บทที่ 351: กู้ซากเรืออับปาง 2
การดำน้ำในทะเล โดยเฉพาะบริเวณที่ค่อนข้างลึกนั้นมักจะทรงตัวได้ลำบาก แต่วาฬเพชฌฆาตไม่ได้เป็นแบบนั้น อวิ๋นเจียวพยักหน้ารับรู้ ประจวบเหมาะกับที่พวกวาฬเพชฌฆาตเพิ่งกินอิ่มและว่ายเข้ามาป้วนเปี้ยนแถวนี้พอดี ซึ่งเหตุผลหลักก็เป็นเพราะพวกมันรู้ว่าอวิ๋นเจียวอยู่ที่นี่จึงได้ว่ายเข้ามาหา
ถังเหล่ยมองดูอวิ๋นเจียวที่กำลังกอดวาฬเพชฌฆาตตัวหนึ่งเอาไว้ เขาไม่รู้ว่าเธอคุยอะไรกับมัน แต่วาฬเพชฌฆาตตัวนั้นก็ว่ายตรงมาทางเขา ถังเหล่ยรู้สึกประหลาดใจ ลูกสาวบุญธรรมที่เถ้าแก่รับมาเลี้ยงดูคนนี้มีความสามารถไม่ธรรมดาเลยจริงๆ แม้ในใจเขาจะรู้สึกสงสัย ทว่าเขาก็รู้กาลเทศะมากพอที่จะไม่ละลาบละล้วงถาม แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้จักกาลเทศะเช่นนี้
นี่ยังไงล่ะ มีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาถามซอกแซก "แม่หนูเก่งจริงๆ ทำไมวาฬเพชฌฆาตพวกนี้ถึงฟังคำสั่งหนูได้ล่ะ มีเคล็ดลับอะไรหรือเปล่า"
ซุนเหยาถงส่งสายตาให้ถังเหล่ย ถังเหล่ยจึงรีบเดินเข้าไปกอดคอชายคนนั้นทันที "พี่ชาย เรื่องนี้มันเป็นความสามารถในการทำมาหากินของคนอื่น พวกเราอย่าไปถามให้มากความเลย ไปกันเถอะ ยังต้องทำงานกันอีกนะ"
ชายคนนั้นหัวเราะแก้เก้อ แต่สายตายังคงลอบมองไปทางอวิ๋นเจียวอยู่ตลอดเวลา
เขารู้ดีว่าเมื่อวานเด็กผู้หญิงคนนี้เป็นคนแรกที่ค้นพบซากเรืออับปาง แถมยังนำของมีค่าติดมือขึ้นมาด้วย ในมุมมองของเขา เรื่องทั้งหมดนี้จะต้องเกี่ยวข้องกับวาฬเพชฌฆาตพวกนั้นอย่างแน่นอน หากตัวเองสามารถเรียนรู้วิธีการนี้ได้ แล้วสั่งให้วาฬเพชฌฆาตไปหาของมีค่าในทะเลมาให้ แบบนั้นก็รวยเละไปแล้วไม่ใช่หรือ
ซุนเหยาถงเก็บรายละเอียดสีหน้าของชายคนนั้นเอาไว้ทั้งหมด เขาหรี่ตาลงเล็กน้อยพร้อมกับประเมินสถานการณ์ ชายคนนี้เก็บเอาไว้ไม่ได้อีกต่อไป เมื่อตัดสินใจได้แล้ว เขาก็ไม่ได้บอกกล่าวเรื่องนี้กับคนบ้านตระกูลอวิ๋น เพียงแค่กำชับให้พวกเขาระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยให้มากก็เท่านั้น
ถังเหล่ยปฏิบัติตามคำแนะนำของอวิ๋นเจียว ตอนที่ดำน้ำลงไปเขาได้กอดครีบหลังของวาฬเพชฌฆาตเอาไว้ เขาแทบไม่ต้องออกแรงว่ายน้ำด้วยตัวเองเลย วาฬเพชฌฆาตก็พาเขาดำดิ่งมุ่งหน้าไปยังซากเรืออับปางได้อย่างง่ายดาย ความเร็วในการเคลื่อนที่ก็กำลังพอดี ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอึดอัดหรือทรมานร่างกาย
