บทที่ 440: พรสวรรค์กับโชคลาภ
ชายหน้าบากกับพรรคพวกคุกเข่าลงกับพื้นอย่างรวดเร็วแทบจะล้มลุกคลุกคลาน
ความจริงไม่ใช่แค่พวกนั้น ฝั่งซุนเหยาถงเองก็ยืนอึ้งไปเหมือนกัน
ดวงตากลมโตของซุนเหยาฉินเบิกกว้าง แววตาที่มองไปยังอวิ๋นเจียวเต็มเปี่ยมไปด้วยความชื่นชม
"กรี๊ด เจียวเจียว ทำไมเธอถึงเก่งขนาดนี้!"
ซุนเหยาฉินขยับเข้าไปใกล้อวิ๋นเจียวด้วยความตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่ เธอเต้นแร้งเต้นกาแสดงความดีใจออกมาอย่างเต็มที่
ซุนเหยาถงเองก็ตื่นเต้น แต่ความเป็นผู้ใหญ่ทำให้เขาเก็บอาการได้ดีกว่า แววตาที่มองอวิ๋นเจียวเป็นประกายสว่างวาบ
เขาคิดในใจว่าตัวเองมีบุญวาสนาอะไรถึงได้เด็กเก่งขนาดนี้มาเป็นลูกสาวบุญธรรม อนาคตของอวิ๋นเจียวคงไปได้ไกลกว่าที่เขาคิดไว้มาก
กลุ่มคนคุ้มกันพากันเงียบกริบ
เถ้าแก่มีคนเก่งระดับนี้อยู่ข้างตัว แล้วจะจ้างพวกเรามาทำไมกัน
"ไปกันเถอะ กลับกันได้แล้ว"
ซุนเหยาถงไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว แถวนี้ค่อนข้างวุ่นวาย ต่อให้แจ้งตำรวจกงอันมาจับคนพวกนี้ไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร เต็มที่ก็โดนขังแค่ไม่กี่วันก็ถูกปล่อยตัวออกมาแล้ว
สู้คำขู่ของอวิ๋นเจียวยังไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
พวกเขาจึงไม่สนใจพวกที่คุกเข่าอยู่ แล้วพากันเดินกลับโรงแรม
พอพวกอวิ๋นเจียวเดินลับสายตาไป ชายหน้าบากกับลูกน้องถึงกล้าพรูลมหายใจออกมายาวเหยียด แล้วค่อยๆ พยุงกันลุกขึ้นยืน
"แม่เจ้าโว้ย เด็กนั่นมันตัวประหลาดอะไรกัน"
พอเห็นลูกเหล็กที่ฝังแน่นอยู่ในท่อนเหล็กกับรอยยุบบนพื้น ทุกคนก็พากันกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก
ชายหน้าบากยกมือขึ้นปาดเหงื่อเย็นเฉียบที่ผุดซึมเต็มหน้าผาก
"โชคดีนะที่พวกเราไม่ได้เปิดฉากฆ่าฟันตั้งแต่แรก"
พวกเขาพกปืนมาก็จริง แต่ปกติรับแค่งานปล้นของ ถ้าไม่จวนตัวจริงๆ จะไม่เอาชีวิตใคร ต่อให้เจอคนหัวแข็งไม่ยอมให้ของ อย่างมากก็แค่ซ้อมให้เจ็บตัว
พวกเขาถึงไม่ได้เปิดฉากฆ่าตั้งแต่แรก และความโชคดีนี้เองที่ทำให้พวกเขารักษาชีวิตน้อยๆ เอาไว้ได้
"วันหลังถ้าเจอคนกลุ่มนี้อีกก็เดินเลี่ยงไปให้ไกลเลยนะ"
ความจริงไม่ต้องรอให้ชายหน้าบากสั่ง ลูกน้องทุกคนก็รักตัวกลัวตายและพร้อมจะเดินหนีอยู่แล้ว
