บทที่ 403: แยมพลับ
ทางฝั่งบ้านของยายเสิ่นกำลังยุ่งวุ่นวายกับการจัดการสิ่งต่างๆ ทำให้ในช่วงเวลาต่อจากนี้ เสิ่นอวิ๋นเหลียนและอวิ๋นหลินไห่ต้องแวะเวียนไปช่วยงานอยู่บ่อยครั้ง
ในขณะเดียวกัน ทางด้านของอวิ๋นเจียวเองก็กำลังง่วนอยู่กับการรวบรวมเงินก้อนใหญ่เพื่อนำไปซื้อเกาะ เธอเริ่มนำของล้ำค่าที่งมขึ้นมาจากใต้ทะเลออกมาจัดการ ของชิ้นไหนที่สมควรส่งมอบให้กับทางการ เธอก็จัดการส่งมอบไปจนหมดสิ้น
โดยเฉพาะตราหยกสลักชิ้นนั้น ทางกรมศิลปากรของรัฐทำเหมือนกับว่าได้ครอบครองสมบัติล้ำค่าระดับชาติเลยทีเดียว เรื่องนี้ส่งผลดีอย่างมากต่อการที่ครอบครัวอวิ๋นจะนำสมบัติจากเรืออับปางที่เหลือออกมาจัดการต่อ เพราะทางการพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกให้ทุกอย่าง
เหตุผลหลักก็คือ ในยุคสมัยนี้การควบคุมดูแลยังไม่ได้เข้มงวดมากนัก อีกทั้งของเหล่านี้ก็เป็นสมบัติไม่มีเจ้าของที่พวกเขาใช้ความสามารถพิเศษงมขึ้นมาจากทะเลลึกด้วยตัวเอง แถมยังยอมมอบของที่มีมูลค่าและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ให้กับทางการไปแล้ว ทางการคงจะโง่มากถ้ายังมาคอยขัดขวางพวกเขาอีก
เมื่อสมบัติล้ำค่าในมือของอวิ๋นเจียวได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง การจะนำออกไปขายก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แน่นอนว่าอวิ๋นเจียวยังคงเลือกที่จะติดต่อไปหาคนรู้จักที่คุ้นเคยกันดีอย่างท่านผู้เฒ่ากู่
วันนั้น ท่านผู้เฒ่ากู่พาลูกชายของเขาเดินทางมาที่บ้านของอวิ๋นเจียว ทันทีที่ทั้งสองคนก้าวเท้าเข้าไปในห้องของอวิ๋นเจียวและได้เห็นสมบัติล้ำค่าที่วางเรียงรายอยู่เต็มชั้นวางของโบราณบนผนัง จังหวะการหายใจของพวกเขาก็ดูจะถี่รัวขึ้นมาทันที
"นี่มันแจกันลายครามรูปค้างคาวกับลูกท้อ แถมยังมาเป็นคู่เลยนะ"
"อันนี้มันชามล้างพู่กันกระเบื้องเคลือบสีฟ้าศิลาดลของเตาเผาหรู่เหยา"
"นี่มันจานฝนหมึกต้วนเยี่ยน"
สองพ่อลูกตระกูลกู่มีท่าทีตื่นเต้นดีใจเหมือนหนูที่ตกลงไปในถังข้าวสาร พวกเขาเดินไล่ดูของแต่ละชิ้นด้วยความกระตือรือร้น
"โอ้โห นี่มัน ดาบสำริด"
"ลูกพ่อ รีบมาดูติ่งสำริดใบนี้เร็วเข้า"
"พ่อรอเดี๋ยว ผมขอศึกษาหมวกขุนนางใบนี้ก่อน ดูเหมือนว่ามันจะเป็นมงกุฎหงส์สมัยราชวงศ์หมิงเลยนะ"
อวิ๋นเจียวกำลังนั่งเล่นไข่มุกราตรีเม็ดหนึ่งอยู่ในมือ
