บทที่ 481: งานหมั้นและคนคุ้นหน้า
ก่อนที่อวิ๋นเจียวจะเปิดเทอม พ่อแม่ของแฟนพี่ใหญ่และพี่รองก็เดินทางมาที่เมืองไห่
อวิ๋นเฉินซีคิดว่าไหนๆ ก็มาแล้ว ตกลงเรื่องงานหมั้นหมายไปพร้อมกันเลยดีกว่า จะได้ไม่ยุ่งยากหลายรอบ ผู้ใหญ่ทั้งสามฝ่ายจึงได้มาพบหน้าพูดคุยกัน
การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่น อนาคตหน้าที่การงานของอวิ๋นเฉินตงและอวิ๋นเฉินซีกำลังก้าวหน้าไปได้สวย อาชีพทหารเป็นที่ต้องการและมีเกียรติอยู่แล้ว แถมเสิ่นอวิ๋นเหลียนยังให้ค่าสินสอดอย่างใจปัก ให้ลูกสะใภ้คนละสองแสนหยวนเท่ากันเป๊ะ
พ่อแม่ฝ่ายหญิงมีหรือจะไม่ตกลง ลูกเขยหน้าตาดี อนาคตไกล ผู้ใหญ่ในบ้านก็นิสัยดี ไม่มีปัญหาเรื่องแย่งชิงสมบัติแถมยังใจกว้างขนาดนี้
เรื่องแต่งงานจึงตกลงกันได้ง่ายๆ ผ่านไปไม่กี่วันก็จัดงานหมั้นหมายกันเรียบร้อย ส่วนงานแต่งกำหนดจัดขึ้นช่วงวันชาติในเดือนตุลาคม
หลังงานหมั้น บรรยากาศเฉลิมฉลองช่วงตรุษจีนก็เริ่มจางหายไป พวกหนุ่มสาวที่กลับมาฉลองปีใหม่ต่างก็เก็บกระเป๋าเดินทางอีกครั้ง คนที่ต้องเรียนก็ไปเรียน คนที่ต้องทำงานก็กลับไปทำงาน
อวิ๋นเจียว พี่ชาย และฟู่หมิงอวี้ขึ้นรถไฟเดินทางไปยังเมืองหลวง
ตอนนี้เธออายุสิบเจ็ดปีแล้ว รูปร่างหน้าตาไม่ได้เปลี่ยนไปจากตอนอายุสิบหกเท่าไหร่นัก
แต่ละวันนอกจากเรียนหนังสือ เธอก็คอยดูฟู่หมิงอวี้รับมือกับคนในครอบครัวของเขา เห็นพวกนั้นถูกยั่วโมโหจนเต้นเร่าๆ แต่ทำอะไรไม่ได้ก็เป็นเรื่องสนุกดีเหมือนกัน
"คุณปู่ฟู่จะกลับมาตอนไหนเนี่ย เห็นพวกเขาวุ่นวายอยู่ตลอดแบบนี้ก็น่ารำคาญเหมือนกันนะ"
"ใกล้แล้วล่ะ เดือนพฤษภาคมก็จะกลับมาแล้ว"
….
