บทที่ 41: ฟังเข้าหูแต่ไม่ครบทุกคำ
อวิ๋นหลินเหอได้แต่กลอกตามองบนด้วยความเอือมระอา กินจนอิ่มแปล้ขนาดนี้แล้วยังจะมาบอกว่าไม่เยอะอีกหรือนี่
จากนั้นผู้ใหญ่สองคนและเด็กเล็กอีกหนึ่งคนจึงรีบพากันเดินทางกลับไปยังบริเวณปากน้ำที่จอดเรือเอาไว้ด้วยความรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งในเวลานี้ระดับน้ำทะเลในบริเวณดังกล่าวได้เพิ่มสูงขึ้นมาไม่น้อยเลยทีเดียว
อวิ๋นเจียวจ้องมองระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นจนเกือบจะถึงเอวของผู้ใหญ่ด้วยความตื่นเต้นดีใจ จนมุมปากเล็กๆ นั้นยกยิ้มขึ้นมาอย่างไม่อาจจะหักห้ามเอาไว้ได้
“พ่อคะ พวกเราต้องว่ายน้ำข้ามไปใช่ไหม หนูทำได้นะ หนูไหวๆ”
น้ำเสียงของเธอนั้นเปี่ยมล้นไปด้วยความปิติยินดีปรีดาอย่างถึงที่สุด
อวิ๋นหลินไห่และอวิ๋นหลินเหอถึงกับพูดไม่ออก
เด็กคนนี้จิตใจหมกมุ่นอยากจะลงไปว่ายเล่นในน้ำทะเลมากถึงเพียงไหนกันเชียวหนอ
แต่ทว่าในครั้งนี้มีพวกเขาทั้งสองคนคอยเฝ้าจับตามองดูอยู่ ถ้าอยากจะว่ายน้ำเล่นนักก็ปล่อยให้ว่ายไปเถอะ
“ส่งถังน้ำมาให้พ่อกับอา แล้วลูกก็ไป...”
ยังไม่ทันที่อวิ๋นหลินไห่จะเอ่ยปากพูดจนจบประโยค อวิ๋นเจียวก็รีบจัดการถอดรองเท้าแล้วกระโจนลงไปในน้ำทะเลพร้อมกับส่งเสียงร้องตะโกนก้องด้วยความดีใจ
จากนั้นร่างเล็กๆ ก็แหวกว่ายไปมาในน้ำทะเลที่ใสสะอาดราวกับปลาตัวน้อยที่งดงามตัวหนึ่ง สภาพท่าทางของเธอในยามนี้บ่งบอกให้เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าเธอกำลังมีความสุขมากเพียงใด
ผู้ใหญ่ทั้งสองคนต่างพากันจ้องมองดูด้วยความตึงเครียดอยู่ครู่หนึ่ง จนกระทั่งพบว่าเธอสามารถว่ายน้ำได้คล่องแคล่วไม่มีปัญหาอะไรจริงๆ จึงได้พากันถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
“เลิกเล่นได้แล้ว รีบขึ้นเรือเร็วเข้า”
การเก็บกุ้งกี้ไวในครั้งนี้นับว่าเป็นเรื่องที่เพลิดเพลินเจริญใจจนเกินไปจริงๆ เพลิดเพลินเสียจนกระทั่งน้ำทะเลใกล้จะขึ้นสูงแล้วพวกเขาก็ยังคงรู้สึกอาลัยอาวรณ์ไม่อยากจะตัดใจกลับกันเลยทีเดียว
อวิ๋นเจียวตีขาป้อมสั้นสีขาวราวกับหิมะตะเกียกตะกายแหวกว่ายตรงดิ่งไปยังทิศทางที่เรือจอดอยู่
อวิ๋นหลินไห่และอวิ๋นหลินเหอต่างช่วยกันหิ้วถังน้ำทั้งสองใบแล้วเดินลุยฝ่ากระแสน้ำทะเลไปด้วยความยากลำบากทุลักทุเล แรงพยุงตัวในน้ำนั้นมีมหาศาล หากไม่ระมัดระวังจนเผลอล้มลงไป คนน่ะอาจจะไม่เป็นอะไรหรอก
แต่ทว่ากุ้งกี้ไวในถังน้ำที่อุตส่าห์จับมาได้อย่างยากลำบากพวกนั้นหากหลุดรอดหนีหายไปหมด คงจะเป็นเรื่องที่ทำให้พวกเขาโมโหจนแทบขาดใจตายได้เลยจริงๆ
