ความเจ็บปวดแปลบร้อนที่ท้ายทอยดึงเจียงเหวยเหยากลับสู่ความรู้สึกตัว
สิ่งแรกที่รับรู้คือเสียง เสียงคนเดินขวักไขว่อยู่นอกห้อง เสียงกระทะกระทบตะหลิวดังมาจากปลายทางเดิน เสียงเด็กร้องไห้ เสียงผู้ใหญ่ตะโกนทวงคิวใช้ก๊อกน้ำ และกลิ่นควันจากเตาถ่านที่หลายบ้านจุดหุงข้าวพร้อมกันในโถงทางเดินร่วม มันคือเสียงและกลิ่นของ "ตึกที่พัก" ของโรงงาน อาคารยาวที่แบ่งเป็นห้องเล็กๆ เรียงกันตามทางเดิน ใช้ห้องน้ำและก๊อกน้ำร่วมกันทั้งชั้น
เจียงเหวยเหยาค่อยๆ ลืมตาขึ้น เพดานปูนเหนือศีรษะมีคราบน้ำเป็นดวงๆ ห้องที่เธอนอนอยู่เล็กและคับแคบ ถูกกั้นด้วยผ้าม่านเก่าๆ ออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งที่เธอนอนมีเพียงเตียงไม้กระดานแข็ง ผ้าห่มนวมบางเฉียบที่ปะแล้วปะอีกจนสีเดิมเลือนหาย กับหีบไม้ใบเล็กใส่ของใช้ไม่กี่ชิ้น ส่วนอีกฝั่งของม่าน เธอเหลือบเห็นเตียงที่ปูด้วยผ้านวมลายดอกใหม่เอี่ยม มีกระจกบานเล็ก ขวดครีมทาหน้า และเสื้อผ้าสีสดพับวางเรียบร้อย ราวกับเป็นคนละโลกทั้งที่อยู่ห้องเดียวกัน
ในวินาทีนั้นเอง ความทรงจำทั้งหมดก็หลั่งไหลกลับมา สร้อยหยกของยาย แสงมรกต มิติที่อุดมสมบูรณ์ การกวาดซื้อเจ็ดวันเจ็ดคืน และ...การข้ามภพ
"ฉันมาถึงแล้วจริงๆ สินะ" เธอกระซิบเสียงแหบพร่า เสียงที่เปล่งออกมาอ่อนเยาว์และบอบบางกว่าเสียงเดิมของเธอมาก เป็นเสียงของหญิงสาววัยสิบแปด
เธอยกมือขึ้นช้าๆ มือที่ปรากฏต่อสายตาเรียวเล็กซูบผอมจนเห็นข้อกระดูก ผิวหยาบกร้านด้วยงานหนัก ต่างจากมือของเภสัชกรที่เคยจับแต่เครื่องมือในแล็บอย่างสิ้นเชิง เธอคลำไปที่ท้ายทอย สัมผัสได้ถึงผ้าพันแผลหยาบๆ และรอยเลือดแห้งกรังที่เกาะติดผมเป็นก้อน แผลนั้นยังปวดตุบๆ ทุกครั้งที่หัวใจเต้น
เธอนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ปล่อยให้ความทรงจำอีกชุดหนึ่งค่อยๆ คลี่คลายในหัว เป็นความทรงจำของ "เจียงเหวยเหยา" อีกคน เจ้าของร่างนี้
เด็กสาวคนนี้เกิดในเมืองอุตสาหกรรมทางเหนือ พ่อชื่อเจียงหย่งฝู เป็นช่างกลึงฝีมือระดับห้าของโรงงานเครื่องจักรหงซิง มีเงินเดือนสี่สิบสองหยวน ซึ่งถือว่าเป็นรายได้ที่มั่นคงและดีพอตัวในยุคนี้ ครอบครัวจึงได้สิทธิ์พักในตึกครอบครัวของโรงงาน มีห้องหนึ่งห้องครึ่งให้อยู่ พูดได้ว่าฐานะไม่ได้ยากจนข้นแค้นอะไรเลย
แต่เด็กสาวกลับใช้ชีวิตราวกับคนรับใช้ในบ้านตัวเอง
