บทที่ 325: ยามเช้าที่วุ่นวาย
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น บรรยากาศภายในหมู่บ้านไป๋หลงก็เริ่มคึกคักขึ้นมา อวิ๋นเจียวยังคงนอนหลับสนิทอยู่บนเตียง แต่เสียงพูดคุยจอแจจากด้านนอกก็ดังแว่วเข้ามาจนเด็กหญิงรู้สึกตัว ชาวบ้านหลายคนพากันแวะเวียนมาทักทายพ่อกับแม่ รวมถึงอาเล็กและอาสะใภ้เล็กของเธอถึงที่บ้าน
นอกจากเสียงทักทายแล้วยังมีเสียงกล่าวชมเชยที่ฟังดูไม่ค่อยจะมาจากใจจริงเท่าไหร่นักลอยมาให้ได้ยินด้วย อย่างเช่นการเอ่ยชมอวิ๋นเสี่ยวอู่พี่ชายคนที่ห้าของเธอว่าดูเป็นเด็กฉลาด ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว พี่ห้าคนนี้แทบจะเป็นหลุมดำทางสติปัญญาในบรรดาพี่น้องผู้ชายทั้งหมดเลยก็ว่าได้
แต่แน่นอนว่าถ้าเป็นคำชมที่มอบให้ตัวเธอเอง เสียงเหล่านั้นย่อมฟังดูจริงใจกว่ามาก ไม่ว่าจะเป็นคำชมที่บอกว่าเธอหน้าตาดี โตขึ้นไปจะมีอนาคตไกล หรือเป็นเด็กที่ฉลาดเฉลียว ซึ่งทั้งหมดที่ชาวบ้านพูดมานั้นล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น
อวิ๋นเจียวที่สติยังกลับมาไม่ครบถ้วนดีนอนฟังบทสนทนาของกลุ่มผู้ใหญ่ที่ชั้นล่างพลางปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปเรื่อยเปื่อย เด็กหญิงอ้าปากหาววอดออกมา นั่งเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจลุกจากเตียง เธอจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยตัวเองอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะรวบผ้าห่มเข้ามากองรวมกันไว้ลวกๆ แล้วทึกทักเอาเองว่านั่นคือการพับเก็บเรียบร้อยแล้ว
ร่างเล็กสวมรองเท้าแตะแล้วเอามือไพล่หลัง เดินเตาะแตะตรงไปยังชั้นวางของโบราณเพื่อชื่นชมของสะสมส่วนตัว นอกเหนือจากข้าวของชิ้นเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้ว ตอนนี้บนชั้นยังมีแจกันกระเบื้องเคลือบเพิ่มเข้ามาอีกสองใบ ใบหนึ่งเป็นสีเขียว ส่วนอีกใบเป็นสีชมพูอ่อน ซึ่งดูสวยงามน่ามองทั้งคู่ นอกจากนี้ยังมีจานใบสวยอีกหนึ่งใบและชามใบเล็กน่ารักอีกสี่ใบวางเรียงรายอยู่ด้วย
ส่วนจานและชามอีกหลายใบที่เธอไม่ค่อยถูกใจนักถูกคัดแยกออกไปเก็บไว้ในห้องครัวทั้งหมด ทว่าเสิ่นอวิ๋นเหลียนผู้เป็นแม่ก็ยังไม่ได้นำออกมาใช้งาน หญิงสาวให้เหตุผลว่าภาชนะพวกนี้จมอยู่ในทะเลมานานแสนนาน หากนำมาใส่อาหารก็คงรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่นัก
หลังจากยืนชื่นชมของสะสมจนพอใจแล้ว อวิ๋นเจียวก็วิ่งไปล้างหน้าแปรงฟัน แล้วไปหาคนช่วยมัดผมให้ เมื่อเด็กหญิงเดินลงมาถึงชั้นล่าง ชาวบ้านทุกคนที่เห็นเธอต่างก็พากันเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มกระตือรือร้น ในเวลานี้ผู้คนแทบทั้งหมู่บ้านไป๋หลงต่างก็ปักใจเชื่อไปแล้วว่าอวิ๋นเจียวคือดาวนำโชคตัวน้อย และถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดีประจำหมู่บ้านของพวกเขาไปโดยปริยาย ดังนั้นการผูกมิตรกับเด็กหญิงเอาไว้ก่อนย่อมเป็นเรื่องที่ดี