ในท้ายที่สุดพวกเขาก็เดินมาจนถึงเรือ ผู้ใหญ่ทั้งสองคนจึงได้ปีนขึ้นไปบนเรือก่อน ส่วนอวิ๋นเจียวนั้นยังคงดำผุดดำว่ายเล่นอยู่ในน้ำทะเลโดยที่ไม่มีทีท่าว่าอยากจะขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย
“เจียวเจียว รีบขึ้นมาเร็วลูก”
อวิ๋นเจียวโผล่ศีรษะเล็กๆ ขึ้นมาเหนือน้ำ พร้อมทั้งเบะปากแสดงท่าทีอิดออดไม่เต็มใจเท่าไหร่นัก
“ให้หนูว่ายกลับไปไม่ได้เหรอคะ”
อวิ๋นหลินเหอจึงได้เอ่ยปากตอบกลับไปอย่างไม่สบอารมณ์ว่า
“ขนาดเราสองคนที่เป็นผู้ใหญ่ยังว่ายกลับไปไม่ไหวเลย แล้วเธอตัวแค่นี้ช่างกล้าพูดออกมาได้นะ”
อวิ๋นหลินไห่ยื่นมือส่งออกไปให้ลูกสาว
“รีบจับมือพ่อแล้วขึ้นมาเร็วเข้า”
อวิ๋นเจียวยื่นมือน้อยๆ ส่งไปให้อย่างไม่ค่อยจะเต็มใจนัก แต่ทว่าในวินาทีถัดมาเธอก็เหลือบไปเห็นเต่าทะเลตัวใหญ่ตัวหนึ่งที่กำลังลอยตัวขึ้นมาจากใต้ท้องทะเล เธอจึงรีบชักมือกลับไปในทันทีด้วยความดีใจ
“พ่อคะ หนูจะรอเต่าทะเลตัวใหญ่”
อวิ๋นหลินไห่และน้องชายทำได้เพียงแค่ยืนมองตาค้างทำอะไรไม่ถูก ในขณะที่จ้องมองดูอวิ๋นเจียวว่ายตรงเข้าไปหาเต่าทะเลตัวนั้น
อวิ๋นหลินเหอเบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกมา
“พี่รอง ทักษะการว่ายน้ำของเจียวเจียวจะเก่งกาจเกินไปหน่อยไหม ตอนที่พวกเราเริ่มหัดว่ายน้ำใหม่ๆ ก็ไม่ได้เป็นแบบนี้นี่นา”
อวิ๋นหลินไห่ยืดอกตอบกลับด้วยความภาคภูมิใจว่า
“ลูกสาวพี่เป็นอัจฉริยะไงล่ะ”
อวิ๋นหลินเหอถึงกับพูดไม่ออก
ช่างเถอะ บางทีเจียวเจียวอาจจะเป็นเด็กที่ท่านจ้าวสมุทรส่งมาเกิดจริงๆ ก็เป็นได้ ก็แค่เกิดมาพร้อมพรสวรรค์ในการว่ายน้ำเท่านั้นเอง ไม่เห็นจะมีปัญหาตรงไหนเลยนี่นา
ในขณะนี้อวิ๋นเจียวกำลังจ้องมองของขวัญที่เต่าทะเลตัวนั้นนำติดตัวขึ้นมาด้วยความประหลาดใจระคนดีใจ
นั่นคือถุงตาข่ายที่บรรจุหอยเม่นเอาไว้จนเต็มถุง
“ว้าว เจ้าเต่า นายจับหอยเม่นมาได้เยอะขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย”
เต่าทะเลตัวนั้นยืดคอชูชันขึ้นสูง หางของมันสะบัดแกว่งไกวไปมาด้วยความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง
ดูถูกความสามารถของมันเกินไปแล้วใช่ไหมล่ะ
“นั่นมันอะไรน่ะ”
ในขณะที่เต่าทะเลว่ายเข้ามาจนถึงกราบเรือ สองพี่น้องตระกูลอวิ๋นต่างก็มองเห็นถุงตาข่ายที่เต่าทะเลตัวนั้นคาบเอาไว้ และเมื่อเพ่งมองดูจนเห็นชัดเจนแล้วว่าสิ่งของที่อยู่ข้างในคืออะไร ดวงตาของพวกเขาก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง
ไม่ใช่สิ นี่เจ้าเต่าทะเลตัวนี้มันเอาถุงตาข่ายของพวกเขาไปเก็บหอยเม่นกลับมาได้เต็มถุงเลยอย่างนั้นรึ
