บทที่ 449: เซอร์ไพรส์ก่อนวันเกิด
การประกอบกระดูกพวกนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด จะต้องแยกแยะชิ้นส่วนกระดูกจากส่วนต่างๆ ให้ถูกต้องก่อน จากนั้นถึงจะหาวัสดุมายึดกระดูกที่หลุดกระจัดกระจายเข้าด้วยกันให้เป็นรูปร่าง แล้วยังต้องสร้างโครงค้ำยันพวกมันเอาไว้อีกด้วย
ในที่สุดอาจารย์มู่ก็ต้องเดินทางมาลงพื้นที่ด้วยตัวเอง อิงเฉิงเย่เป็นคนที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการแยกแยะชิ้นส่วนกระดูก ส่วนอาจารย์มู่กับอวิ๋นเฉินเป่ยรับหน้าที่เชื่อมกระดูกแต่ละชิ้นเข้าด้วยกันพร้อมกับสร้างโครงเหล็กสำหรับค้ำยัน หลักการทำงานก็คล้ายกับการสร้างโครงสร้างบ้านนั่นแหละ ซึ่งเป็นงานที่พวกเขาถนัดกันอยู่แล้ว
แต่การเชื่อมกระดูกจะใช้กาวไม่ได้ กระดูกพวกนี้ทั้งใหญ่และมีน้ำหนักมากเกินกว่าที่กาวจะรับไหว ต้องใช้พวกนอตหรือสกรูยึดแทน น่าเสียดายที่กระดูกหลายชิ้นเอามาประกอบเข้าด้วยกันไม่ได้เลย
อวิ๋นเจียวจึงต้องใช้เวลาหลังเลิกเรียนลงไปเก็บกระดูกในร่องน้ำลึกเพิ่มเติมทุกครั้งที่มีเวลาว่าง
อวิ๋นหลินไห่กับอวิ๋นหลินเหอต่างก็กระตือรือร้นอยากจะช่วยด้วย พวกเขาบอกว่าถ้าขับเรือออกไปก็คงช่วยขนกระดูกกลับมาได้เยอะเลย สุดท้ายพวกเขาก็ขับเรือออกไปกลางทะเลพร้อมกับอวิ๋นเจียว
วันนี้พวกเขาไม่เจอหมึกสายยักษ์ตัวนั้นเลย เมื่อสี่วันก่อนตอนที่อวิ๋นเจียวกำลังขนกระดูกขึ้นมา หมึกสายยักษ์ตัวนี้แอบซุ่มโจมตีเธอ มันมีความฉลาดเอาเรื่อง คงเป็นเพราะมีสมองขนาดใหญ่แถมยังมีสมองหลายส่วน มันแอบสังเกตจนรู้รูปแบบการเดินทางไปร่องน้ำลึกของอวิ๋นเจียว แล้วก็มาดักซุ่มรอตอนเธอเดินทางกลับ
ดูเหมือนมันจะผูกใจเจ็บเก่งทีเดียว
แต่ถึงจะฉลาดแค่ไหน มันก็ประเมินอวิ๋นเจียวต่ำเกินไป ครั้งนั้นมันถูกอวิ๋นเจียวสั่งสอนจนน่วม หนวดขาดไปหนึ่งเส้น พอรู้ตัวว่าสู้ไม่ได้มันก็รีบพ่นหมึกหนีเอาตัวรอดไปทันที ตอนนั้นอวิ๋นเจียวต้องขนกระดูกก็เลยไม่ได้ว่ายตามไปตอแยมันต่อ
ช่วงสองวันนี้ไม่เห็นวี่แววของหมึกสายยักษ์ตัวนั้นเลย ไม่รู้ว่าแอบย้ายบ้านหนีไปแล้วหรือเปล่า
