัวเลขที่มหาศาลมาก ครอบครัวของพวกเขาทำงานเก็บหอมรอมริบมาหลายปียังมีเงินเก็บไม่ถึงหนึ่งหมื่นหยวนด้วยซ้ำ
ในยุคสมัยนี้หากใครมีเงินเก็บถึงหนึ่งหมื่นหยวนก็จะได้รับการยกย่องให้เป็นเศรษฐีและได้ลงหนังสือพิมพ์เพื่อเป็นเกียรติประวัติ ซึ่งจนถึงตอนนี้หมู่บ้านไป๋หลงก็ยังไม่มีครอบครัวใดไปถึงจุดนั้น
แน่นอนว่าครอบครัวตระกูลอวิ๋นเองก็ไม่อยากทำตัวโดดเด่น การได้ชื่อว่าเป็นเศรษฐีอาจจะฟังดูดี แต่ปัญหาที่จะตามมาในภายหลังนั้นมีมากมาย ครอบครัวของพวกเขามีความลับซุกซ่อนอยู่ไม่น้อย การทำตัวเป็นจุดสนใจย่อมไม่ใช่เรื่องดี ดังนั้นจำนวนเงินหกหมื่นหยวนที่ประกาศออกมาจึงสร้างความตื่นตะลึงให้แก่ชาวบ้านอย่างรุนแรง
ผู้ใหญ่บ้านพยายามตะโกนบอกให้ทุกคนอยู่ในความสงบ ทว่าเสียงของเขาก็ถูกกลืนหายไปกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของชาวบ้านที่กำลังตื่นเต้น ท่ามกลางความชุลมุนนั้นยังมีชาวบ้านบางคนที่นิสัยเกียจคร้านและมีจิตใจคับแคบแอบสบถด่าทอออกมาด้วยความอิจฉาริษยา
ชายเกียจคร้านคนหนึ่งบ่นพึมพำกับตัวเอง "ช่างโง่เขลาจริงๆ มีเงินตั้งเยอะขนาดนั้นทำไมไม่เก็บไว้ใช้เอง จะเอามาสร้างศาลเจ้ากับศาลบรรพชนทำไม ทำไมฉันถึงไม่เจอเรื่องดีๆ แบบนี้บ้างนะ"
ชาวบ้านอีกคนพยักหน้าเห็นด้วย "นั่นสิ ตั้งหกหมื่นหยวนนะ ไม่ใช่หกร้อยหยวน ครอบครัวของอวิ๋นหลินไห่ใจป้ำเกินไปแล้ว"
แม้ว่าจะมีชาวบ้านหลายคนที่แอบคิดว่าการกระทำของครอบครัวตระกูลอวิ๋นนั้นเป็นเรื่องโง่เขลา แต่ลึกๆ แล้วพวกเขาก็รู้สึกนับถือในน้ำใจอยู่ไม่น้อย เพราะถ้าหากพวกเขาบังเอิญได้เงินก้อนใหญ่ขนาดนี้มาครอบครอง พวกเขาจะไม่มีทางยอมควักเงินออกมาบริจาคเพื่อส่วนรวมอย่างแน่นอน
เลขาธิการหมู่บ้านเห็นความวุ่นวายจึงตัดสินใจตะโกนขึ้นมาบ้าง "ทุกคนเงียบก่อน จะฟังต่อไหม"
คำพูดของเขาได้ผล ชาวบ้านค่อยๆ เงียบเสียงลงและหันมาตั้งใจฟังอีกครั้ง
เลขาธิการหมู่บ้านหันไปมองอวิ๋นหลินไห่พร้อมกับส่งสัญญาณให้เขาพูด "อวิ๋นหลินไห่ คุณช่วยอธิบายให้ทุกคนฟังหน่อยว่าทำไมครอบครัวของคุณถึงตัดสินใจมอบเงินก้อนนี้ให้หมู่บ้าน"
อวิ๋นหลินไห่ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนท่ามกลางสายตาของคนทั้งหมู่บ้าน เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่บ้านและเลขาธิการหมู่บ้านได้ปรึกษาหารือกับครอบครัวของเขาเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าเขาจะต้องเป็นคนออกมาอธิบาย แม้ว่าเขาจะเตรียมตัวและท่องจำบทพูดมาเป็นอย่างดี แต่เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับสายตานับร้อยคู่ เขากลับตื่นเต้นจนลืมสิ่งที่เตรียมมาไปจนหมด
ชายวัยกลางคนอึกอักอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปทางหลานชาย "เอ่อ... คือว่า... ผมเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่ง ให้หลานชายของผม อวิ๋นเฉินหนาน เป็นคนอธิบายก็แล้วกัน"