เนื่องจากด้านหน้ายังมีอวิ๋นเจียวกับอวิ๋นหลินไห่และคนอื่นๆ นำทางไปก่อนแล้ว นอกจากอวิ๋นเจียว อีกสองคนก็มีวาฬเพชฌฆาตคอยพาว่ายลงไปเช่นกัน บรรดานักประดาน้ำคนอื่นๆ ต่างส่งสายตามองด้วยความอิจฉา ชายคนที่เดินเข้ามาซักถามอวิ๋นเจียวก่อนหน้านี้ยิ่งเผยแววตาละโมบออกมาให้เห็น
ความเร็วในการดำน้ำของพวกเขาเมื่อเทียบกับวาฬเพชฌฆาตแล้วถือว่าเชื่องช้ากว่ามาก อีกทั้งยังต้องสิ้นเปลืองพละกำลังไปมหาศาล ทำให้กว่าพวกเขาจะดำลงไปถึงบริเวณซากเรืออับปางก็เหน็ดเหนื่อยกันมากแล้ว
อวิ๋นเจียวว่ายสำรวจวนอยู่รอบซากเรือ ส่วนถังเหล่ยก็พยายามสังเกตและจดจำสภาพแวดล้อมรวมถึงโครงสร้างของซากเรืออับปางเอาไว้ให้ได้มากที่สุด เมื่อรู้สึกว่าร่างกายเริ่มรับแรงดันน้ำไม่ไหว เขาจึงส่งสัญญาณมือเพื่อขอกลับขึ้นผิวน้ำ
อวิ๋นเจียวแวะไปเก็บเครื่องกระเบื้องที่ก่อนหน้านี้เธอมองว่ารูปร่างหน้าตาไม่สวยงามจึงไม่ได้นำติดมือกลับไปด้วย เมื่อเห็นสัญญาณมือของถังเหล่ย เธอจึงตบตัววาฬเพชฌฆาตเบาๆ แล้วว่ายนำขึ้นสู่ผิวน้ำ
ระหว่างทางถังเหล่ยลอบมองอวิ๋นเจียวอยู่หลายต่อหลายครั้ง นี่มันเหลือเชื่อมาก เด็กที่อายุเพียงแค่นี้กลับมีความจุปอดและระบบความทนทานของหัวใจที่แข็งแกร่งเกินไปแล้ว ขนาดผู้ใหญ่ที่ดำน้ำลงมาลึกขนาดนี้ยังแทบจะทนรับแรงกดดันไม่ไหว แต่เธอกลับทำตัวสบายๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เมื่อกลับขึ้นมาบนเรือ ถังเหล่ยพักหอบหายใจเพียงครู่เดียวก็หยิบกระดาษและดินสอขึ้นมาเริ่มต้นวาดรูปทันที ทางด้านอวิ๋นเจียวนั้นนั่งเบื่อหน่ายอยู่บนดาดฟ้าเรือชั้นล่างสุดซึ่งอยู่ใกล้กับผิวน้ำ ด้านข้างของเธอมีถังน้ำใบเล็กที่บรรจุปลาตัวเล็กเอาไว้ประมาณครึ่งถัง เธอหยิบปลาโยนลงไปในทะเลทีละตัวสองตัว วาฬเพชฌฆาตที่รออยู่ด้านล่างเพียงแค่อ้าปากก็สามารถรับปลาเหล่านั้นกินได้อย่างแม่นยำ
ปลาพวกนี้เป็นเพียงแค่ขนมขบเคี้ยวของพวกมันเท่านั้น ตอนที่อวิ๋นเจียวโยนอาหารลงไป พวกมันก็กระโดดขึ้นมารับกินราวกับกำลังแสดงกายกรรม ซึ่งอันที่จริงพวกมันแค่กำลังเล่นเป็นเพื่อนเธอเท่านั้น คนอื่นๆ บนเรือที่ยังไม่มีหน้าที่ต้องทำอะไรในตอนนี้นั้นต่างพากันเคี้ยวขนมแป้งนึ่งในปากพร้อมกับมองดูเธอด้วยสีหน้าประหลาดใจ