อวิ๋นเจียวดำดิ่งลงไปก้นร่องน้ำลึกอีกครั้ง เธอใช้เวลาค้นหาสักพักก็มองเห็นกะโหลกรูปร่างดูน่าเกรงขาม กะโหลกชิ้นนี้ดูสมบูรณ์กว่าชิ้นอื่นมาก ไม่เหมือนกรามฉลามยักษ์ที่กระดูกส่วนหัวไม่เหลือเค้าโครงเดิม มีแค่ช่วงปากกับฟันเท่านั้นที่ยังดูเป็นรูปร่าง แต่กะโหลกชิ้นนี้มีฝั่งหนึ่งฝังแน่นอยู่ในหน้าผาหิน
เธอรวบรวมพละกำลังแล้วออกแรงทุบหน้าผาหินอย่างแรง น้ำทะเลบริเวณนั้นขุ่นคลั่กทันที หินก้อนหนึ่งหลุดร่วงลงมา แต่เธอก็รู้สึกเจ็บมือขึ้นมานิดหน่อย
เอาไว้คราวหน้าค่อยพกเครื่องมือมาด้วยดีกว่า
คิดได้แบบนั้นเธอจึงรวบรวมแค่เศษกระดูกที่ร่วงอยู่ตามพื้นก้นร่องน้ำลึกขึ้นไปบนผิวน้ำแทน
"มีอีกนะ แต่ฝังอยู่ในหน้าผา คราวหน้าหนูจะเอาค้อนกับที่เจาะหินมาด้วย" อวิ๋นเจียวโผล่พ้นน้ำแล้วตะโกนบอกคนบนเรือ "พ่อขับเรือกลับไปก่อนเลย เดี๋ยวที่เหลือหนูจัดการขนกลับไปเอง"
"ได้สิ หนูเองก็ระวังตัวด้วยล่ะ" อวิ๋นหลินไห่พยักหน้าตอบรับ
อวิ๋นเจียวขานรับสั้นๆ เธอว่ายน้ำเร็วกว่าความเร็วของเรือซะอีก ถึงจะลากกระดูกหนักอึ้งพวกนี้มาด้วยก็เถอะ กลายเป็นว่าถึงอวิ๋นหลินไห่จะขับเรือล่วงหน้ามาก่อน แต่คนที่ไปถึงเกาะก่อนกลับเป็นอวิ๋นเจียว
"กระดูกเยอะขนาดนี้เลยเหรอ" อิงเฉิงเย่ยกมือขึ้นเกาหัว "นี่คงไม่ใช่แค่โครงกระดูกร่างเดียวแล้วละ คงประกอบได้หลายร่างเลย"
อวิ๋นเจียวสะบัดหยดน้ำทะเลที่เกาะอยู่ตามเส้นผม
"ไม่เห็นเป็นไรเลย ประกอบได้เท่าไหร่ก็เท่านั้นแหละ" เธอส่งยิ้มกว้าง "ชอบกันไหมล่ะ เดี๋ยวตอนทำเสร็จแล้วก็เอากระดูกกลับไปคนละร่างสิ"
ทำไมจะไม่ชอบล่ะ สัตว์ประหลาดใต้ทะเลที่อยู่มานานกี่ร้อยกี่พันปีก็ไม่รู้ แค่เห็นโครงกระดูกก็พอจะจินตนาการออกแล้วว่าตัวจริงตอนมีชีวิตจะใหญ่โตน่าเกรงขามขนาดไหน ผู้ชายร้อยทั้งร้อยไม่มีทางปฏิเสธของแบบนี้ได้ลงหรอก
อิงเฉิงเย่ถูมือไปมาด้วยความตื่นเต้น
"ถ้าอย่างนั้นศิษย์พี่สามไม่เกรงใจแล้วนะ"
อาจารย์มู่หัวเราะร่วน
"ถ้ามีตัวเล็กกว่านี้หน่อยฉันก็อยากเอากลับไปด้วยเหมือนกัน แต่เจ้านี่มันใหญ่เกินไป ลานบ้านฉันไม่มีพื้นที่พอให้ตั้งหรอก วันนี้ถือว่าเปิดหูเปิดตาคนแก่จริงๆ ถ้าไม่ได้เจียวเจียว พวกเราคงไม่มีวาสนาได้เห็นของหายากแบบนี้หรอก"
