บทที่ 357: ขอบคุณ
ของมีจำนวนมาก ซุนเหยาถงต้องคำนวณให้เสร็จสิ้นก่อน ถึงจะนำส่วนที่ครอบครัวตระกูลอวิ๋นสมควรได้รับมาแบ่งให้
ทุกคนสามารถเลือกของที่ตัวเองชอบได้ตามใจ
สามวันต่อมา พวกอวิ๋นเจียวได้ไข่มุกมาทั้งหมดหนึ่งหีบเต็ม อวิ๋นเจียวเลือกหยิบไข่มุกสีทองผสมปนเปมากับไข่มุกสีขาว
มีทองคำแท่งขนาดห้าตำลึงจำนวนเจ็ดสิบก้อน และขนาดสิบตำลึงจำนวนยี่สิบก้อน
นอกจากนี้ยังมีเครื่องกระเบื้องเคลือบ เครื่องทอง อัญมณีอีกหนึ่งหีบเล็ก และไข่มุกราตรีจำนวนสองเม็ด หนึ่งในนั้นคือเม็ดที่มีคุณภาพดีที่สุดในบรรดาสามเม็ดนั้น แถมยังมีชุดเครื่องประดับศีรษะหยกเขียวประดับทับทิมอีกหนึ่งชุด
เมื่อประเมินราคาสิ่งของทั้งหมดแล้ว มูลค่าในตอนนี้อยู่ที่ประมาณสิบสามล้านหยวน
ส่วนที่เหลือตกเป็นของซุนเหยาถงทั้งหมด
เมื่อได้รับของล้ำค่ามามากมายขนาดนี้ คนบ้านตระกูลอวิ๋นก็รู้สึกเลื่อนลอยอยู่บ้าง
แต่เพราะมีเรื่องอำพันทะเลปูทางมาก่อนหน้านี้ จึงไม่ได้แสดงอาการเสียกิริยามากนัก
"วัตถุโบราณพวกนี้ มีราคาแพงขนาดนี้เชียวหรือคะ"
ซุนเหยาถงอธิบายให้ฟัง "วัตถุโบราณค่อนข้างมีราคาแพง โดยเฉพาะชิ้นที่มีความหมายพิเศษ แต่ถ้าไม่มีช่องทางขาย หรือดูของไม่เป็น ของพวกนี้ก็ขายไม่ได้ราคาหรอก ถ้าพวกคุณอยากขาย ผมแนะนำให้ไปที่ตลาดพานเจียหยวนในเมืองหลวง ที่นั่นนิยมวัตถุโบราณกันมาก คนที่ดูของเป็นก็มีเยอะ แต่ต้องระวังจะถูกคนอื่นหลอกเอาได้ หรือผมจะช่วยแนะนำช่องทางให้พวกคุณก็ได้ ของชั้นดีระดับแนวหน้าสามารถนำไปเดินเรื่องผ่านช่องทางการประมูลได้ด้วยเช่นกัน"
เรื่องพวกนี้ล้วนเป็นสิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปไม่อาจเข้าถึงได้เลย
คนที่ดูของไม่เป็น ต่อให้รู้ว่าของในมือตัวเองคือวัตถุโบราณ แต่เมื่อไม่รู้มูลค่าที่แท้จริง พอโดนคนอื่นหลอกก็อาจจะขายออกไปในราคาถูกแสนถูกได้
วงการวัตถุโบราณนี้มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนอยู่มากทีเดียว
อวิ๋นเจียวเลือกหยิบของที่ตัวเองชอบออกมาก่อน มีไข่มุกราตรีเม็ดนั้น ไข่มุกเม็ดใหญ่ที่มีหน้าตาสวยงาม ชุดเครื่องประดับศีรษะหยกเขียวประดับทับทิมชุดนั้น แล้วก็มีแจกันกระเบื้องเคลือบที่ตัวเองชอบอีกสองใบ
เธอเลือกหยิบตามความชอบของตัวเองล้วนๆ ไม่ได้สนใจเรื่องมูลค่าของวัตถุโบราณอะไรพวกนั้นเลยแม้แต่น้อย
"พ่อคะ พวกพ่อมีของที่ชอบไหมคะ"