พอกลับมาถึงโรงแรม ซุนเหยาฉินยังไม่หายตื่นเต้น เธอคว้าตัวอวิ๋นเจียวมาซักไซ้ถามนั่นถามนี่ไม่หยุด
"เจียวเจียว เธอทำแบบนั้นได้ยังไง สอนพี่หน่อยสิ สอนพี่หน่อยนะ ต่อไปเวลาออกไปข้างนอกคนเดียวพี่จะได้ไม่กลัวคนเลวอีก"
อวิ๋นเจียวมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าจนใจ
"สอนไม่ได้หรอก ฉันก็แค่แรงเยอะเท่านั้นเอง"
เพื่อพิสูจน์ให้ดู เธอหยิบลูกเหล็กขึ้นมาหนึ่งลูกแล้วออกแรงบีบเบาๆ ลูกเหล็กตันๆ เม็ดนั้นแบนแต๊ดแต๋คามือทันที
ของชิ้นเล็กขนาดนี้ ต่อให้ไม่ใช่เหล็กตันก็บีบให้แบนยากมาก
ภาพตรงหน้าทำเอาซุนเหยาฉินอ้าปากค้าง ซุนเหยาถงเองก็ตกใจไม่แพ้กัน
"นี่... นี่เธอมีพละกำลังแบบนี้มาตั้งแต่เกิดเลยเหรอ"
อวิ๋นเจียวทำท่าครุ่นคิด "ก็ไม่เชิงหรอกค่ะ ตั้งแต่เด็กฉันก็แรงเยอะกว่าคนอื่นอยู่แล้ว พอโตขึ้นแรงก็ยิ่งเยอะตามไปด้วย"
ซุนเหยาฉินทำหน้าอิจฉา "สวรรค์ ทำไมฉันถึงไม่มีพลังสวรรค์ประทานแบบนี้บ้างนะ"
อย่าว่าแต่ซุนเหยาฉินเลย ซุนเหยาถงก็แอบอิจฉาเหมือนกัน มีผู้ชายคนไหนบ้างไม่อยากมีพละกำลังมหาศาลติดตัวมาตั้งแต่เกิด
"เอาล่ะ เลิกกวนน้องได้แล้ว รีบไปเตรียมตัวกินข้าวเถอะ ถ้าลูกอยากเก่งจริงๆ พ่อจะหาอาจารย์สอนศิลปะการต่อสู้มาสอนให้เอาไหมล่ะ"
ซุนเหยาฉินพยักหน้ารับ "ตกลงค่ะ"
ซุนเหยาถงอดรำพึงไม่ได้ "วันนี้โชคดีที่ได้เจียวเจียวช่วยเอาไว้"
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหยกหรือเรื่องช่วยปกป้องของมีค่า พอมาลองคิดดูแล้ว เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเอาเปรียบอวิ๋นเจียวอยู่
พอกลับไปเขาต้องเตรียมอั่งเปาซองหนาๆ ให้เธอสักหน่อยแล้ว!
ตอนแรกซุนเหยาถงกะว่าได้หยกดำกับหยกสีชมพูมาแล้วก็จะเดินทางกลับวันนี้เลย แต่ตอนนี้เขารู้สึกปลอดภัยไร้กังวล จะอยู่ร่วมงานประมูลหินหยกดิบพรุ่งนี้ด้วยก็คงไม่มีปัญหา
เขาหันไปถามความเห็นอวิ๋นเจียว
พรุ่งนี้จะมีงานประมูลหินหยกดิบ ซึ่งจะใช้รูปแบบการประมูลเพื่อซื้อหินหยกดิบที่ตัวเองถูกใจ หินพวกนี้ผ่านการประเมินมาแล้วว่ามีโอกาสสูงมากที่จะมีหยกซ่อนอยู่ บางก้อนก็เปิดให้เห็นเนื้อหยกบางส่วนแล้ว แต่แน่นอนว่าราคาประมูลต้องสูงตามไปด้วย
"ไปสิคะ หนูก็อยากไปดูเหมือนกัน"
ในเมื่อมาถึงที่นี่แล้ว จุดประสงค์หลักก็คืองานประมูลหินหยกดิบ ถ้าไม่ได้ไปคงน่าเสียดายแย่
"ตกลง พรุ่งนี้พวกเราไปกัน!"