ฟอสซิลไดโนเสาร์บนบกอาจจะยังพอหาเจอบ้าง แค่ขุดหน้าดินลงไปก็อาจจะเจอ ถึงบางชิ้นจะฝังอยู่ลึกก็เถอะ แต่ฟอสซิลในทะเลนี่สิ มหาสมุทรออกจะกว้างใหญ่ไพศาล แถมคนที่จะลงไปใต้น้ำได้ก็มีน้อย การจะดำดิ่งลงไปถึงก้นทะเลลึกขนาดนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย นอกจากจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ครั้งใหญ่จนก้นทะเลกลายเป็นแผ่นดิน ถึงจะมีโอกาสค้นพบฟอสซิลพวกนี้
ฟอสซิลใต้ก้นทะเลลึกขนาดนั้น เลิกคิดไปได้เลย
มีแค่อวิ๋นเจียวที่มีความสามารถเหนือมนุษย์มนาเท่านั้นแหละ ถึงจะไปงมเอาฟอสซิลกระดูกพวกนี้ขึ้นมาจากก้นทะเลได้
ช่วงเวลาหลังจากนั้นทุกคนต่างก็ทุ่มเทเวลาให้กับการจัดการฟอสซิลเหล่านี้
แน่นอนว่าอวิ๋นเจียวไม่ได้เอาเวลาทั้งหมดไปกับการหากระดูกเพียงอย่างเดียว เธอยังแวะไปเล่นกับวาฬเพชฌฆาต โลมา แล้วก็วาฬสีน้ำเงินบ้าง บางทีก็ช่วยจัดการขยะในทะเล ถ้าบังเอิญเจอสัตว์ทะเลบาดเจ็บ เธอก็จะช่วยพากลับมารักษาตัวด้วย
โครงกระดูกที่ฝังอยู่ในหน้าผาหินก้นร่องน้ำลึกมีความสมบูรณ์แบบมาก อวิ๋นเจียวอาศัยพละกำลังของตัวเอง ค่อยๆ สกัดมันออกมาจนสำเร็จโดยใช้เวลาไปถึงครึ่งเดือน
ทำเอาค้อนกับที่เจาะหินพังไปหลายอัน
แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็น่าชื่นใจมากทีเดียว
ตอนที่โครงกระดูกร่างนี้ถูกประกอบและตั้งขึ้นบนเกาะ ทุกคนต่างก็ร้องอุทานออกมาด้วยความทึ่ง
"สวยจังเลย"
"ตัวใหญ่มากเลยนะเนี่ย อ้าปากทีคงกลืนคนลงไปได้หลายคนเลย"
"โชคดีนะที่ทะเลยุคนี้ไม่มีตัวน่ากลัวแบบนี้แล้ว"
"ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นฟอสซิลไดโนเสาร์สายพันธุ์ไหน"
นี่นับว่าเป็นฟอสซิลโครงกระดูกร่างแรกที่ประกอบจนเสร็จสมบูรณ์บนเกาะ ร่างอื่นๆ ถ้าไม่ขาดส่วนนั้นก็ขาดส่วนนี้ กระดูกส่วนหัวหลายชิ้นก็ยังหาไม่เจอ โครงกระดูกฉลามยักษ์เมกาโลดอนตัวนั้นก็ยังขาดกระดูกอีกสองสามชิ้น แต่ก็เกือบจะสมบูรณ์แล้วเหมือนกัน
ของล้ำค่าแบบนี้ใครเห็นก็ต้องตื่นตาตื่นใจกันทั้งนั้น
"เจียวเจียว ใกล้จะถึงวันเกิดเธอแล้วใช่ไหม"
อวิ๋นเจียวพยักหน้ารับ
"ถึงตอนนั้นก็พาทุกคนมาฉลองวันเกิดบนเกาะสิ"
