บทที่ 332: ผ่าตัดวาฬเพชฌฆาต
ครั้งนี้อวิ๋นหลินไห่ผู้เป็นพ่อและอวิ๋นหลินเหอผู้เป็นอาเล็กรับหน้าที่ขับเรือเดินทางไปด้วยกัน
ตลอดการเดินทางซ่งเฉิงโย่วดูตื่นเต้นเป็นพิเศษ ชายหนุ่มพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุดจนบรรยากาศบนเรือครึกครื้นขึ้นมาทันตาเห็น
“ศิษย์น้องเล็ก คิดไว้หรือยังว่าจะพาวาฬเพชฌฆาตตัวนั้นไปผ่าตัดและพักฟื้นที่ไหน”
อวิ๋นเจียวพยักหน้ารับ
“คิดไว้แล้วค่ะ หนูรู้จักเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งที่น่าจะใช้ได้”
ปกติแล้วเด็กหญิงมักจะว่ายน้ำเล่นไปตามท้องทะเลพร้อมกับฝูงวาฬเพชฌฆาตและวาฬหลังค่อมอยู่เสมอ
บางครั้งหากบังเอิญพบเกาะแก่งแห่งใหม่ เธอจะแวะเวียนเข้าไปสำรวจดูรอบๆ ดังนั้นจึงมีเกาะเล็กเกาะน้อยอีกหลายแห่งที่อวิ๋นหลินไห่และคนอื่นๆ ในครอบครัวยังไม่เคยรู้จักมาก่อน
ทว่าระยะทางของเกาะเหล่านั้นค่อนข้างไกลมาก ไกลเสียจนต่อให้ต้องออกแรงแจวเรือจนแขนแทบหลุดก็คงไปไม่ถึง แม้แต่เรือเหล็กก็ใช่ว่าจะเดินทางไปถึงจุดหมายได้ง่ายๆ
ด้วยเหตุนี้อวิ๋นเจียวจึงจำเป็นต้องหาผู้ช่วย เมื่อรอจนกระทั่งพ่อกับอาเล็กแจวเรือออกห่างจากชายฝั่งมาได้ระยะหนึ่ง เธอจึงเริ่มส่งเสียงเรียกทันที
สัตว์ทะเลที่ว่ายเข้ามาหาในครั้งนี้คือวาฬหลังค่อม ฝูงวาฬเพชฌฆาตกำลังยุ่งอยู่กับการล่าเหยื่อจึงไม่สามารถปลีกตัวมาได้ สิ่งมีชีวิตที่ตอบรับเสียงเรียกของอวิ๋นเจียวจึงเป็นวาฬหลังค่อมโตเต็มวัยตัวหนึ่งที่บังเอิญว่ายน้ำอยู่บริเวณนั้นพอดี
อันที่จริงวาฬเพชฌฆาตและวาฬหลังค่อมในแถบนี้ล้วนเคยผ่านการไกล่เกลี่ยจากอวิ๋นเจียวจนยอมตกลงทำข้อตกลงร่วมกันบางอย่างแล้ว แม้พวกมันจะยังคงไม่ถูกชะตากันและมักจะแยกย้ายกันอยู่คนละถิ่นแบบต่างคนต่างอยู่ ไม่เคยก้าวก่ายกันก็ตาม
แต่เมื่อใดก็ตามที่อวิ๋นเจียวส่งเสียงเรียก ตัวไหนว่างก็จะเป็นฝ่ายมาหาเธอ
ทางด้านฝูงวาฬเพชฌฆาตที่กำลังออกล่าเหยื่อ เมื่อรับรู้ได้ว่าวาฬหลังค่อมตอบรับเสียงเรียกไปแล้ว พวกมันจึงหันกลับไปสนใจกับการจับปลามากินอย่างตะกละตะกลามต่อไปโดยไม่รีบร้อน ตั้งใจว่ากินอิ่มเมื่อไรค่อยว่ายตามไปดูเรื่องสนุกทีหลังก็ยังไม่สาย
ตัดกลับมาที่เหตุการณ์บนเรือ