อวิ๋นเจียวใช้ช้อนตักไข่ตุ๋นเข้าปาก ตอนนี้เธอนั่งอยู่บนชั้นสองในภัตตาคารของพี่หก พอมองลงไปข้างล่างก็บังเอิญเห็นคนที่ดูคุ้นหน้าคุ้นตาคนหนึ่ง
แต่เธอไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่ เหมือนจะชื่อซู... ซูเนี่ยน ใช่ไหมนะ ความจำของเธอดีเยี่ยมอยู่แล้ว แค่นึกนิดเดียวก็ดึงชื่อนี้ออกมาจากมุมลึกของสมองได้
แต่สายตาของอวิ๋นเจียวไม่ได้หยุดอยู่ที่ซูเนี่ยน เธอมองหญิงวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้างๆ มากกว่า
"คุณหนูคะ คุณหญิงทำไปก็เพื่อความหวังดีต่อคุณนะคะ"
ซูเนี่ยนยิ่งโมโห "หวังดีเหรอ อะไรก็อ้างว่าหวังดี ทำไมเขาไม่เคยถามเลยว่าฉันต้องการอะไร ทำไมต้องมาคอยบงการชีวิตฉันไปซะทุกอย่างด้วย"
"ฉันบอกไปตั้งหลายรอบแล้วว่าฉันมีคนที่ชอบอยู่แล้ว แต่ก็ยังจะบังคับให้ฉันไปตีสนิทกับฟู่หมิงอวี้อะไรนั่น ฉันไม่เอาด้วยหรอก ที่เขาทำแบบนี้ก็แค่อยากให้ฉันไปอ่อยผู้ชายไม่ใช่รึไง ฉันก็เป็นลูกคุณหนูตระกูลเศรษฐีนะ ทำไมต้องให้ฉันไปทำเรื่องน่าเกลียดแบบนั้นด้วย ข้ออ้างที่บอกว่าหวังดีน่ะ ที่แท้ก็แค่อยากใช้ฉันเป็นเครื่องมือแต่งงานเพื่อปูทางให้ลูกชายเขานั่นแหละ"
อวิ๋นเจียวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย หันไปมองฟู่หมิงอวี้ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
ไม่คิดเลยว่าจะได้มานั่งฟังเรื่องซุบซิบของคนที่นั่งอยู่ตรงหน้านี้เอง
แต่สีหน้าของฟู่หมิงอวี้กลับเรียบเฉย ไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด
เพราะช่วงนี้เขาเจอเรื่องพวกนี้มาจนชินแล้ว พ่อกับแม่เลี้ยงของเขาวันๆ ก็เอาแต่คิดจะใช้เรื่องแต่งงานของเขาเป็นข้อต่อรองเพื่อหาผลประโยชน์อยู่แล้ว
ซูเนี่ยนวิ่งหนีไป หญิงวัยกลางคนแต่งตัวเหมือนแม่บ้านคนนั้นรีบวิ่งตามไปทันที
อวิ๋นเจียวขมวดคิ้ว "คนนั้น ฉันรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตายังไงก็ไม่รู้ แต่นึกไม่ออกจริงๆ ว่าเคยเจอที่ไหน"
ฟู่หมิงอวี้แปลกใจ มีคนที่เธอนึกไม่ออกด้วยเหรอ ปกติอวิ๋นเจียวความจำดีมาก แค่เคยเห็นหน้า ต่อให้ผ่านไปนานแค่ไหนก็ยังจำได้
"ฉันต้องเคยเจอเธอแน่ๆ" อวิ๋นเจียวยืนยัน รู้สึกตะหงิดใจแปลกๆ
แต่นึกไม่ออกก็ช่างมันเถอะ
"ฉันอยากกินเค้กจัง"
"งั้นเราไปหาพี่หกของเธอกันไหม"
"ไปสิๆ ไปดูว่าพี่หกยุ่งอยู่รึเปล่า ถ้าไม่ยุ่งจะได้ให้เขาทำเค้กให้แล้วเอากลับไปกินที่บ้าน"
….
