บทที่ 334: สำรวจอาณาเขต
ทว่าตอนนี้อาเล็กยังเดินทางมาไม่ถึง อวิ๋นเจียวจึงได้แต่คาบนิ้วมือน้อยๆ ของตัวเองเอาไว้พลางใช้ความคิดอย่างหนักเพื่อหาวิธีแก้ปัญหา
“เดี๋ยวหนูไปลองหาดูก่อนนะว่ามีอะไรให้แกกินได้บ้าง”
เด็กหญิงตัดสินใจเริ่มค้นหาจากในทะเลสาบก่อนเป็นอันดับแรก หลังจากงมหาอยู่พักหนึ่งเธอก็ได้กุ้งและหอยเม่นติดมือขึ้นมาจำนวนหนึ่ง
เธอจัดการนำวัตถุดิบที่หามาได้ใส่ลงในชามใบกะทัดรัด จากนั้นก็คว้าก้อนหินแถวนั้นมาบดขยี้กุ้งจนแหลกละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน
เมื่อเตรียมเนื้อกุ้งเสร็จแล้ว เธอก็จัดการแคะเอาไข่หอยเม่นสีเหลืองนวลออกมาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันจนกลายเป็นอาหารเหลว
อวิ๋นเจียวใช้ช้อนตักอาหารที่เตรียมเสร็จแล้วป้อนเข้าปากลูกวาฬเพชฌฆาตทีละช้อนอย่างใจเย็น อาหารลักษณะนี้ถือเป็นของเหลวที่ย่อยง่ายและเหมาะสมกับสภาพร่างกายของมันในตอนนี้มากที่สุด
“อร่อยล่ะสิ”
เมื่อมีอาหารตกถึงท้อง ลูกวาฬเพชฌฆาตก็ขยับหางตีน้ำเป็นจังหวะด้วยความอารมณ์ดี
อันที่จริงบาดแผลจากการผ่าตัดบริเวณหน้าท้องที่อิงเฉิงเย่ทำไว้นั้นไม่ได้มีขนาดใหญ่โตอะไรนัก ยิ่งเมื่อนำมาเทียบกับสรีระตามธรรมชาติของมัน แผลนั้นก็ยิ่งดูเล็กจ้อยลงไปถนัดตา
ประกอบกับฝีมือการเย็บแผลที่ประณีตเรียบร้อย การกินเนื้อบดละเอียดเพียงเล็กน้อยจึงไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อร่างกายของมันเลย
“พอแล้ว เพิ่งจะผ่าตัดมา กินเยอะเกินไปไม่ได้หรอกนะ”
ถึงแม้ว่าลูกวาฬเพชฌฆาตจะยังอยากกินต่อ แต่มันก็ไม่ได้รู้สึกหิวโซเหมือนตอนแรกแล้ว มันจึงยอมหยุดกินอย่างว่าง่าย
อวิ๋นเจียวนั่งเล่นเป็นเพื่อนมันอยู่ริมทะเลสาบได้พักใหญ่ พ่อและศิษย์พี่สามก็เดินกลับมาหาพร้อมกับรอยคราบน้ำคั้นจากต้นหญ้าสีเขียวอี๋ที่ถูกชโลมเอาไว้จนทั่วทั้งตัว
สภาพของทั้งสองคนในตอนนี้มีเพียงสีผิวเดิมที่ตัดกับสีเขียวของน้ำหญ้า ดูแล้วเป็นภาพที่แปลกตาเอามากๆ
โชคดีที่สีผิวของพวกเขาค่อนข้างคล้ำเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
เห็นแบบนั้นเด็กหญิงก็อดนึกโชคดีอยู่ในใจไม่ได้ที่ตัวเองเป็นคนประเภทที่ยุงไม่ค่อยชอบกัด หากผิวขาวๆ เนียนๆ ของเธอต้องมาถูกทาด้วยน้ำหญ้าสีเขียวแบบนั้นบ้าง สภาพคงจะดูไม่จืดเลยทีเดียว
อิงเฉิงเย่เดินเข้ามาตรวจดูอาการของลูกวาฬเพชฌฆาตอีกครั้ง เมื่อรับรู้ว่าอวิ๋นเจียวป้อนเนื้อสัตว์บดละเอียดให้มันกินไปบ้างแล้ว ชายหนุ่มก็พยักหน้ารับเบาๆ
“สัตว์ป่ามีสัญชาตญาณในการฟื้นฟูร่างกายตัวเองค่อนข้างดี ขอแค่กินอาหารได้ อาการก็จะค่อยๆ ดีขึ้นเอง”
