บทที่ 446: ดูงิ้วที่โรงละคร
อวิ๋นเจียวโยนปลาที่จับมาจากทะเลไปให้ เสือดาวลายเมฆตัวนั้นสะบัดหางไปมาด้วยท่าทางเกียจคร้าน มันเดินเข้าไปดมๆ เล็กน้อย ก่อนจะอ้าปากคาบปลาแล้ววิ่งหนีไป
อิงเฉิงเย่รู้สึกสนใจเสือดาวลายเมฆตัวนั้นมาก ความจริงเขาชื่นชอบสัตว์ป่ามาตลอด โดยเฉพาะพวกสัตว์นักล่ากินเนื้อขนาดใหญ่ เพียงแต่ถ้าให้เขาไปจับสัตว์ร้ายพวกนั้นตามลำพัง คงไม่ต่างอะไรกับการเอาตัวเองไปเป็นอาหารให้พวกมัน พอได้มาอยู่กับศิษย์น้องเล็ก เขาก็ได้เปิดหูเปิดตาอย่างแท้จริง
"เจียวเจียว บนเกาะนี้มีสัตว์ป่าเยอะไหม"
อวิ๋นเจียวพยักหน้ารับ
"เยอะสิคะ"
"ถ้าศิษย์พี่สามอยากดู วันหลังฉันจะพาไปค่ะ"
ส่วนตอนนี้ หลังจากตรวจดูอาการสัตว์บาดเจ็บในทะเลสาบเสร็จแล้ว อวิ๋นเจียวก็มุ่งหน้าไปยังฟาร์มม้า พื้นที่ตรงนี้ถูกล้อมรั้วไว้อย่างดีเพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ป่าตัวอื่นหลุดเข้ามา เกาะนี้มีขนาดใหญ่มาก พื้นที่ที่ล้อมรั้วไว้จึงกว้างขวางพอให้ม้าสองตัววิ่งเล่นได้อย่างอิสระ ทุกครั้งที่อวิ๋นเจียวมาที่นี่ เธอจะขี่ม้าไปเดินเล่นรับลมริมชายหาด
"ศิษย์พี่สามขี่ม้าเป็นไหมคะ ฉันจะพามันออกไปเดินเล่นหน่อย"
แน่นอนว่าอิงเฉิงเย่ขี่ม้าเป็น สมัยก่อนตอนที่เขาไปเป็นยุวชนปัญญาชน เขาถูกส่งไปอยู่ที่เขตมองโกเลียใน เนื่องจากเขาสามารถรักษาสัตว์ได้ ชีวิตการเป็นยุวชนปัญญาชนของเขาจึงค่อนข้างสบายกว่าคนอื่น ชาวบ้านที่นั่นเน้นเลี้ยงวัว แพะ และม้า แต่กลับไม่มีสัตวแพทย์ประจำหมู่บ้าน หมอที่รักษาสัตว์ได้อย่างเขาจึงกลายเป็นคนสำคัญของที่นั่น
ตอนที่เขาจะย้ายกลับมา ชาวบ้านต่างรู้สึกเสียดายมาก อิงเฉิงเย่ซาบซึ้งในน้ำใจของชาวบ้านที่คอยดูแล เขาจึงถ่ายทอดวิชาให้ลูกศิษย์ไว้หลายคน เพื่อที่ตอนเขาจากมา ที่นั่นจะได้ไม่ขาดแคลนสัตวแพทย์ การไปใช้ชีวิตเป็นยุวชนปัญญาชนที่นั่น ทำให้เขาได้เรียนรู้วิธีการขี่ม้าไปโดยปริยาย
อวิ๋นเจียวพาเขาขี่ม้าวิ่งเลียบชายฝั่งทะเล ตอนนี้อวิ๋นเจียวอายุยังไม่ถึง 9 ขวบ ขาจึงยังไม่ยาวพอจะเหยียบโกลนได้ถึง แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเธอเลยสักนิด ปล่อยให้ม้าวิ่งเล่นจนพอใจแล้ว อวิ๋นเจียวก็พามันกลับเข้าฟาร์มม้า และให้อาหารพวกมัน
"เจียวเจียว ตอนนี้บ้านบนเกาะก็สร้างเสร็จแล้ว เธอจะอยู่ที่นี่คนเดียวเหรอ"
อวิ๋นเจียวส่ายหน้า ดวงตาเป็นประกาย
"ฉันกะว่าจะซื้ออุปกรณ์การแพทย์มาไว้ที่นี่ ศิษย์พี่สามมาช่วยฉันสิคะ ศิษย์พี่มาอยู่ที่นี่ด้วยกันก็ได้ ว่างๆ ฉันก็จะต้องลงไปดูในทะเล บางทีอาจจะพาสัตว์ทะเลที่บาดเจ็บกลับมาอีก"
อิงเฉิงเย่ไม่ได้ปฏิเสธในทันที
"ขอพี่คิดดูก่อนนะ"
"ได้ค่ะ"
เวลาล่วงเลยมาจนเกือบจะถึงมื้อเย็นแล้ว หลังจากบอกลาพวกสัตว์ในทะเลสาบ พวกเขาก็เดินทางออกจากเกาะเพื่อกลับบ้าน
...