"เจียวเจียว ของที่อยู่ในมือหน฿นั่นคือไข่มุกราตรีใช่ไหม ทำไมเม็ดมันถึงได้ใหญ่ขนาดนี้ล่ะ"
"แล้ว แล้วพวกนั้นมันใช่ไข่มุกตะวันออกของสมัยราชวงศ์ชิงรึเปล่า"
"น่าจะใช่นะคะ"
สองพ่อลูกตระกูลกู่มองดูของสะสมเหล่านั้นแล้วก็อดรู้สึกอิจฉาขึ้นมาไม่ได้ ท่านผู้เฒ่ากู่คิดในใจว่า ของพวกนี้ล้วนเป็นของแท้ทั้งนั้น แถมยังมีจำนวนมากกว่าของสะสมในร้านขายของเก่าของเขา หรือแม้แต่ของสะสมส่วนตัวที่บ้านของเขาเสียอีก
"ที่บ้านของพี่แปดเธอก็มีของพวกนี้เหมือนกันใช่ไหม"
เขาเหมือนจะเคยได้ยินเสี่ยวปาพูดถึงเรื่องนี้อยู่แวบหนึ่ง อวิ๋นเจียวเป็นเด็กที่มักจะชอบเก็บแต่ของที่ดูสวยงามสะดุดตาเอาไว้ ส่วนของชิ้นไหนที่เธอไม่ค่อยชอบใจนัก ส่วนใหญ่ก็จะถูกนำไปเก็บไว้ที่ห้องของพี่ชายคนที่แปด
แต่สำหรับพวกที่เล่นของเก่าอย่างเขากับลูกชายแล้ว มุมมองมันต่างออกไป สิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญมากกว่าก็คือคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของวัตถุโบราณเหล่านั้น ของบางชิ้นที่คนทั่วไปอาจจะมองว่าดูไม่ค่อยสวยงามนัก แต่กลับซ่อนคุณค่าทางประวัติศาสตร์เอาไว้อย่างมหาศาล
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือจักรพรรดิเฉียนหลง รสนิยมของจักรพรรดิเฉียนหลงมักจะเอนเอียงไปทางความหรูหราอลังการ เครื่องลายครามหรือแจกันที่พระองค์ทรงใช้มักจะมีลวดลายที่ดูฉูดฉาดบาดตา
ซึ่งในสายตาของคนจำนวนมากอาจจะมองว่าเป็นรสนิยมที่ค่อนข้างเชย แต่ในเมื่อมันเป็นของที่จักรพรรดิเคยทรงใช้งาน มันก็ย่อมมีมูลค่าที่แตกต่างออกไป
แน่นอนว่าพวกเขาก็แอบรู้สึกเจ็บปวดใจอยู่บ้างกับพฤติกรรมของจักรพรรดิเฉียนหลงที่ชอบประทับตราลงบนภาพวาดชื่อดังจนเลอะเทอะไปหมด นิสัยมือบอนแบบนั้นมันช่างน่าปวดใจจริงๆ
หลังจากที่ยืนชื่นชมของในห้องของอวิ๋นเจียวอยู่พักใหญ่ ทั้งสองคนก็ย้ายไปดูของที่ห้องของอวิ๋นเสี่ยวปาต่อ และก็เป็นไปตามคาด ของที่อยู่ฝั่งห้องของอวิ๋นเสี่ยวปานั้นมีหลายชิ้นที่มีคุณค่าควรแก่การศึกษาค้นคว้ามากกว่า
อวิ๋นเจียวไม่ได้รู้สึกใส่ใจอะไรกับเรื่องพวกนี้นัก สำหรับเธอแล้ว ขอแค่ขายได้เงินก็พอใจแล้ว
แต่กลายเป็นว่าสองพ่อลูกคู่นั้นกลับจมดิ่งอยู่กับการศึกษาวัตถุโบราณจนลืมเวลา พวกเขาขลุกอยู่ที่บ้านของอวิ๋นเจียวแบบนั้นตลอดทั้งวัน ถ้าไม่ได้มีคนไปเรียกให้มากินข้าวอยู่หลายรอบ พวกเขาก็คงจะลืมกินข้าวไปแล้วจริงๆ