นี่สายตาของพวกเขามีปัญหา หรือว่าเป็นเจ้าเต่าทะเลตัวนี้กันแน่ที่มีปัญหาน่ะ
“พ่อคะ รีบเอามันขึ้นไปเร็วเข้า”
เสียงร้องเร่งเร้าของอวิ๋นเจียวช่วยปลุกเรียกสติของอวิ๋นหลินไห่และน้องชายให้ตื่นขึ้นมาจากภวังค์แห่งความตื่นตะลึง
พวกเขารีบผงกศีรษะรับคำในทันที
“อ้อ... ได้สิ”
จากนั้นพวกเขาก็รีบช่วยกันดึงถุงตาข่ายใบนั้นขึ้นมาบนเรือด้วยความรีบร้อนมือไม้ปั่นป่วน พอได้ลองก้มลงไปมองดูใกล้ๆ ก็ต้องอุทานเรียกแม่เจ้าโว้ย เพราะข้างในนั้นมีหอยเม่นอยู่อย่างน้อยๆ ก็ยี่สิบตัวเห็นจะได้
“นี่... นี่มันให้พวกเราอย่างนั้นเหรอ”
หอยเม่นที่เต่าทะเลอุตส่าห์ดำน้ำลงไปงมขึ้นมา เป็นของที่ตั้งใจเอามามอบให้กับพวกเขาอย่างนั้นรึ
เรื่องพรรค์นี้ต่อให้พูดเล่าออกไปให้ใครฟังก็คงจะไม่มีใครเชื่อถือเป็นแน่แท้ แต่ทว่าพวกเขากลับได้พบเจอกับเหตุการณ์มหัศจรรย์นี้เข้ากับตัวจริงๆ
“พ่อคะ แกะหอยเม่นให้เจ้าเต่ากินสักตัวสิคะ”
อุตส่าห์ช่วยทำงานให้ทั้งที ก็ต้องมีค่าตอบแทนให้บ้างไม่ใช่หรือไง
เอาหอยเม่นที่เต่าทะเลจับมาได้นั่นแหละแกะป้อนให้มันกินเสียเลย ก็ถือว่าสมเหตุสมผลดีไม่มีปัญหาอะไรนี่นา
ผู้ใหญ่ทั้งสองคนได้แต่จัดการแกะหอยเม่นด้วยอาการมึนงงสับสนจับต้นชนปลายไม่ถูก เจ้าเต่าทะเลตัวนั้นยืดคอยาวๆ ออกมาแล้วเริ่มลงมือกัดกินเหยื่ออันโอชะ เท้าคู่หน้าและเท้าคู่หลังทั้งสี่ข้างของมันตะเกียกตะกายพุ้ยน้ำอย่างแรงเพื่อพยุงตัวให้ลอยขึ้นมาอยู่เหนือผิวน้ำ
หอยเม่นหนึ่งตัวถูกมันจัดการเขมือบลงท้องไปจนหมดเกลี้ยงภายในเวลาเพียงไม่กี่คำเท่านั้น
“เจียวเจียวรีบขึ้นมาเร็วลูก พวกเราจะกลับกันแล้ว”
หลังจากที่ตั้งสติกลับคืนมาได้แล้ว สายตาของอวิ๋นหลินไห่และอวิ๋นหลินเหอที่จ้องมองไปยังเต่าทะเลตัวนั้นก็แปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
เจ้าเต่าทะเลตัวนี้มันช่างดูแสนรู้และมีความคิดความอ่านมากจนเกินไปแล้วกระมัง
อวิ๋นเจียวส่ายหน้าปฏิเสธคำชวนนั้นอย่างเด็ดขาดทันควัน
“ไม่เอา หนูจะให้เจ้าเต่าพาขี่หลังว่ายน้ำเล่น”
ทันทีที่พูดจบเธอก็ใช้ทั้งมือและเท้าปีนป่ายขึ้นไปนั่งอยู่บนกระดองของเต่าทะเลตัวนั้น
เด็กน้อยวัยเพียงแค่สามขวบอย่างเธอนั้นไม่ได้มีน้ำหนักตัวมากมายอะไรนัก ประกอบกับแรงพยุงตัวของน้ำทะเล การที่เต่าทะเลจะแบกเธอเอาไว้บนหลังแล้วพาว่ายน้ำไปมาจึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอะไรเลยแม้แต่น้อย
“พ่อคะ อาเล็ก ตามมาสิคะ”
เมื่อสิ้นเสียงพูด เธอก็ใช้มือตบลงไปเบาๆ ที่กระดองของเต่าทะเล เจ้าเต่าทะเลตัวใหญ่จึงได้เริ่มออกตัวแหวกว่ายพุ่งทะยานไปข้างหน้าในทันที
“วู้วฮูว...”