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว การแสดงของอวิ๋นเสี่ยวจิ่วใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว เขาจ่าหน้าซองส่งตั๋วมาให้ที่บ้าน เป็นที่นั่งแถวหน้าสุด อวิ๋นเสี่ยวชีกับอวิ๋นเสี่ยวปาตื่นเต้นกันมาก ทุกคนในครอบครัวพากันขึ้นรถไฟเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองหลวง
ความจริงพวกเขาอยากจะพายายกับตาไปเที่ยวเมืองหลวงด้วย แต่ทั้งสองคนติดภารกิจต้องดูแลสวนพลับจึงไปไม่ได้ หลังจากพลับแห้งของบ้านตระกูลเสิ่นเริ่มมีชื่อเสียง ยอดขายก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ทุกปีพวกเขาจะต้องจ้างชาวบ้านมาช่วยเก็บลูกพลับ ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เสริมไปด้วย สวนพลับแห่งนั้นจึงกลายเป็นสมบัติล้ำค่าของครอบครัว
ยิ่งเวลาผ่านไป ธุรกิจก็ยิ่งเติบโต พลับแห้งไม่ได้ขายแค่ในเมืองอีกต่อไป แต่ยังส่งออกไปขายต่างเมืองได้ด้วย ก่อนหน้านี้หวังเจี้ยนหลินเคยยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ทำให้ตอนนี้มีมณฑลอื่นอีก 3 มณฑลสั่งซื้อพลับแห้งของตระกูลเสิ่น ความต้องการสินค้าจึงเพิ่มสูงขึ้น
ตอนนี้ตาเสิ่นกับยายเสิ่นกำลังปรึกษากันว่าจะชักชวนให้ชาวบ้านคนอื่นปลูกต้นพลับด้วยกัน ถึงเวลาทั้งหมู่บ้านจะได้ทำพลับแห้งขาย แล้วรวยไปด้วยกัน ไม่ใช่ว่าพวกเขาเป็นคนใจกว้างอะไรหรอก แต่ลำพังแค่ครอบครัวเดียวไม่สามารถผลิตสินค้าได้ทันตามความต้องการ สู้พัฒนาให้กลายเป็นกิจการของหมู่บ้านไปเลยดีกว่า
แต่เทคนิคสำคัญในการทำพลับแห้งจะต้องเก็บเป็นความลับให้อยู่ในมือของคนที่ไว้ใจได้เท่านั้น ไม่อย่างนั้นถ้าทุกคนรู้กันหมด ใครๆ ก็ต้องมีญาติอยู่หมู่บ้านอื่นบ้าง ถ้านำไปบอกต่อจนปลูกกันไปทั่ว นั่นก็เท่ากับเป็นการสร้างคู่แข่งให้ตัวเอง ข้อได้เปรียบของหมู่บ้านก็จะลดลงไปมาก
ตาเสิ่นกับยายเสิ่นอยากไปเที่ยวเมืองหลวงเหมือนกัน แต่ก็หาเวลาว่างไม่ได้จริงๆ คงต้องรอโอกาสหน้า
การเดินทางมาเมืองหลวงครั้งนี้ ถึงแม้ก่อนหน้านี้จะเคยมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยังรู้สึกตื่นตาตื่นใจอยู่ดี
"ตอนที่เรามาคราวที่แล้ว ตึกในเมืองหลวงยังไม่เป็นแบบนี้เลยนะ ไม่เห็นจะสูงขนาดนี้เลย"
"ร้านค้าก็เยอะไปหมด ของในร้านพวกนี้ดูราคาแพงทั้งนั้นเลย"
เมืองหลวงพัฒนาไปเร็วมาก ไม่ได้มาแค่ช่วงสั้นๆ แต่กลับรู้สึกเหมือนที่นี่เปลี่ยนไปเป็นคนละเมือง
พวกเขาตรงกลับไปที่บ้านของตัวเอง การมีบ้านอยู่ในเมืองหลวงมันดีแบบนี้นี่เอง มาถึงก็ไม่ต้องไปพักที่บ้านรับรอง สามารถตรงกลับบ้านได้เลย บ้านหลังใหญ่ ห้องหับก็เยอะ แถมยังเป็นส่วนตัวกว่าด้วย
"อ้าว ทำไมบ้านเราถึงสะอาดขนาดนี้ล่ะ"
วัชพืชในลานบ้านถูกถอนออกไปจนหมด
"พี่สามต้องเป็นคนทำแน่เลย"
ภายในบ้านก็สะอาดสะอ้าน แค่วางสัมภาระลงแล้วปูที่นอนก็ใช้ได้แล้ว เรือนสี่ประสานของครอบครัวพวกเขาใหญ่โตแถมยังสวยงาม ทุกคนอดไม่ได้ที่จะเดินสำรวจดูรอบๆ บ้านอยู่หลายรอบ
...