ตกเย็น ท่านผู้เฒ่ากู่และลูกชายก็นั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าว แม้ว่าตามร่างกายจะดูอ่อนล้าอยู่บ้าง แต่แววตาของทั้งคู่กลับดูเป็นประกายอย่างเห็นได้ชัด
"เจียวเจียว เธอแน่ใจนะว่าจะขายของพวกนั้นทั้งหมดเลยน่ะ"
"ขายแค่บางส่วนค่ะ พอรวบรวมเงินได้ครบแล้วก็จะไม่ขายแล้ว"
อวิ๋นเจียวหยิบอำพันทะเลก้อนนั้นออกมาวาง
"ของชิ้นนี้คุณอากู่รับซื้อไหมคะ"
"รับสิ คุณภาพของอำพันทะเลก้อนนี้จัดว่าดีเยี่ยมเลยนะ เจียวเจียว คุณอากู่จะไม่เอาเปรียบเธอหรอก ของพวกนี้บางชิ้นสามารถส่งไปประมูลได้นะ แล้วเงินที่ได้จากการประมูลก็จะสูงกว่ามากด้วย
ถ้าพวกเธอตกลง อีกสองเดือนข้างหน้าจะมีการจัดงานประมูลขึ้นที่เมืองหลวง ถึงตอนนั้นฉันจะเป็นคนช่วยติดต่อประสานงานให้ แล้วเราค่อยส่งของพวกนี้ไปที่งานประมูลกัน"
เมื่อได้ยินดังนั้น อวิ๋นเจียวก็ไม่ได้มีความเห็นคัดค้านอะไร ในตอนท้ายเธอยังใจกว้างพอที่จะให้สองพ่อลูกเลือกวัตถุโบราณกลับไปได้คนละหนึ่งชิ้นด้วย นอกเหนือจากของไม่กี่ชิ้นที่เธอรู้สึกชอบเป็นพิเศษและไม่ยอมแลกเปลี่ยนแล้ว ชิ้นอื่นๆ พวกเขาสามารถเลือกดูได้ตามสบาย
ท่านผู้เฒ่ากู่เองก็ไม่ได้มีท่าทีอิดออดอะไร
"ถ้าอย่างนั้นคุณอาไม่เกรงใจแล้วนะ รับของมีค่าของเธอมาหนึ่งชิ้น เรื่องจัดการวัตถุโบราณพวกนั้นเดี๋ยวคุณอารับหน้าที่จัดการให้เอง รับรองว่าจะขายให้ได้ราคาดีที่สุดเลย"
เมื่อตกลงกันได้เป็นที่เรียบร้อย อวิ๋นเจียวก็เก็บเอาไว้เฉพาะของชิ้นที่เธอชอบจริงๆ ส่วนของชิ้นอื่นๆ ก็จัดการแพ็กใส่กล่องให้ครอบครัวตระกูลกู่นำกลับไปทั้งหมด ของโบราณเหล่านี้อาจจะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นในอนาคตก็จริง แต่มูลค่าของเกาะที่เธออยากได้ก็อาจจะพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้น ในตอนนี้เธอควรจะรีบคว้าสิ่งที่ตัวเองต้องการเอาไว้ก่อนจะดีกว่า
ทางฝั่งของกรมป่าไม้ได้ส่งคนไปสำรวจพื้นที่บนเกาะแห่งนั้นแล้ว จากการประเมินเบื้องต้นพบว่าเกาะนั้นมีพื้นที่กว้างขวางถึงห้าพันกว่าหมู่ อีกทั้งยังมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่บนเกาะนั้นอีกเป็นจำนวนมาก ด้วยขนาดพื้นที่ที่กว้างใหญ่ขนาดนั้น หากต้องการจะซื้อสิทธิ์ในการใช้พื้นที่บนเกาะเป็นระยะเวลาห้าสิบปี ก็อาจจะต้องใช้เงินอย่างน้อยๆ ถึงหนึ่งร้อยล้านหยวนเลยทีเดียว