บาดแผลผ่าตัดเล็กๆ น้อยๆ ฝีมือเขาแทบจะเทียบไม่ได้กับอันตรายตามธรรมชาติ การใช้ชีวิตในป่าหรือแม้แต่ในท้องทะเลกว้างใหญ่นั้นไม่เคยมีความปลอดภัยรออยู่ สัตว์บางตัวได้รับบาดเจ็บสาหัสจนเนื้อหลุดหายไปเป็นก้อนใหญ่ แต่ขอเพียงแค่พวกมันยังสามารถหาอาหารกินและอดทนผ่านช่วงเวลาวิกฤตไปได้ สุดท้ายพวกมันก็ยังคงมีชีวิตรอดต่อไปได้อยู่ดี
ถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนยาให้ลูกวาฬเพชฌฆาตอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้การทำงานกลับง่ายดายขึ้นมาก เพราะมีอวิ๋นเจียวคอยนั่งอยู่ใกล้ๆ มันจึงไม่ดิ้นรนขัดขืนแม้จะถูกยกตัวขึ้นมาบนฝั่ง สัตว์ตัวโตนอนนิ่งให้ชายหนุ่มทำแผลเปลี่ยนยาให้แต่โดยดี
อิงเฉิงเย่อดใจไม่ไหวจนต้องยื่นมือไปลูบคลำผิวหนังของมันอยู่หลายครั้ง สัตว์พวกนี้ตราบใดที่ไม่แว้งกัดคนก็ถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าเอ็นดูทั้งนั้น
แต่ลูกวาฬเพชฌฆาตตัวนี้มีสภาพร่างกายที่ค่อนข้างซูบผอม หากมันได้กินอาหารจนกลับมาอ้วนท้วนสมบูรณ์กว่านี้ก็คงจะดีไม่น้อย
สำหรับชายหนุ่มแล้ว การคลุกคลีอยู่กับสัตว์พวกนี้ทำให้เขาสบายใจมากกว่าการต้องไปรับมือกับความวุ่นวายของผู้คนเสียอีก
หลังจากจัดการใส่ยาให้ลูกวาฬเพชฌฆาตจนเสร็จเรียบร้อย อวิ๋นหลินเหอก็เดินทางมาถึงพอดี
การมาครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เขาเพียงคนเดียว แต่ยังมีอวิ๋นเฉินหนานและอวิ๋นเฉินเป่ยตามมาด้วย ทั้งสามคนช่วยกันหอบหิ้วอุปกรณ์สารพัดอย่างมาเต็มไม้เต็มมือ ทั้งหม้อไหกะละมัง เครื่องปรุงรส ผ้าห่ม ไปจนถึงแผ่นพลาสติกสำหรับกันฝน
ข้าวของเครื่องใช้มากมายขนาดนี้ เดาได้ไม่ยากเลยว่าคงเป็นฝีมือการตระเตรียมของผู้เป็นแม่และอาสะใภ้เล็กที่อยู่บ้านเป็นแน่
ระหว่างที่ผู้ใหญ่กำลังเตรียมตัวเดินไปขนสัมภาระที่เหลือลงจากเรือ พวกเขาก็ช่วยกันนำผ้าปูที่นอนมาห่อตัวลูกวาฬเพชฌฆาตแล้วหามมันออกไปที่ชายหาดอีกครั้ง เพื่อให้มันได้ออกไปพบหน้าครอบครัวและช่วยคลายความกังวลให้กับฝูงวาฬที่รอคอยอยู่
เมื่อฝูงวาฬเพชฌฆาตเห็นสมาชิกตัวน้อยถูกพากลับลงมาในทะเล พวกมันก็แสดงอาการดีใจออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน
วาฬตัวใหญ่หลายตัวพากันว่ายน้ำวนเวียนไปรอบๆ ตัวลูกวาฬ ทางด้านลูกวาฬเพชฌฆาตเองก็ส่งเสียงร้องตอบรับด้วยความยินดี แต่มันก็ระมัดระวังตัวไม่กล้าว่ายน้ำเร็วเกินไปนักเพราะกลัวว่าแผลผ่าตัดจะกระทบกระเทือน
อวิ๋นเจียวคอยว่ายน้ำดูแลความเรียบร้อยอยู่ห่างๆ พร้อมกับถือโอกาสนี้ดำน้ำลงไปสำรวจหาวัตถุดิบที่พอนำไปทำอาหารติดไม้ติดมือกลับขึ้นฝั่งไปด้วย
