บทที่ 35: ฟักไข่ไก่ป่า
ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อได้ยินพวกเขาเอ่ยปากบอกว่าได้บังเอิญพบเจอกับฝูงไก่ป่าฝูงใหญ่เข้า ก็พลอยทำให้ชาวบ้านรู้สึกเสียดายอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
“ถ้าหากว่าวันนี้ฉันได้เดินทางเข้าไปในภูเขาพร้อมกับพวกนายด้วย ไม่แน่ว่าอาจจะสามารถจับกลับมาได้สักตัวหนึ่งก็ได้นะ”
สำหรับในเรื่องนี้นั้น ภายในใจของอวิ๋นเสี่ยวอู่ก็ได้แต่แอบคิดแย้งขึ้นมาอย่างเงียบๆ ว่าพวกเราไม่ได้อยากจะให้คนอย่างนายเข้าไปในภูเขาพร้อมกันกับพวกเราเลยสักนิดเดียว
ถึงแม้ว่าตัวเขาเองจะเป็นคนที่ชื่นชอบการโอ้อวดเบ่งทับถมคนอื่นอยู่บ้างก็จริง แต่ทว่าอวิ๋นเสี่ยวอู่และพี่น้องคนอื่นๆ ก็ยังคงล่วงรู้ตระหนักแน่แก่ใจในขอบเขตของความเหมาะสม
งูสิงตัวนั้นจึงถูกซุกซ่อนเอาไว้เป็นอย่างดีและไม่ได้หยิบนำออกมาให้ใครได้เห็นแต่อย่างใด
เมื่อวิ่งกลับมาถึงที่บ้านแล้ว อวิ๋นเสี่ยวอู่จึงได้เริ่มตะโกนส่งเสียงโวยวายดังลั่นขึ้นมาในทันที
“ย่า แม่...”
“ไม่อยู่บ้าน ประตูก็ล็อคเอาไว้แน่นหนาเชียว”
อวิ๋นเสี่ยวอู่ปลดตะกร้าสะพายหลังจากบนไหล่ แล้วโยนฟืนที่อยู่ด้านในกองลงไปที่บริเวณหน้าประตูบ้าน
“พวกนายคอยดูของเอาไว้ตรงนี้นะ เดี๋ยวฉันจะไปหาปู่เพื่อเอากุญแจก่อน”
ผู้เฒ่าอวิ๋นกำลังง่วนอยู่กับการทำงานที่บ้านหลังใหม่อย่างขะมักเขม้น ส่วนคนอื่นๆ รวมไปถึงย่าอวิ๋นด้วยนั้น คาดเดาว่าคงจะออกไปทำงานในไร่นากันหมดแล้ว เป็นธรรมดาของชาวบ้านในชนบทที่น้อยครั้งนักจะมีเวลาว่างเว้นจากการทำงาน
อวิ๋นเสี่ยวอู่วิ่งกลับมาถึงบ้านในเวลาเพียงไม่นานนัก
อวิ๋นเสี่ยวลิ่วและคนอื่นๆ ต่างพากันนอนคว่ำหน้าเล่นลูกแก้วกันอยู่ที่บริเวณหน้าประตูบ้าน
ส่วนอวิ๋นเจียวนั้นกำลังกอดไข่ไก่ป่าจำนวน 15 ฟองเอาไว้อย่างทะนุถนอม พลางนั่งลงบนตอไม้หินที่อยู่หน้าประตู มือน้อยๆ ที่ขาวผ่องและนุ่มนิ่มหยิบไข่ไก่ฟองหนึ่งชูขึ้นสู่ท้องฟ้าและจ้องมองดูบางสิ่งบางอย่างด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ฉันกลับมาแล้ว ปู่บอกว่าย่าไปถอนหญ้าที่ในแปลงนา”