ตัวเลขจำนวนมหาศาลขนาดนี้ทำเอาคนในครอบครัวอวิ๋นตกใจกันไปตามๆ กัน โชคดีที่อวิ๋นเจียวเป็นเด็กที่มีความสามารถในการหาเงินเก่งมาก และก็โชคดีด้วยที่ถ้าอวิ๋นเจียวซื้อเกาะแห่งนั้นมาแล้ว ตราบใดที่เธอไม่ยอมปริปากบอกใคร ก็จะไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าเธอใช้เงินถึงหนึ่งร้อยล้านหยวนเพื่อซื้อสิทธิ์ในการใช้งานเกาะแห่งนี้เป็นเวลาห้าสิบปี
แต่หลังจากที่ซื้อเกาะเสร็จเรียบร้อยแล้ว อวิ๋นเจียวก็คงจะต้องกลายสภาพเป็นคนถังแตกไปอีกสักพักใหญ่ ทว่าก่อนจะไปถึงขั้นนั้น เธอต้องจัดการขายวัตถุโบราณพวกนั้นออกไปให้ได้เสียก่อน ซึ่งก็ยังมีเวลาให้เตรียมตัวอีกตั้งหลายเดือน
ในช่วงเวลานี้ อวิ๋นเจียวก็ยังคงทำตัวเป็นเด็กดีไปโรงเรียนตามปกติ เมื่อถึงวันเสาร์ที่โรงเรียนหยุด เธอก็เดินทางไปเยี่ยมยายเสิ่นที่บ้าน
พลับในสวนถูกเก็บเกี่ยวขึ้นมาหมดแล้ว ผลที่สุกงอมก็ถูกแบ่งปันให้ชาวบ้านนำไปกินบ้าง ส่วนบางส่วนก็นำออกไปขายที่ด้านนอก
ภายใต้การสนับสนุนและแรงยุยงของอวิ๋นเสี่ยวชี ครอบครัวตระกูลเสิ่นจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาดด้วยการไปหาเช่าพื้นที่เปิดร้านขายของในตัวอำเภอ ถึงแม้ว่าราคาค่าเช่าร้านในยุคนี้จะยังไม่สูงลิ่ว แต่เงินจำนวนนี้ก็ทำให้ครอบครัวตระกูลเสิ่นต้องกัดฟันจ่ายอยู่เหมือนกัน
เมื่อมีร้านเป็นของตัวเองแล้ว จะให้ขายแค่พลับเพียงอย่างเดียวก็ดูจะแปลกๆ พวกเขาจึงตัดสินใจไปรับซื้อไข่ไก่จากชาวบ้านที่เลี้ยงไก่ในหมู่บ้าน รวมถึงรับซื้อผักสดต่างๆ จากคนในหมู่บ้านมาวางขายเพิ่มด้วย
หน้าที่ในการตระเวนรับซื้อผักสดในหมู่บ้านตกเป็นของพ่อลูกเสิ่นเหนียนกับเสิ่นควน หลังจากรับซื้อเสร็จ พวกเขาก็จะใช้รถสามล้อของครอบครัวอวิ๋นปั่นไปส่งของที่ร้านในตัวอำเภอ ส่วนป้าสะใภ้เสิ่นก็รับหน้าที่เฝ้าร้านและขายของอยู่ที่นั่น
ภายในหมู่บ้านตระกูลเสิ่น นับตั้งแต่ที่ทุกคนรู้ข่าวว่าครอบครัวของยายเสิ่นไปรับเหมาสวนพลับ แถมยังไปเช่าร้านขายของในตัวอำเภออีก เรื่องนี้ก็กลายเป็นหัวข้อสนทนาหลักของคนในหมู่บ้านมาตลอด แม้เวลาจะผ่านไปเกือบหนึ่งเดือนแล้ว แต่ความสนใจของชาวบ้านก็ยังไม่ลดลงเลยสักนิด
ตอนที่อวิ๋นเจียวแวะไปที่บ้านของยายเสิ่นในช่วงวันหยุดและเดินเล่นไปรอบๆ เธอยังได้ยินชาวบ้านจับกลุ่มคุยกันเรื่องนี้อยู่เลย
