บทที่ 457: หมู่บ้านไดโนเสาร์
ถ้าอยากดึงดูดคนให้มาเที่ยวหมู่บ้านไป๋หลงเยอะขึ้น ก็ต้องมีโครงกระดูกฟอสซิลให้มากพอ ไม่ว่าจะลงไปงมหาโครงกระดูกในทะเล หรือเอาชิ้นส่วนมาประกอบให้สมบูรณ์ ล้วนเป็นงานช้างทั้งนั้น อวิ๋นเจียวยังต้องไปโรงเรียน ไหนจะเรียนวิชาแพทย์แผนจีนอีก เวลาที่จะลงทะเลไปหาโครงกระดูกเลยมีไม่ค่อยเยอะ
โชคดีที่ร่องน้ำนั้นกว้างใหญ่มาก พวกโครงกระดูกไดโนเสาร์ดึกดำบรรพ์ในนั้นก็มีเยอะตามไปด้วย ไม่ได้มีแค่ไดโนเสาร์ แต่ยังมีพวกหอย แล้วก็ฟอสซิลหอยสังข์ดึกดำบรรพ์ เธอถึงขั้นเจอโครงกระดูกงูยักษ์ด้วย ถึงจะไม่ค่อยสมบูรณ์ แต่ก็ใหญ่พอจะทำให้คนเห็นตกใจกลัวได้
วุ่นวายอยู่กับเรื่องพวกนี้ เผลอแป๊บเดียวก็ผ่านไปอีกหนึ่งปี
ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนปีที่อวิ๋นเจียวอายุครบสิบขวบ หมู่บ้านไป๋หลงก็จัดการเตรียมโครงกระดูกไดโนเสาร์สำหรับให้คนมาเที่ยวชมจนเสร็จสมบูรณ์ อวิ๋นเจียวร่วมมือกับทางรัฐ ให้พวกเขานำฟอสซิลชิ้นที่ค่อนข้างพิเศษกลับไปวิจัย อย่างพวกฉลามยักษ์ โมซาซอรัส แล้วก็งูยักษ์ดึกดำบรรพ์
เวลาล่วงเลยมาถึงช่วงฤดูร้อนปี 1990
เครื่องใช้ไฟฟ้าเริ่มพัฒนาและแพร่หลายมากขึ้น ถึงโทรทัศน์จะยังผลิตออกมาไม่ค่อยพอขาย แต่คนส่วนใหญ่ก็เริ่มมีติดบ้านกันแล้ว ต่อให้เป็นหมู่บ้านห่างไกลที่ไม่ได้มีโทรทัศน์กันทุกหลังคาเรือน แต่อย่างน้อยก็ต้องมีสักบ้านสองบ้านที่ซื้อมาใช้ สำหรับหมู่บ้านที่ไม่มีอะไรบันเทิงใจ บ้านไหนมีโทรทัศน์ก็ต้องดึงดูดให้คนทั้งหมู่บ้านมามุงดูกันอยู่แล้ว
และตอนนี้ ข่าวโปรโมตฟอสซิลไดโนเสาร์ของหมู่บ้านไป๋หลงก็ไปโผล่อยู่บนหน้าจอโทรทัศน์
"โอ้โห นั่นตัวอะไรน่ะ"
"ไดโนเสาร์ ไดโนเสาร์คืออะไรกันล่ะ หรือว่าจะเป็นมังกร ตัวใหญ่ขนาดนั้นต้องเป็นมังกรแน่ๆ"
"โอ๊ย ไม่ใช่มังกรหรอก คนในโทรทัศน์ก็บอกอยู่ว่าเป็นไดโนเสาร์ เหมือนจะงมขึ้นมาจากทะเลนะ พระเจ้าช่วย ในทะเลมีตัวใหญ่ขนาดนี้ คนอยู่แถวชายหาดจะไม่อันตรายแย่เหรอ"
"ย่า นักข่าวเขาบอกว่าพวกมันตายไปหมดแล้ว ตอนนี้สูญพันธุ์ไปแล้วต่างหาก"