ของใหญ่โตแถมยังสวยงามขนาดนี้ ก็ต้องเอามาอวดให้คนอื่นดูสิ รอดูสีหน้าตกตะลึงของคนอื่นคงจะสนุกดีพิลึก อวิ๋นเจียวลูบคางครุ่นคิด ดูเหมือนจะเป็นไอเดียที่ไม่เลว
บนเกาะก็มีบ้านพักแถมยังทำอาหารกินได้ด้วย พาคนในครอบครัวมาเที่ยวพักผ่อนบนเกาะก็ดีเหมือนกัน
"ตกลง"
อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเกิดของเธอแล้ว คนสนิทชิดเชื้อคงจะมารวมตัวกันพร้อมหน้า
โครงกระดูกที่เหลือต้องรีบหาให้ครบ
ช่วงหลายวันถัดมา อวิ๋นเจียวก็เลยลงไปงมกระดูกในร่องน้ำลึกต่อ ถ้าเจอชิ้นไหนฝังอยู่ในหน้าผาแล้วถูกใจ เธอก็จะพยายามสกัดออกมาด้วย
แต่วันนี้เธอสกัดเจอเรื่องเซอร์ไพรส์เข้าให้
มีก้อนหินรูปร่างสมบูรณ์แบบก้อนหนึ่งขนาดใหญ่กว่าหัวของเธอร่วงลงมา ทีแรกเธอนึกว่าเป็นแค่ก้อนหินธรรมดา แต่พอน้ำทะเลที่ขุ่นคลั่กเริ่มใสขึ้น เธอก็สังเกตเห็นว่ารูปทรงของมันดูแปลกๆ
เธอว่ายเข้าไปใกล้แล้ววนดูรอบๆ ก้อนหินนั้น
"ดูเหมือนหอยตลับเลย" เธอพึมพำขณะลูบคาง
ถึงรูปลักษณ์ภายนอกจะดูเหมือนก้อนหินก้อนโต แต่รูปทรงของมันเหมือนหอยตลับมาก เธอทดลองอุ้มมันขึ้นมา น้ำหนักเอาเรื่องเลยทีเดียว
เอาเป็นว่าขนกลับไปดูก่อนก็แล้วกัน
ครั้งนี้อวิ๋นเจียวเลยหอบเอาก้อนหินยักษ์หนักอึ้งก้อนนี้กลับมาบนฝั่งพร้อมกับเศษกระดูกพวกนั้นด้วย
พอกลับมาถึงเกาะ ทุกคนก็มองของในมือเธอด้วยความแปลกใจ
"เธอถืออะไรมาน่ะ"
"ฉันว่ามันดูคล้ายหอยตลับนะ แต่ก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน"
ทุกคนพากันรุมล้อมก้อนหินยักษ์เพื่อสำรวจดู พอใช้เครื่องมือสกัดเอาเศษหินที่เกาะอยู่รอบๆ ออก รูปทรงของมันก็ยิ่งชัดเจนขึ้น
"ฟอสซิลหอยตลับจริงๆ ด้วย"
ชิ้นนี้ไม่เหมือนกระดูกชิ้นอื่น ผิวด้านนอกของมันมองไม่เห็นเนื้อสัมผัสของเปลือกหอยอีกแล้ว มันกลายเป็นหินแข็งๆ รูปร่างกลมป้อมขนาดใหญ่กว่าหัวผู้ใหญ่ซะอีก
"เธอนี่หาของเก่งจริงๆ วันๆ มีแต่เรื่องเซอร์ไพรส์มาให้พวกเราดูไม่ซ้ำเลย"
ทะเลออกจะกว้างใหญ่แถมยังมีของล้ำค่าซ่อนอยู่มากมาย คนธรรมดาทั่วไปไม่มีทางหาเจอหรอก มีแค่อวิ๋นเจียวคนเดียวเท่านั้นแหละ