"บ้านของเสิ่นต้าหนิวนี่ได้ดองกับครอบครัวที่ดีจริงๆ นะ เงินตั้งเยอะแยะ พอเอ่ยปากขอยืมก็ให้ยืมกันง่ายๆ เลย ไม่กลัวเลยรึไงว่าเงินจะสูญเปล่าน่ะ"
"ใครจะไปนึกว่าครอบครัวของเสิ่นต้าหนิวจะใจกล้าบ้าบิ่นขนาดนี้ ลองคิดดูสิว่าถ้าเกิดของพวกนั้นขายไม่ออกขึ้นมา พวกเขาจะเอาเงินที่ไหนไปใช้หนี้"
"ฉันล่ะขอเอาใจช่วยให้พวกเขาขายของให้ได้เยอะๆ พวกเขาจ้างคนในหมู่บ้านเราไปช่วยเก็บพลับตั้งหลายคน ให้ค่าแรงตั้งตะกร้าละห้าหยวนแน่ะ"
"แค่รับจ้างเก็บพลับอย่างเดียว เดือนนี้ครอบครัวฉันก็มีรายได้ตั้งร้อยกว่าหยวนแล้วนะ"
ระหว่างที่อวิ๋นเจียวพาสุนัขของที่บ้านเดินเล่นมาจนถึงบริเวณนี้ เธอก็ถูกหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งร้องเรียกเอาไว้
"เจียวเจียว พี่ชายคนโตกับพี่ชายคนรองของหนูจะกลับมาเมื่อไหร่เหรอ"
เมื่อชาวบ้านคนอื่นๆ ได้ยินคำถามนั้น พวกเขาก็รู้ได้ทันทีว่าหญิงคนนี้กำลังคิดจะทำอะไรอยู่ ครอบครัวอวิ๋นเป็นครอบครัวที่ใจกว้างมาก ถ้าใครได้มาดองด้วย คงนอนหลับฝันดีไปอีกนาน
แม้ว่าพวกเธอจะหมดหวังกับคนรุ่นของอวิ๋นหลินไห่ไปแล้ว แต่บ้านอวิ๋นก็ยังมีอวิ๋นเฉินตงกับอวิ๋นเฉินซีอยู่อีกไม่ใช่เหรอ ได้ข่าวว่าสองพี่น้องนั่นไปเป็นทหารกันแล้วด้วย
โอ้โห พี่น้องสองคนได้เป็นทหารทั้งคู่ อนาคตจะต้องก้าวไกลมากแน่ๆ
ยิ่งไปกว่านั้น ครอบครัวอวิ๋นก็ยังมีฐานะร่ำรวยอีกด้วย สำหรับชาวบ้านพวกนี้แล้ว อวิ๋นเฉินตงกับอวิ๋นเฉินซีก็เปรียบเสมือนลูกเขยเศรษฐีที่ใครๆ ก็หมายปอง
อวิ๋นเจียวทำหน้าเหลอหลา
"หนูไม่รู้เหมือนกันค่ะ"
ถึงรู้เธอก็ไม่มีทางบอกหรอก เรื่องคู่ครองของพี่ชายก็ต้องให้พี่ชายเป็นคนตัดสินใจเลือกเองสิ
ทว่าบรรดาหญิงวัยกลางคนเหล่านั้นช่างกระตือรือร้นเสียเหลือเกิน ถึงแม้ว่าอวิ๋นเจียวจะบอกว่าไม่รู้ แต่พวกเธอก็ยังคงรุมล้อมและยิงคำถามใส่เธอไม่หยุดหย่อน กว่าอวิ๋นเจียวจะหาทางแหวกวงล้อมออกมาได้ก็เล่นเอาเหนื่อยหอบ เธอต้องรีบพาสุนัขทั้งสองตัววิ่งหนีกลับบ้านอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้แหล่งรวมเรื่องซุบซิบในหมู่บ้านส่วนใหญ่ก็มาจากบ้านของยายเสิ่นกับบ้านของเธอเองนี่แหละ ไม่ฟังแล้ว ไม่ฟังแล้วแอบฟังเรื่องชาวบ้านสนุกกว่าการต้องมานั่งฟังเรื่องของคนในครอบครัวตัวเองตั้งเยอะ