ศิษย์พี่ทั้งสองคนต่างพากันสูดหายใจเข้าลึกเมื่อเห็นวาฬหลังค่อมขนาดมหึมาโผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมาพ่นละอองน้ำสายใหญ่ สายตาที่พวกเขามองอวิ๋นเจียวเปลี่ยนไปทันที ศิษย์น้องเล็กของพวกเขายังใช่คนปกติอยู่หรือเปล่าเนี่ย แต่ความสงสัยนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยความตื่นเต้นอย่างรวดเร็ว เมื่อวาฬหลังค่อมตัวนั้นว่ายโฉบเข้ามาใต้ท้องเรือ ก่อนจะใช้ลำตัวอันใหญ่โตของมันดันเรือไม้ให้ลอยขึ้นเหนือผิวน้ำ แล้วออกแรงพาพวกเขาแหวกว่ายตรงไปยังทิศทางหนึ่ง
ซ่งเฉิงโย่วร้องถามขึ้นมาด้วยท่าทีตื่นเต้นราวกับเด็กเล็กๆ ที่เพิ่งได้ของเล่นชิ้นใหม่
“ทำได้ไงเนี่ยศิษย์น้องเล็ก สอนหน่อยสิ รีบสอนพี่หน่อย”
อวิ๋นเจียวดันตัวศิษย์พี่สี่ที่พยายามจะเข้ามาเกาะแกะออกไป เด็กหญิงตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย ท่าทางดูดุดันแต่ก็ยังแฝงความน่าเอ็นดูเอาไว้
“สอนไม่ได้หรอก”
“ทำไมล่ะ”
“เลิกคิดเถอะน่า พี่ไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้หรอก”
ระหว่างที่พวกเขากำลังหยอกล้อกัน วาฬหลังค่อมก็พาเรือเดินทางมาถึงบริเวณรอบนอกของเกาะเล็กๆ แห่งนั้น อวิ๋นหลินไห่กับอวิ๋นหลินเหอยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผาก
“แม่เจ้าโว้ย ไกลขนาดนี้ ถ้าต้องแจวเรือกันมาเองสองคนมีหวังเหนื่อยแทบตายแน่”
“โชคดีนะที่เจียวเจียวของพวกเราเก่งกาจ”
ทางด้านวาฬหลังค่อมเมื่อวางเรือลงบนผิวน้ำเรียบร้อยแล้ว มันก็ว่ายโผล่พ้นน้ำขึ้นมาอีกครั้ง อวิ๋นเจียวกระโดดลงไปบนหลังของมันพร้อมกับลูบหัวเบาๆ
“ขอบใจนะ”
ภาพการหยอกล้อระหว่างคนกับวาฬทำเอาคนที่เหลือต่างพากันอิจฉาตาร้อนไปตามๆ กัน
“ทำไมฉันถึงไม่มีความสามารถแบบนี้บ้างนะ ดูเท่จะตายไป”
อิงเฉิงเย่เอื้อมมือไปตบไหล่คนข้างๆ
“เพ้อเจ้ออะไรอยู่ รีบลงมาได้แล้ว”
เมื่อเรือถูกนำไปจอดเทียบท่าริมฝั่งอย่างปลอดภัย อิงเฉิงเย่ก็ก้าวลงมาจากเรือเป็นคนแรก
อวิ๋นเจียวเดินนำทุกคนมุ่งหน้าเข้าไปยังใจกลางเกาะ เกาะแห่งนี้มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ภูมิประเทศเต็มไปด้วยต้นไม้ขึ้นปกคลุมหนาแน่น อีกทั้งยังมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่ไม่น้อย