เมื่อโยนหน้าที่ให้หลานชายเสร็จ เขาก็รีบเดินหลบฉากออกไปทันที
การกระทำอันรวดเร็วของอวิ๋นหลินไห่สร้างความตกตะลึงให้แก่ทุกคน ผู้ใหญ่บ้านและเลขาธิการหมู่บ้านได้แต่มองหน้ากันอย่างทำอะไรไม่ถูก ทางด้านอวิ๋นเฉินหนานก็ยืนนิ่งงันไป ส่วนชาวบ้านคนอื่นๆ ก็มองตามแผ่นหลังของเขาไปด้วยความงุนงง
ในเมื่อผู้เป็นลุงโยนภาระมาให้ อวิ๋นเฉินหนานจึงจำใจลุกขึ้นยืน เด็กหนุ่มไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นหรือประหม่าแต่อย่างใด เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยเป็นตัวแทนขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้าครูอาจารย์และนักเรียนทั้งโรงเรียนมาแล้ว
อวิ๋นเฉินหนานกวาดสายตามองทุกคนก่อนจะเริ่มต้นอธิบาย "ลุงป้าน้าอาทุกท่านครับ พวกคุณคงสงสัยว่าทำไมครอบครัวของเราถึงนำเงินทั้งหมดมาสร้างศาลเจ้าและศาลบรรพชน"
เด็กหนุ่มจงใจเน้นย้ำคำว่า 'ทั้งหมด' เพื่อให้ชาวบ้านได้รับรู้ว่าครอบครัวของพวกเขาไม่ได้เก็บเงินส่วนใดเอาไว้เลย แต่ได้มอบเงินทั้งหมดให้แก่ผู้ใหญ่บ้านไปแล้ว
เด็กหนุ่มเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ "เหตุผลแรกเป็นเพราะอวิ๋นเจียวน้องสาวของผมครับ หลังจากที่เธอไปวิ่งเล่นแถวศาลเจ้าและศาลบรรพชนเมื่อวันก่อน เธอกลับมาบอกว่าสถานที่เหล่านั้นทรุดโทรมมาก เจ้าแม่มาจู่ ท่านจ้าวสมุทร เทพยดาองค์อื่นๆ รวมถึงบรรพบุรุษของเราจะต้องอยู่อย่างไม่สุขสบายแน่ๆ เธอเกรงว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์และบรรพบุรุษอาจจะไม่พอใจ และอาจจะไม่ยอมปกป้องคุ้มครองพวกเราเวลาออกทะเลอีก"
แน่นอนว่าคำพูดเหล่านี้ผ่านการเรียบเรียงและปรับแต่งมาแล้ว ความจริงแล้วเป้าหมายหลักของอวิ๋นเจียวคือต้องการให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองความปลอดภัยของคนในครอบครัวเท่านั้น แต่เมื่อผ่านการอธิบายของอวิ๋นเฉินหนาน เรื่องราวก็กลายเป็นว่าเด็กหญิงรู้สึกเป็นห่วงความปลอดภัยของชาวบ้านทุกคน
การกล่าวอ้างว่าเจ้าแม่มาจู่จะไม่ปกป้องคุ้มครองถือเป็นเรื่องร้ายแรงมากสำหรับชาวประมงที่อาศัยอยู่ริมทะเล หากมีใครกล้าพูดจาลบหลู่ ต่อให้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันแค่ไหนก็ต้องมีอันแตกหักกันไปข้างหนึ่ง มันเป็นเรื่องที่รุนแรงยิ่งกว่าการถูกด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายเสียอีก
อวิ๋นเฉินหนานเล่าเรื่องราวต่อไป "และก็บังเอิญมากครับ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเจ้าแม่มาจู่ดลใจหรือเปล่า หลังจากนั้นอวิ๋นเจียวก็ได้ออกทะเลและไปเล่นกับวาฬเพชฌฆาตในจุดที่น้ำลึกมาก แล้วเธอก็ไปเจอกับโครงกระดูกนั้นเข้า โครงกระดูกร่างนั้นไม่รู้ว่าเป็นของใครและจมอยู่ใต้ทะเลมานานแค่ไหนแล้ว แต่บนร่างมีเครื่องประดับทองคำและอัญมณีติดอยู่"