เมื่อกลับมาถึงบ้านของยายเสิ่น พอทุกคนเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกของอวิ๋นเจียว ก็รีบถามไถ่ว่าเกิดอะไรขึ้น เธอจึงเล่าเรื่องที่ถูกรุมล้อมถามไถ่เรื่องของพี่ชายให้ทุกคนฟัง ทำเอาทุกคนถึงกับกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่
"ดูท่าแล้วการเป็นที่ชื่นชอบของคนเยอะๆ ก็ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไปนะ"
อวิ๋นหลินไห่พยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง
"นั่นสิครับ ในหมู่บ้านเราก็มีคนมาถามไถ่เรื่องนี้อยู่เยอะเหมือนกัน"
เสิ่นอวิ๋นเหลียนตักเตือนผู้เป็นสามี
"คุณอย่าไปรับปากใครส่งเดชนะ เรื่องคู่ครองของเด็กๆ ต้องให้พวกเขาเป็นคนตัดสินใจเอง"
"รู้แล้วน่า ผมจะไปกล้ารับปากเรื่องแบบนั้นสุ่มสี่สุ่มห้าได้ยังไงกัน"
"พลับลูกที่แข็งๆ พวกเราเก็บมาหมดแล้ว ตอนนี้ก็แค่รอให้มันกลายเป็นพลับแห้ง"
"แต่พวกลูกที่สุกงอมแล้ว ลำพังแค่คนในอำเภอกินกันไม่ทันหรอกนะ"
อันที่จริง ร้านขายพลับและผักสดของพวกเขาในตัวอำเภอก็ทำกำไรได้ดีทีเดียว พลับก็ขายออกไปได้เยอะมาก ทว่าตัวอำเภอของพวกเขายังเล็กเกินไป ทำให้ไม่สามารถระบายพลับจำนวนมากออกไปได้ทัน
"ถ้าอย่างนั้นเราลองเอาไปขายในเมืองดูไหม ขี่รถมอเตอร์ไซค์ขนพลับไปขายเลย"
ขืนปล่อยทิ้งไว้ พลับพวกนี้ก็ต้องเน่าเสียไปเปล่าๆ น่าเสียดายแย่
ยายเสิ่นมีไอเดียใหม่
"ถ้าอย่างนั้นแม่ลองเอาไปทำเป็นแยมพลับดูดีไหม"
ยายเสิ่นมีฝีมือทำอาหารที่ยอดเยี่ยมมาก เรื่องการเคี่ยวแยมก็ถือเป็นงานถนัดของเธอ เมื่อก่อนเธอก็เคยเอาพลับมาเคี่ยวเป็นแยมอยู่บ้าง เพราะเห็นพลับที่สุกงอมร่วงหล่นลงมาเน่าเสียบนพื้นแล้วรู้สึกเสียดาย
"งั้นลองดูเลยครับ"
ในเมื่อตอนนี้สวนพลับตกเป็นของครอบครัวพวกเขาแล้ว ปล่อยให้เน่าทิ้งไปก็เสียดายของเปล่าๆ มีวิธีไหนที่พอจะใช้ประโยชน์ได้ก็ต้องลองทำดูให้หมด
ก่อนหน้านี้แยมพลับที่เคยเคี่ยวยังมีรสชาติที่ไม่ค่อยกลมกล่อมนัก เพราะขาดน้ำตาล แต่ตอนนี้ที่บ้านมีน้ำตาลทรายขาวเก็บไว้อยู่เยอะมาก ทุกครั้งที่พวกอวิ๋นเจียวแวะมาเยี่ยม ก็มักจะหิ้วของฝากติดไม้ติดมือมาด้วยเสมอ ซึ่งน้ำตาลทรายขาวก็เป็นหนึ่งในของฝากที่ถูกนำมาบ่อยๆ จนตอนนี้ที่บ้านมีเก็บไว้หลายถุงเลยทีเดียว ประจวบเหมาะที่จะนำมาใช้เคี่ยวแยมพลับพอดี
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ทุกคนก็ไม่รอช้า ต่างลงมือช่วยกันคนละไม้คนละมือ ใช้เวลาเพียงไม่นาน ยายเสิ่นก็เคี่ยวแยมพลับจนเสร็จเรียบร้อย นอกจากนี้ ยายเสิ่นยังเป็นคนชอบทดลองสิ่งใหม่ๆ เธอจึงใช้สัดส่วนของส่วนผสมที่แตกต่างกัน เคี่ยวแยมพลับออกมาได้หลายรสชาติ