ในเมื่ออุตส่าห์ขนหม้อไหกะละมังมาถึงที่นี่แล้ว อย่างไรเสียก็ต้องหาของทะเลสดๆ ไปต้มกินกันสักมื้อ
ขณะที่เด็กหญิงกำลังง่วนอยู่กับการหาอาหาร สมาชิกคนอื่นๆ ก็กำลังวุ่นวายอยู่กับการขนย้ายข้าวของลงจากเรือเช่นกัน
“เจียวเจียว จะชงนมผงให้ลูกวาฬเพชฌฆาตกินด้วยไหม”
“เอาด้วย”
อวิ๋นเจียวพยักหน้าตอบรับทันที
พูดจบเธอก็จัดการโยนกุ้งลายเสือตัวโตที่มีขนาดกว้างกว่าฝ่ามือขึ้นไปกองไว้บนฝั่งหลายตัว
หลังจากนั้นเธอก็โยนวัตถุดิบอื่นๆ ตามขึ้นไปอีกเป็นพรวน ทั้งหอยเชลล์ หอยหวาน หอยสังข์ตัวเล็กตัวใหญ่ ปูเสฉวน ไปจนถึงหอยตลับสีสันสวยงามขนาดใหญ่อีกจำนวนหนึ่ง
อิงเฉิงเย่ยืนมองเด็กหญิงที่ดำผุดดำว่ายงมหาของในทะเลแล้วโยนขึ้นมาบนฝั่งซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับผึ้งงานตัวน้อยด้วยความตกตะลึง
ชายหนุ่มเริ่มเกิดความสงสัยขึ้นมาตงิดๆ ว่าของพวกนี้มันงมหากันได้ง่ายดายขนาดนี้เชียวหรือ ทรัพยากรใต้น้ำมันอุดมสมบูรณ์ถึงขั้นหลับตาคลำก็เจอเลยหรือยังไง
“นี่มันกุ้งอะไรเนี่ย ตัวใหญ่ขนาดนี้เลย”
“ปลาตัวนี้หน้าตาดูไม่ได้เลย จะกินได้เหรอเนี่ย”
“แล้วนี่ปูอะไรอีกล่ะ”
อิงเฉิงเย่ไม่ได้เกิดและเติบโตมาในพื้นที่ติดทะเล ช่วงที่เขาฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านผู้เฒ่าสวีก็เป็นการใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่อื่น หลังจากนั้นเขาก็ถูกส่งตัวไปเป็นยุวชนปัญญาชนยังพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ เมื่อได้รับโควตาให้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย เขาก็ตัดสินใจเลือกเรียนสาขาสัตวแพทย์อย่างไม่ลังเล พอเรียนจบก็มุ่งหน้ากลับไปทำงานที่นั่นอีก
ประสบการณ์ชีวิตทั้งหมดของเขาล้วนผูกติดอยู่กับพื้นที่บนบก เขาจึงแทบจะไม่มีความรู้เรื่องสัตว์ทะเลเลยแม้แต่น้อย
อวิ๋นหลินเหอและอวิ๋นหลินไห่รับหน้าที่เป็นคนคอยตอบคำถามสารพัดอย่างของชายหนุ่มไปพร้อมๆ กับการก้มหน้าก้มตาเก็บวัตถุดิบขึ้นมาจากพื้น
ในที่สุดการเตรียมอาหารก็เสร็จสิ้นลง ทุกคนล้อมวงจัดการกับหม้อไฟทะเลมื้อใหญ่บนเกาะแห่งนั้นจนอิ่มหนำสำราญ
หลังจากจัดการกับมื้ออาหารเรียบร้อยแล้ว ลูกวาฬเพชฌฆาตตัวน้อยก็ถูกพากลับเข้ามาพักฟื้นที่ทะเลสาบตามเดิม
เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก อวิ๋นเจียวก็เริ่มรู้สึกไม่อยากนั่งจับเจ่าอยู่บนเกาะเฉยๆ อีกต่อไป เธอจึงสะพายกระเป๋าใบเก่งที่อัดแน่นไปด้วยขนมขบเคี้ยวเตรียมตัวออกไปเดินสำรวจพื้นที่รอบๆ ทันที