ตกดึก อวิ๋นเจียวนอนกอดฮวาฮวาหลับไป จู่ๆ เธอก็สะดุ้งพรวดลุกขึ้นมานั่ง ทำเอาลูกแมวสามสีที่นอนอยู่ข้างๆ ตกใจไปด้วย
"เมี้ยว"
ดวงตาสีฟ้าของอวิ๋นเจียวทอประกายบางอย่าง
"ฉันจำได้แล้วว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร"
ที่จำไม่ค่อยได้ก็เพราะมันเป็นความทรงจำที่นานมาก นานตั้งแต่ตอนที่เธอเพิ่งมาเกิดในโลกนี้ใหม่ๆ
ใช่แล้ว ผู้หญิงคนนั้นคือคนที่โยนเธอลงไปในแม่น้ำ
"ถึงว่าสิ น้ำเสียงตอนพูดมันฟังดูคุ้นหูขนาดนั้น"
ใบหน้านั้นด้วย ตอนนั้นถึงอีกฝ่ายจะโพกหัวเอาไว้ แต่อวิ๋นเจียวก็ยังพอจำเค้าโครงหน้าได้ โดยเฉพาะไฝดำเม็ดใหญ่ตรงใต้ริมฝีปากที่มองเห็นชัดเจน
อวิ๋นเจียวกอดฮวาฮวาลูบขนมันเบาๆ พลางหาววอด ถ้านึกออกแล้วว่าเป็นใครก็จัดการง่าย
เธอรู้มาตลอดว่าตัวเองไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของครอบครัวอวิ๋น แต่ทุกคนในบ้านก็รักและดูแลเธอเป็นอย่างดี แถมยุคนั้นก็ยังไม่มีกล้องวงจรปิด ไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ การจะตามหาคนคนเดียวก็เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร
เธอเลยไม่เคยคิดจะตามหาพ่อแม่ที่แท้จริงเลย
ใครจะคิดว่าจู่ๆ จะบังเอิญมาเจอเอาแบบนี้
เธอไม่ได้รีบร้อน รอจนตื่นนอนลงมากินข้าวเช้าถึงได้เล่าเรื่องนี้ให้พวกพี่ชายฟัง
เรื่องที่เด็กทารกจะจำหน้าคนที่เอาตัวเองไปทิ้งได้ พี่ชายทุกคนไม่ได้รู้สึกว่ามันแปลกเลยสักนิด กลับมองว่าเป็นเรื่องปกติซะอีก น้องสาวของพวกเขาเก่งกาจขนาดนี้ เกิดมาก็รู้เรื่องรู้ราวไปหมดแล้ว จะจำได้ก็ไม่เห็นแปลก
"เจียวเจียวอยากให้พวกพี่ไปสืบเรื่องผู้หญิงคนนั้นไหม"
พวกเขาไม่กังวลเลยว่าอวิ๋นเจียวจะทิ้งครอบครัวกลับไปหาพ่อแม่แท้ๆ ความสัมพันธ์พี่น้องของพวกเขารักกันเหนียวแน่นขนาดนี้ น้องสาวไม่มีทางทิ้งพวกเขาไปแน่
"ต้องสืบอยู่แล้วค่ะ ฉันอยากรู้ความจริงทั้งหมด ถ้ามันมีแผนการร้ายซ่อนอยู่ ก็ต้องให้คนที่ทำเรื่องพวกนั้นชดใช้ แต่ถ้ามันเป็นแค่อุบัติเหตุ แล้วตอนนี้พวกเขาใช้ชีวิตกันได้ดี ฉันก็จะไม่เข้าไปยุ่งก้าวก่ายอะไร"
เธอไม่ได้มีความคิดที่จะกลับไปรับญาติอยู่แล้ว
"เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพี่กับพี่เจ็ดเอง ใต้บังคับบัญชาของพี่เจ็ดมีคนเก่งๆ เรื่องสืบข่าวอยู่เยอะ" อวิ๋นเสี่ยวจิ่วออกหน้า
"งั้นฝากรบกวนพวกพี่ด้วยนะคะ อ้อ ผู้หญิงคนนั้นน่าจะเป็นแม่บ้านของตระกูลซู ลองเริ่มสืบจากตระกูลซูก่อนก็น่าจะได้ค่ะ"
พูดจบอวิ๋นเจียวก็ไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจอีก ถึงเวลาก็ใช้ชีวิตไปตามปกติ เพราะเรื่องมันผ่านมานานมากแล้ว การจะสืบให้รู้ความจริงคงไม่ใช่เรื่องที่จะทำเสร็จภายในวันสองวัน
….