อวิ๋นหลินไห่ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
อวิ๋นหลินเหอก็มีสีหน้าตื่นตระหนกไม่แพ้กัน
เดี๋ยว... เดี๋ยวสิ!
“เจียวเจียว!”
หัวใจของชายหนุ่มทั้งสองคนเต้นระรัวแรงจนแทบจะกระดอนหลุดออกมานอกปาก เจ้าเด็กตัวเล็กๆ คนนี้ช่างมีจิตใจกล้าหาญบ้าบิ่นมากจนเกินไปแล้ว!
อวิ๋นเจียวตะโกนส่งเสียงตอบกลับมาว่า
“พ่อคะ หนูไม่เป็นไรหรอก หนูชอบทะเลนี่นา”
อวิ๋นหลินเหอรีบคว้าไม้พายขึ้นมาแจวเรือไล่ตามไปในทันที
“ถึงจะชอบก็ไม่ได้หมายความว่าจะว่ายเล่นไปทั่วแบบนี้ได้นะ ถ้าไปเจอฉลามเข้าจะทำยังไงล่ะฮึ”
อวิ๋นเจียวทำท่าทางดุดันขึงขังทั้งที่ยังดูน่ารักน่าเอ็นดูพลางเอ่ยตอบกลับมาว่า
“หนูจะตบมันด้วยฝ่ามือให้กระเด็นไปเลย!”
อวิ๋นหลินไห่ถึงกับนิ่งอึ้งพูดอะไรไม่ออก
ลูกสาวเอ๋ย คนเราก็ไม่ควรจะห้าวหาญดุดันถึงขนาดนี้ก็ได้กระมัง
เจ้าเต่าทะเลตัวนั้นว่ายน้ำไม่ได้รวดเร็วอะไรนัก อวิ๋นเจียวจึงยังคงอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ทั้งสองคนตลอดเวลา ไม่เช่นนั้นแล้วพวกเขาคงจะต้องเป็นห่วงจนแทบคลั่งตายเป็นแน่ ภายใต้คำสั่งเร่งเร้าและคำตักเตือนด้วยน้ำเสียงที่เข้มงวดจริงจังของพ่อและอาเล็ก ในที่สุดอวิ๋นเจียวก็ยอมปีนกลับขึ้นมาบนเรืออย่างไม่ค่อยจะเต็มใจเท่าไหร่นัก
การกระทำอันแสนดื้อรั้นนั้นทำเอาคนซื่อๆ อย่างอวิ๋นหลินไห่โมโหจนทนไม่ไหว จึงได้เผลอยั้งมือไม่อยู่ฟาดฝ่ามือลงไปที่ก้นน้อยๆ ของลูกสาวหนึ่งที
อวิ๋นเจียวกะพริบตาปริบๆ ด้วยความงุนงง
ไม่เห็นเจ็บเลยสักนิด!
“ลูกนะลูก จะให้พ่อพูดว่ายังไงดี ในทะเลแห่งนี้มันมีสัตว์อันตรายอยู่ตั้งเยอะแยะ ถ้าเกิดไปเจองูทะเลหรือพวกแมงกะพรุนที่มีพิษพวกนั้นเข้าจะทำยังไง”
อวิ๋นเจียวตัวน้อยแสดงนิสัยดื้อรั้นหัวแข็งออกมา
“ก็จับกินให้หมดเลยสิคะ”
อวิ๋นหลินไห่โกรธจนแทบจะเป็นลมล้มพับไป
“ลูก... ลูกจะอยากกินทุกอย่างบนโลกนี้ไม่ได้นะ ถ้าโดนไอ้ตัวพวกนั้นกัดเข้าทีหนึ่งก็อาจจะ... ถุย ถุย ถุย...”