อวิ๋นหลินไห่ส่ายหน้า คนหยาบกระด้างอย่างเขาไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้หรอก และก็ไม่ได้มีความคิดที่จะเล่นวัตถุโบราณอะไรด้วย
คนอื่นๆ นอกจากอวิ๋นเสี่ยวปาที่เลือกหยิบจานกระเบื้องเคลือบหนึ่งใบกับชุดถ้วยชาเตาหลวงหนึ่งชุดแล้ว คนที่เหลือก็ไม่ได้เลือกอะไรอีกเลย
"พ่อบุญธรรมคะ ช่วยพวกเราขายของพวกนี้หน่อยนะคะ"
เธอเบิกตากลมกว้างพร้อมกับถามด้วยความคาดหวัง "ถ้าขายของพวกนี้แล้ว จะสามารถนำเงินไปเช่าเหมาเกาะแก่งได้ไหมคะ"
ซุนเหยาถงประหลาดใจเป็นอย่างมาก "ลูกอยากเช่าเหมาเกาะแก่งเหรอ"
ช่วงเวลานี้แม้แต่คนที่จะเช่าเหมาป่าไม้หรือที่ดินยังแทบจะไม่มีให้เห็น นับประสาอะไรกับการไปเช่าเหมาเกาะแก่งเล่า
ความคิดของเด็กคนนี้ดูจะล้ำหน้าไปหน่อยนะ
ซุนเหยาถงถึงกับอิจฉาอวิ๋นหลินไห่เลยทีเดียว การมีเด็กที่ฉลาดขนาดนี้อยู่ด้วย แค่เรื่องการอบรมสั่งสอนก็เบาแรงไปได้มากแล้ว
"พ่อช่วยลูกไปสอบถามให้ได้นะ"
อวิ๋นเจียวตอบกลับ "หนูไปถามเองดีกว่าค่ะ"
เธอเองก็มีเส้นสายอยู่เหมือนกัน อย่างน้อยๆ ก็มีตำแหน่งลอยๆ อยู่ในกองทัพเรือนู่น
ถึงได้มีคนบอกว่าเรื่องบางเรื่องก็คาดเดาไม่ได้
พอตกบ่ายซุนเหยาถงเดินทางกลับไป รองผู้พันหลินก็มาหาถึงหน้าประตูบ้านพอดี
"คนที่ช่วยเอาไว้จากบนเรือสำราญก่อนหน้านี้มาหาหนูเหรอคะ ทำไมล่ะคะ"
ถูกต้องแล้ว ที่รองผู้พันหลินเดินทางมาหาอวิ๋นเจียว ก็เป็นเพราะกลุ่มคนที่เธอเคยช่วยชีวิตเอาไว้ก่อนหน้านี้นั่นเอง
พวกเขาไม่รู้ว่าอวิ๋นเจียวพักอาศัยอยู่ที่ไหน จึงมาติดต่อกองทัพเรือที่นี่แทน
รองผู้พันหลินลูบจมูกตัวเอง "นอกจากการเดินทางมาเพื่อขอบคุณเธอแล้ว ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งก็คือเป็นเพราะวาฬเพชฌฆาตกับวาฬหลังค่อมพวกนั้นด้วย"
"พวกเขาอยากจะเห็นมันอีกครั้งน่ะ"
อวิ๋นเจียวเบิกตากลมโตจ้องมองเขา นี่คุณลุงลองทบทวนสิ่งที่ตัวเองเพิ่งพูดออกมาหน่อยดีไหม
"อะแฮ่ม คือว่านะ หนึ่งในนั้นเป็นนักบินของประเทศ M ทางบ้านเขามีอำนาจในกองทัพอยู่บ้าง แถมที่บ้านยังมีเครื่องบินส่วนตัวอีกด้วย ถ้าเป็นไปได้ พวกเราก็อยากจะคว้าโอกาสนี้ ขอเข้าไปดูเครื่องบินของพวกเขาเสียหน่อย"
"การแลกเปลี่ยนทางเทคโนโลยีเมื่อคราวก่อน ท่าทีของฝั่งนั้นไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นทางเราจึงอยากจะใช้โอกาสนี้แทน"
รองผู้พันหลินปรับสีหน้าจริงจังขึ้นมา "แน่นอนว่า ถ้าพวกเขามีข้อเรียกร้องที่เกินเหตุ หรืออาจจะทำอันตรายเพื่อนๆ ของเธอละก็ แบบนั้นก็ช่างมันเถอะ ไม่ต้องสนใจ"