สืบเนื่องจากการประชุมหมู่บ้านเมื่อวานนี้ ทำให้เช้าวันนี้ทุกคนต่างก็มีเรื่องให้ต้องง่วนทำกันตั้งแต่หัววัน อวิ๋นเจียวมานั่งจุ้มปุ๊กอยู่ตรงหน้าประตูบ้าน ในมือถือช้อนคันเล็กคอยตักไข่ตุ๋นหอยเม่นเข้าปากทีละนิดอย่างเอร็ดอร่อย บริเวณแทบเท้าของเธอมีลูกสุนัขสองตัวนอนหมอบอยู่ พวกมันกำลังแทะกระดูกท่อนโตกันอย่างสนุกสนาน
ระหว่างที่นั่งกินมื้อเช้า เด็กหญิงก็มองเห็นชาวบ้านหลายกลุ่มเดินคุยกันมาเป็นทอดๆ พวกเขากอดคอหัวเราะร่วนขณะเดินผ่านหน้าบ้านของเธอ แล้วจงใจหยุดแวะทักทายพ่อกับอาเล็กของเธอโดยเฉพาะ
ทั้งที่จุดหมายปลายทางของคนเหล่านี้คือการเดินทางไปที่ศาลบรรพชน ซึ่งปกติแล้วสามารถใช้เส้นทางลัดที่ใกล้กว่านี้ได้ แต่พวกเขากลับยอมเดินอ้อมมาไกลเพื่อมาส่งเสียงทักทายกัน ก่อนจะถือโอกาสยื่นขนมของกินเล่นหรือไม่ก็ของเล่นชิ้นเล็กชิ้นน้อยมาให้เธอ ซึ่งของเล่นเหล่านั้นล้วนเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ ที่สานขึ้นมาจากไม้ไผ่หรือใบปาล์ม
เพียงแค่ช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงในยามเช้า ข้าวของสารพัดอย่างก็ถูกนำมากองสุมอยู่ตรงหน้าเธอจนสูงเป็นเนินเล็กๆ อาหารพวกนี้มีเยอะเสียจนเธอกินไม่หวาดไม่ไหว ต่อให้พยายามยัดลงท้องก็คงกินไม่หมดแน่ๆ ส่วนของเล่นที่ได้มาก็มีมากเกินกว่าที่เธอจะหยิบมาเล่นได้ครบทุกชิ้น
อวิ๋นเจียวเรอออกมาเบาๆ เมื่อรู้สึกอิ่ม ท้องของเธอแน่นตึงไปหมดแล้ว แต่ปากเล็กๆ กลับยังรู้สึกอยากเคี้ยวอะไรเล่นอยู่ มือป้อมๆ จึงค่อยๆ เอื้อมออกไปหมายจะหยิบขนมกวนซานจาขึ้นมากินต่อ
“อวิ๋นเจียว”
เสียงของเสิ่นอวิ๋นเหลียนดังขัดขึ้นมาจากทางด้านหลัง
อวิ๋นเจียวรีบชักมือกลับมาแนบตัวด้วยความรวดเร็ว
“หลายวันมานี้ลูกเอาแต่กินขนมพวกนี้ทุกวัน จนกินข้าวแทบไม่ได้แล้วนะ” ผู้เป็นแม่เอ่ยดุ
“หนูกินอยู่นะคะ” อวิ๋นเจียวเถียงเสียงอ้อมแอ้ม
“เหอะ เมื่อก่อนลูกกินข้าวได้ตั้งสามชาม แต่เดี๋ยวนี้กินได้แค่ชามเล็กๆ ใบเดียวเอง” เสิ่นอวิ๋นเหลียนเอ่ยอย่างรู้ทันก่อนจะยื่นคำขาด
“แม่ไม่อนุญาตให้กินขนมพวกนี้อีกแล้วนะ โดยเฉพาะของหวานๆ ทั้งหลาย ถ้ากินเข้าไปมากๆ เดี๋ยวแมงก็มากินฟันหรอก ถึงตอนนั้นจะปวดจนทนไม่ไหวเอา”
“จะมีแมลงตัวไหนกล้ามาทำแบบนั้นกันคะ” อวิ๋นเจียวเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมเชื่อ