“เจียวเจียว เธอกำลังดูอะไรอยู่งั้นเหรอ”
อวิ๋นเจียวหันใบหน้าด้านข้างมาเพียงเล็กน้อย ใบหน้าอันงดงามประณีตราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบหันมาเผชิญหน้ากับอวิ๋นเสี่ยวอู่ ดวงตาคู่โตเปล่งประกายสดใสแวววาวเป็นพิเศษ
“พี่ห้า ในไข่ฟองนี้มีลูกไก่ป่าตัวน้อยอยู่ด้วยล่ะ”
น้ำเสียงที่นุ่มนิ่มของเธอแฝงไปด้วยความตื่นเต้นดีใจอยู่เล็กน้อย
“จริงเหรอ”
พวกพี่ชายคนอื่นๆ ต่างก็เลิกเล่นลูกแก้วกันแล้ว พวกเขาลุกขึ้นมาจากพื้นดินพร้อมกับปัดฝุ่นออกจากกางเกงแล้วขยับเข้าไปมุงดูใกล้ๆ
“ฉันขอดูหน่อยสิ เอามาให้ฉันดูบ้าง”
“อย่าเบียดกันสิ ฉันก็จะดูเหมือนกัน”
พวกเขาหยิบไข่ไก่ป่าขึ้นมาแล้วเลียนแบบท่าทางของอวิ๋นเจียวเพื่อส่องดูบ้าง
“ดูไม่ออกเลยแฮะ”
“ของฉันฟองนี้ดูเหมือนจะมีอยู่นิดหน่อยนะ”
อวิ๋นเสี่ยวชีจึงได้เอ่ยปากเสนอความคิดเห็นขึ้นมา
“พวกเราไปเอาไฟฉายมาส่องดูกันเถอะ เมื่อก่อนย่าก็ใช้วิธีนี้ส่องดูไข่ไก่ที่บ้านเหมือนกัน”
ต่อมาภายหลังจากที่ไก่ตัวผู้ตัวเล็กเพียงตัวเดียวของที่บ้านถูกจับกินไปแล้ว ย่าอวิ๋นก็ไม่เคยส่องดูไข่ไก่แบบนั้นอีกเลย
เมื่อเปิดประตูเข้าไปในบ้านแล้ว เด็กๆ หลายคนก็รีบค้นหาไฟฉายจนเจอในทันที จากนั้นจึงเอาศีรษะสุมรวมกันแล้วนำไข่ไก่ฟองนั้นวางทาบลงบนแสงไฟ
“รีบดูเร็วเข้า มีอยู่จริงๆ ด้วย ตรงนี้มีเส้นเลือดฝอยเยอะแยะเลย”
“อันนี้คือหัวใจหรือเปล่าเนี่ย ยังขยับอยู่เลยนะ”
“ลองดูฟองอื่นกันบ้างเถอะ”
จนกระทั่งในท้ายที่สุด จากไข่ไก่จำนวน 15 ฟอง ก็สามารถค้นหาจนพบเพียงแค่ 3 ฟองเท่านั้นที่มีสิ่งมีชีวิตเล็กๆ อยู่ภายในอย่างชัดเจน ส่วนฟองที่เหลือนั้นพวกเขาก็ดูไม่ออกแล้ว
“เร็วเข้า พวกเราเอาไข่ไก่ป่า 3 ฟองนี้ไปวางไว้ในเล้าไก่กันเถอะ ให้แม่ไก่ที่บ้านช่วยกกไข่ให้”
“หา? แล้วถ้าแม่ไก่บ้านเราไม่ยอมจะทำยังไงล่ะ”
“ลองดูไปก่อนเถอะน่า”
อวิ๋นเจียวขยับขาสั้นป้อมเดินเตาะแตะตามหลังก้นพวกพี่ชายต้อยๆ เด็กๆ หลายคนวิ่งเข้าไปในเพิงที่ใช้เลี้ยงไก่