ฟอสซิลไดโนเสาร์ของหมู่บ้านไป๋หลงกลายเป็นที่สนใจในวงกว้างทันที วิธีโปรโมตแบบนี้ได้ผลดีเยี่ยม ดึงดูดคนให้มาเที่ยวได้เยอะมาก บางครอบครัวถึงผู้ใหญ่จะไม่อยากมา แต่พวกเด็กๆ ทนความอยากรู้อยากเห็นเรื่องไดโนเสาร์ไม่ได้ ต้องลงไปนอนดิ้นร้องไห้กวนให้พ่อแม่พามาจนได้
หมู่บ้านไป๋หลงเลยค่อยๆ คึกคักขึ้นมา ค่าตั๋วเข้าชมก็ไม่แพง แค่สามเหมาเท่านั้น แต่คนที่มาส่วนใหญ่จะอยู่เที่ยวกันสักวันสองวัน ไม่ได้แค่มาดูฟอสซิลไดโนเสาร์อย่างเดียว คนที่ไม่เคยเห็นทะเลก็จะไปเดินดูชายหาด ลองเก็บของทะเลดูบ้าง แล้วก็หาอะไรกินในหมู่บ้าน
ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านบางคนก็เลยเอาพวกอุปกรณ์เก็บของทะเลกับอุปกรณ์ตกปลามาขาย บางคนก็เอาเรือไปรับจ้างพานักท่องเที่ยวออกไปลองตกปลาในทะเล มีอีกหลายบ้านที่ดัดแปลงบ้านตัวเองให้กลายเป็นร้านอาหาร ทำกับข้าวขายนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ ผู้ใหญ่บ้านซุนสั่งกำชับอย่างเข้มงวดเพื่อรักษาชื่อเสียงของหมู่บ้าน บ้านไหนทำกับข้าวไม่อร่อยก็ห้ามเปิดร้านอาหารเด็ดขาด และห้ามเรียกเก็บเงินซี้ซั้ว
ศาลเจ้าบนเขาก็มีคนไปกราบไหว้เยอะขึ้นเรื่อยๆ
....
"ฮ่าๆๆ ได้เงินแล้ว ฉันบอกแล้วว่าน้ำมะพร้าวของเราต้องขายดีแน่ๆ" อวิ๋นเสี่ยวชียืนเท้าเอวหัวเราะร่วนอยู่ในบ้าน
อวิ๋นเจียวนั่งดื่มน้ำมะพร้าวอยู่ข้างๆ รสชาติอร่อยใช้ได้เลยทีเดียว
จะว่าไปเรื่องนี้อวิ๋นเสี่ยวชีเป็นคนออกไอเดียให้ผู้ใหญ่บ้านซุนเอง ขนาดเรื่องที่ให้ชาวบ้านเปิดร้านค้า เปิดร้านอาหาร หรือพาคนออกไปตกปลาก็เป็นความคิดของเขาทั้งนั้น หลังจากออกไอเดียให้ผู้ใหญ่บ้านซุนไปวันนั้น พอกลับไปเขาก็เรียกชาวบ้านมาเตรียมตัวไปเจรจากับโรงงานน้ำอัดลม
แต่ดวงเขาไม่ค่อยดีเท่าไหร่ โรงงานน้ำอัดลมในตำบลกำลังย่ำแย่ โรงงานที่อื่นเขาพัฒนาน้ำอัดลมกันไปถึงไหนต่อไหนแล้ว แต่โรงงานนี้ดันมีน้องเมียผู้จัดการโรงงานมาทำเรื่องปวดหัว ไล่ช่างเทคนิคของเขาออกไป ผลประกอบการก็เลยยิ่งดิ่งลงเหว ตอนที่พวกเขากำลังจะไปหา โรงงานน้ำอัดลมก็เตรียมตัวจะเจ๊งอยู่รอมร่อ