เมื่อเดินลึกเข้ามาถึงบริเวณใจกลางเกาะ ภาพของทะเลสาบรูปวงแหวนขนาดใหญ่ก็ปรากฏสู่สายตา
น้ำในทะเลสาบแห่งนี้เป็นน้ำเค็มที่เชื่อมต่อกับทะเลด้านนอกผ่านช่องทางเล็กๆ ช่องทางเหล่านั้นมีขนาดกว้างพอให้ปลาตัวเล็กๆ ว่ายผ่านเข้ามาได้ แต่พวกปลาขนาดใหญ่หมดสิทธิ์สัญจรอย่างแน่นอน
แม้ขนาดของทะเลสาบจะดูกว้างขวางในสายตาของมนุษย์ ทว่ามันกลับดูคับแคบไปถนัดตาเมื่อเทียบกับขนาดตัวของวาฬเพชฌฆาต
แต่ถึงอย่างนั้น พื้นที่ตรงนี้ก็ยังกว้างพอให้วาฬเพชฌฆาตวัยเด็กใช้เป็นสถานที่สำหรับพักฟื้นร่างกายได้สบายๆ
“ที่นี่สวยจังเลยนะ”
ซ่งเฉิงโย่วกวาดสายตามองผืนน้ำใสแจ๋วในทะเลสาบจนสามารถมองทะลุลงไปเห็นก้นบึ้งได้อย่างชัดเจน ด้านล่างนั้นมีทั้งพุ่มปะการัง เศษหิน และสาหร่ายทะเลกระจายตัวอยู่ประปราย
ฝูงปลาสีสันสวยงามแหวกว่ายไปมา ดูราวกับเป็นสวนสัตว์น้ำขนาดย่อมที่ถูกจัดวางขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์ แวดล้อมไปด้วยพื้นที่สีเขียวขจีของพันธุ์ไม้เขตร้อนนานาชนิด เป็นภาพที่งดงามจับตา อวิ๋นเจียวพยักหน้าเห็นด้วย
“อืม นี่เป็นสถานที่พักฟื้นที่หนูตั้งใจเลือกให้วาฬเพชฌฆาตเลยนะ สวยใช่ไหมล่ะคะ”
ดวงหน้าเล็กๆ เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
อันที่จริงอวิ๋นเจียวยังมีความคิดสุดโต่งซ่อนอยู่อีกอย่างหนึ่ง ก่อนหน้านี้เธอเคยคิดอยากจะกว้านซื้อเกาะแก่งสักแห่งเก็บไว้ ซึ่งเกาะแห่งนี้ก็ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี
หากถึงเวลานั้น เธอจะปรับปรุงพื้นที่ตรงนี้ให้กลายเป็นจุดแวะพักสำหรับรักษาสัตว์ทะเลโดยเฉพาะ มันคงจะเหมาะสมมากทีเดียว
เพียงแต่ตอนนี้เธอยังไม่ได้ปริปากเล่าเรื่องนี้ให้คนในครอบครัวฟัง เพราะเกาะแห่งนี้มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลในการครอบครอง เงินเก็บที่อวิ๋นเจียวมีอยู่ตอนนี้ไม่อาจเทียบได้เลยแม้แต่น้อย
ด้วยเหตุนี้ เด็กหญิงจึงตั้งปณิธานกับตัวเองว่าจะต้องพยายามหาเงินให้ได้มากกว่านี้
ทางด้านอิงเฉิงเย่ก็รู้สึกถูกใจสถานที่แห่งนี้เช่นกัน
“ไม่เลวเลย เอาเป็นที่นี่ก็แล้วกัน”
เมื่อได้ข้อสรุปที่ลงตัว ทุกคนจึงพากันเดินย้อนกลับไปทางเดิมเพื่อเตรียมตัวไปรับลูกวาฬเพชฌฆาตมายังทะเลสาบแห่งนี้