เถ้าแก่หูที่เพิ่งกลับจากเดินเล่นเดินผ่านหน้าบ้านของพวกเขาพอดี พอเห็นประตูใหญ่เปิดอยู่ก็ตกใจ นึกว่ามีขโมยขึ้นบ้าน เขาชะโงกหน้าเข้าไปดูอย่างระมัดระวัง แล้วก็เห็นอวิ๋นเจียวกับครอบครัว
"พวกเธอ..."
"ปู่หู"
อวิ๋นเจียวสนิทกับเถ้าแก่หูพอสมควร เธอรีบทักทายเขาทันที
"พวกเธอมากันตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่ส่งข่าวมาบอกบ้างเลยล่ะ"
"ก็อยากให้ปู่แปลกใจไงคะ"
เถ้าแก่หูหัวเราะร่วน
"แปลกใจจริงๆ ด้วย อวิ๋นเสี่ยวลิ่วยังไม่เลิกเรียนเลย ช่วงบ่ายไปรับเขาที่โรงเรียนด้วยกันไหม"
ทุกคนตกลงตามนั้น
ช่วงบ่าย อวิ๋นเสี่ยวลิ่วเลิกเรียน เขาเดินคุยเล่นกับเพื่อนร่วมชั้นออกมาจากประตูโรงเรียน พอเห็นคนที่ยืนรออยู่หน้าประตูก็ทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ
เพื่อนร่วมชั้นที่อยู่ข้างๆ สบถออกมา
"แม่เจ้าโว้ย เด็กผู้หญิงคนนั้นผมสีน้ำเงิน ตาก็สีน้ำเงินด้วย"
"เธอน่ารักมากเลย"
คนบางคนมีความสวยงามที่ข้ามข้อจำกัดด้านเชื้อชาติ อวิ๋นเจียวก็จัดอยู่ในกลุ่มนั้น ความน่ารักของเธอ ต่อให้เป็นชาวต่างชาติก็ยังต้องชื่นชม คนหน้าโรงเรียนหลายคนกำลังมองดูอวิ๋นเจียว บางคนก็แอบมอง บางคนก็มองอย่างเปิดเผย
อวิ๋นเสี่ยวลิ่วได้ยินเสียงเพื่อนร่วมชั้นพูดถึง ก็ดึงสติกลับมาได้ เขาร้องตะโกนออกมาเสียงดังแล้ววิ่งออกไป ทำเอาเพื่อนร่วมชั้นตกใจกันไปหมด พวกเขาเห็นอวิ๋นเสี่ยวลิ่ววิ่งตรงไปหาคนกลุ่มนั้น แถมยังได้ยินเด็กผู้หญิงผมสีน้ำเงินแสนสวยคนนั้นเรียกเขาว่าพี่หกอีก
ทุกคนอึ้งไปตามๆ กัน เด็กผู้หญิงผมสีน้ำเงินที่สวยขนาดนั้นเป็นน้องสาวของเพื่อนร่วมชั้นพวกเขาเองหรอกเหรอ
"พวกเธอมากันตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่บอกฉันล่ะ ถ้าบอกฉันคงลาหยุดมารับตั้งแต่เช้าแล้ว"
"พวกเราอยากให้พี่แปลกใจไงล่ะ ตกลงแปลกใจไหมล่ะ"
อวิ๋นเสี่ยวชีตบไหล่เขาแล้วพูดยิ้มๆ
พี่น้องสามคนยืนอยู่ด้วยกัน แต่ละคนก็มีจุดเด่นเป็นของตัวเอง หน้าตาของพวกเขาจัดว่าดูดีทีเดียว ตอนนี้เด็กหนุ่มวัยเกือบ 16 ปีเริ่มโตเป็นหนุ่มเต็มตัว แถมยังฝึกศิลปะการต่อสู้ อวิ๋นเสี่ยวลิ่วที่เมื่อก่อนเคยอ้วนจ้ำม่ำ ตอนนี้ก็ผอมลงแล้ว อวิ๋นเสี่ยวลิ่วมีหน้าตาค่อนข้างไปทางน่ารักหล่อเหลา นิสัยร่าเริง ปรับตัวเก่ง เป็นเหมือนดวงอาทิตย์ดวงน้อยที่สดใส
ส่วนอวิ๋นเสี่ยวชีหน้าตาหล่อเหลาหมดจด แววตาแฝงความฉลาดเฉลียว ดูคล้ายกับสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ อวิ๋นเสี่ยวปากับอวิ๋นเสี่ยวชีหน้าตาคล้ายกันมาก สิ่งที่แตกต่างกันมากที่สุดคือบุคลิก อวิ๋นเสี่ยวปามีกลิ่นอายของความเป็นปัญญาชน รอยยิ้มดูอบอุ่นอ่อนโยน เหมือนคุณชายจากตระกูลใหญ่ในยุคโบราณ