พออวิ๋นเสี่ยวชีรู้ข่าวนี้ ก็รีบไปขอยืมเงินอวิ๋นเจียวมาก้อนหนึ่งแล้วไปเซ้งโรงงานนั้นมาทันที จากนั้นก็จัดการไล่พวกปลิงในโรงงานออกไปให้หมด ยอมจ่ายเงินเดือนสูงๆ จ้างช่างกับเจ้าหน้าที่เทคนิคที่ทำน้ำอัดลมเป็นมาช่วยกันคิดค้นเครื่องดื่มใหม่ๆ
น้ำมะพร้าวก็เป็นหนึ่งในนั้น และเป็นตัวที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ถึงจะไม่ใช่น้ำอัดลม แต่พอลองเอามาขายที่หมู่บ้านไป๋หลงดูก็ได้ผลตอบรับดีมาก นี่เป็นเงินก้อนแรกที่อวิ๋นเสี่ยวชีหาได้จากการทำธุรกิจของตัวเอง
"เจียวเจียว เงินที่น้องให้พี่ยืมไป จะเอาคืนเป็นเงินสดเลยหรือจะลงทุนต่อ ถ้าลงทุนต่อเดี๋ยวพี่แบ่งกำไรโรงงานให้สี่ส่วนเลย"
อวิ๋นเจียวรู้สึกยังไงก็ได้ แต่พอมองสายตาคาดหวังของพี่เจ็ด เธอก็ยอมตกลง "งั้นเอาเป็นลงทุนต่อก็แล้วกันค่ะ"
อวิ๋นเสี่ยวชีกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ
เวลาอยู่ข้างนอก อวิ๋นเสี่ยวชีที่โตเป็นเด็กหนุ่มมัธยมปลายแล้วจะมีภาพลักษณ์เป็นคนหน้าตาดี ฉลาดหลักแหลมและร้ายลึก แต่พออยู่บ้าน เขากลับทำตัวเด็กน้อยสุดๆ เขายกมือตบหน้าอกตัวเองดังปุๆ
"รอดูได้เลย ต่อไปน้องแค่นอนรอรับเงินปันผลสบายๆ ก็พอแล้ว"
หวังเหมยยกกับข้าวเดินออกมาพอดี "เจ้าเด็กคนนี้อย่าเพิ่งได้ใจไปหน่อยเลย ถึงเวลาล้มขึ้นมาจะเจ็บตัวเอาได้นะ"
"ผมรู้แล้วน่า ไม่หยิ่งยโส ไม่ใจร้อน แต่นี่หาเงินได้แล้วทั้งที ก็ต้องดีใจกันหน่อยสิแม่ เดี๋ยวผมซื้อกำไลทองให้แม่ ให้ย่า แล้วก็ให้ป้าสะใภ้ใหญ่คนละวงเลย"
หวังเหมยถลึงตาใส่ลูกชาย "พอมีเงินหน่อยก็เริ่มอวดเก่งแล้วใช่ไหม บ้านเราขาดกำไลทองของแกหรือไง ที่มีอยู่ในบ้านก็แทบจะใส่กันไม่หวาดไม่ไหวแล้ว"
"พวกนั้นน้องสาวเป็นคนให้ไง ของที่ผมให้มันไม่เหมือนกันหรอกน่า"
"ไม่เหมือนกันยังไง มันก็ทองเหมือนกันไม่ใช่เหรอ"
"ผมก็ส่วนผม น้องก็ส่วนน้องสิ โธ่แม่ สรุปจะเอาไม่เอาเนี่ย" อวิ๋นเสี่ยวชีดึงมือหวังเหมยไปแกว่งไปมา ทำตัวออดอ้อนเหมือนเด็กชายตัวโต
หวังเหมยหลุดหัวเราะออกมาจนได้ "ให้ฟรีก็ต้องเอาสิ ลูกชายอุตส่าห์กตัญญู ทำไมฉันจะไม่เอาล่ะ"