วันต่อมา ซุนเหยาถงพาลูกสาวทั้งสองคนไปร่วมงานประมูลหินหยกดิบ
พอไปถึงก็มีคนเข้ามาถามไถ่เรื่องเมื่อวาน ซุนเหยาถงคุยทักทายพอเป็นพิธี ก่อนจะพาเด็กสาวทั้งสองคนไปเดินดูหินหยกดิบที่นำมาประมูล
"ถ้าถูกใจก้อนไหนก็จำหมายเลขเอาไว้ ถึงเวลาประมูลค่อยเสนอราคาก็พอ"
"เจียวเจียว เงินของลูกพอใช้ไหม ให้พ่อบุญธรรมให้ยืมก่อนไหม"
เขารู้ดีว่าอวิ๋นเจียวเพิ่งซื้อเกาะแก่งขนาดเล็กไป เงินน่าจะร่อยหรอไปเยอะ
ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง
ตอนนี้อวิ๋นเจียวแทบจะไม่มีเงินติดตัวแล้ว ตั้งแต่ซื้อเกาะมาเธอก็ไม่ได้ออกไปกู้ซากเรืออับปางเลย ลำพังแค่จับปลาไปขายจะได้เงินสักเท่าไหร่กันเชียว
"ขอบคุณพ่อบุญธรรมมากค่ะ ไว้หนูจะหามาคืนให้นะคะ"
ซุนเหยาถงหัวเราะเบาๆ "ไม่ต้องรีบหรอก"
ความจริงเขาอยากจะยกเงินให้ฟรีๆ เลยด้วยซ้ำ แต่เขาก็รู้จักนิสัยอวิ๋นเจียวดีว่าเธอคงไม่ยอมรับไว้แน่
อวิ๋นเจียวเดินดูรอบๆ แต่ไม่ได้เลือกไว้เยอะ เธอถูกใจหินดิบแค่ก้อนเดียว ขนาดไม่ใหญ่มาก น้ำหนักประมาณสิบสามกิโลกรัม
หลังจากนั้นเธอก็เดินเป็นเพื่อนซุนเหยาถง บางครั้งเขาก็หันมาถามความเห็นจากเธอ
เธอทำมุมปากกระตุก "พ่อบุญธรรม หนูดูไม่แม่นขนาดนั้นหรอกนะคะ หินหยกดิบที่หนูเลือกเมื่อวานก็เปิดได้ของดีแค่สองก้อนเอง"
"แค่?"
ซุนเหยาถงมองเธอด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ "ลูกรู้ไหมว่าอัตราส่วนแบบลูกน่ะ คนอื่นเลือกหินไปสิบก้อนหรืออาจจะมากกว่านั้น ยังไม่แน่ว่าจะได้ของดีแบบลูกสักก้อนเลยนะ"
อวิ๋นเจียวได้ยินก็ยกมือขึ้นลูบปลายคาง ถ้าคิดแบบนั้น โชคของเธอก็ถือว่าดีมากจริงๆ นั่นแหละ
จู่ๆ อวิ๋นเจียวก็รู้สึกมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม
ตั้งแต่เล็กจนโต โชคของเธอไม่เคยแย่เลย ต่อให้เจอเรื่องร้ายๆ อย่างพวกแก๊งลักเด็ก หรือสายลับศัตรู เธอก็จัดการได้หมด แถมยังได้ผลประโยชน์ตามมาอีกต่างหาก
"ถ้าอย่างนั้นหนูจะใช้ความรู้สึกเลือกก็แล้วกัน แต่ถ้าถึงเวลาเปิดมาแล้วไม่ได้ของดี..."
"โธ่เอ๊ย เรื่องพวกนี้มันขึ้นอยู่กับการเสี่ยงทายหินหยกอยู่แล้ว ถ้าเปิดไม่ได้ของดีก็ไม่มีใครโทษลูกหรอก"
ซุนเหยาถงเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย พอเห็นแววตาจริงใจของเขา อวิ๋นเจียวก็ช่วยตัดสินใจเลือกหินก้อนที่เขาลำเลียงอยู่ โดยอาศัยความรู้สึกล้วนๆ
หลังจบงานประมูล อวิ๋นเจียวประมูลหินหยกดิบก้อนที่เธอเล็งไว้ได้สำเร็จ ส่วนซุนเหยาถงถูกใจหินอยู่หกก้อน สองก้อนในนั้นเปิดให้เห็นเนื้อหยกบางส่วนแล้ว แต่สุดท้ายเขาประมูลชนะมาได้แค่สามก้อน