ระหว่างทางบังเอิญมีงูพิษตัวหนึ่งโผล่มาทักทาย อวิ๋นเจียวไม่รอช้า รีบพุ่งเข้าไปจับมันม้วนตัวเป็นก้อนกลมๆ แล้วออกแรงเหวี่ยงสุดแขน
เจ้างูผู้โชคร้ายปลิวละลิ่วหายลับไปในทิศทางใดก็สุดจะรู้ได้ ท่าทางดุดันเอาเรื่องของเด็กหญิงทำเอาซ่งเฉิงโย่วถึงกับใจสั่นด้วยความหวาดเสียว
“เจียวเจียว นี่... น้องไม่กลัวบ้างเลยเหรอ”
ในความทรงจำของเขานั้น เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะขยาดกับสัตว์เลื้อยคลานประเภทนี้กันทั้งนั้น อวิ๋นเจียวส่ายหน้าไปมา
“ไม่เห็นน่ากลัวตรงไหนเลย”
อิงเฉิงเย่พูดแทรกขึ้นมา
“ทำเป็นตื่นเต้นไปได้ เด็กผู้หญิงแถบทางเหนือหลายคนก็ไม่กลัวงูกันหรอกนะ ขนาดหมาป่ายังไม่กลัวเลยด้วยซ้ำ”
แน่นอนว่าต่อให้ไม่กลัว แต่ก็ใช่ว่าจะอยากเจอสัตว์พวกนี้บ่อยๆ นักหรอก
เมื่อเดินกลับมาถึงหาดทรายบริเวณที่จอดเรือเอาไว้ อวิ๋นเจียวตั้งใจว่าจะดำน้ำลงไปตามหาวาฬเพชฌฆาตสักหน่อย ทว่ายังไม่ทันได้ขยับตัว เธอก็เหลือบไปเห็นจุดสีดำหลายจุดกำลังเคลื่อนที่ตรงมาทางนี้จากระยะไกลเสียก่อน
“ไม่ต้องลงไปตามหาแล้วล่ะ พวกมันพากันมานู่นแล้ว”
ซ่งเฉิงโย่วชะเง้อคอพยายามกวาดสายตามองไปรอบๆ
“ไหนล่ะ ไม่เห็นมีเลย”
ด้วยระยะสายตาที่มองเห็นได้ไกลกว่าคนทั่วไปของอวิ๋นเจียว ทำให้ต้องรออีกพักใหญ่กว่าคนอื่นๆ จะเริ่มมองเห็นเงาเลือนลางของฝูงวาฬเพชฌฆาตที่กำลังแหวกว่ายตรงมา แถมจำนวนของพวกมันยังไม่ใช่น้อยๆ เสียด้วย
อิงเฉิงเย่ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เมื่อวานวาฬเพชฌฆาตที่เห็นมีไม่เยอะขนาดนี้นี่”
เด็กหญิงพยักหน้ารับ
“ฝูงที่เจอเมื่อวานมาจากวาฬเพชฌฆาตอีกกลุ่มหนึ่ง พวกมันอุตส่าห์ดั้นด้นมาหาหนูเพื่อขอให้ช่วยรักษาลูกวาฬเพชฌฆาตโดยเฉพาะเลยนะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น อิงเฉิงเย่ก็อดคิดไม่ได้ว่าพวกมันช่างเป็นสัตว์ที่เฉลียวฉลาดเสียจริง ดูท่าเขาคงจะประเมินสติปัญญาของสัตว์ทะเลต่ำเกินไปไม่ได้เสียแล้ว
เมื่อฝูงวาฬเพชฌฆาตว่ายเข้ามาใกล้ อวิ๋นเจียวก็ต้องมุมปากกระตุกเมื่อได้ยินเสียงพูดของพวกมัน ที่แท้ก็แค่แห่กันมาดูเรื่องสนุกนี่เอง
พวกแกจะว่างงานกันเกินไปแล้วนะ
