บทที่ 331: ตรวจอาการลูกวาฬเพชฌฆาต
อิงเฉิงเย่ดึงสติกลับมาได้ ชายหนุ่มมองดูวาฬเพชฌฆาตตัวน้อยแล้วก็รู้สึกหนักใจขึ้นมา ถึงมันจะเป็นแค่ลูกวาฬ แต่ด้วยขนาดตัวและน้ำหนักที่เห็นอยู่ทนโท่ การจะลากมันขึ้นมาบนเรือย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน
ดังนั้นหนทางเดียวคือเขาต้องเป็นฝ่ายลงไปตรวจอาการของมันในน้ำเอง
แต่ปัญหาก็คือศิษย์พี่สามคนนี้ดันเป็นเป็ดบกที่ว่ายน้ำไม่เป็นเสียได้
อิงเฉิงเย่ยิ้มเจื่อน
“พี่ว่ายน้ำไม่เป็นหรอกนะ”
อวิ๋นเจียวถึงกับพูดไม่ออก
เด็กหญิงไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นได้
“ศิษย์พี่สาม งั้นพี่ลงมาขี่วาฬเพชฌฆาตดีไหม”
เด็กหญิงกวักมือเรียกวาฬเพชฌฆาตวัยผู้ใหญ่ซึ่งเป็นญาติสายตรงของลูกวาฬตัวที่ป่วยให้ว่ายเข้ามาหา
อิงเฉิงเย่มองดูสัตว์ทะเลตัวใหญ่ยักษ์ตรงหน้า ในเมื่ออุตส่าห์เดินทางมาถึงที่นี่แล้ว เขาเองก็ไม่อยากจะยอมแพ้แล้วกลับไปมือเปล่า
เมื่อตัดสินใจได้ ชายหนุ่มจึงสูดหายใจเข้าลึกแล้วหลับตากระโดดตูมลงไปในทะเลทันที
สำหรับคนที่ว่ายน้ำไม่เป็น วินาทีที่ร่างจมดิ่งลงสู่ผืนน้ำและฝ่าเท้าไม่สามารถสัมผัสพื้นดินได้นั้น ความรู้สึกไร้ที่พึ่งบวกกับร่างกายที่โอนเอนไปมาทำให้เกิดความหวาดกลัวขึ้นมาจับใจ
โชคดีที่ความรู้สึกนั้นคงอยู่เพียงไม่นาน วาฬเพชฌฆาตตัวโตก็ว่ายโฉบเข้ามาใต้ร่างของเขาแล้วดันตัวชายหนุ่มขึ้นสู่ผิวน้ำอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่โผล่พ้นน้ำ อิงเฉิงเย่ก็รีบอ้าปากสูดอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่
เขาเกือบจะขาดใจตายอยู่แล้วเชียว
ช่างเป็นเรื่องที่แปลกประหลาด ทั้งที่ตอนอยู่บนฝั่งเขาสามารถกลั้นหายใจได้ตั้งนานสองนาน แต่พอต้องมาอยู่ในน้ำกลับทนได้เพียงแค่แป๊บเดียวเท่านั้น
“ศิษย์พี่สาม ไม่เป็นไรใช่ไหมคะ”
อิงเฉิงเย่ยกมือขึ้นโบกไปมาเป็นเชิงปฏิเสธ
“พวกเรามาดูอาการของวาฬเพชฌฆาตตัวนี้กันก่อนเถอะ”
ทางด้านท่านผู้เฒ่าสวีที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่บนเรือก็เริ่มมีท่าทีตื่นเต้นและอยากจะลองลงไปสัมผัสประสบการณ์ในทะเลดูบ้าง
ตั้งแต่เกิดมาจนอายุป่านนี้ เขายังไม่เคยทำเรื่องน่าสนุกแบบนี้มาก่อนเลย
“อาจารย์ ท่านอย่าลงมาเลยจะดีกว่า”
อิงเฉิงเย่เอ่ยห้ามด้วยความเหนื่อยใจ
“เกิดท่านติดหวัดขึ้นมาจะทำยังไง สภาพร่างกายของท่านตอนนี้ก็ไม่ได้แข็งแรงเหมือนแต่ก่อนแล้วนะ”
ท่านผู้เฒ่าสวีส่งเสียงฮึดฮัดในลำคออย่างไม่สบอารมณ์
“ตาเฒ่าอย่างฉันมีวิธีดูแลรักษาสุขภาพเป็นอย่างดี ไม่ต้องให้แกมาคอยห่วงหรอก”
อวิ๋นเจียวเห็นท่าไม่ดีจึงตัดสินใจเรียกวาฬเพชฌฆาตอีกตัวให้ว่ายเข้าไปวนเวียนอยู่ข้างเรือเพื่ออยู่เป็นเพื่อนผู้เป็นอาจารย์
“อาจารย์เชื่อฟังหนูนะ เล่นกับมันอยู่บนนั้นแหละ ไม่ต้องลงมาหรอก”
“ยัยเด็กคนนี้นี่!”