"อวิ๋นเจียวเคยฟังพวกเราเล่าว่าคนตายทุกคนย่อมต้องการกลับคืนสู่บ้านเกิดและฝังร่างลงดินเพื่อไปสู่สุคติ เธอจำคำพูดนั้นได้ก็เลยรู้สึกสงสารโครงกระดูกร่างนั้น เธอจึงนำร่างนั้นขึ้นมาจากก้นทะเลและนำไปฝังไว้บนเกาะแก่งขนาดเล็กแห่งหนึ่ง ส่วนทรัพย์สินพวกนั้นก็ถือซะว่าเป็นค่าทำศพที่เขามอบให้ก็แล้วกันครับ"
"แต่ถึงยังไงทรัพย์สินเหล่านั้นก็เป็นของที่เอามาจากคนตาย ครอบครัวของเราไม่มีใครกล้าเก็บเอาไว้ อวิ๋นเจียวก็เลยเสนอว่าให้นำเงินไปซ่อมแซมศาลเจ้าและศาลบรรพชน เพื่อให้บรรพบุรุษและเจ้าแม่มาจู่อย่างมีความสุข เมื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์พอใจ ท่านก็จะปกป้องคุ้มครองชาวบ้านเวลาที่ต้องออกทะเลหาปลาได้ดียิ่งขึ้นครับ"
"หลังจากที่ครอบครัวของเราปรึกษาหารือกันแล้ว พวกเราจึงไปพบผู้ใหญ่บ้านเพื่อนำของเหล่านั้นไปขาย เงินทั้งหมดจะถูกนำมาบริจาคให้หมู่บ้านเพื่อบูรณะและขยายศาลเจ้าและศาลบรรพชน ส่วนเงินที่เหลือก็จะเก็บไว้ใช้สำหรับซ่อมแซมถนนหนทาง ช่วยเหลือคนชราที่ยากไร้ หรือนำไปเป็นทุนการศึกษาให้เด็กๆ ที่ไม่มีเงินไปโรงเรียนครับ"
อวิ๋นเฉินหนานค้อมศีรษะลงเล็กน้อย "สิ่งที่ผมจะอธิบายก็มีเพียงเท่านี้ครับ หากทุกคนมีข้อสงสัยอะไร ผู้ใหญ่บ้านและเลขาธิการหมู่บ้านจะช่วยตอบคำถามให้พวกคุณเองครับ"
เด็กหนุ่มทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม เขาสามารถผลักภาระและดึงความสนใจของชาวบ้านกลับไปที่ผู้ใหญ่บ้านและเลขาธิการหมู่บ้านได้อีกครั้ง
ชาวบ้านคนหนึ่งรีบตะโกนถาม "ผู้ใหญ่บ้าน แล้วเราจะเริ่มซ่อมแซมกันเมื่อไหร่"
ชาวบ้านอีกคนพึมพำด้วยความไม่อยากเชื่อ "มีเงินเยอะขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย ฉันรู้สึกเหมือนกำลังฝันไปเลย"
ชายร่างกำยำคนหนึ่งยกมือขึ้นพร้อมกับเสนอตัว "ผู้ใหญ่บ้าน ครอบครัวของผมไม่มีเงินหรอกนะ แต่พวกเรามีแรงกายเหลือเฟือ ถึงจะช่วยออกเงินสร้างศาลเจ้าและศาลบรรพชนไม่ได้ แต่พวกเรายินดีลงแรงช่วยทำงานเต็มที่"
ชาวบ้านอีกหลายคนต่างพยักหน้าและส่งเสียงสนับสนุน "ใช่แล้ว ผู้ใหญ่บ้าน พวกเราไม่มีเงินแต่มีแรงนะ"
ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังคงเป็นคนดีและมีจิตใต้สำนึกที่ดี แน่นอนว่าในสังคมย่อมมีคนไม่ดีปะปนอยู่บ้าง เขาปรายตามองชาวบ้านบางคนที่นิสัยไม่ค่อยดีซึ่งกำลังกลอกตาไปมาเหมือนกำลังคิดแผนการร้ายบางอย่างอยู่ในใจ
ผู้ใหญ่บ้านเอ่ยขึ้นด้วยความหนักแน่น "ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ในเมื่อครอบครัวของอวิ๋นเจียวช่วยจัดการเรื่องเงินทุนให้พวกเราแล้ว ทุกคนก็ควรจะมาช่วยกันลงแรง เจ้าแม่มาจู่และบรรพบุรุษจะได้รู้ว่าพวกเราไม่ใช่พวกที่ชอบเอาเปรียบหรือขี้เกียจสันหลังยาว"
เขาอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม "ตอนนี้เราได้ติดต่อซื้อวัสดุก่อสร้างแล้วและได้จ่ายเงินมัดจำไปบางส่วน เดี๋ยวลูกชายของฉันจะเอาใบรายการบัญชีมาให้ทุกคนดู ส่วนเงินที่เหลือฉันกับเลขาธิการหมู่บ้านได้นำไปฝากไว้ที่ธนาคารแล้ว หากจำเป็นต้องใช้เงินเมื่อไหร่ก็ค่อยไปถอนออกมา พวกเราจะทำบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างละเอียดเพื่อให้ทุกคนช่วยกันตรวจสอบ เงินจำนวนนี้จะต้องถูกนำไปใช้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด"
เลขาธิการหมู่บ้านก้าวออกมายืนเคียงข้างผู้ใหญ่บ้าน "นี่ถือเป็นเรื่องน่ายินดีมาก ขอเพียงแค่พวกเราร่วมมือร่วมใจกัน หมู่บ้านไป๋หลงของเราจะต้องพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่ของลูกหลานก็จะดีขึ้นตามไปด้วย พรุ่งนี้ขอให้พวกผู้ชายวัยฉกรรจ์ในหมู่บ้านไปรวมตัวกันที่ศาลเจ้าและศาลบรรพชนเพื่อช่วยกันเคลื่อนย้ายรูปปั้นเทพเจ้าและป้ายวิญญาณออกมา จากนั้นเราจะเริ่มรื้อถอนอาคารและสร้างขึ้นมาใหม่"
เขายิ้มกว้างก่อนจะกล่าวทิ้งท้าย "และแน่นอนว่าสุดท้ายนี้ พวกเราต้องขอชื่นชมอวิ๋นเจียวและคนในครอบครัวของเธอที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมและไม่เห็นแก่ตัว"
เมื่อเลขาธิการหมู่บ้านเริ่มปรบมือ ชาวบ้านทุกคนก็พากันปรบมือตามอย่างพร้อมเพรียง อวิ๋นหลินไห่และคนในครอบครัวได้แต่ยิ้มรับและพยักหน้าด้วยความถ่อมตัว
เมื่อการประชุมสิ้นสุดลง ครอบครัวตระกูลอวิ๋นก็ถูกชาวบ้านรุมล้อมและยิงคำถามใส่ไม่หยุดหย่อน อวิ๋นเจียวและบรรดาพี่ชายอาศัยจังหวะชุลมุนมุดตัวหนีออกจากวงล้อม การรับมือกับผู้คนเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ เด็กๆ อย่างพวกเธอไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว
ทว่าอวิ๋นเจียวกลับหนีไม่พ้นการเข้าสังคมของพวกเด็กๆ เด็กหญิงถูกกลุ่มเด็กในหมู่บ้านวิ่งเข้ามาล้อมรอบ ทุกคนต่างจ้องมองเธอด้วยสายตาชื่นชมราวกับเห็นฮีโร่
เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเอ่ยปากชม "อวิ๋นเจียว เธอเก่งจังเลยนะ"
เด็กชายอีกคนเสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น "พ่อกับแม่ของฉันก็บอกว่าเธอเก่งมาก เก่งกว่าอวิ๋นเฉินหนานที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ซะอีก เธอเป็นเด็กที่เก่งที่สุดในหมู่บ้านของเราเลย"
เด็กชายที่ยืนอยู่ข้างๆ ยื่นมือออกมาตรงหน้า "อวิ๋นเจียว เธออยากกินลูกอมไหม ฉันยังมีเหลืออยู่อีกครึ่งเม็ดนะ"
อวิ๋นเจียวมองลูกอมที่เหลือเพียงครึ่งเม็ดด้วยความรู้สึกสะอิดสะเอียน เด็กหญิงรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที "ไม่เอาหรอก ขอบใจนะ"
ในใจของเธอได้แต่กู่ร้องว่าให้เอาลูกอมเปื้อนน้ำลายเม็ดนั้นออกไปให้พ้นหน้าเธอเดี๋ยวนี้
[จบบท]