บทที่ 465: แขกผู้มาเยือนในช่วงปิดเทอมฤดูหนาว
พอถึงช่วงปิดเทอมฤดูหนาว อวิ๋นเจียวไม่ได้ตามฝูงวาฬเพชฌฆาตออกไป เพราะอากาศหนาวเกินไปจนคนที่บ้านรู้สึกไม่วางใจ
อีกอย่างคือบ้านของพวกเขามีแขกมาเยือน ใช่แล้ว ฟู่หมิงอวี้ตั้งใจเดินทางมาหาในช่วงปิดเทอมฤดูหนาวจริงๆ เสิ่นอวิ๋นเหลียนเป็นคนไปเปิดประตู พอเห็นชายหนุ่มตัวโตยืนอยู่ตรงหน้า เธอก็เกือบจะจำเขาไม่ได้ ฟู่หมิงอวี้ยังคงมีใบหน้าที่ดูดีและเรียบเฉยเหมือนเคย เขาทักทายด้วยน้ำเสียงประหม่าเล็กน้อย
"สวัสดีครับคุณน้า"
เสิ่นอวิ๋นเหลียนเบิกตากว้าง
"เธอคือฟู่หมิงอวี้เหรอ"
ฟู่หมิงอวี้พยักหน้ารับ
เสิ่นอวิ๋นเหลียนยิ้มกว้างออกมา
"ตายจริง เข้ามาสิลูก ไม่เจอกันตั้งหลายปี โตขึ้นแล้วดูดีขึ้นเยอะเลยนะเนี่ย"
ตอนเด็กเขาก็หน้าตาดีอยู่แล้ว โตมาก็ยิ่งดูดี ผิวของฟู่หมิงอวี้ค่อนข้างขาวสว่าง พอเป็นหนุ่มเต็มตัว บรรยากาศรอบตัวเขาก็ดูสุขุมเยือกเย็น ดูคล้ายกับคุณชายจากตระกูลผู้ดีในสมัยโบราณที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาเป็นอย่างดี เสิ่นอวิ๋นเหลียนหันไปตะโกนเรียกเข้าไปในบ้าน
"เจียวเจียว ลงมาดูเร็วเข้าว่าใครมา"
อวิ๋นเจียวอยู่บนชั้นสอง พอได้ยินเสียงแม่เรียกก็เดินลงมาทั้งที่ปากยังคาบกุ้งแห้งอยู่ เธอสวมชุดนอนลายกระต่ายสีขาวชมพูกับรองเท้าแตะขนฟูเดินลงมา พอมาถึงบันไดก็สบตากับฟู่หมิงอวี้ที่อยู่ในห้องรับแขกพอดี ดวงตากลมโตของเธอเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
"ฟู่หมิงอวี้"
เธอส่งเสียงเรียกอู้อี้ในลำคอ รีบเคี้ยวกุ้งแห้งในปากจนหมดแล้วสับเท้าวิ่งตึงตังลงบันไดมา
"ไม่คิดเลยว่านายจะเป็นคนมาหาพวกเราก่อน"
อวิ๋นเจียวรู้สึกดีใจมากที่ได้เจอเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานานหลายปี มุมปากของฟู่หมิงอวี้ยกขึ้นเล็กน้อยจนกลายเป็นรอยยิ้ม รอยยิ้มนี้ทำให้ท่าทีที่ดูเย็นชาเหมือนหิมะของเขาดูอบอุ่นลงไปบ้าง และทำให้เขาดูดีขึ้นไปอีก
"ตอนนี้นายอยู่เมืองหลวง แล้วปู่ฟู่ยังอยู่ชิงเต่าใช่ไหม"
อวิ๋นเจียวยกเก้าอี้ตัวเล็กมานั่งข้างๆ เขา
ถึงทั้งสองคนจะเคยเจอกันแค่ตอนเด็กๆ และใช้เวลาอยู่ด้วยกันไม่นานนัก แต่หลังจากนั้นก็ยังเขียนจดหมายหากันอยู่ตลอด พวกเขาเหมือนเป็นเพื่อนทางจดหมายที่คอยเล่าเรื่องราวในใจหรือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันส่งหากัน