ท่านผู้เฒ่าสวีโวยวาย ช่างกล้าดีนักที่มาทำตัวเหมือนกำลังหลอกล่อเด็กเล็กๆ แบบนี้
แต่จะว่าไปแล้ว การได้สัมผัสและใกล้ชิดกับวาฬเพชฌฆาตตัวเป็นๆ แบบนี้ก็ถือเป็นประสบการณ์ครั้งแรกในชีวิตของเขาเหมือนกัน
หลังจากเหตุการณ์บนเรือสงบลง อิงเฉิงเย่ก็ขยับเข้าไปใกล้ลูกวาฬเพชฌฆาตที่กำลังป่วย เขาสำรวจวนรอบตัวมันอยู่หลายรอบพลางใช้มือลูบคลำตามจุดต่างๆ
โครงสร้างร่างกายของสัตว์กับมนุษย์นั้นมีความแตกต่างกัน การจะใช้วิธีจับชีพจรเพื่อวินิจฉัยโรคย่อมไม่สามารถทำได้
ทว่าด้วยประสบการณ์อันโชกโชนในการรักษาสัตว์มานับไม่ถ้วน เพียงไม่นานชายหนุ่มก็สามารถประเมินอาการเบื้องต้นในใจได้
“คงจะเผลอกินอะไรที่ไม่ควรกินเข้าไป แล้วร่างกายไม่สามารถย่อยได้น่ะ”
อิงเฉิงเย่ลูบหัวลูกวาฬเพชฌฆาตเบาๆ
“พี่พอจะรู้ตำแหน่งคร่าวๆ แล้ว คงต้องใช้วิธีผ่าตัดเอาออก แต่เนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกที่จะได้ผ่าตัดวาฬเพชฌฆาต พี่เลยยังไม่ค่อยมั่นใจเท่าไร”
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นไปมองผู้เป็นอาจารย์บนเรือ
“อาจารย์ ผมขอแบ่งยาชนิดพิเศษที่กันน้ำของท่านสักหน่อยได้ไหม”
ท่านผู้เฒ่าสวีได้ยินคำขอก็ถึงกับทำหน้านิ่วด้วยความเสียดาย
“พวกแกแต่ละคนนี่มันเป็นเจ้ากรรมนายเวรของฉันชัดๆ”
การจะปรุงยาสูตรนั้นต้องใช้ยาสมุนไพรที่ทั้งหายากและมีราคาแพงเป็นจำนวนมาก การทำแต่ละครั้งจึงได้ปริมาณเพียงน้อยนิด ก่อนหน้านี้อวิ๋นเจียวก็เพิ่งจะขอแบ่งไปแล้วตั้งหนึ่งขวด
“โธ่ อาจารย์คะ”
อวิ๋นเจียวเริ่มงัดไม้ตายออกมาใช้อีกครั้งด้วยการส่งเสียงออดอ้อน
ท่านผู้เฒ่าสวีหลับตาลงพลางบ่นอุบอิบ
“ฉันคงทำกรรมไว้กับพวกแกมากจริงๆ ถึงได้มีแต่เด็กล้างผลาญพวกนี้มาล้อมรอบ”
แม้ปากจะบ่นพึมพำ ทว่าเขาก็ไม่ได้เอ่ยปฏิเสธคำขอนั้น
อวิ๋นเจียวหันไปสบตากับศิษย์พี่สามแล้วลอบยิ้มให้กันอย่างรู้ทัน
“พี่ต้องกลับไปเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมก่อน ถึงตอนผ่าตัดยังไงก็ต้องทำบนฝั่ง แล้วก็ต้องหาสถานที่ที่สามารถให้มันแช่อยู่ในน้ำทะเลได้โดยที่มันจะไม่ดิ้นพล่านไปมาด้วย”
อิงเฉิงเย่เริ่มจัดลำดับความคิดและคำนวณสิ่งที่ต้องใช้สำหรับการผ่าตัดในหัว
อวิ๋นเจียวพยักหน้ารับคำ เด็กหญิงหันไปสื่อสารกับฝูงวาฬเพชฌฆาตเพื่อตกลงกันให้เรียบร้อยก่อนที่ทุกคนจะพากันเดินทางกลับเข้าฝั่ง