เด็กหญิงตัวน้อยที่มีรูปร่างกลมป้อมราวกับก้อนแป้งเอ่ยตอบโต้ด้วยถ้อยคำที่ฟังสามหาว ทว่าต่อให้เธอจะทำตัวเก่งกาจแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้ต่ออำนาจของผู้ปกครองอยู่ดี เสิ่นอวิ๋นเหลียนไม่รอช้า จัดการยึดขนมขบเคี้ยวเหล่านั้นไปจากมือของลูกสาวจนหมดเกลี้ยง
อวิ๋นเจียวเม้มปากแน่น เธอตั้งใจจะเดินออกไปเล่นข้างนอกสักรอบเพื่อระบายความหงุดหงิด
“เข้ามาในบ้านเลย มาคัดลายมือพร้อมกับพี่แปดเดี๋ยวนี้”
ความคิดที่จะออกไปวิ่งเล่นถูกขัดขวางลงอย่างไม่ไยดี
“ค่ะ” อวิ๋นเจียวขานรับพลางก้มหน้าเดินคอตกกลับเข้าไปในบ้าน
ระหว่างนั้นเด็กหญิงก็เริ่มทบทวนตารางสิ่งที่ต้องทำในวันนี้พลางโอดครวญในใจว่าในบรรดาสมาชิกครอบครัวทั้งหมด เธอคือคนที่น่าสงสารที่สุดแล้ว หลังจากคัดลายมือเสร็จ เธอยังต้องไปฝึกดัดร่างกายเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น ต้องทบทวนท่าเต้น แล้วยังต้องท่องจำตำราอีก สารพัดเรื่องที่ต้องทำเต็มไปหมด
แต่ยังนับว่าโชคดีที่ฟ้าประทานพรสวรรค์มาให้ ทำให้เธอเป็นเด็กที่เรียนรู้ได้ไว ทั้งฉลาดและน่ารัก เธอกะว่าถ้าจัดการบทเรียนทั้งหมดเสร็จเร็วหน่อย ก็จะแอบหนีลงไปเล่นน้ำทะเลให้หนำใจไปเลย
บรรยากาศภายในหมู่บ้านไป๋หลงยังคงคึกคักวุ่นวายอยู่กับการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเก่าๆ รถบรรทุกวัสดุก่อสร้างจากภายนอกแล่นเข้าออกหมู่บ้านอย่างไม่ขาดสาย ภาพความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้สร้างความประหลาดใจให้กับบรรดาญาติพี่น้องที่แวะมาเยี่ยมเยียน รวมถึงชาวบ้านจากหมู่บ้านข้างเคียงเป็นอย่างมาก
เมื่อมีคนเอ่ยปากถาม ชาวบ้านไป๋หลงต่างก็พากันเล่าเรื่องราวทั้งหมดด้วยท่าทีภาคภูมิใจและโอ้อวดอย่างเต็มที่
เมื่อคนนอกหมู่บ้านได้รู้ความจริงว่าศาลเจ้าและศาลบรรพชนของหมู่บ้านแห่งนี้กำลังจะได้รับการบูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่ ทั้งยังมีการขยายพื้นที่ให้กว้างขวางขึ้น โดยที่ชาวบ้านไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินเองแม้แต่หยวนเดียว เรื่องนี้ก็ทำเอาชาวบ้านจากหมู่บ้านอื่นถึงกับอิจฉาตาร้อนกันเป็นแถว
หลังจากข่าวแพร่ออกไปได้เพียงสองวัน ผู้คนจากหมู่บ้านละแวกใกล้เคียงก็เริ่มทยอยเดินทางมาที่หมู่บ้านไป๋หลงกันอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งในบรรดาผู้มาเยือนนั้นมีผู้ใหญ่บ้านอื่นรวมอยู่ด้วยหลายคน
บรรดาผู้ใหญ่บ้านจากต่างถิ่นพากันเข้ามาจับกลุ่มพูดคุยกับผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านไป๋หลง น้ำเสียงที่พวกเขาใช้พูดคุยนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความอิจฉาอย่างเห็นได้ชัด
“นี่ ทำไมดวงของพวกนายถึงได้ดีขนาดนี้เนี่ย” ชายคนหนึ่งเอ่ยทัก
“นั่นสิ แล้วเด็กผู้หญิงในหมู่บ้านนายที่ชื่ออวิ๋นเจียวคนนั้นอายุเท่าไหร่แล้วเหรอ” ชายอีกคนรีบถามต่อ