คำว่าตายนั้นเป็นคำอัปมงคล ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้หลุดปากพูดออกมา แต่อวิ๋นหลินไห่ก็รีบถ่มน้ำลายแก้เคล็ดไปหลายที
“ไม่หรอกค่ะ พิษแค่นั้นทำอะไรเจียวเจียวไม่ได้หรอก”
อวิ๋นหลินไห่และอวิ๋นหลินเหอได้แต่นิ่งเงียบพูดไม่ออก
แม่หนูน้อยคนนี้วันๆ เอาแต่คิดอะไรเพ้อเจ้อ คิดว่าตัวเองเป็นเทพยดาเหาะลงมาจากสวรรค์หรืออย่างไรกัน ถึงได้มั่นใจนักว่าพิษพวกนั้นจะทำอะไรตัวเองไม่ได้
“ถ้าคราวหน้ายังทำตัวแบบนี้อีก ก็ห้ามออกมาทะเลพร้อมกับพวกเราแล้วนะ”
คำขู่ประโยคนี้ดูจะได้ผลชะงักดียิ่งกว่าคำสั่งสอนยืดยาวที่พร่ำบ่นมาก่อนหน้านี้เสียอีก อวิ๋นเจียวรีบเม้มปากเล็กๆ เข้าหากันทันที ดวงตากลมโตคู่สวยจ้องมองไปที่ผู้เป็นพ่อและอาเล็กด้วยแววตาที่ไม่พอใจเลยแม้แต่น้อย
ดวงตาคู่สวยที่สื่อความหมายได้ราวกับคำพูดคู่นั้นดูประหนึ่งว่ากำลังตั้งคำถามกล่าวโทษพวกเขาอยู่ ว่าทำไมถึงได้กล้าข่มขู่เด็กน้อยที่น่ารักน่าเอ็นดูได้ถึงขนาดนี้ มันช่างเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุไปแล้วนะ!
อวิ๋นหลินไห่และอวิ๋นหลินเหอต้องพยายามแข็งใจเบือนหน้าหนีไม่ยอมสบตาด้วย เจ้าเด็กดื้อคนนี้ จะต้องโดนดัดนิสัยเสียบ้างแล้ว
ใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราของอวิ๋นเจียวฉายแววความไม่สบอารมณ์ออกมาอย่างปิดไม่มิด เธอกยกแขนป้อมๆ ขึ้นมากอดอกเอาไว้ด้วยความโมโห ก่อนจะสะบัดหน้าขยับก้นหันหลังหนี ปล่อยทิ้งให้ผู้ใหญ่ทั้งสองคนนั่งมองแผ่นหลังเล็กๆ ที่ขดตัวกลมดิกล้ายกับลูกบอลที่กำลังอัดแน่นไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
อวิ๋นหลินไห่และอวิ๋นหลินเหอหันมาสบตากันแล้วระบายรอยยิ้มออกมาด้วยความจนใจ
เจ้าตัวเล็กคนนี้ช่างมีอารมณ์ฉุนเฉียวเจ้าอารมณ์เสียจริงเชียว
“เจียวเจียวลูกรัก ตอนนี้ลูกยังเด็กเกินไป ทะเลมันอันตราย ไว้รอให้ลูกโตกว่านี้อีกหน่อยแล้วค่อยลงไปเล่น ดีไหมลูก”
แต่ทว่าคำพูดประโยคนี้เมื่อลอยเข้าหูของอวิ๋นเจียวแล้ว กลับถูกระบบกรองคำตัดทอนออกไปจนเหลือใจความเพียงแค่ว่า
'เล็ก... ในทะเล... เล่น'
เธอจึงพยักหน้าตอบรับในทันที
“ตกลงค่ะ”
อวิ๋นหลินไห่เข้าใจผิดคิดไปเองว่าลูกสาวยอมเชื่อฟังคำสั่งสอนแล้ว ใบหน้าของเขาจึงเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มแห่งความปิติ
เจียวเจียวของเขาก็ยังคงเป็นเด็กดีที่ว่าง่ายสอนง่ายเหมือนเดิมสินะ
แต่เขาหารู้ไม่ว่า อวิ๋นเจียวนั้นเลือกที่จะรับฟังเพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น
ฟังเข้าหู แต่ก็ไม่ได้ฟังให้ครบถ้วนทุกถ้อยคำ
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ในเวลานี้อวิ๋นเจียวก็ไม่ได้คิดที่จะยั่วโมโหให้พวกคุณพ่อต้องโกรธเคืองอีกต่อไป เธอจึงได้แต่นั่งนิ่งๆ อยู่บนเรือด้วยความเรียบร้อยเชื่อฟังแต่โดยดี
[จบบท]