อวิ๋นเจียวตอบตกลง "ก็ได้ค่ะ แต่คุณลุงต้องตกลงกับพวกเขาไว้ล่วงหน้านะคะ ว่าห้ามทำให้เพื่อนๆ ของหนูได้รับบาดเจ็บเด็ดขาด"
ถึงอย่างไรเธอก็ถือว่ามีตำแหน่งอยู่ แถมยังรับเงินเดือนอีกต่างหาก เรื่องแค่นี้ก็ต้องช่วยเหลือกันเป็นธรรมดา
"ไม่มีปัญหา สหายอวิ๋นเจียววางใจได้เลย พวกเราจะส่งคนไปคอยติดตามคุ้มกันให้ด้วยแน่นอน"
หลังจากตกลงกับรองผู้พันหลินเรื่องการนัดพบในวันพรุ่งนี้เรียบร้อย อวิ๋นเจียวก็เดินทางไปที่ทะเล เพื่อหารือกับเพื่อนๆ ของเธอล่วงหน้า
วันต่อมา อวิ๋นเจียวก็ไม่คาดคิดเหมือนกันว่าพวกเขาจะมากันเช้าขนาดนี้
แถมแต่ละคนยังพกกล้องถ่ายรูปมาด้วย ดูท่าทางตื่นเต้นกันสุดขีด
ในกลุ่มนั้นมีชาวต่างชาติสามคน เป็นชายสองและหญิงหนึ่ง ส่วนอีกสองคนที่เหลือเป็นคนในประเทศ
รวมทั้งหมดมีห้าคน
การปรากฏตัวของชาวต่างชาติทั้งสามคนนี้ ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านรู้สึกแปลกตาและพากันมามุงดูประหนึ่งเป็นเรื่องประหลาด
พวกเขาทุกคนล้วนมีนิสัยชอบเข้าสังคม ต่อให้ถูกรุมล้อมมองดูก็ไม่มีทีท่าประหม่าแม้แต่น้อย ซ้ำยังส่งเสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วกับชาวบ้านอีกด้วย
แน่นอนว่าต่างฝ่ายต่างก็พูดภาษาของตัวเองไปนั่นแหละ
ทว่าการใช้ภาษากายสื่อสารกลับดูแสดงออกชัดเจนมาก เทียบชั้นได้กับลิงบนภูเขาเลยทีเดียว
พอพวกเขาเห็นอวิ๋นเจียวก็ดูตื่นเต้นขึ้นมาเป็นพิเศษ พากันส่งเสียงพูดภาษาอังกฤษแล้วตรงเข้ามาหวังจะสวมกอดอวิ๋นเจียวเข้าเต็มเปา
โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง
สุนัขสองตัวในบ้านจ้องมองพวกเขาด้วยความระแวดระวัง
อวิ๋นเจียวกำลังกอดขนมแป้งทอดกินเป็นมื้อเช้าอยู่ เธอจ้องมองพวกเขากลับด้วยใบหน้ามึนงง
"พวกคุณมากันแต่เช้าขนาดนี้เลยหรือคะ"
อีกอย่าง คำพูดที่ชาวต่างชาติเหล่านั้นเปล่งออกมา เธอฟังไม่ออกเลยแม้แต่คำเดียว
"สวัสดีอวิ๋นเจียว ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณเป็นอย่างมากที่เธอช่วยพวกเราเอาไว้ก่อนหน้านี้"
ยังดีที่มีสองคนที่พูดจาฟังรู้เรื่อง
"ฉันชื่อจ้าวซวี่ ส่วนเขาชื่อเมิ่งฮุย"
ชายหนุ่มสวมแว่นตาที่ดูมีไหวพริบฉลาดเฉลียวก้าวออกมารับหน้าที่แนะนำตัวเป็นคนแรก
"สามท่านนี้คือเอวา แดเนียล และบาร์รี พวกเขาเดินทางมาเพื่อขอบคุณเธอเช่นกัน"
เขาพูดพลางหิ้วของขวัญจำนวนไม่น้อยเข้ามาให้
อวิ๋นเจียวกวาดสายตามองผ่านๆ มีทั้งนาฬิกาข้อมือ กระเป๋า เครื่องดื่มมอลต์สกัด นมผง บุหรี่และสุราครบครัน