เมื่ออิงเฉิงเย่และท่านผู้เฒ่าสวีเดินทางกลับไปแล้ว อวิ๋นเจียวก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าจุดประสงค์หลักที่เธอออกทะเลมาในวันนี้คืออะไร เด็กหญิงยกมือขึ้นตบหน้าผากตัวเองเบาๆ
เอาเถอะ ไว้รอให้ลูกวาฬเพชฌฆาตผ่าตัดเสร็จเรียบร้อยก่อนค่อยว่ากันอีกทีก็แล้วกัน
ในช่วงค่ำเมื่อสมาชิกครอบครัวอวิ๋นกลับมากันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ทุกคนก็ได้รับรู้เรื่องราวของศิษย์พี่สามของอวิ๋นเจียวและการผ่าตัดรักษาลูกวาฬเพชฌฆาตจากคำบอกเล่าของอวิ๋นเฉินเป่ย
“เพิ่งรู้เลยนะเนี่ยว่ามีหมอที่คอยรักษาสัตว์โดยเฉพาะด้วย”
อวิ๋นเสี่ยวอู่เอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจ เขาไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้มาก่อนเลย
ทางด้านหวังเหมยผู้เป็นอาสะใภ้เล็กนั้นพอจะมีความรู้เรื่องนี้อยู่บ้าง
“มีสิ ทางฝั่งบ้านเดิมของอาเลี้ยงหมูไว้ตั้งเยอะแยะ บางทีพวกมันก็มีอาการป่วยไข้ขึ้นมาเหมือนกัน ถึงตอนนั้นก็ต้องพึ่งหมอให้มาจัดยาหรือฉีดยาให้นั่นแหละ”
แต่ถึงอย่างนั้นจำนวนของสัตวแพทย์ก็ยังมีน้อยมาก ในละแวกที่พวกเขาอาศัยอยู่ก็มีหมอประเภทนี้ประจำอยู่ที่ตัวอำเภอเพียงแค่คนสองคนเท่านั้น
แถมส่วนใหญ่ก็ทำได้แค่จ่ายยาหรือฉีดยาเพื่อรักษาอาการเบื้องต้นให้พวกหมูหรือวัว หากตัวไหนที่มีอาการป่วยหนักจนเกินเยียวยา ชาวบ้านก็ทำได้เพียงแค่มองดูสัตว์เลี้ยงของตัวเองตายตกไปต่อหน้าต่อตา
อวิ๋นเจียวนั่งยกมือขึ้นเท้าคาง ทันใดนั้นความคิดบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัว
เผ่าพันธุ์เงือกนั้นมีหน้าที่หลักในการรักษาสมดุลของท้องทะเล ซึ่งเป็นภารกิจที่ถูกฝังลึกอยู่ในสายเลือด
แม้ว่าท้องทะเลในบริเวณที่เธออาศัยอยู่นี้จะมีความสงบร่มเย็น และไม่มีพวกสัตว์ประหลาดที่ถูกความชั่วร้ายครอบงำจนไล่เข่นฆ่าสิ่งมีชีวิตอื่นเหมือนอย่างในอดีต
แต่ถึงกระนั้น ท้องทะเลแห่งนี้ก็ยังมีปัญหาใหญ่อีกมากมายซุกซ่อนอยู่
จากการที่เธอได้ดำดิ่งลงไปสำรวจโลกใต้ทะเลอยู่บ่อยครั้ง เด็กหญิงพบว่าปริมาณขยะในทะเลนั้นกำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
สัตว์ทะเลหลายตัวต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการเจ็บป่วยเพียงเพราะเผลอกินสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นเข้าไปจนไม่สามารถกลืนอาหารปกติได้
นอกจากนี้ยังมีเศษซากของแหจับปลาหรือเอ็นตกปลาที่ถูกทิ้งไว้ตามแนวปะการัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอันตรายและสามารถพันธนาการสัตว์ทะเลให้ติดกับดักได้อย่างง่ายดาย
หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปเช่นนี้ ในอนาคตข้างหน้าเธอแทบจะมองเห็นภาพของท้องทะเลที่เต็มไปด้วยกองขยะลอยเกลื่อนกลาดไปทั่วทุกพื้นที่
เพียงแค่จินตนาการว่าผืนน้ำทะเลอันแสนงดงามซึ่งเปรียบเสมือนบ้านเกิดเมืองนอนของเธอจะต้องกลายสภาพเป็นเช่นนั้น อวิ๋นเจียวก็เผลอกำหมัดแน่นด้วยความคับแค้นใจ
ไม่ได้เด็ดขาด เธอจะยอมให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นไม่ได้
ทว่าการจะแก้ไขปัญหานี้ให้เป็นรูปธรรม เธอจำเป็นต้องวางแผนและคิดหาวิธีการอย่างรัดกุมเสียก่อน
ในขั้นแรก สิ่งที่ต้องลงมือจัดการอย่างเร่งด่วนที่สุดก็คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทิ้งขยะของมนุษย์
เมื่อคิดได้ดังนั้น อวิ๋นเจียวก็ตัดสินใจว่าจะนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับอวิ๋นเฉินหนาน พี่ชายคนที่สามของเธอซึ่งเป็นคนที่มีความเฉลียวฉลาดและน่าจะช่วยหาทางออกได้
อวิ๋นเจียวเป็นคนประเภทที่เมื่อตัดสินใจทำอะไรแล้วก็จะลงมือทำในทันที ร่างเล็กผุดลุกขึ้นแล้วเดินตรงไปเคาะประตูห้องของพี่ชายคนที่สาม
เป้าหมายในตอนนี้ของเธอถูกแบ่งออกเป็นสองข้อหลัก
ข้อแรก เธอได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้วว่าในอนาคตจะมุ่งมั่นศึกษาต่อในสายวิชาชีพสัตวแพทย์ ส่วนเรื่องการเต้นรำ ร้องเพลง หรือการเล่นดนตรีนั้น ให้เก็บไว้เป็นเพียงแค่งานอดิเรกก็พอ
ข้อที่สอง เธอต้องการที่จะสร้างและพัฒนาองค์กรหรือกลุ่มคนที่มีอำนาจขึ้นมา โดยมีเป้าหมายหลักในการอนุรักษ์และปกป้องท้องทะเล
อวิ๋นเฉินหนานตั้งใจฟังสิ่งที่น้องสาวพูดจนจบ ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบหัวของเธอด้วยความเอ็นดู
“ถ้าจะทำแบบนั้น น้องต้องคิดทบทวนให้ดีเลยนะ การจะผลักดันโปรเจกต์ใหญ่ขนาดนี้ให้สำเร็จได้ เงินทุนที่ต้องใช้ย่อมไม่ใช่น้อยๆ แถมยังมีโอกาสสูงมากที่น้องจะต้องยอมขาดทุนไปเรื่อยๆ”
เพราะสิ่งที่น้องสาวของเขากำลังจะทำนั้นมุ่งเน้นไปที่การช่วยเหลือสัตว์ทะเลและการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล ซึ่งเป็นงานที่ต้องทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจมหาศาล แถมยังมองไม่เห็นหนทางที่จะสร้างผลกำไรกลับคืนมาได้เลย
“พี่สาม หนูคิดมาดีแล้ว”
อวิ๋นเจียวตอบกลับด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น