“นายถามทำไม” ผู้ใหญ่บ้านไป๋หลงหรี่ตามองอีกฝ่ายด้วยความระแวดระวัง
“โธ่เอ๊ย ฉันจะไปทำอะไรได้ล่ะ ก็แค่ถามดูเฉยๆ”
“ใกล้จะห้าขวบแล้ว” ผู้ใหญ่บ้านไป๋หลงยอมตอบแต่โดยดี
“อายุน้อยเกินไป น่าเสียดายจริงๆ ที่ยังเด็กเกินไป” ผู้ใหญ่บ้านต่างถิ่นส่ายหน้าไปมาหลังจากได้ยินคำตอบ
คนอื่นๆ ที่ยืนฟังอยู่ด้วยต่างก็เข้าใจความหมายแฝงในคำพูดนั้นทันที ว่าชายแก่คนนี้กำลังคิดวางแผนอะไรไว้ในใจ
“ยังเป็นแค่เด็กตัวกะเปี๊ยกอยู่เลย นายเลิกหวังไปได้เลย” ผู้ใหญ่บ้านไป๋หลงกลอกตาใส่อย่างรำคาญใจ
“อีกอย่าง อวิ๋นเจียวก็มีความสามารถตั้งมากมาย แถมยังมีพี่ชายที่เก่งอีกตั้งหลายคน โตขึ้นมาเด็กคนนี้ไม่มีทางหันไปมองเจ้าพวกเด็กเมื่อวานซืนในหมู่บ้านของนายหรอก”
“ดูนายพูดเข้าสิ เด็กผู้ชายในหมู่บ้านฉันก็มีดีอยู่หลายคนเหมือนกันนะ โตขึ้นไปพวกเขาต้องได้ดิบได้ดีแน่ๆ” อีกฝ่ายแย้งขึ้นมา
“เรื่องนั้นเอาไว้ให้อวิ๋นเจียวโตก่อนเถอะ ถึงตอนนั้นเด็กคนนี้จะยอมแต่งงานออกเรือนไปหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย” ผู้ใหญ่บ้านไป๋หลงแค่นเสียงขึ้นจมูก
“ถ้าฉันมีหลานสาวที่ทั้งเก่งและเป็นแก้วตาดวงใจขนาดนี้ การจะหาผู้ชายให้แต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิงก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้หรอกนะ”
อวิ๋นเจียวที่เพิ่งเรอเสียงดังเดินเตาะแตะผ่านมาทางนี้พอดี บังเอิญได้ยินบทสนทนาของกลุ่มผู้ใหญ่บ้านที่กำลังถกเถียงเรื่องคู่ครองในอนาคตของเธอเข้าเต็มสองหู เด็กหญิงถึงกับทำหน้าไม่ถูก เธอคิดในใจว่าตอนนี้เธอยังเป็นแค่เด็กตัวน้อยแท้ๆ มาคุยเรื่องพวกนี้อะไรกัน
ร่างเล็กรีบหันหลังเดินหนีไปอีกทางทันที เป็นจังหวะเดียวกับที่แม่ร้องเรียกให้เธอกลับไปกินข้าวพอดี
แย่แล้วสิ เมื่อเช้าเธอกินขนมที่ชาวบ้านเอามาให้ไปเยอะมาก จนตอนนี้รู้สึกอิ่มตื้อไปหมดและคิดว่าคงกินข้าวต่อไม่ไหวแล้วแน่ๆ พอคิดถึงคำตักเตือนของแม่ก่อนหน้านี้ อวิ๋นเจียวก็รู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาในใจ จะโทษว่าเป็นความผิดของเธอที่ควบคุมความอยากอาหารของตัวเองไม่ได้ก็ไม่ถูกนัก เพราะของกินที่ชาวบ้านเอามาล่อตาล่อใจนั้นมันน่ากินไปเสียหมด
เมื่อเดินกลับมาถึงบ้าน อวิ๋นเจียวก็ลอบมองสีหน้าของแม่ด้วยความกล้าๆ กลัวๆ
“เป็นอะไรไป ทำไมไม่รีบมากินข้าวล่ะ” เสิ่นอวิ๋นเหลียนส่งชามข้าวให้ลูกสาว
อวิ๋นเจียวรับชามข้าวมากอดไว้แนบอก เธอจ้องมองกับข้าวส่งกลิ่นหอมฉุยที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะด้วยใบหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ทำไมเธอถึงไม่เกิดมามีกระเพาะอาหารสักสองกระเพาะนะ!