แน่นอนว่าทุกครั้งที่ส่งจดหมายก็มักจะมีของฝากและรูปถ่ายที่เพิ่งถ่ายส่งมาด้วยเสมอ เรียกได้ว่าถึงจะไม่ได้เจอหน้ากัน แต่ต่างฝ่ายต่างก็เห็นการเติบโตของกันและกันมาโดยตลอด ดังนั้นพอได้กลับมาเจอกันตอนโต แค่พูดคุยกันไม่กี่คำก็กลับมาสนิทสนมกันได้อย่างรวดเร็ว
"อืม ผมไม่อยากฉลองปีใหม่ที่เมืองหลวง"
น้ำเสียงของเขาเจือความน้อยใจอยู่ลึกๆ อวิ๋นเจียวมองเขาด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจ
ตลอดหลายปีที่เขียนจดหมายหากัน อวิ๋นเจียวย่อมรู้เรื่องครอบครัวของฟู่หมิงอวี้ดี แม่แท้ๆ ของเขาเสียไปตั้งแต่เขายังเด็ก พ่อก็แต่งงานใหม่ แถมยังมีน้องชายกับน้องสาวต่างแม่อีกสองคน
พ่อแท้ๆ พอมีแม่เลี้ยงก็ทำตัวเหมือนเป็นพ่อเลี้ยงไปด้วยเลย ตอนนั้นที่ฟู่หมิงอวี้โดนแก๊งค้ามนุษย์จับตัวไปก็เป็นเพราะแม่เลี้ยงมีส่วนรู้เห็น แต่พ่อของเขากลับเลือกที่จะปกป้องผู้หญิงคนนั้น
"ถ้างั้นนายก็มาฉลองปีใหม่ที่บ้านฉันสิ"
เสิ่นอวิ๋นเหลียนมองฟู่หมิงอวี้ด้วยความสงสาร เจียวเจียวเคยเล่าเรื่องของเด็กคนนี้ให้พวกเธอฟังบ้างแล้ว
"ใช่ ปีนี้มาฉลองปีใหม่ที่บ้านน้านี่แหละ ต่อไปถ้ายังเรียนอยู่เมืองหลวง พอถึงช่วงปิดเทอมแล้วไม่มีที่ไปก็มาหาพวกเราที่นี่ได้ หรือถ้าเป็นวันหยุดธรรมดาแล้วไม่อยากไปไหน บ้านน้าก็มีบ้านพักอยู่ที่เมืองหลวงนะ เธอไปพักที่นั่นได้เลย"
ฟู่หมิงอวี้รับรู้ได้ถึงความอบอุ่นและการปกป้องจากคำพูดเหล่านั้น เขารู้สึกมีความสุขมากจริงๆ
"ตกลงครับ"
เขาชอบคนตระกูลอวิ๋น
"เดี๋ยวปู้ไป๋ก็จะตามมาด้วย"
อวิ๋นเจียวยิ้มกว้างด้วยความดีใจ
"ฉันกำลังจะถามอยู่พอดีว่าทำไมปู้ไป๋ไม่ได้มาด้วย"
ปู้ไป๋ก็คือลูกสุนัขสีดำตัวนั้นที่ฟู่หมิงอวี้พากลับไปด้วยตอนเด็กๆ อวิ๋นเจียวเคยเห็นรูปของมันแล้ว ดูเหมือนว่าจะถูกฝึกมาแบบสุนัขทหาร ท่าทางของมันเลยดูสง่างามและดูดีเอามากๆ
พวกอวิ๋นเสี่ยวอู่เพิ่งกลับมาจากไปซื้อของเตรียมสำหรับช่วงตรุษจีนที่ตัวอำเภอ พอเห็นฟู่หมิงอวี้ก็ส่งเสียงร้องโวยวายแล้ววิ่งเข้ามากอดเขาทันที
"เสี่ยวฟู่ ไม่เจอกันตั้งหลายปี ในที่สุดเราก็ได้เจอกันสักทีนะ"