"แบบนี้ก็จบเรื่อง น้องสาวอยากได้อะไร ไว้พี่หาเงินได้เพิ่มเดี๋ยวซื้อให้นะ"
อวิ๋นเจียวกัดแตงโมชิ้นเล็กเข้าปาก "พี่เจ็ดดูของที่เหมาะๆ แล้วค่อยซื้อให้ก็แล้วกันค่ะ"
ระหว่างที่คุยกันอยู่ ก็มีคนสองคนเดินเข้ามาจากข้างนอก อวิ๋นเสี่ยวชีรีบพูดแซวทันที
"โอ๊ะโอ จิตรกรใหญ่กับดาราดังของบ้านเรากลับมาแล้วเหรอ"
อวิ๋นเสี่ยวปาทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ อวิ๋นเจียว หยิบแตงโมชิ้นหนึ่งยัดเข้าปาก
"ชมเกินไปแล้วครับ ตัวผมยังห่างชั้นกับคำว่าจิตรกรใหญ่อีกเยอะ"
อวิ๋นเสี่ยวจิ่วที่มีใบหน้าหล่อเหลาปนหวานจนแยกเพศแทบไม่ออกกลอกตาใส่อวิ๋นเสี่ยวชี ต้องยอมรับเลยว่าพวกคนที่เรียนงิ้วโบราณแล้วหน้าตาดีเนี่ย ขนาดทำหน้ากลอกตายังดูดีเลย
"พี่เจ็ด ปากพี่นี่มันน่าตีจริงๆ นะ" เขาถอนหายใจยาว "เดี๋ยวนี้คนดูงิ้วน้อยลงทุกวัน วงการนี้ซบเซาลงเยอะเลย"
แต่ดวงตาเขากลับเป็นประกายมุ่งมั่น "แต่ต่อไปฉันจะทำให้คนเข้าใจวงการนี้ให้มากขึ้นให้ได้ จะทำให้คนรู้จักเยอะๆ แล้วก็สืบทอดมันต่อไป"
"เป็นความฝันที่ยิ่งใหญ่มากเลยค่ะ" อวิ๋นเจียวยกนิ้วโป้งให้พี่เก้า
"เพราะงั้นฉันตัดสินใจแล้ว" เขาเปลี่ยนเรื่องคุย "ตอนเข้ามหาวิทยาลัยฉันจะสอบเข้าวิทยาลัยภาพยนตร์ในเมืองหลวง จะไปเป็นดารา ตอนนี้พวกดารากำลังเป็นที่รู้จักเยอะมาก ถ้าฉันมีชื่อเสียงเมื่อไหร่ ฉันก็จะเอามาช่วยโปรโมตพวกงิ้วโบราณ"
เรื่องความฝันของเขา คนในบ้านย่อมสนับสนุนอย่างเต็มที่อยู่แล้ว
"พี่เก้าไปทำตามฝันเถอะค่ะ ถ้าเงินหมดก็มาหาฉันนะ" อวิ๋นเจียวบอก
อวิ๋นเสี่ยวชีเสริม "น้องชาย นายลุยให้เต็มที่เลย พี่ก็เริ่มหาเงินได้แล้ว ต่อไปพี่จะเป็นเถ้าแก่ใหญ่คอยลงทุนสร้างหนังให้นายเล่น นายจะได้เดินกร่างในกองถ่ายได้สบายๆ ไปเลย"
อวิ๋นเสี่ยวจิ่วแค่นเสียงขึ้นจมูก "ฉันไม่ใช่ปูสักหน่อย จะไปเดินกร่างทำไม อีกอย่าง หน้าตาอย่างฉันเข้าไปในวงการบันเทิงยังไงก็ต้องดังปังอยู่แล้วเหอะ"
จะว่าไปก็ต้องยอมรับว่าหน้าตาของอวิ๋นเสี่ยวจิ่วเป็นที่ยอมรับของคนทั้งบ้าน ถือว่าดูดีที่สุดรองจากอวิ๋นเจียวเลย แล้วเจ้าตัวก็รู้ตัวด้วยว่าตัวเองหน้าตาดี