แน่นอนว่าผู้เป็นพ่อและคนอื่นๆ ย่อมอยากจะเดินตามไปดูแลความปลอดภัยด้วย แต่เธอก็ปฏิเสธกลับไปอย่างเด็ดขาด
“ขืนตามมาก็เป็นตัวถ่วงหนูเปล่าๆ”
เด็กหญิงตัวน้อยปฏิเสธความหวังดีของทุกคนด้วยน้ำเสียงจริงจัง คำพูดตรงไปตรงมาของเธอทำเอาผู้ใหญ่หลายคนถึงกับพูดไม่ออกไปตามๆ กัน
“งั้นก็ไม่ต้องไปแล้วกันเนอะ”
“ไม่ หนูจะไป”
อวิ๋นเจียวส่ายหน้าไปมาอย่างไม่ยอมแพ้
เกาะแห่งนี้คือพื้นที่ที่เธอเล็งเอาไว้ตั้งแต่แรก ยังไงวันนี้เธอก็ต้องเดินสำรวจอาณาเขตของตัวเองให้ทั่วถึงเสียก่อน
“พ่อไม่ต้องห่วงหรอก เจียวเจียวเก่งจะตาย”
พูดจบเธอก็ยกมือขึ้นตบหน้าอกตัวเองเบาๆ เพื่อเรียกความมั่นใจ ก่อนจะก้าวขาสั้นๆ ของตัวเองเดินมุ่งหน้าเข้าไปในป่าทึบอย่างกระฉับกระเฉง
สภาพแวดล้อมโดยรวมของเกาะแห่งนี้ค่อนข้างชื้นแฉะ จึงไม่แปลกที่จะมีสัตว์จำพวกงูมีพิษและแมลงต่างๆ อาศัยอยู่ชุกชุม
ทว่าแมลงบางชนิดก็มีรูปร่างหน้าตาที่ดูน่ารักน่าชังอยู่ไม่น้อย
อย่างเช่นแมงมุมสีน้ำเงินตัวโตที่กำลังเกาะอยู่บนต้นไม้ตรงหน้า มันมีขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือของเธอเสียอีก แถมยังมีขนฟูฟ่องปกคลุมอยู่ทั่วทั้งตัว
อวิ๋นเจียวไม่เคยเห็นแมงมุมที่มีขนาดใหญ่และมีสีสันสวยงามสะดุดตาแบบนี้มาก่อนเลย
ขนปุกปุยของมันทำให้ดูเผินๆ แล้วเหมือนกับตุ๊กตาของเล่นไม่มีผิด
ด้วยความที่เป็นคนไม่เกรงกลัวต่อพิษร้ายใดๆ เมื่อเกิดความสงสัยใคร่รู้ เด็กหญิงจึงตัดสินใจเอื้อมมือไปจับแมงมุมยักษ์ตัวนั้นมาวางไว้บนฝ่ามือของตัวเองทันที
แมงมุมยักษ์ที่เพิ่งถูกจับตัวมามีอาการตื่นตกใจอยู่บ้าง มันจึงพยายามตะเกียกตะกายไต่ไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกายเธอ
ตราบใดที่มันไม่มุดเข้าไปในเสื้อผ้า อวิ๋นเจียวก็ปล่อยให้มันเดินเล่นบนตัวเธอได้อย่างอิสระ
หลังจากปล่อยให้แมงมุมสีสันสวยงามเดินสำรวจจนพอใจแล้ว ในที่สุดมันก็ยอมหยุดนิ่งอยู่บนเส้นผมของเธอ อวิ๋นเจียวจึงก้มลงไปจับแมลงตามพื้นดินขึ้นมายื่นส่งให้มัน
ในตอนแรกแมงมุมยักษ์ยังคงมีท่าทีระแวดระวังและพยายามซุ่มดูลาดเลาอยู่นิ่งๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก มันคงจะเริ่มรู้สึกคุ้นเคยและลดความหวาดกลัวลง มันจึงค่อยๆ โผล่หัวออกมาแล้วใช้ขาตะปบเอาแมลงตัวนั้นไปกินอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นดังนั้นเด็กหญิงก็ปัดเศษดินเศษทรายออกจากมือ แล้วออกเดินสำรวจพื้นที่ป่าแห่งนี้ต่อไป
“เมี้ยว~”
ทว่าเดินไปได้ไม่ทันไร เธอก็ได้ยินเสียงร้องแหลมเล็กคล้ายเสียงแมวผสมกับเสียงนกดังแว่วมาแต่ไกล