“หนูจะตั้งใจหาเงินให้เยอะๆ เลย”
อวิ๋นเฉินหนานถอนหายใจออกมาเบาๆ
“งั้นก็ลงมือทำเลย”
ชายหนุ่มเอ่ยให้กำลังใจ
“พี่ยินดีสนับสนุนน้องเต็มที่”
อวิ๋นเฉินหนานนึกย้อนไปถึงสาขาวิชาที่ตนเองเลือกเรียน บางทีความรู้ความสามารถของเขาอาจจะเป็นประโยชน์และสามารถช่วยเหลืออวิ๋นเจียวได้ในอนาคต
ถึงจะยังทำอะไรมากไม่ได้ในตอนนี้ แต่ในวันข้างหน้า เขาตั้งปณิธานไว้ว่าจะต้องคิดค้นและพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยเพื่อนำมาใช้ตรวจรักษาอาการป่วยของสัตว์ทะเลให้กับน้องสาวของเขาให้จงได้
หลังจากสองพี่น้องปรึกษาหารือกันเสร็จเรียบร้อย อวิ๋นเจียวก็เดินกลับมาที่ห้องนอนของตัวเอง เด็กหญิงหยุดยืนมองบรรดาสิ่งของล้ำค่าที่จัดเรียงอยู่บนชั้นวางด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์พลางเอื้อมมือไปลูบคลำพวกมันเบาๆ
หากวันใดที่เธอหมดสิ้นหนทางและขาดแคลนเงินทุนจริงๆ ถึงตอนนั้นเธอคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตัดใจนำสมบัติเหล่านี้ไปขาย
อวิ๋นเจียวหยิบสร้อยไข่มุกและกำไลหยกขึ้นมากอดไว้แนบอก เธอถูไถของล้ำค่าเหล่านั้นเข้ากับพวงแก้มของตัวเองก่อนจะล้มตัวลงนอนบนเตียง
“แต่ฉันจะพยายามหาเงินให้ได้เยอะๆ นะ”
เด็กหญิงพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนที่จะเข้าสู่ห้วงนิทราไปในเวลาไม่นาน
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น อิงเฉิงเย่ก็เดินทางมาถึงที่บ้านตระกูลอวิ๋น
ทว่าในครั้งนี้เขามีผู้ติดตามพ่วงมาด้วย ซึ่งก็คือซ่งเฉิงโย่วนั่นเอง
“ศิษย์น้องเล็ก เซอร์ไพรส์ไหมล่ะ”
ซ่งเฉิงโย่วตรงปรี่เข้าไปอุ้มร่างของอวิ๋นเจียวขึ้นมาด้วยความรักใคร่ เขาเอาหน้าถูไถกับพวงแก้มยุ้ยๆ ของศิษย์น้องอย่างหมั่นเขี้ยว ช่างเป็นความรู้สึกที่นุ่มนิ่มดีเสียเหลือเกิน
อวิ๋นเจียวทำหน้าบูดบึ้ง เด็กหญิงรีบใช้มือดันใบหน้าของศิษย์พี่สี่ให้ออกห่างจากตัว
“บนหน้าหนูมีแต่ฝุ่นเต็มไปหมดเลยนะ”
เมื่อครู่นี้เธอเพิ่งจะจัดการกับมันเทศเผาไปหมาดๆ คราบเขม่าสีดำจากเปลือกมันเทศยังคงเลอะเทอะอยู่รอบริมฝีปาก ทำให้สภาพของเธอตอนนี้ดูไม่ต่างอะไรกับลูกแมวมอมแมมเลยสักนิด
“ไม่เป็นไร ศิษย์พี่ไม่รังเกียจหรอกน่า”
อวิ๋นเจียวถึงกับขมวดคิ้ว
แต่หนูเริ่มจะรังเกียจพี่แล้วนะเนี่ย
อิงเฉิงเย่ที่ยืนถือกระเป๋าอุปกรณ์การแพทย์ใบเก่าอยู่ด้านข้างเอ่ยขัดจังหวะขึ้น
“เอาล่ะ พวกเราเตรียมตัวออกเดินทางกันได้แล้ว”
[จบบท]