ด้านในมีรังไก่อยู่ 2 รัง ซึ่งล้วนแล้วแต่ทำขึ้นจากการนำกองหญ้าแห้งใส่ลงไปในตะกร้าไม้ไผ่ที่ผุพังแล้ว แม่ไก่ทั้งสองตัวของที่บ้านมักจะวิ่งเข้าไปออกไข่ในนั้นด้วยตัวเอง
“ตรงนี้มีแม่ไก่อยู่ตัวนึง ยังอยู่ในรังอยู่เลย”
เมื่อถูกรุมล้อมจ้องมองอย่างกะทันหัน แม่ไก่ตัวนั้นจึงเกิดอาการกระวนกระวายใจและหวาดระแวง
“คงไม่ใช่ว่ากำลังจะออกไข่อยู่หรอกนะ”
พวกอวิ๋นเสี่ยวอู่เดินย่องเข้าไปนั่งยองๆ อยู่ที่ด้านหลังก้นของแม่ไก่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เพราะอยากจะดูว่าแม่ไก่ตัวนี้ออกไข่อย่างไร
แม่ไก่ตัวนั้นถึงกับพูดไม่ออก ต่อให้กำลังจะเบ่งไข่ออกมาก็คงต้องตกใจจนไข่หดกลับเข้าไปเป็นแน่
“พวกแกกำลังทำอะไรกันน่ะ”
ย่าอวิ๋นกลับมาถึงบ้านแล้ว เมื่อมองเห็นเจ้าเด็กเหลือขอในบ้านหลายคนกำลังรังแกแม่ไก่สุดที่รักของตนเอง ก็พลันบันดาลโทสะจนไฟลุกท่วมหัว หยิบท่อนฟืนเล็กๆ ขึ้นมาไม้หนึ่งแล้วทำท่าจะฟาดใส่คนในทันที
“รีบหนีเร็ว!”
อวิ๋นเสี่ยวอู่ดึงแขนอวิ๋นเจียวแล้วเริ่มออกวิ่ง แต่ทว่าขาของเธอนั้นสั้นเกินไปจึงวิ่งตามไม่ทัน สุดท้ายเลยกลายเป็นว่าอวิ๋นเสี่ยวอู่และอวิ๋นเสี่ยวลิ่วต้องช่วยกันหิ้วปีกคนละข้าง
อวิ๋นเจียวจึงถูกห้อยต่องแต่งอยู่กลางอากาศด้วยความมึนงง ปลายเท้าเหยียดตรงแหน๋วอย่างไรก็หยั่งไม่ถึงพื้นดิน
“เจ้าห้าเจ้าหก ยังไม่รีบวางน้องลงอีก!”
“ย่าอย่าตีนะ พวกเราแค่จะให้แม่ไก่ช่วยฟักไข่เท่านั้นเอง”
หลังจากที่ถูกไล่กวดไปรอบลานบ้านอยู่สองรอบ พวกเขาจึงรีบเอ่ยปากอธิบายแย่งกันพูดจนฟังไม่ได้ศัพท์
ย่าอวิ๋นหยุดชะงักลง พวกเขาทั้งหลายจึงไปยืนรวมกลุ่มกันอยู่ที่ฝั่งตรงข้ามของย่าอวิ๋น สายตาจ้องมองไม้เรียวในมือของหญิงชราด้วยความหวาดระแวงระวังภัย
อวิ๋นเจียวตีขาสั้นป้อมพับๆ อยู่กลางอากาศ
“ปล่อยหนูนะ หนูจะลง”
พี่ชายทั้งสองคนจึงรีบวางตัวเธอลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว
“ฟักไข่อะไรกัน”
ย่าอวิ๋นอุ้มอวิ๋นเจียวขึ้นมาแนบอก แล้วฟาดฝ่ามือลงบนแขนของอวิ๋นเสี่ยวอู่และอวิ๋นเสี่ยวลิ่วคนละที แต่ทว่าไม่ได้ลงแรงหนักหนาแต่อย่างใด ดูแล้วก็เหมือนกับการตบเบาๆ เสียมากกว่า