พี่น้องสามคนยืนอยู่ด้วยกัน แถมยังมีอวิ๋นเจียวอยู่อีก จึงดึงดูดสายตาผู้คนได้ไม่น้อย
"ไปเถอะ กลับบ้านกันก่อน"
...
เมื่อกลับมาถึงเรือนสี่ประสาน ทุกคนก็นั่งจับเข่าคุยกันอย่างสนุกสนาน หลังจากกินข้าวเสร็จก็เอาของฝากไปแจกจ่ายให้คนรู้จักแถวๆ นั้น แน่นอนว่าต้องมีเถ้าแก่อู๋ด้วย
เถ้าแก่อู๋เห็นคนครอบครัวอวิ๋นก็รู้สึกดีใจมาก พอรู้ว่าพวกเขามาดูอวิ๋นเสี่ยวจิ่วแสดงที่โรงละครหลีหยวนในเมืองหลวง ชายชราทั้งสองคนก็ออกปากทันทีว่าจะไปด้วย
"พวกคนแก่ตายยากอย่างฉัน ปกติก็ชอบดูงิ้วอยู่แล้ว ไม่คิดเลยว่าเด็กผู้ชายบ้านพวกเธอจะได้ขึ้นแสดงบนเวทีด้วย"
"เผลอแป๊บเดียว พวกเด็กๆ ก็โตกันหมดแล้ว"
เสิ่นอวิ๋นเหลียนกับอวิ๋นหลินไห่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เวลาผ่านไปไวมาก อีกไม่นานอวิ๋นเจียวก็จะอายุ 9 ขวบแล้ว
ยังเหลือเวลาอีก 5 วันกว่าจะถึงรอบการแสดงของอวิ๋นเสี่ยวจิ่ว ช่วงเวลานี้พวกเขาจึงไปหาอวิ๋นเฉินหนาน พี่ชายคนที่สาม ตอนนี้เขาทำงานอยู่ในห้องปฏิบัติการ มุ่งเน้นไปที่งานวิจัยด้านฟิสิกส์ เชี่ยวชาญเรื่องการวิจัยอุปกรณ์เครื่องจักร เขาลาหยุดมา 2 วันเพื่อมาอยู่เป็นเพื่อนครอบครัว
จากนั้นพวกเขาก็ไปหาอวิ๋นเสี่ยวอู่ที่กำลังฝึกซ้อมอยู่ หลังจากอวิ๋นเสี่ยวอู่มาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน เขาก็ใช้ความสามารถของตัวเองเอาชนะพวกที่ไม่ยอมรับในตัวเขาได้จนหมด แน่นอนล่ะ ถ้าเป็นเรื่องในน้ำ นอกจากน้องสาวแล้ว เขาก็ไม่เคยกลัวใครที่ไหน โค้ชหลี่เจี้ยนเหวินเองก็พอใจในตัวเขามาก
แต่เด็กคนนี้หัวรั้นเกินไป บางครั้งการฝึกซ้อมจำเป็นต้องควบคุมน้ำหนัก แต่เขากลับชอบแอบปีนกำแพงออกไปหาของอร่อยกิน ยอมโดนทำโทษให้ฝึกซ้อมหนักขึ้นเป็น 2 เท่าในวันรุ่งขึ้น ดีกว่าต้องยอมทิ้งของกินเพื่อควบคุมน้ำหนัก แถมเวลาอยู่ในทีม เขาก็ชอบไปท้าทายเพื่อนร่วมทีมคนอื่น พูดจากวนประสาท ถือเป็นตัวตึงคนหนึ่งเลยทีเดียว
แต่สำหรับคนที่มีพรสวรรค์สูงแถมยังดื้อรั้นแบบนี้ พวกโค้ชถึงจะปวดหัวอยู่บ้างแต่ก็ชอบ ความดื้อรั้นแบบนี้ หากอยู่ในตัวของอัจฉริยะก็ถือเป็นความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
หลังจากอวิ๋นเสี่ยวอู่มาอยู่ที่นี่ เขาก็รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่ามาก พวกพี่น้องที่บ้านเป็นอัจฉริยะกันเยอะเกินไป ตอนอยู่บ้านนอกจากเรื่องชกต่อยแล้ว เขาก็ดูเป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่มีอะไรโดดเด่น ตอนนี้เขาได้ค้นพบเส้นทางของตัวเองแล้ว ในทีมชาติว่ายน้ำ เขากลายเป็นคนที่ทำให้คนอื่นดูธรรมดาไปเลย มันเป็นความรู้สึกที่สะใจมาก
"ไป เดี๋ยวฉันพาไปกินของอร่อย ฉันรู้จักร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อแพะอยู่ร้านหนึ่ง..."