ทุกคนมุงดูฟอสซิลหอยตลับด้วยความตื่นตาตื่นใจอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ วางมันลงด้านข้างอย่างระมัดระวัง แล้วหันกลับไปสนใจโครงกระดูกพวกนั้นต่อ
หลังจากพยายามกันอยู่หลายวัน เมื่อรวมกับโครงกระดูกสมบูรณ์ที่สกัดออกมาจากหน้าผาหินแล้ว พวกเขาก็สามารถนำเศษกระดูกที่เหลือมาประกอบเป็นโครงกระดูกได้อีกสามร่าง
โครงกระดูกฉลามยักษ์ก็ต่อเสร็จเรียบร้อยแล้วเหมือนกัน
ไม่ต้องสนหรอกว่ากระดูกชิ้นไหนจะเป็นของมันจริงๆ ไหม เอาเป็นว่ามันคือสัตว์สายพันธุ์เดียวกันก็พอ โครงกระดูกยักษ์หลายร่างถูกตั้งตระหง่านอยู่บนลานกว้างหน้าบ้านพัก ดูยิ่งใหญ่อลังการมาก
ส่วนเศษกระดูกชิ้นไหนที่ยังต่อไม่ได้ พวกเขาก็เอากองรวมกันไว้ในห้องว่างห้องหนึ่ง รอให้หาชิ้นส่วนเจอครบแล้วค่อยเอามาประกอบใหม่
อวิ๋นเฉินเป่ยหยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมาลั่นชัตเตอร์รัวๆ เก็บภาพฟอสซิลพวกนั้นเอาไว้
"เพอร์เฟกต์"
ปู่อวิ๋นลูบเคราตัวเองเบาๆ
"สวรรค์ช่วย ตัวใหญ่ขนาดนี้ ตอนมีชีวิตอยู่มันต้องกินปลาเยอะแค่ไหนกันนะเนี่ย"
ก็นั่นน่ะสิ การต่อสู้เพื่อแย่งชิงอาหารกันเองคงจะดุเดือดน่าดู
หลังจากจัดการโครงกระดูกพวกนี้เสร็จ อวิ๋นเจียวก็ไม่ได้ลงไปงมกระดูกใต้ทะเลอีก เพราะใกล้จะถึงวันเกิดของเธอเต็มที พรุ่งนี้เธอก็จะอายุครบเก้าขวบแล้ว
เหมือนกับทุกปีที่ผ่านมา ไม่ว่าทุกคนจะยุ่งแค่ไหนก็จะเคลียร์คิวให้ว่างในวันเกิดของเธอเสมอ แม้แต่พี่สามก็ไม่เว้น
แต่ที่น่าตกใจก็คือ ปีนี้พี่ชายสองคนที่ไปเป็นทหารก็กลับมาด้วย
ปีนี้พวกเขาได้วันหยุดพักร้อนห้าวัน เลยตกลงกันว่าจะเก็บวันหยุดเอาไว้ใช้ช่วงวันเกิดของอวิ๋นเจียว
ก่อนวันเกิดของอวิ๋นเจียวหนึ่งวัน พวกเขานั่งรถไฟเดินทางกลับมาอย่างเหน็ดเหนื่อยแถมยังสวมชุดเครื่องแบบทหารอยู่เลย ชุดทหารที่ใส่อยู่ทำให้พวกเขาตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนตลอดการเดินทาง
แต่ทั้งคู่ก็ยังคงสีหน้าเรียบเฉย นั่งหลังตรงแหน่วแถมเวลาเดินก็ยังก้าวเท้าอย่างเป็นระเบียบ นี่คือบุคลิกเฉพาะตัวของคนเป็นทหารนั่นแหละ
พอถึงหมู่บ้าน ยังไม่ทันจะก้าวเข้าบ้าน พวกเขาก็ถูกคนรุมล้อมซะแล้ว