พวกเขาไม่ได้จ้างช่างตัดหินที่นั่น เมื่อวานพวกเขากลายเป็นจุดสนใจไปแล้ว วันนี้ทำตัวเงียบๆ หน่อยน่าจะดีกว่า
ครอบครัวซุนทำธุรกิจเครื่องประดับ ที่บ้านย่อมมีเครื่องมือและช่างตัดหินอยู่แล้ว
พวกเขาจึงหอบหิ้วของที่ได้จากการเดินทางครั้งนี้ นั่งทั้งรถบรรทุกและเรือ ในที่สุดก็เดินทางมาถึงฮ่องกง
ฮ่องกงเป็นฐานที่มั่นของบ้านตระกูลซุน ที่นี่เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่เยอะ ธุรกิจเครื่องประดับจึงเฟื่องฟูตามไปด้วย
"ในที่สุดก็กลับมาถึงสักที!" พอกลับมาถึงถิ่นที่คุ้นเคย ซุนเหยาฉินก็ดูร่าเริงขึ้นมาถนัดตา
"เจียวเจียว ช่วงที่อยู่ฮ่องกงเดี๋ยวพี่พาเธอไปเที่ยวเอง"
อวิ๋นเจียวพยักหน้า "ตกลงค่ะ"
"พ่อคะ อย่าลืมกำไลข้อมือของพวกเราสองคนพี่น้องนะคะ"
"วางใจได้เลย ไม่ใช่แค่กำไลข้อมือนะ พ่อจะสั่งทำจี้หยกมงคลให้พวกลูกคนละอันด้วย"
"ฮิฮิ พ่อดีที่สุดเลย"
วันต่อมา อวิ๋นเจียวกับซุนเหยาฉินก็พากันไปดูการตัดหินหยก
คนในร้านเครื่องประดับตระกูลซุนรู้ข่าวว่าพวกเขาได้หยกดำคุณภาพเยี่ยมชิ้นใหญ่กลับมา ทุกคนในร้านต่างก็ดีใจกันใหญ่
โดยเฉพาะตอนที่ได้เห็นของจริงกับตา ช่างฝีมืออาวุโสทั้งสามคนแย่งกันออกแบบเครื่องประดับจากหยกดำพวกนี้
"ไม่ว่าหินดิบที่เหลือจะเปิดออกมาเป็นยังไง แค่มีหยกดำพวกนี้ พวกเราก็สามารถทำเครื่องประดับและงานแกะสลักหยกเป็นคอลเลกชัน นำหน้าร้านเครื่องประดับอื่นได้สบายๆ เลย"
การเดินทางครั้งนี้ทำให้ซุนเหยาถงภูมิใจมาก ทุกคนในร้านเครื่องประดับตระกูลซุนยิ่งเชื่อมั่นในตัวเขามากขึ้นไปอีก
"เอาหินดิบที่เหลือไปตัดดูก่อนเถอะ"
หินหยกดิบเหล่านั้นถูกเคลื่อนย้ายไปที่โกดังอย่างระมัดระวัง ในโกดังยังมีหินหยกของอวิ๋นเจียวรวมอยู่ด้วย
"เจียวเจียว จะลองตัดหินของลูกดูก่อนไหม"
"ยังไงก็ได้ค่ะ"
"งั้นดูของลูกก่อนก็แล้วกัน"
ช่างตัดหินเริ่มเดินเครื่องจักร
หินก้อนแรกที่ถูกตัดคือหินหยกดิบที่เธอประมูลมาจากงานประมูล
คราวนี้หินถูกตัดลงไปค่อนข้างลึกแต่ยังไม่เห็นเนื้อหยก จังหวะที่ทุกคนเริ่มหมดหวัง จู่ๆ ก็มีคนร้องขึ้นมา
"เจอแล้วๆ"
"มีสีด้วย ดูเหมือนจะเป็นสีเขียวสดนะ"
"เปลี่ยนด้านตัดดูสิ"
ทุกคนช่วยกันปรับองศาหินดิบแล้วลงมือตัดต่อ
"ฝั่งนี้เป็นสีม่วงแฮะ"
เครื่องจักรส่งเสียงดังหึ่งๆ กินเวลาไปพักใหญ่กว่าหยกก้อนนั้นจะถูกตัดจนเสร็จสมบูรณ์ เปลือกหินค่อนข้างหนา แต่นั่นไม่ได้บดบังความงามของเนื้อหยกด้านในเลยแม้แต่น้อย
"มีสามสีเลย ตรงกลางก้อนนี้มีทั้งสีเขียวสด สีม่วงไวโอเลต แล้วก็สีแดง นี่มันหยกฮก ลก ซิ่ว นี่นา!"