สีหน้าของฟู่หมิงอวี้ไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก แต่ในแววตากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
"นี่ ทำไมหน้านายยังดูตายด้านเหมือนเดิมเลยล่ะเนี่ย"
เสิ่นอวิ๋นเหลียนตีหลังคอลูกชายดังปุบ
"พูดจาอะไรแบบนั้นฮึเจ้าห้า"
ฟู่หมิงอวี้ส่ายหน้าเบาๆ
"ไม่เป็นไรครับ"
อวิ๋นเสี่ยวอู่ยืดอกขึ้นมาทันที
"เห็นไหมแม่ ผมกับฟู่หมิงอวี้เป็นพี่น้องกัน พี่น้องเขาก็คุยกันแบบนี้แหละ"
ช่วงบ่ายใกล้จะถึงเวลาอาหาร มีรถยนต์คันหนึ่งขับเข้ามา ทุกวันนี้เวลามีรถขับเข้ามาในหมู่บ้านก็แทบจะไม่มีชาวบ้านมามุงดูแล้ว อย่างมากก็แค่อยากรู้อยากเห็นว่าญาติบ้านไหนมาเยี่ยม เพราะเดี๋ยวนี้มีรถขับเข้ามาในหมู่บ้านเยอะแยะไปหมด แน่นอนว่าส่วนใหญ่เป็นรถยนต์ของนักท่องเที่ยว
โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง...
เปาจึกับทังหยวนที่อยู่ในบ้านเหมือนจะสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง พวกมันวิ่งไปเห่าล้อมรถคันนั้นเอาไว้ ท่าทางมีทั้งความระแวดระวังและอยากรู้อยากเห็น
ประตูหลังรถถูกเปิดออก สุนัขสีดำตัวหนึ่งกระโดดลงมาจากเบาะหลัง ขนของมันดำขลับเป็นเงางาม ท่าทางน่าเกรงขาม แววตาดุดัน สุนัขทั้งสามตัวยืนจ้องหน้ากัน นิ่งดูเชิงกันอยู่ตรงนั้น หูของพวกมันตั้งชันขึ้นทุกตัว
พวกมันเกิดมาจากแม่เดียวกัน แต่ความทรงจำตอนเด็กๆ คงเลือนรางจนจำกันไม่ได้แล้ว
ตอนนี้สุนัขทั้งสามตัวถือว่าเป็นสุนัขแก่แล้ว ทังหยวนเคยออกลูกมาสองครอก แต่ละครอกก็มีลูกแค่ไม่กี่ตัว ครอกแรกมีแค่สองตัว ตัวใหญ่กว่าลูกสุนัขบ้านอื่นที่คลอดทีละหลายตัว อ้วนจ้ำม่ำน่ารักมาก
พอหย่านมก็ถูกตาตากับยายรับไปเลี้ยงทันที สวนพลับของตากับยายต้องมีสุนัขคอยเฝ้า แค่สองตัวนี้ตากับยายยังบอกเลยว่าน้อยไป ครอกที่สองคลอดออกมาสามตัว ยังไม่ทันหย่านมชาวบ้านในหมู่บ้านก็พากันมาจองตัวจนหมด แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังแบ่งไปให้ตากับยายตัวหนึ่ง ส่วนอีกสองตัวก็ยังมีคนในหมู่บ้านรับไปเลี้ยง
สุนัขสีดำตัวใหญ่อย่างปู้ไป๋ดูสุขุมกว่ามาก มันจ้องหน้ากับอีกสองตัวอยู่พักหนึ่งก็ทิ้งตัวนั่งลง แสดงท่าทีว่าไม่ได้มาเพื่อหาเรื่อง