พวกป้าน้าอาที่ปากทางหมู่บ้านเห็นชายหนุ่มหน้าตาดีสวมชุดเครื่องแบบทหารเดินตรงเข้ามาก็พากันชะงักไป จนกระทั่งมีป้าคนหนึ่งตบต้นขาตัวเองดังฉาด
"ตายแล้ว นั่นมันเฉินตงกับเฉินซีนี่นา พวกนาย พวกนายกลับมาแล้ว"
พอคำพูดนี้หลุดออกไป ทุกคนก็เริ่มแตกตื่น
อวิ๋นเฉินซีเผยรอยยิ้มกว้างบนใบหน้า เขากล่าวทักทายคนรู้จักทีละคน
"ปีนี้พวกผมได้วันหยุดครับ ก็เลยกลับมาบ้าน"
"เร็วเข้า รีบไปบอกเจียวเจียวกับอวิ๋นหลินไห่เร็ว"
"ครอบครัวเขาออกทะเลไปกันหมด ไม่รู้ว่ากลับมากันหรือยัง"
ชาวบ้านมองชายหนุ่มสองคนแล้วรีบถามขึ้นมา
"พวกนายสองคนมีแฟนกันหรือยังล่ะ"
อวิ๋นเฉินตงกำลังจะอ้าปากบอกว่ายังไม่มี แต่อวิ๋นเฉินซีก็รีบดึงแขนเสื้อเขาไว้เสียก่อน เขาตอบกลับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
"มีแล้วครับ ผมกับพี่ใหญ่มีแฟนกันหมดแล้ว แฟนผมอยู่หน่วยแพทย์ ส่วนแฟนพี่ใหญ่เป็นทหารฝ่ายศิลปวัฒนธรรมครับ"
พอได้ยินคำตอบ ประกายความหวังในดวงตาของทุกคนก็ดับวูบลงทันที น่าเสียดายจัง อุตส่าห์กะจะแนะนำลูกสาวตัวเองหรือไม่ก็ลูกสาวญาติพี่น้องให้สองพี่น้องนี่สักหน่อย
แต่ทุกคนก็ยังต้อนรับขับสู้ชายหนุ่มทั้งสองอย่างอบอุ่นอยู่ดี พอชาวบ้านคนอื่นๆ ทราบข่าว บรรดาผู้ชายในหมู่บ้านก็พากันแห่มาดู ต่างคนต่างก็ยิงคำถามใส่สารพัด
อวิ๋นเฉินตงไม่ค่อยชอบตอบคำถามพวกนี้เท่าไหร่ แต่อวิ๋นเฉินซีรับมือกับสถานการณ์ได้สบายมาก ในที่สุดอวิ๋นเฉินซีก็รีบพาพี่ชายตัวเองเดินฝ่าวงล้อมกลับบ้านไป
เรือของครอบครัวอวิ๋นเจียวเพิ่งจะเทียบท่าเข้าฝั่ง ก็ได้ยินเสียงชาวบ้านตะโกนโหวกเหวกมาแต่ไกล
"อวิ๋นหลินไห่ ลูกชายคนโตกับลูกชายคนรองของนายที่ไปเป็นทหารกลับมาแล้วนะ"
"ว่าไงนะ"
ทุกคนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง อะไรกลับมานะ พอถามย้ำอีกรอบจนแน่ใจว่าลูกชายสองคนกลับมาจริงๆ ทุกคนในครอบครัวก็ตื่นเต้นดีใจกันยกใหญ่
"รีบกลับบ้านเร็ว เจ้าใหญ่กับเจ้ารองกลับมาแล้ว"
ระหว่างทางกลับบ้าน ทุกคนแทบจะวิ่งสับเท้ากันเลยทีเดียว หลายปีแล้วที่ไม่ได้กลับมาบ้าน นอกจากจะโทรศัพท์หากันบ้างเป็นครั้งคราวหรือไม่ก็เขียนจดหมายหากัน พวกเขาก็แทบไม่ได้เจอหน้ากันเลย จะไม่ให้ดีใจจนเนื้อเต้นได้ยังไงล่ะ
[จบบท]