แถมยังเป็นหยกเนื้อน้ำแข็งชนิดขุ่น (糯冰种) อีกด้วย แม้ความใสจะสู้หยกเนื้อน้ำแข็งหรือหยกเนื้อน้ำแข็งระดับสูงไม่ได้ แต่สีสันที่สดใสทั้งสามสีก็ช่วยกลบจุดด้อยตรงนั้นไปจนหมด ยิ่งมีความหมายมงคลอย่างฮก ลก ซิ่ว คนที่ชอบหยกชนิดนี้ก็มีไม่น้อยเลย
ซุนเหยาถงหัวเราะร่วนด้วยความดีใจ "ฮ่าๆๆ... เจียวเจียว ต้องยกความดีความชอบให้ดวงของลูกจริงๆ"
"โชคดีนะที่เอากลับมาตัดที่นี่ ถ้าขืนตัดที่นู่น ไม่รู้ว่าจะโดนคนมองด้วยสายตาอิจฉาริษยามากแค่ไหน"
"เอาหยกพวกนั้นของเธอมาตัดต่อเลยเถอะ"
เครื่องจักรเริ่มทำงานอีกครั้ง
หยกที่อวิ๋นเจียวขนมาจากซินเจียงเรียกว่าหยกอ่อน ส่วนหยกทั่วไปจัดอยู่ในกลุ่มหยกแข็ง หยกอ่อนจะมีเนื้อสัมผัสละเอียดอ่อนชุ่มชื้น ไม่โปร่งแสงเหมือนหยกแข็ง การดูหยกอ่อนจะง่ายกว่าหยกแข็งที่ถูกเนื้อหินห่อหุ้มไว้มิดชิด แต่การจะหาหยกเนื้อดีสักชิ้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
ช่างหลายคนสุมหัวคุยกันอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะวิ่งหน้าตื่นเข้ามาหา
"แม่หนู หยกก้อนนี้จะขายไหม ก้อนนี้เป็นหยกขาวมันแกะที่หายากมากเลยนะ"
ในบรรดาหยกขาว หยกขาวมันแกะถือว่ามีชื่อเสียงที่สุด ด้วยลักษณะที่ดูละเอียดเนียนนุ่มและขาวบริสุทธิ์ จึงเป็นที่มาของชื่อนี้
ตอนนี้ในมือของช่างอาวุโสถือหยกขาวมันแกะก้อนใหญ่เอาไว้
อวิ๋นเจียวส่ายหน้า "ไม่ขายค่ะ"
เธอเองก็ชอบมันเหมือนกัน
ช่างอาวุโสทำหน้าผิดหวัง เขาถูกใจหยกก้อนนี้มากจริงๆ เขายังพยายามตื๊อขอซื้อจากอวิ๋นเจียวอีก จนซุนเหยาถงต้องเข้ามาห้าม
"ผู้เฒ่าเติ้ง เธอไม่ขายหรอก แต่ถ้าอยากจะออกแบบแกะสลักล่ะก็ ให้คุณรับงานนี้ไปทำดีไหม"
พอได้ยินแบบนั้น ผู้เฒ่าเติ้งก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "แบบนั้นก็ได้"
ผู้เฒ่าเติ้งเป็นช่างแกะสลักหยก พอเห็นหยกเนื้อดีก็คันไม้คันมืออยากลงมีด นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงตื๊ออยากได้หยกขาวมันแกะก้อนนี้จากอวิ๋นเจียวหนักหนา
"เจียวเจียว ลูกวางแผนจะทำอะไรกับหยกก้อนนี้ ถ้าอยากแกะสลักเป็นอะไรก็ให้ผู้เฒ่าเติ้งลองฝีมือดูได้นะ ถ้ายังไม่ไว้ใจ พรุ่งนี้ค่อยไปดูผลงานเก่าๆ ของเขาก่อนก็ได้"
ผู้เฒ่าเติ้งมีชื่อเสียงในวงการนี้พอตัว แต่อวิ๋นเจียวยังเด็ก แถมไม่ได้คลุกคลีในวงการ ย่อมไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของเขา
อวิ๋นเจียวพยักหน้า "ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้หนูไปดูผลงานของเขาก่อนนะคะ"
หยกก้อนอื่นๆ ก็เนื้อดีไม่เบา มีหยกฉิงอวี้สวยๆ อยู่ก้อนหนึ่งด้วย แถมยังมีหยกที่มีทั้งสีเหลืองและสีขาวอยู่ในก้อนเดียวกัน หยกพวกนี้เอาไปแกะสลักเป็นงานศิลปะสวยๆ ได้หมด
ส่วนหินหยกดิบสามก้อนที่ซุนเหยาถงประมูลมาได้ มีก้อนหนึ่งที่เปิดมาแล้วไม่เจอหยกเลย
แต่อีกสองก้อนที่เหลือถือว่าดีมาก โดยเฉพาะก้อนที่มีเนื้อหยกสีเขียวกินพื้นที่ไปครึ่งก้อน สร้างความประหลาดใจให้พวกเขาสุดๆ
และบังเอิญเหลือเกินที่หยกก้อนนั้นเป็นก้อนที่อวิ๋นเจียวชี้เป้าให้
คราวนี้ซุนเหยาถงรู้สึกจริงๆ ว่าอวิ๋นเจียวคือดาวนำโชคของเขา
พอได้ของพวกนี้มา ธุรกิจเครื่องประดับตระกูลซุนของเขาต้องเจริญก้าวหน้าขึ้นอีกขั้นอย่างแน่นอน!
[จบบท]