หวังเหมยสังเกตเห็นหลานสาวเอาแต่กินข้าวชักช้าและตักข้าวเข้าปากไปได้เพียงนิดเดียว หญิงสาวจึงยื่นมือไปจับหน้าท้องกลมป่องของเด็กหญิงเพื่อตรวจสอบ
“เอาล่ะสิอวิ๋นเจียว นี่แอบไปกินขนมข้างนอกมาตั้งเยอะเลยใช่ไหม” อาสะใภ้เล็กคาดคั้น
“หนูไม่ได้กินของคนแปลกหน้านะคะ พวกพี่ๆ เป็นคนป้อนหนูต่างหาก” อวิ๋นเจียวรีบโยนความผิดให้พี่ชายทันที
“ผมแค่ป้อนไข่ไก่กับมะม่วงลูกเล็กให้เธอไปแค่นั้นเองนะครับ” อวิ๋นเฉินหนานพี่ชายคนที่สามรีบออกตัว
“ผมให้เธอกินซาลาเปา ปาท่องโก๋นิดหน่อย แล้วก็น้ำเต้าหู้ที่อาจารย์ซื้อมาจากในตัวอำเภอครับ” อวิ๋นเฉินเป่ยรายงานสิ่งที่ตัวเองป้อน
“ผมแบ่งขนมกวนซานจาของกินรสเผ็ด แล้วก็ถังหูลู่ที่อาวั่งซื้อมาฝากให้เธอกินครับ” อวิ๋นเสี่ยวอู่สารภาพตามตรง
“ส่วนผมก็ให้เธอกินมันเทศสดกับมันเทศเผาไปครับ” อวิ๋นเสี่ยวชีเอ่ยเสริมเป็นคนสุดท้าย
พอได้ฟังรายชื่อของกินทั้งหมด เสิ่นอวิ๋นเหลียน หวังเหมย และผู้ใหญ่คนอื่นๆ ในบ้านก็ถึงกับกุมขมับและรู้สึกเหมือนหน้ามืดจนแทบจะต้องสูดอากาศเข้าปอดลึกๆ
ทางด้านอวิ๋นเฉินหนานกับอวิ๋นเฉินเป่ยก็หันไปมองหน้าพี่น้องคนอื่นๆ ด้วยความตกตะลึง
นี่พวกนายทุกคนต่างก็แย่งกันป้อนของกินให้น้องสาวเลยเหรอ
ส่วนอวิ๋นเสี่ยวปากับอวิ๋นเสี่ยวจิ่วนั้นได้แต่ยืนเงียบ เพราะความจริงแล้วพวกเขาก็แอบป้อนขนมให้น้องสาวไปเหมือนกัน
เอิ๊ก...
อวิ๋นเจียวเรอออกมาอีกระลอก
เด็กหญิงช้อนตามองผู้เป็นแม่ด้วยแววตาใสซื่อบริสุทธิ์
“เมื่อเช้าแม่ก็ป้อนบิสกิตให้หนูเหมือนกันนี่คะ อาสะใภ้เล็กก็ป้อนปลาตัวเล็กทอดให้หนูด้วย”
คำพูดนั้นทำเอาสมาชิกทุกคนในบ้านต่างเงียบกริบไปตามๆ กัน
[จบบท]