ในระหว่างนั้น งานประมูลของเรือเลี่ยเยี่ยนก็กำลังจะเริ่มขึ้น ทางเรือได้เริ่มส่งบัตรเชิญออกไปแล้ว
บัตรเชิญมีทั้งหมดแค่ห้าร้อยใบและกระจายส่งไปทั่วโลก คนที่ได้รับบัตรล้วนเป็นผู้มีอิทธิพลและคนใหญ่คนโตทั้งนั้น
งานประมูลครั้งนี้มีการเปิดเผยข้อมูลของมีค่าบางส่วนออกมาก่อน แค่ผ้าไหมเงือกที่กันน้ำกันไฟได้ก็ดึงดูดความสนใจของผู้คนได้มากมายแล้ว
ไหนจะพวกยาสมุนไพรหายาก แล้วก็ไข่มุกกับอัญมณีล้ำค่าที่หาดูได้ยากอีก สิ่งเหล่านี้ดึงดูดความสนใจของคนจำนวนมาก
ในแวดวงสังคมชั้นสูงตอนนี้ ทุกคนต่างก็ถามไถ่กันว่าใครได้รับบัตรเชิญจากเรือเลี่ยเยี่ยนบ้าง
บัตรเชิญที่มีแค่ห้าร้อยใบ ใครที่ได้ครอบครองก็เหมือนเป็นการยกระดับสถานะของตัวเองในสังคมไปโดยปริยาย
แม้แต่อยู่ในมหาวิทยาลัย อวิ๋นเจียวก็ยังได้ยินคนพูดถึงเรื่องเรือเลี่ยเยี่ยน
"ได้ยินมาว่าของที่เอามาประมูลบนเรือเลี่ยเยี่ยนมีแต่ของหายากทั้งนั้น มีโสมป่าอายุห้าร้อยปีด้วยนะ"
"จริงเหรอเนี่ย มีของอายุขนาดนั้นจริงๆ เหรอ"
"อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ได้ยินว่ามีผ้าไหมเงือกด้วย มันคือผ้าไหมเงือกในตำนานจริงๆ เหรอ"
เรื่องพวกนี้ถูกพูดถึงกันอยู่ในกลุ่มลูกหลานคนรวย การกระจายข่าวก็เลยอยู่ในวงแคบๆ
แต่ฟู่หมิงอวี้เองก็อยู่ในสังคมนั้น ส่วนอวิ๋นเจียวนั้นไม่จำเป็นต้องรอฟังข่าวจากใครเลย
"นายพอจะมีเวลาไหม อยากไปงานประมูลของเรือเลี่ยเยี่ยนรึเปล่า"
ความจริงอวิ๋นเจียวก็อยากกลับไปดูเหมือนกัน
เธอถามฟู่หมิงอวี้ว่าอยากไปไหม ทางตระกูลฟู่เองก็ได้รับบัตรเชิญ แต่คนที่ได้คือคุณปู่ฟู่
การค้าขายของเรือเลี่ยเยี่ยนถือเป็นธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย สินค้าบางส่วนก็ยึดมาจากคลังสมบัติของเกาะแก่งอื่น บางส่วนก็เป็นของที่อวิ๋นเจียวดำลงไปงมขึ้นมาจากใต้ทะเล
อย่างเช่นไข่มุกสีดำขนาดเท่าลูกปิงปองนั่น เธอก็ไปเจอมันในเขตทะเลลึกที่พิเศษแห่งหนึ่ง เป็นไข่มุกที่อยู่ในหอยที่ตัวเล็กกว่าหอยมือเสือนิดหน่อย แต่สภาพแวดล้อมตรงนั้นมันพิเศษมาก อวิ๋นเจียวก็เลยเอากลับมาไม่ได้
[จบบท]