สุรายังเป็นไวน์องุ่นจากต่างประเทศเสียด้วย
แล้วก็มีกระเป๋าสตางค์ที่ดูหนาตุงหนึ่งใบ กับกำไลทองคำอีกหนึ่งคู่ที่ดูเหมาะสมกับเธอ
เห็นแล้วก็น่าสนใจอยู่หรอก แต่รับเอาไว้ไม่ได้เด็ดขาด
โดยเฉพาะเงินกับกำไลทองคำสองอย่างนั้น
เมื่อวานรองผู้พันหลินได้ชี้แนะเธอไว้แล้ว ถึงอย่างไรตอนนี้เธอก็ถือว่ามีตำแหน่งหน้าที่การงาน จะรับของสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้
"ของพวกนี้ล้วนเป็นสิ่งตอบแทนบุญคุณที่เธอช่วยชีวิตพวกเราเอาไว้"
"เงินกับกำไลทองคำหนูรับไม่ได้หรอกค่ะ"
จ้าวซวี่อยากให้เธอรับของเอาไว้ ถึงแม้ก่อนหน้านี้สถานการณ์จะวุ่นวายโกลาหล แต่เขาก็ยังสังเกตเห็นว่าวาฬหลังค่อมและวาฬเพชฌฆาตพวกนั้นล้วนเชื่อฟังคำพูดของเด็กคนนี้อย่างว่าง่าย
คนที่มีความสามารถพิเศษระดับนี้ เขาอยากจะผูกมิตรด้วย
ทว่าเห็นได้ชัดเลยว่า คนทำธุรกิจล้วนเชี่ยวชาญเรื่องการคิดคำนวณผลประโยชน์ จ้าวซวี่ที่เติบโตมาในครอบครัวแบบนั้น ก็เป็นคนฉลาดและชอบประเมินผลประโยชน์เช่นเดียวกัน
จุดประสงค์ที่เขาอยากผูกมิตรกับอวิ๋นเจียวจึงไม่ได้ใสสะอาดนัก
หากไม่ใช่เพราะตอนที่จากกัน อวิ๋นเจียวไม่ได้ทิ้งข้อมูลติดต่อเอาไว้เลยแม้แต่น้อย เขาเองก็คงอยากจะตามหาตัวเธอด้วยตัวเองไปแล้ว
แต่สิ่งที่ทำให้เขาคิดไม่ถึงก็คือ เด็กคนนี้กลับเข้าไปพัวพันกับฝั่งกองทัพเสียก่อนแล้ว
ถ้าเป็นแบบนั้น เรื่องบางเรื่องก็คงจัดการได้ยากขึ้นแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ครั้งนี้ก็ยังมีทหารเรือหลายนายคอยติดตามมาด้วย ในนามบอกว่ามาเพื่อคุ้มกันพวกเขา แต่ในความเป็นจริงเกรงว่าน่าจะมาเพื่อคุ้มกันเด็กผู้หญิงคนนั้นมากกว่า
ส่วนชาวต่างชาติทั้งสามคนกลับไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนขนาดนั้น พวกเขาเพียงแค่อยากจะกลับมาดูวาฬเพชฌฆาตที่ช่วยชีวิตพวกเขาเอาไว้ก็เท่านั้นเอง
เมิ่งฮุยรับหน้าที่เป็นล่ามแปลภาษาให้
"สวัสดี ฉันขอเรียกเธอว่าอวิ๋นเจียวได้ไหม"
อวิ๋นเจียวปรายตามองเขาแวบหนึ่ง คนคนนี้ก็พอดูเจริญหูเจริญตาอยู่บ้าง
เธอไม่ค่อยชอบคนเมื่อครู่เท่าไหร่นัก
"อืม ได้สิคะ"
"ถ้าไม่รับเงินกับกำไลทองคำละก็ รับของขวัญพวกนั้นเอาไว้ก็น่าจะได้ละมั้ง วางใจเถอะ ฉันไปทักทายพูดคุยกับรองผู้พันหลินเรียบร้อยแล้ว พวกเขาเป็นคนอนุญาตเองด้วย"
อวิ๋นเจียวพยักหน้ารับ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว
[จบบท]