ผู้ชายคนเดิมเดินเข้ามาหาอีกแล้ว เขาหัวเราะร่วนพลางเอ่ยปาก "แม่หนู เดี๋ยวฉันช่วยให้อาหารพวกมันเองนะ"
พูดจบก็ไม่รอถามความสมัครใจของเธอเลยแม้แต่น้อย เขาล้วงมือลงไปหยิบปลาหลายตัวในถังน้ำแล้วโยนลงไปในทะเล ทว่ากลับเกิดเรื่องน่าอับอายขายหน้าขึ้นมาเสียก่อน เพราะไม่มีวาฬเพชฌฆาตตัวไหนยอมอ้าปากรับปลาของเขาสักตัวเดียว วาฬเพชฌฆาตที่อยู่ด้านล่างต่างพากันส่งสายตามองเขาประหนึ่งกำลังมองดูคนโง่งม พวกมันกำลังเล่นสนุกอยู่กับเจียวเจียวดีๆ แท้ๆ มนุษย์คนนี้เป็นใครกัน ช่างไม่มีไหวพริบเอาเสียเลย
ชายคนนั้นมีสีหน้ากระอักกระอ่วน แถมยังแฝงความรู้สึกโกรธเคืองที่ต้องเสียหน้า เขาเค้นเสียงแห้งแล้งออกมา "ฮะๆ ดูเหมือนวาฬเพชฌฆาตพวกนี้จะไม่อยากกินปลาแล้วสินะ"
อวิ๋นเจียวหยิบปลาอีกตัวโยนออกไปไกลๆ วาฬเพชฌฆาตหลายตัวรีบกระโดดขึ้นมาแย่งชิงกันทันที ตัวที่คว้าไปได้ว่ายวนเวียนมาหาอวิ๋นเจียวด้วยท่าทางเริงร่า แถมยังยกหัวขนาดใหญ่ขึ้นมาถูไถกับท่อนขาเล็กๆ ของเธอ เธอยื่นมือออกไปลูบคลำหัวขนาดใหญ่ของวาฬเพชฌฆาตเบาๆ "เด็กดี"
การกระทำของเธอเป็นการพิสูจน์ให้เห็นกับตาว่า วาฬเพชฌฆาตพวกนี้ไม่ได้อิ่มจนไม่อยากกิน พวกมันเพียงแค่ไม่ยอมกินอาหารจากมือของคนอื่นก็เท่านั้น
สีหน้าของผู้ชายคนนั้นยิ่งดูมืดครึ้มย่ำแย่ลงกว่าเดิม แต่พอกลอกตากลิ้งกลอกไปมาก็กลับมายิ้มแย้มและพยายามตีเนียนซักถามเธออีกครั้ง ว่ามีวิธีไหนถึงทำให้วาฬเพชฌฆาตมากมายขนาดนี้ยอมเชื่อฟังคำสั่งได้
อวิ๋นหลินเหอเดินเข้ามาขวางเอาไว้ "เรื่องนี้เป็นพรสวรรค์ติดตัวเจียวเจียวบ้านเรา ต่อให้คุณอยากจะเรียนรู้ก็คงเรียนไม่ได้หรอก"
ชายคนนั้นยังคิดจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง ทว่าซุนเหยาถงก็เดินเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน "เตรียมตัวให้พร้อม พวกเราจะลงไปกันอีกรอบแล้ว"
เขาเรียกชายคนนั้นให้เดินตามไปอย่างแนบเนียน ก่อนจะหันไปสั่งการคนสนิทว่าให้รีบส่งตัวชายคนนี้กลับเข้าฝั่งไปภายในวันนี้เลย ช่างเป็นคนที่ละโมบไม่ดูตาม้าตาเรือเสียจริง
"เจียวเจียวไม่ต้องไปสนใจเขานะ"
อวิ๋นเจียวพยักหน้ารับคำ " หนูเข้าใจค่ะ พ่อบุญธรรมไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ" เธอไม่ใช่คนโง่เสียหน่อยที่จะดูไม่ออก