คนบ้านตระกูลอวิ๋นเบาใจกันมาก ลูกชายหลายคนในบ้านต่างก็มีความฝันและเป้าหมายในชีวิตเป็นของตัวเอง ผู้ใหญ่ไม่ต้องมาคอยเป็นห่วงเลย เรื่องการเลี้ยงดู ถึงพวกผู้ใหญ่จะไม่ได้มานั่งสอนอะไรมากมาย แต่บรรยากาศความรักความอบอุ่นในครอบครัวก็เป็นสภาพแวดล้อมที่ดีให้พวกเขาเติบโตมาได้อย่างดีเยี่ยม เพราะงั้นเด็กผู้ชายในบ้านถึงจะมีนิสัยต่างกันไปคนละแบบ แต่ก็ไม่มีทางไปทำเรื่องเลวร้ายผิดกฎหมายแน่นอน
เวลาอยู่ข้างนอก ต่างคนต่างก็มีอาจารย์คอยชี้แนะ ในสิ่งที่ตัวเองชอบ พวกเด็กๆ ต่างก็พัฒนาไปได้เร็วมาก ถ้าเป็นบ้านอื่น มีลูกหลานได้ดีสักคนสองคนก็ถือว่าสุสานบรรพชนพ่นควันเขียว เป็นเรื่องที่คุยโวได้ทั้งตระกูลแล้ว แต่บ้านตระกูลอวิ๋น เด็กๆ ทุกคนล้วนได้ดีมีอนาคตไกลกันหมด แต่พอลูกหลานได้ดีแล้ว ก็ต้องโบยบินออกไปสู่โลกกว้างที่ใหญ่ขึ้น พวกผู้ใหญ่ในบ้านก็อดใจหายไม่ได้จริงๆ
....
หลังจากกินข้าวเสร็จ อวิ๋นเจียวก็ช่วยเก็บถ้วยชามไปไว้ในห้องครัว
"พ่อคะ แม่คะ หนูออกไปข้างนอกก่อนนะคะ"
คำว่าออกไปข้างนอกของเธอ ส่วนใหญ่ก็คือการลงทะเล ตอนนี้อวิ๋นเจียวอายุสิบขวบแล้ว คนในบ้านไม่ต้องมาคอยกังวลว่าเธอจะเจออันตรายในทะเลอีก ต่อให้จะไปไกลๆ แล้วหายไปหลายวัน ขอแค่อวิ๋นเจียวบอกไว้ล่วงหน้า พวกเขาก็ไม่ค่อยเป็นห่วงกันแล้ว
ตอนนี้คนในหมู่บ้านมีเยอะขึ้นมาก มีแต่คนหน้าตาไม่คุ้นเคยเต็มไปหมด คนพวกนั้นพอเห็นอวิ๋นเจียวเดินผ่านก็มักจะชะงักมอง
"แม่ หนูอยากย้อมผมสวยๆ แบบคนนั้นจัง"
คนเป็นแม่ลูบหัวลูกตัวเองเบาๆ "ที่น้องเขาน่ารักไม่ใช่เพราะสีผมหรอกนะลูก เชื่อแม่เถอะ ถ้าหนูไปย้อมสีนั้นจริงๆ มันจะยิ่งดูดำไปใหญ่นะ"
แต่เด็กคนนั้นหน้าตาน่ารักมากจริงๆ บรรดาคนเป็นแม่หลายคนเห็นแล้วยังอดใจสั่นไม่ได้ ถ้าบ้านตัวเองมีลูกน่ารักขนาดนี้ พวกเธอคงทนไม่ไหว ต้องคอยซื้อชุดกระโปรงสวยๆ มาให้ใส่ แล้วก็จับทำผมทรงใหม่ไม่ซ้ำกันทุกวันแน่ๆ
"เจียวเจียว จะลงทะเลอีกแล้วเหรอ" เด็กในหมู่บ้านพอเห็นเธอก็รีบวิ่งเข้ามาทักทาย