“พาน้องวิ่งไปแบบนี้ ถ้าเกิดน้องเจ็บตัวขึ้นมาจะทำยังไงฮะ”
อวิ๋นเสี่ยวอู่ทำหน้าทะเล้นอย่างคนหน้าหนาใจดำ
“ไม่หรอกน่า ตอนเด็กๆ ผมก็ชอบเล่นแบบนี้จะตายไป สนุกใช่ไหมเจียวเจียว”
อวิ๋นเจียวบ่นพึมพำงึมงำ
“พวกพี่วิ่งไม่พร้อมกันนี่นา”
พอวิ่งไม่พร้อมกัน แขนของเธอก็เลยถูกดึงรั้งเอาไว้ มันเลยไม่ได้สนุกขนาดนั้นเสียหน่อย
อวิ๋นเสี่ยวอู่และอวิ๋นเสี่ยวลิ่วต่างก็ยกมือขึ้นเกาหัวด้วยความขัดเขินโดยพลัน
“เป็นเพราะนายวิ่งช้าเกินไปนั่นแหละ”
อวิ๋นเสี่ยวลิ่วโต้ตอบกลับไปอย่างเชื่องช้า
“เห็นชัดๆ ว่าเป็นเพราะพี่วิ่งเร็วเกินไปต่างหาก”
สองพี่น้องต่างฝ่ายต่างมองค้อนใส่กันด้วยความรังเกียจ
“พี่จ๋า ไข่ไก่ป่า”
อวิ๋นเจียวเอ่ยปากเตือนขึ้นมา อวิ๋นเสี่ยวชีจึงรีบหยิบไข่ไก่ป่าออกมาในทันที
“ย่าครับพวกเราเจอไข่ไก่ป่าตั้งหลายฟองแน่ะ สามฟองนี้มีลูกไก่ป่าอยู่ข้างใน พวกเราเลยกะว่าจะให้แม่ไก่ที่บ้านช่วยกกไข่ให้น่ะครับ”
ย่าอวิ๋นลองก้มลงดูแล้วก็เห็นว่าเป็นความจริง จึงได้ตรวจสอบไข่ไก่ป่าทั้งสามฟองนั้นดู ภายในมีลูกเจี๊ยบอยู่จริงๆ เสียด้วย
“เอามาให้ย่าเถอะ เดี๋ยวจะเอาไปลองดู พอดีว่าแม่ไก่ที่บ้านกำลังกกไข่อยู่เลย”
แต่ทว่าไข่ที่พวกมันออกเองนั้นไม่มีทางฟักเป็นตัวได้ ไข่ไก่ป่าสามฟองนี้กลับน่าจะลองเสี่ยงดูได้อยู่เหมือนกัน
เพียงแต่ว่าสามฟองนั้นดูจะน้อยเกินไปหน่อย หญิงชราจึงตรวจสอบไข่ไก่ฟองอื่นๆ อีกรอบหนึ่ง แล้วก็ค้นพบไข่มีเชื้อที่ดูยากอีก 3 ฟอง จึงตัดสินใจหยิบออกมาด้วยเช่นกัน
เด็กๆ หลายคนได้แต่เบิกตามองตาปริบๆ เมื่อเห็นว่าเหลือไข่ไก่ป่าเพียงแค่ 9 ฟองเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับคนในครอบครัวกินกันเลยด้วยซ้ำ
“เดี๋ยวอีกวันสองวันนี้ย่าจะลองไปหาดูว่ามีไข่อื่นๆ อีกไหม จะได้ให้แม่ไก่ช่วยฟักไปพร้อมกันเลย”
ที่บ้านเหลือแม่ไก่อยู่แค่สองตัวเท่านั้น อันที่จริงเธอเองก็คิดอยากจะเลี้ยงเพิ่มอีกสักหลายตัวอยู่เหมือนกัน
เด็กๆ หลายคนเดินตามหลังย่าอวิ๋นไป มองดูเธอใช้มือปัดป่ายแม่ไก่ที่นอนหมอบอยู่ในรังอย่างชำนาญ จากนั้นก็ล้วงเอาไข่ไก่ที่กำลังอุ่นร้อนออกมาจากใต้ท้องของมัน