พอตกช่วงบ่าย หลังจากอวิ๋นเจียวขึ้นมาจากน้ำทะเล เธอก็ไม่เห็นวี่แววของผู้ชายคนนั้นอีกเลย คาดเดาว่าน่าจะถูกส่งตัวกลับขึ้นฝั่งไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตอนที่ซุนเหยาถงสั่งให้คนนำตัวชายคนนั้นไปส่ง เขาก็ไม่ได้คิดจะปิดบังใครบนเรือ เหตุนี้บรรดาคนอื่นๆ ที่แอบมีความคิดไม่ซื่อจึงไม่กล้าเสนอหน้าเข้ามาป้วนเปี้ยนต่อหน้าอวิ๋นเจียวอีกเลย คืนนั้นพวกเขาพักค้างแรมกันกลางทะเล เนื่องจากเรือมีขนาดใหญ่มากพอ จึงมีพื้นที่สำหรับให้ทุกคนได้นอนหลับพักผ่อน
อวิ๋นเจียวนอนพักในห้องเดียวกับอวิ๋นหลินไห่ผู้เป็นพ่อและอวิ๋นหลินเหอผู้เป็นอาเล็ก เช้าวันต่อมาหลังจากจัดการอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็เริ่มต้นทำงานกันอย่างแข็งขันอีกครั้ง
ในเวลาพักผ่อน หากรู้สึกเบื่อหน่าย อวิ๋นเจียวก็จะไปว่ายน้ำเล่นกับพวกวาฬเพชฌฆาต หรือไม่ก็นั่งตกปลา ดวงทางทะเลของเธออยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยมมาตลอด อย่างเช่นช่วงเวลานี้ ซึ่งท้องฟ้าเริ่มมืดมิดลงแล้ว เธอกลับตกปลาเก๋ามังกรตัวใหญ่ขึ้นมาได้หนึ่งตัว
ตอนที่ปลาติดเบ็ด ด้วยความที่เธอมีพละกำลังมหาศาล นอกเหนือจากคันเบ็ดที่โค้งงอจนแทบจะหัก เธอก็ไม่ได้แสดงอาการเหนื่อยหอบให้เห็นเลยแม้แต่น้อย คันเบ็ดอันนี้เป็นสินค้านำเข้าที่ซุนเหยาถงซื้อมา มันสามารถรองรับน้ำหนักได้ดีและไม่หักพังได้ง่ายๆ คนอื่นๆ บนเรือกำลังดื่มเบียร์และกินของปิ้งย่างกันอย่างเพลิดเพลิน ประกอบกับแสงฟ้าที่มืดครึ้มลงแล้ว จึงไม่มีใครทันสังเกตเห็นสถานการณ์ทางฝั่งคันเบ็ดของอวิ๋นเจียว กระทั่งได้ยินเสียงตกกระแทกพื้นดังลั่น ทุกคนจึงพากันหันขวับไปมองอย่างงุนงง และเมื่อได้สบเข้ากับดวงตาปลาตายของปลาเก๋ามังกรน้ำหนักร้อยกว่าจินที่นอนตัวเบ้อเริ่มอยู่บนพื้น มองตากันปริบๆ ทุกคนก็ถึงกับทำอะไรไม่ถูก
พวกเขาถึงกับเกิดความกังขาว่าตัวเองอาจจะดื่มเบียร์เข้าไปมากเกินไปหรือเปล่า มิเช่นนั้นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่มีแขนขาเรียวบางขนาดนั้น จะสามารถดึงปลาเก๋ามังกรตัวยักษ์ใหญ่ขนาดนี้ขึ้นมาได้อย่างไรกัน
"ซี๊ด"
"ให้ตายเถอะ" มีคนหงายหลังตกจากเก้าอี้ เขาพยายามขยี้ตาตัวเองอย่างแรง "นี่มัน ปลาเก๋ามังกรตัวใหญ่ยักษ์นี่นา" เขาตะโกนลั่นจนเสียงหลง