ในที่สุด แยมพลับทั้งห้าชามก็ถูกนำมาวางเรียงรายอยู่ตรงหน้าทุกคน
"มาเลย ทุกคนลองชิมดูสิว่าชามไหนรสชาติดีที่สุด"
ทุกคนเริ่มตักแยมในชามชิมดูทีละชาม
เสิ่นเหนียนตักชิมไปหลายคำแต่ก็ยังทำหน้าสับสน
"แม่ ผมกินแล้วแยกไม่ออกเลย รู้สึกว่ามันก็คล้ายๆ กันไปหมด"
ยายเสิ่นมองลูกชายด้วยสายตาที่บ่งบอกว่ามีลูกคนนี้ไปก็ไร้ประโยชน์จริงๆ ก่อนจะหันไปมองคนอื่นๆ ด้วยสายตาคาดหวัง
อวิ๋นเจียวชี้ไปที่ชามใบที่สาม
"ยายคะ หนูคิดว่าชามนี้อร่อยสุดค่ะ ชามแรกๆ รสหวานมันอ่อนไปหน่อย ส่วนชามหลังๆ ก็หวานเลี่ยนเกินไป"
เสิ่นซิวหย่วนเลื่อนชามอีกใบเข้ามาใกล้
"แต่พี่ชอบแบบหวานๆ ชามนี้มากกว่านะ"
สุดท้ายทุกคนก็ลงคะแนนเสียงกัน และผลปรากฏว่าแยมพลับในชามใบที่สี่เป็นฝ่ายชนะ รสนิยมการกินของอวิ๋นเจียวค่อนข้างจะติดรสจืดไปสักหน่อยเมื่อเทียบกับคนในยุคสมัยนี้ ที่ส่วนใหญ่มักจะชื่นชอบอาหารรสชาติหวานนำ
แยมพลับในชามใบที่ห้านั้นมีรสชาติหวานจัดจนเกินไป กินคำแรกๆ ก็อาจจะรู้สึกอร่อยดี แต่พอกินเข้าไปเยอะๆ ก็จะเริ่มรู้สึกเลี่ยน
"ยายคะ ชามนี้ยายใส่น้ำผึ้งลงไปด้วยใช่ไหมคะ อร่อยมากเลย"
ยายเสิ่นพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะถอนหายใจออกมา
"แต่น้ำผึ้งมันหาไม่ง่ายเลยน่ะสิ"
ถึงแม้ว่าในยุคนี้จะสามารถหาซื้อน้ำผึ้งได้บ้างแล้ว แต่ราคาก็ยังแพงหูฉี่อยู่ดี ถ้านำน้ำผึ้งมาเป็นส่วนผสม ต้นทุนในการทำแยมพลับก็จะพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
ยายเสิ่นมองถ้วยแยมอย่างครุ่นคิด
"เดี๋ยวลองคิดหาวิธีเอาอย่างอื่นมาใส่แทนน้ำผึ้งดูแล้วกัน"
เรื่องนี้คงต้องปล่อยให้ยายเสิ่นไปคิดหาวิธีทดลองเอาเอง
หลังจากที่เคี่ยวแยมพลับเสร็จสรรพ ทุกคนก็มานั่งล้อมวงปรึกษาหารือกันถึงแนวทางการขยายกิจการของร้านขายของ ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากจะลองหาผลไม้ชนิดอื่นๆ มาวางขายเพิ่มดูบ้าง ขืนขายแต่พลับอย่างเดียว สินค้าในร้านก็คงจะดูน้อยเกินไป
ช่วงบ่าย อวิ๋นเจียวและครอบครัวก็เตรียมตัวเดินทางกลับบ้าน ตอนที่กำลังจะเดินออกจากบ้าน ยายเสิ่นยังได้ยัดเยียดแยมพลับหลายกระปุกใส่มือพวกเธอให้เอากลับไปกินที่บ้านด้วยความเต็มใจ
[จบบท]