น้ำหนักตัวของลูกวาฬเพชฌฆาตอยู่ที่ราวๆ สองร้อยจิน ซึ่งกำลังของอวิ๋นเจียวเพียงคนเดียวสามารถอุ้มมันขึ้นมาได้อย่างสบายๆ แต่ด้วยสรีระของวาฬเพชฌฆาตที่ไม่มีจุดให้จับยึด อีกทั้งพื้นผิวลำตัวยังลื่นปรื๊ดและกลมป๊อก ลำพังแขนสั้นๆ ของเด็กหญิงจึงยากที่จะโอบกอดตัวมันเอาไว้ได้หมด
ด้วยเหตุนี้ ผู้ใหญ่หลายคนจึงต้องยื่นมือเข้ามาช่วยกันกางผ้าปูที่นอนออกเพื่อรองรับตัวลูกวาฬเพชฌฆาต จากนั้นทุกคนก็ช่วยกันจับมุมผ้าแต่ละด้านแล้วออกแรงยกเจ้าตัวน้อยขึ้นมาพร้อมกัน
จังหวะที่ร่างถูกยกให้ลอยพ้นผิวน้ำ เจ้าตัวน้อยดูตื่นตระหนกตกใจอยู่ไม่น้อย อวิ๋นเจียวต้องคอยพูดปลอบประโลมอยู่นานกว่ามันจะยอมสงบลง เธอหันกลับไปพูดกับพ่อแม่ของวาฬเพชฌฆาต
“พวกแกสบายใจได้เลย รอให้ลูกวาฬเพชฌฆาตหายดีเมื่อไร ฉันจะพากลับมาส่งให้ถึงที่เลย”
แม้วาฬเพชฌฆาตตัวโตจะยังคงรู้สึกกังวลอยู่บ้าง ทว่าพวกมันก็ทำได้เพียงปล่อยให้เป็นไปตามนั้น หากปล่อยให้ลูกวาฬไม่ยอมกินอาหารต่อไป ไม่ช้าก็เร็วคงต้องอดตายอย่างแน่นอน การฝากฝังลูกน้อยไว้กับมนุษย์ตัวเล็กๆ คนนี้ อย่างน้อยก็ยังพอมีความหวังเหลืออยู่บ้าง
เมื่อช่วยกันหามลูกวาฬเพชฌฆาตเข้ามาจนถึงใจกลางเกาะ ทุกคนก็เร่งมือใช้ใบไม้และผ้าปูที่นอนช่วยกันปูลาดพื้นที่ให้สะอาดสะอ้านพอสำหรับใช้เป็นสถานที่ผ่าตัด
อิงเฉิงเย่ลงมือฉีดยาสลบให้ลูกวาฬเพชฌฆาตอย่างคล่องแคล่ว ชายหนุ่มชี้มือไปยังตำแหน่งกระเพาะอาหารของสัตว์ทะเลตรงหน้า
“ฉันจะลงมือผ่าตัดเอง ศิษย์น้องสี่คอยเป็นลูกมือ ส่วนศิษย์น้องเล็กคอยสังเกตการณ์แล้วเรียนรู้ไว้ซะนะ”
“เข้าใจแล้ว”
อิงเฉิงเย่สมกับที่เป็นสัตวแพทย์ผู้มากประสบการณ์ ฝีมือการรักษาของเขาจัดว่ายอดเยี่ยมมาก ชายหนุ่มสามารถระบุตำแหน่งกระเพาะอาหารของลูกวาฬเพชฌฆาตได้อย่างแม่นยำ และทุกอย่างก็เป็นไปตามที่เขาคาดการณ์เอาไว้
เขาค่อยๆ คีบนำสิ่งแปลกปลอมชิ้นนั้นออกมาอย่างระมัดระวัง มันคือเศษแหจับปลาที่ถูกทิ้งแล้ว ภายในยังมีก้างปลาติดค้างอยู่ด้วย อิงเฉิงเย่วิเคราะห์สถานการณ์
“น่าจะเกิดจากปลาตัวนี้ว่ายไปติดแหเข้า ลูกวาฬเพชฌฆาตเลยเผลอกลืนกินทั้งปลาทั้งแหเข้าไปในท้องพร้อมกัน”
เนื้อปลายังพอมีทางย่อยสลายได้ แต่เศษแหจับปลาพวกนี้คงยากที่จะถูกย่อยไปตามระบบของร่างกาย
[จบบท]