อวิ๋นเจียวไม่ได้ผลีผลามวิ่งตามเสียงนั้นไปทันที แต่เธอเลือกที่จะหลบเข้าไปหลังต้นไม้ใหญ่เพื่อคอยดูลาดเลาก่อน
เพียงไม่นานนัก สัตว์สี่เท้าขนาดใหญ่ที่ดูคล้ายแมวก็ปรากฏตัวขึ้นในกรอบสายตาของเธอ
รูปร่างหน้าตาของมันดูยังไงก็ไม่ใช่แมวป่าทั่วไป แต่มันคือเสือดาวตัวเป็นๆ ต่างหาก
น่าเสียดายที่อวิ๋นเจียวไม่มีความรู้เรื่องสัตว์ป่าบนบกมากนัก สัตว์ป่าที่เธอรู้จักมักจะเป็นสัตว์ที่คุ้นหูคุ้นตากันดีอย่างพวกเสือโคร่ง หมูป่า กวาง หรือไม่ก็หมี
เธอเคยเห็นภาพของเสือดาวผ่านตากันมาบ้างจากในหนังสือสารคดี
เสือดาวบนโลกใบนี้มีหลากหลายสายพันธุ์จนนับไม่ถ้วน ซึ่งเธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเสือดาวตรงหน้าเรียกว่าสายพันธุ์อะไร มันมีขนาดลำตัวพอๆ กับสุนัขโตเต็มวัย มีหางยาวโดดเด่น และมีลวดลายคล้ายก้อนเมฆกระจายอยู่ทั่วแผ่นหลังสีเหลืองทองของมัน
เสือดาวตัวนั้นเพิ่งจะกระโดดลงมาจากต้นไม้สูง หางที่ยาวพอๆ กับขนาดลำตัวของมันช่วยรักษาสมดุลในการเคลื่อนไหวได้เป็นอย่างดี
เมื่อเท้าแตะพื้น มันก็หยุดชะงักเพื่อมองซ้ายมองขวาตรวจดูความปลอดภัยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเยื้องย่างหายเข้าไปในพุ่มไม้
อวิ๋นเจียวไม่ได้วิ่งตามมันไป เพราะเสือดาวเป็นสัตว์ที่ปราดเปรียวและว่องไวมาก เธอไม่มีความมั่นใจเลยสักนิดว่าจะสามารถวิ่งแข่งกับสัตว์ป่าพวกนี้บนบกได้ทัน
เมื่อเห็นว่าเสือดาวเดินจากไปไกลแล้ว เธอก็เตรียมตัวจะเดินสำรวจพื้นที่ส่วนอื่นต่อ ทว่าจังหวะที่หันหลังกลับไปนั้นเอง สายตาของเธอก็ดันไปประสานเข้ากับดวงตาของงูยักษ์หน้าตาอัปลักษณ์ตัวหนึ่งเข้าอย่างจัง
ทันทีที่สบตากัน งูยักษ์ตัวนั้นก็อ้าปากกว้างเตรียมฉกกัดเธอด้วยความดุร้าย
อวิ๋นเจียวรีบหงายหลังหลบการโจมตีอย่างฉิวเฉียด การฝึกฝนความยืดหยุ่นของร่างกายกับอาจารย์มาอย่างยาวนานเริ่มออกดอกออกผลให้เห็นก็คราวนี้
หลังจากแอ่นตัวหลบคมเขี้ยวของมันพ้นแล้ว เธอก็บิดเอวเอี้ยวตัวหลบไปด้านข้าง ก่อนจะสไลด์ตัวหนีออกจากรัศมีการโจมตีของมันได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เมื่องูยักษ์พลิกตัวกลับมาหมายจะรัดร่างของเธออีกครั้ง อวิ๋นเจียวที่ตั้งหลักรออยู่แล้วก็ไม่ได้คิดจะขยับหนีไปไหน
โดยปกติแล้วงูประเภทนี้มักจะไม่มีพิษ แต่พวกมันมีพละกำลังในการรัดเหยื่อมหาศาลมากพอที่จะทำให้กระดูกและอวัยวะภายในแหลกเหลว จนเหยื่อขาดอากาศหายใจตายในที่สุด
แต่บังเอิญเหลือเกินที่พละกำลังของเด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ามันเลยสักนิด!
[จบบท]