เปาจึกับทังหยวนค่อยๆ เดินเข้าไปดมกลิ่นของปู้ไป๋อย่างระมัดระวัง จากนั้นพวกมันก็เริ่มทำความคุ้นเคยกัน อวิ๋นเจียวอุ้มลูกพี่ แมวลายสลิดที่ตอนนี้แก่มากแล้ว ลูกพี่ในตอนนี้ไม่ออกไปล่าเหยื่ออีกแล้ว สิ่งที่มันชอบทำที่สุดก็คือการได้นอนซุกตัวอยู่บนตักของอวิ๋นเจียวเวลาที่เธอไปนั่งอาบแดดอยู่ใต้ต้นไม้
"พวกมันคงไม่กัดกันใช่ไหม"
ฟู่หมิงอวี้ตอบกลับมา
"ไม่หรอก ปู้ไป๋รู้ว่าต้องทำยังไง"
ก็จริงอย่างที่เขาว่า ปู้ไป๋ค่อยๆ ชักนำให้อีกสองตัวเข้ามาใกล้ อาจจะเป็นเพราะสายเลือดที่เชื่อมโยงกัน ทำให้สุนัขทั้งสามตัวเข้าไปคลอเคลียกันอย่างรวดเร็ว
หางของพวกมันแกว่งไปมาอย่างร่าเริง คนในบ้านตระกูลอวิ๋นเห็นแบบนั้นก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
อวิ๋นเจียวอุ้มลูกพี่เดินตามพวกพี่ชายพาฟู่หมิงอวี้เดินเที่ยวรอบหมู่บ้าน คอยแนะนำจุดท่องเที่ยวแต่ละแห่งให้เขาฟัง สุนัขทั้งสามตัวก็เดินตามหลังพวกเขาไปเงียบๆ ท่าทางเข้ากันได้ดีมาก
"ที่นี่พัฒนาไปเยอะเลยนะ"
หมู่บ้านนี้เจริญกว่าที่ฟู่หมิงอวี้คาดเอาไว้มาก
ความจำของเขาดีมาก เขายังจำภาพของหมู่บ้านไป๋หลงตอนที่เขามาตอนเด็กๆ ได้ดี ตอนนี้แทบทุกบ้านในหมู่บ้านไป๋หลงสร้างเป็นบ้านอิฐหลังคากระเบื้องหมดแล้ว ส่วนฟอสซิลโครงกระดูกไดโนเสาร์พวกนั้น เขาเคยเห็นจากในรูปถ่ายมาบ้างแล้ว แต่พอได้มายืนอยู่ตรงหน้าโครงกระดูกของจริง ถึงได้สัมผัสถึงความน่าเกรงขามของสัตว์ดึกดำบรรพ์พวกนี้อย่างแท้จริง
ช่วงหลายวันหลังจากนั้น อวิ๋นเจียวพาฟู่หมิงอวี้ไปเที่ยวบนเกาะ พวกเขาขี่ม้าเล่น แล้วก็แวะไปหยอกล้อกับเสือดาวเมฆที่ชอบแวะมาขอกินขอที่นอนที่บ้านเป็นประจำ
ตอนนี้พวกลูกเสือดาวเมฆโตขึ้นมากแล้ว ขนฟูนุ่มนิ่มยอมให้อวิ๋นเจียวอุ้ม น่ารักมาก แต่พวกมันก็ยอมให้อวิ๋นเจียวอุ้มแค่คนเดียวเท่านั้นแหละ ถ้าเป็นคนอื่นเข้ามาใกล้เมื่อไหร่ พวกมันจะขู่ฟ่อแล้วแยกเขี้ยวใส่ทันที ดุเอาเรื่องเลย อวิ๋นเจียวเลยอุ้มนากทะเลสายพันธุ์เผือกตัวอ้วนกลมยัดใส่มือฟู่หมิงอวี้
"พวกมันไม่ยอมให้นายอุ้มหรอก นายอุ้มตัวนี้ดีกว่า เสวี่ยถวนเชื่องจะตาย"
พวกอวิ๋นเสี่ยวอู่วิ่งไล่ตามพวกลูกเสือดาวเมฆกันอย่างสนุกสนาน อ้างว่ากำลังช่วยฝึกลูกเสือดาวเมฆให้วิ่งเร็วขึ้น
ฟู่หมิงอวี้ยืนจ้องตากับนากทะเลเผือกปริบๆ นากทะเลตัวนี้ตอนที่อวิ๋นเจียวเก็บมาเลี้ยงใหม่ๆ ยังผอมแห้งติดกระดูกอยู่เลย แต่ตอนนี้กลายเป็นก้อนเนื้ออ้วนกลมไปแล้ว มองปราดเดียวก็รู้ว่าบ้านนี้เลี้ยงดูปูเสื่อมาอย่างดี