ตอนนี้คนในหมู่บ้านขอแค่ไม่ใช่พวกขี้เกียจสันหลังยาวจนเกินเหตุ ส่วนใหญ่แค่นั่งอยู่หน้าบ้านก็หาเงินได้แล้ว ต่อให้ทำกับข้าวไม่เป็น ก็ไปเรียนทำของประดับตั้งโชว์สวยๆ จากเปลือกหอยหรือหอยสังข์กับอวิ๋นเฉินเป่ยได้ หรือไม่ก็เปิดร้านขายขนมเล็กๆ ในบ้าน ยังไงก็หาเงินได้อยู่ดี
พอบ้านมีเงิน พวกเด็กๆ ก็พลอยมีเงินกินขนมตามไปด้วย ตอนนี้เด็กในหมู่บ้านซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ ซื้อรองเท้าใหม่ๆ ที่ตัวเองชอบได้แล้ว ทุกคนรู้ดีแก่ใจว่าสิ่งดีๆ พวกนี้ใครเป็นคนนำมาให้ อวิ๋นเจียวก็เลยกลายเป็นที่รักของคนทั้งหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ หรือคนแก่ พวกเด็กๆ มองอวิ๋นเจียวเป็นไอดอลที่พวกเขาเคารพรักและพร้อมจะปกป้องเสมอ
เพราะสีผมกับสีตาที่แปลกกว่าคนอื่น เวลาคนมาเที่ยว บางทีก็ไปเจอพวกที่ไม่มีมารยาทเข้า อย่างคราวก่อนมีเด็กแสบที่ผู้ใหญ่ตามใจจนเสียนิสัยคนหนึ่ง พอเจอหน้าเธอครั้งแรกก็พุ่งเข้ามาจะกระชากผมเธอเลย พอเธอหลบได้ ย่ากับแม่ของเด็กคนนั้นนอกจากจะไม่ขอโทษแล้ว ยังมาชี้หน้าด่ากราดอวิ๋นเจียวอีก
ให้ตายเถอะ เด็กหมู่บ้านไป๋หลงที่เห็นเหตุการณ์ตอนนั้นของขึ้นกันทันที พอมีเสียงตะโกนขึ้นมาประโยคเดียวว่า 'พวกเราเร็วเข้า เจียวเจียวโดนรังแกแล้ว' เด็กเป็นโขยงก็วิ่งกรูกันเข้ามา รุมด่าครอบครัวนั้นซะยับเยิน เด็กหมู่บ้านไป๋หลงซึมซับนิสัยพวกอวิ๋นเสี่ยวชีมา ทำให้แต่ละคนปากคอเลาะร้ายกันทั้งนั้น ปากเป็นสิบๆ ปากรุมด่าพวกเด็กแสบกับผู้ใหญ่ไร้มารยาทจนเถียงไม่ออกเลยทีเดียว
สุดท้ายครอบครัวนั้นยังมาขู่ว่าจะฟ้องผู้ใหญ่อีก แล้วพวกผู้ใหญ่บ้านที่รู้เรื่องก็พากันมา 'เชิญ' พวกเขาออกไปจากหมู่บ้านไป๋หลง แถมยังจับขึ้นแบล็กลิสต์ห้ามเข้าหมู่บ้านอีกต่างหาก
ตอนนั้นอวิ๋นเจียวยังไม่ทันได้ทำอะไรเลย ก็ดังเป็นพลุแตกไปซะแล้ว ขนาดคนที่ไม่ใช่คนในหมู่บ้านยังรู้จักเธอ ถึงขั้นมีคนไปตามสืบเรื่องของเธอ พอสืบไปสืบมา คนพวกนั้นก็ตกใจจนอ้าปากค้างกันไปตามๆ กัน แล้วก็แอบคิดในใจว่า ถ้าบ้านเขามีเด็กแบบนี้บ้างล่ะก็ พวกเขาก็คงจะสปอยล์จนเสียคนแบบไม่ลืมหูลืมตาเหมือนกันนั่นแหละ!
[จบบท]