แม่ไก่ตัวนั้นมองดูเธอหยิบไข่ไก่ออกไปก็ดูเหมือนจะร้อนรนใจอยู่บ้าง ส่งเสียงร้องกะต๊ากๆ ออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน จนกระทั่งย่าอวิ๋นยัดไข่ไก่ป่าทั้ง 6 ฟองนั้นกลับเข้าไปคืน มันถึงได้ยอมสงบลง
เมื่อเดินออกมาจากเล้าไก่ พวกเขาก็พูดคุยส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวกันว่าวันนี้เข้าไปในภูเขาแล้วเจออะไรมาบ้าง
พอพูดถึงเรื่องงูขึ้นมา ย่าอวิ๋นก็รีบเข้ามาสำรวจตรวจดูตามร่างกายของอวิ๋นเจียว แล้วเอ่ยถามด้วยความตื่นตระหนกว่าถูกกัดบ้างหรือเปล่า
อวิ๋นเจียวยืนนิ่งๆ ปล่อยให้ย่าจับมือพลิกดูจับหน้าพลิกดูอย่างว่าง่ายโดยไม่ได้งอแงแต่อย่างใด เพียงแต่ส่ายหน้าปฏิเสธเมื่อถูกถามเท่านั้น
“ไม่มีจ้ะ”
“ย่าครับ นั่นมันงูสิงนะ น้องไม่เป็นไรหรอก แถมยังเก่งมากด้วย ทุบหัวงูจนเละเลย”
ย่าอวิ๋นได้เห็นงูและไก่ป่าที่พวกเขาจับมาได้ในเวลาอันรวดเร็ว เจ้าตัวเล็กหลายคนส่งเสียงร้องโวยวายอยากจะกินซุปมังกรหงส์ อวิ๋นเจียวเองก็เบิกดวงตาคู่โตกลมโตจ้องมองหญิงชราตาแป๋วด้วยความคาดหวังเช่นเดียวกัน
ย่าอวิ๋นหิ้วไก่ป่าตัวนั้นขึ้นมา
“ได้สิ วันนี้ย่าจะทำซุปมังกรหงส์ให้พวกหลานกินเอง”
“ยอดเยี่ยมไปเลย!”
พวกเด็กๆ ต่างพากันส่งเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจกันถ้วนหน้า
พวกอวิ๋นเจียวและอวิ๋นเสี่ยวจิ่วช่วยกันต้มน้ำ คนที่ทำหน้าที่ก่อไฟคืออวิ๋นเสี่ยวจิ่ว ส่วนอวิ๋นเจียวนั้นใช้สองมือประคองลูกฝรั่งเอาไว้ พลางนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวเล็กที่อยู่ด้านข้างแล้วแทะกินอย่างเชื่องช้า
เนื่องจากรู้สึกร้อนอยู่สักหน่อย เธอจึงขยับเก้าอี้ไม้ตัวเล็กเลื่อนออกไปด้านข้างอีกนิด ส่วนพวกอวิ๋นเสี่ยวอู่นั้นก็ตามไปจัดการชำแหละไก่ป่าและงู
“ยังเก็บเห็ดรากแหกลับมาได้เยอะขนาดนี้เชียว! นี่มันของดีทั้งนั้นเลยนะเนี่ย”
อวิ๋นเจียวชะโงกศีรษะทุยเล็กๆ ออกมา ที่มุมปากยังคงมีเศษเนื้อผลไม้ละเอียดและน้ำของลูกฝรั่งเปรอะเปื้อนอยู่
“ย่าจ๋า ไม่ขายนะ เก็บไว้กินเอง”
[จบบท]