ตรงกลางเกาะมีทะเลสาบน้ำเค็ม เต่าทะเลตัวใหญ่สองตัวกำลังแหวกว่ายไปมาอย่างสบายใจ เต่ากระตัวนั้นโตขึ้นมากแล้ว ลวดลายบนกระดองของมันดูสลับซับซ้อนจนตาลาย
บนเกาะคนน้อย แต่บรรยากาศเงียบสงบน่าอยู่มาก โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อน การได้มาว่ายน้ำที่นี่เป็นอะไรที่สบายที่สุด แน่นอนว่าต้องระวังงูยักษ์ที่โผล่มาเป็นพักๆ แล้วก็เสือดาวเมฆที่ค่อนข้างจะดุด้วย พวกเขาพักอยู่บนเกาะกันหลายวัน หาวัตถุดิบสดๆ จากแถวนั้นมาทำอาหาร อวิ๋นเสี่ยวลิ่วรับหน้าที่เป็นพ่อครัว ส่วนคนอื่นๆ คอยเป็นลูกมือช่วยหยิบจับ
"เอ๊ะ เจียวเจียว บนฟ้านั่นใช่นกอินทรีทะเลรึเปล่า"
อวิ๋นเจียวเงยหน้าขึ้นไปมอง ก็ใช่จริงๆ ด้วย แถมยังมีตั้งสองตัว นกอินทรีทะเลตัวหนึ่งบินโฉบลงมา กรงเล็บของมันตะปบเข้าที่ปลาทะเลในมือของอวิ๋นเจียวอย่างจัง
อวิ๋นเจียวเงียบไปพักหนึ่ง ภาพนี้มันคุ้นๆ นะ
"เหอะๆ เจอกันอีกแล้วนะ"
นี่มันเวรกรรมอะไรกันเนี่ย
แค่เห็นท่าทางแบบนี้ อวิ๋นเจียวก็รู้ทันทีว่าเจ้านกยักษ์นี่เป็นใคร
"นั่นใช่นกอินทรีทะเลตัวเมื่อก่อนใช่ไหม"
อวิ๋นเจียวพยักหน้ารับ นกอินทรีทะเลบินไปเกาะบนเก้าอี้ กรงเล็บของมันเกาะแน่นอยู่ที่พนักพิงด้านบนสุด มันส่งเสียงร้องใส่อวิ๋นเจียวสองที
"มันหมายความว่าไงน่ะ"
อวิ๋นเจียวลองเอื้อมมือไปลูบขนนกอินทรีทะเลดู มันไม่หลบ แถมยังเอาหัวมาถูไถมือเธออีกต่างหาก
"ไม่เจอกันตั้งหลายปี ฉันนึกว่าแกตายไปแล้วซะอีก"
การเอาชีวิตรอดในป่ามันโหดร้าย อวิ๋นเจียวคิดว่านกอินทรีทะเลตัวนี้คงเจอเรื่องร้ายๆ เข้าให้แล้วจริงๆ
"สรุปว่าตอนนี้แก...จะมาอยู่ถาวรที่นี่เลยเหรอ"
นกอินทรีทะเลส่งเสียงร้องตอบกลับมา ฟังดูเหมือนกำลังบ่นกระปอดกระแปด พลังของอวิ๋นเจียวในตอนนี้พอจะทำให้เธอเข้าใจภาษาของสัตว์อื่นๆ ได้นิดหน่อย พอได้รู้เรื่องของครอบครัวนกอินทรีทะเล เธอก็หลุดขำออกมา
"มีอะไรเหรอ มันพูดว่าอะไรอะ"
ฟู่หมิงอวี้ก็อยากรู้เหมือนกัน ส่วนเรื่องที่อวิ๋นเจียวสามารถฟังภาษาสัตว์รู้เรื่องนั้น เขาไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไรเลย ตั้งแต่เจอกันครั้งแรกตอนเด็กๆ อวิ๋นเจียวในสายตาของเขาก็เป็นคนที่ทำได้ทุกอย่าง คล้ายกับผู้วิเศษในตำนานยังไงยังงั้น