อวิ๋นเสี่ยวอู่กอดคอพี่หกกับพี่เจ็ด แล้วบอกโค้ชว่าจะพาครอบครัวออกไปเที่ยว ร้านอาหารอร่อยๆ แถวนี้เขาไปสำรวจมาหมดแล้ว
...
ครอบครัวอวิ๋นใช้เวลาเที่ยวเล่นด้วยกันหลายวัน แถมยังแอบไปดูอวิ๋นเสี่ยวจิ่วซ้อมการแสดงด้วย
พอถึงวันแสดงจริง นอกจากอวิ๋นเฉินหนานที่ปลีกตัวมาไม่ได้ กับพี่ชายคนโตและพี่รองที่ไม่อยู่บ้านแล้ว คนอื่นๆ ต่างก็มานั่งชมการแสดงอยู่ด้านล่างเวทีอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
ทันทีที่อวิ๋นเสี่ยวจิ่วปรากฏตัวบนเวที ถึงแม้ทุกคนจะใส่ชุดงิ้วและแต่งหน้าเข้มจนแทบจะแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร แต่คนในครอบครัวอวิ๋นก็จำอวิ๋นเสี่ยวจิ่วได้ตั้งแต่แรกเห็น ทุกคนพากันปรบมือให้ด้วยความภาคภูมิใจ
อวิ๋นเสี่ยวจิ่วเองก็มองเห็นครอบครัวที่นั่งอยู่ด้านล่างเวทีตั้งแต่แรกเช่นกัน แต่เขาแค่มองเพียงแวบเดียว แล้วก็ดึงสมาธิกลับเข้าสู่การแสดงงิ้วของตัวเองอย่างรวดเร็ว
การแสดงจบลงอย่างสมบูรณ์แบบ ทุกคนลุกขึ้นปรบมือให้ จากนั้นก็พากันวิ่งไปหลังเวทีเพื่อมอบดอกไม้ มีช่อดอกไม้ช่อใหญ่เบ้อเริ่มที่อวิ๋นเจียวเป็นคนซื้อมา
เซี่ยซานเหนียงก็อยู่ที่นั่นด้วย อวิ๋นเจียววิ่งเข้าไปทักทายเธอ
"เจียวเจียวมาแล้วเหรอ"
"พี่เก้า ดอกไม้นี่ให้พี่ค่ะ วันนี้พี่แสดงได้ยอดเยี่ยมมาก"
อวิ๋นเสี่ยวจิ่วบีบแก้มเธอเบาๆ
"แน่นอนอยู่แล้ว พี่เป็นพี่เก้าของเธอนะ"
พวกเขาหัวเราะคิกคักด้วยความชอบใจ
"รีบไปล้างหน้าเถอะ ครูเซี่ยไปกินข้าวด้วยกันไหมคะ"
เซี่ยซานเหนียงส่ายหน้า
"ครูคงไปไม่ได้หรอก ยังมีเรื่องต้องจัดการอีกเยอะเลย รอให้จัดการทุกอย่างเสร็จก่อนแล้วค่อยไปกินข้าวด้วยกันนะ"
"ก็ได้ค่ะ งั้นฉันกับพี่เก้าขอตัวก่อนนะคะ ครูเซี่ย"
[จบบท]