อวิ๋นเจียวยกมือขึ้นมานวดข้อมือตัวเองเบาๆ ปลาตัวนี้ดิ้นรนต่อสู้ได้รุนแรงเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน น่าเสียดายก็แต่คันเบ็ดคันนี้ ดูท่าทางแล้วคงไม่สามารถทนรับแรงกระแทกหนักๆ เป็นครั้งที่สองได้อีก
"ปลาตัวนี้"
ผู้ชายตัวโตแต่ละคนได้แต่เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง พวกเขามองสลับไปมาระหว่างอวิ๋นเจียวกับปลาเก๋ามังกรที่ยังคงดิ้นพราดๆ อยู่บนดาดฟ้าเรืออย่างไม่ยอมจำนน ชั่วขณะนั้นทุกคนถึงกับพูดจาติดอ่างกันไปหมด
ซุนเหยาถงเองก็ตกใจไม่แพ้กัน เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยจริงๆ ว่าอวิ๋นเจียวจะมีพละกำลังมหาศาลถึงเพียงนี้ ปลาเก๋ามังกรตัวใหญ่โตขนาดนี้ ต่อให้เป็นผู้ใหญ่ที่นั่งรวมหัวกันอยู่ที่นี่ก็ใช่ว่าจะสามารถเย่อมันขึ้นมาได้ คนที่ยังคงรักษาสีหน้าเรียบเฉยได้ดีที่สุดก็คืออวิ๋นหลินไห่กับอวิ๋นหลินเหอนั่นเอง ซุนเหยาถงสมกับเป็นคนที่เคยผ่านโลกมาอย่างโชกโชน เพียงไม่นานเขาก็ปรับสีหน้าและแย้มยิ้มออกมา
"เจียวเจียว ความสามารถของหนูนี่ทำเอาพ่อบุญธรรมรู้สึกนับถือจากใจจริงเลย" อวิ๋นเจียวเพียงแค่เผยรอยยิ้มบางๆ ออกมา
ซุนเหยาถงส่งเสียงหัวเราะก้อง "พวกเราได้ลาบปากกันแล้ว"
ความหมายที่แฝงอยู่ในประโยคนี้ก็คือการบอกกล่าวให้พวกอวิ๋นเจียวได้รับรู้ว่า เขาขอรับซื้อปลาเก๋ามังกรตัวนี้เอาไว้เอง ก่อนหน้านี้ปลาที่อวิ๋นเจียวตกขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะเป็นตัวที่หนักสิบกว่าจินหรือยี่สิบกว่าจิน ทุกคนบนเรือก็สามารถจัดการกินกันจนหมดเกลี้ยง ซุนเหยาถงก็ไม่เคยคิดจะเอาเปรียบใคร เขาจัดการจ่ายเงินรับซื้อปลาพวกนั้นจากเจียวเจียวโดยตรงมาตลอด
แม้ว่าเขาจะไม่ได้ควักเงินสดจ่ายให้เห็นกันจะจะ เพราะการทำเช่นนั้นอาจจะดูห่างเหินและหมางเมินกันมากเกินไป เขาจึงเลือกที่จะมอบแผ่นหยกพกชิ้นหนึ่งให้อวิ๋นเจียวแทน ครอบครัวของเขาทำธุรกิจค้าขายเครื่องประดับอัญมณีอยู่แล้ว บนตัวของซุนเหยาถงจึงมักจะพกพวกหยกหรืออัญมณีติดตัวเอาไว้เสมอ หยกชิ้นนั้นมีเนื้อสัมผัสละเอียดอ่อนและขาวสะอาดไร้ตำหนิ เพียงแค่มองแวบเดียวก็รู้ได้ทันทีว่ามีมูลค่าไม่ใช่น้อย ซึ่งอวิ๋นเจียวเองก็ค่อนข้างชื่นชอบมันอยู่เหมือนกัน
[จบบท]