อวิ๋นเจียวเล่าให้ฟัง
"นกอินทรีทะเลตัวนี้กับเมียของมันฟักไข่ครอกหนึ่งเมื่อหกปีก่อน ลูกสองตัวของมันโตเป็นผู้ใหญ่ตั้งนานแล้ว แต่โชคร้ายหน่อยที่ลูกนกสองตัวนั้นดันเป็นพวกเกาะพ่อแม่กิน นกสองผัวเมียคู่นี้ทั้งด่าทั้งไล่ยังไงก็ไม่ยอมไป หน้าด้านอยู่แต่ในถิ่นของพ่อแม่ พอจับเหยื่อไม่ได้ก็มาแย่งของกินจากพวกมัน นกอินทรีทะเลตัวนี้ทนไม่ไหวก็เลยพาเมียหนีออกมา ยกถิ่นเดิมให้ลูกๆ ไปเลย"
พรวด!
พวกอวิ๋นเสี่ยวอู่กลั้นขำไม่อยู่จนหลุดขำออกมาดังลั่น
"ฮ่าๆๆ ในหมู่สัตว์ก็มีพวกเกาะพ่อแม่กินด้วยเหรอเนี่ย"
ฟู่หมิงอวี้ก็เพิ่งเคยได้ยินเรื่องแบบนี้เป็นครั้งแรก เขารู้สึกว่ามันแปลกใหม่ดีเหมือนกัน
อวิ๋นเจียวหันไปกวักมือเรียกนกอินทรีทะเล
"ไปเถอะ จะพาไปเลือกที่อยู่"
สุดท้ายพวกมันก็เลือกเกาะอยู่บนต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆ กับบ้านพักของอวิ๋นเจียว
อวิ๋นเจียวมองพวกมันใช้เวลาตั้งหลายวันสร้างรังแบบลวกๆ โดยเอาแค่กิ่งไม้มาสุมๆ กัน เธอมองรังนกที่ดูไม่ได้เรื่องนั้นแล้วก็พูดไม่ออก สุดท้ายอวิ๋นเฉินเป่ยก็เป็นคนลงมือสร้างบ้านหลังเล็กๆ ให้
มันกว้างพอที่จะให้นกอินทรีทะเลสองตัวเข้าไปขยับปีกไปมาได้อย่างสบาย อวิ๋นเจียวหิ้วบ้านหลังนั้นไปผูกไว้บนต้นไม้ นกอินทรีทะเลทั้งสองตัวก็ทิ้งรังนกที่ดูเหมือนบ้านใกล้พังของตัวเอง แล้วย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านหลังใหม่ทันที ท่าทางของพวกมันดูพอใจเอามากๆ แถมยังรู้จักส่งเสียงขอบคุณอวิ๋นเจียวอีกต่างหาก
อวิ๋นเจียวยืนเท้าสะเอว
"ทำไมฉันรู้สึกว่าสัตว์บนเกาะนี้มันชักจะเยอะขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะ"
พวกพี่ชายพยักหน้าเห็นด้วย
"นั่นสิ"
แต่มีสัตว์เยอะๆ ก็ดีเหมือนกัน ดูคึกคักดี ไม่ต้องมาคอยแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน คนที่ชอบอยู่กับสัตว์น่าจะชอบชีวิตแบบนี้มากทีเดียว อวิ๋นเจียวก็เป็นหนึ่งในนั้น ฟู่หมิงอวี้เองก็เช่นกัน
ถ้าให้เทียบกับชาวบ้านในหมู่บ้านที่กระตือรือร้นจนเกินพอดี เขาก็ชอบเกาะที่เงียบสงบแบบนี้มากกว่า แล้วก็ชอบการได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกับพวกสัตว์ด้วยเหมือนกัน
[จบบท]