แม่แท้ๆ ของเธอเคยเป็นคนงานในโรงงานทอผ้า เป็นหญิงขยันขันแข็งและอ่อนโยน เสียชีวิตด้วยโรคภัยตั้งแต่เธออายุได้เจ็ดขวบ ก่อนตายได้ทิ้งเงินเก็บ สร้อยทองสองสามชิ้น และที่สำคัญคือ "สิทธิ์เข้าแทนตำแหน่งงาน" ในโรงงานทอผ้า ไว้ให้ลูกสาวเมื่อโตขึ้น เพราะยุคนี้มีระบบให้บุตรเข้ารับช่วงตำแหน่งงานในหน่วยงานเดิมของบิดามารดาได้ เป็นงานประจำที่มั่นคงและมีเงินเดือน ทว่าไม่ถึงปีหลังแม่จากไป เจียงหย่งฝูก็แต่งงานใหม่กับหญิงชื่อจ้าวชุ่ยฟง ผู้พาลูกสาวติดตัวชื่อเจียงเมิ่งเตี๋ยเข้ามาอยู่ในบ้านด้วย
จ้าวชุ่ยฟงไม่มีงานประจำ เป็นเพียงแม่บ้านที่รับงานเย็บปักเล็กๆ น้อยๆ มาทำได้เงินไม่กี่เหมา แต่กลับเป็นคนกุมเงินทั้งบ้าน นางเอาเงินเดือนของสามีมาทุ่มเทให้ลูกสาวแท้ๆ ของตัวเองจนเต็มที่ ทั้งเสื้อผ้าใหม่ ของกินดีๆ ครีมทาหน้า ส่วนเจียงเหวยเหยาลูกเลี้ยงกลับได้แต่เสื้อผ้าเก่าขาด ข้าวต้มใสๆ และงานบ้านหนักๆ ทั้งหมด ทั้งเงินก้อนที่แม่แท้ทิ้งไว้และสิทธิ์เข้าแทนตำแหน่งงานในโรงงานทอผ้าก็ถูกจ้าวชุ่ยฟงยึดไปหมด แถมยังยกสิทธิ์งานนั้นให้เจียงเมิ่งเตี๋ยเข้าไปทำแทนอย่างหน้าตาเฉยและปมที่ทำให้เด็กสาวต้องมาถึงจุดจบ ก็คือเรื่อง "การลงชนบท" ในยุคนี้ ทุกครอบครัวในเมืองที่มีลูกถึงวัยต้องส่งบุตรหลานคนหนึ่งไปเป็นนักศึกษาปัญญาชนในชนบท
จ้าวชุ่ยฟงย่อมไม่ยอมให้ลูกสาวแท้ๆ ของตัวเองไปลำบาก จึงผลักโควตานั้นให้เจียงเหวยเหยาลูกเลี้ยง แต่นางยังไม่พอใจแค่นั้น นางเห็นว่าถึงยังไงก็ต้องกำจัดเด็กสาวออกจากบ้านอยู่แล้ว สู้ "ขาย" ให้ชายพิการวัยห้าสิบที่อยู่อีกย่านหนึ่งของเมือง แลกสินสอดสองร้อยหยวนเสียก่อน จะได้เงินมาซื้อจักรเย็บผ้าให้ลูกสาวตัวเอง
เมื่อคืน เด็กสาวบังเอิญได้ยินแผนนี้ จึงขัดขืนและวิ่งหนี แต่ถูกจ้าวชุ่ยฟงคว้าตัวแล้วผลักอย่างแรงจนหัวฟาดเข้ากับขอบเตียงไม้ ความมืดคืบคลานเข้ามาพร้อมความคับแค้นที่ยังไม่ได้สะสาง...
เจียงเหวยเหยาสูดหายใจเข้าลึก กำมือแน่นจนเล็บจิกลงในฝ่ามือ หัวใจของเธอแน่นตื้อด้วยความสงสารและความโกรธแทนเด็กสาวคนนั้น บ้านที่มีพ่อมีเงินเดือนดีแท้ๆ แต่เด็กคนหนึ่งกลับต้องอดอยากและจะถูกขายทิ้ง ช่างเป็นความอยุติธรรมที่โหดร้าย
"เธอทนมามากพอแล้ว" เธอกระซิบกับดวงวิญญาณของเจ้าของร่างเดิม "จากนี้ไป ให้ฉันจัดการเอง"
เธอค่อยๆ พยุงตัวขึ้นนั่ง แม้ร่างจะอ่อนเปลี้ยและหัวจะหมุน แต่จิตใจกลับนิ่งเยือกเย็น สมองของเภสัชกรที่ผ่านการฝึกฝนเริ่มประเมินสถานการณ์อย่างเป็นระบบ หนึ่ง ร่างนี้บาดเจ็บและขาดสารอาหาร ต้องรีบบำรุง สอง เธอกำลังจะถูกขาย ต้องตัดไฟแต่ต้นลม สาม เธอมีมิติเป็นทุน แต่ต้องใช้อย่างระวังที่สุด
ยังไม่ทันคิดต่อ ผ้าม่านกั้นห้องก็ถูกกระชากออกอย่างแรง
"ยังไม่ตายอีกเหรอ! นอนแกล้งตายอยู่ได้ทั้งวัน!" เสียงแหลมเสียดแก้วหูดังก้อง
หญิงวัยกลางคนร่างท้วมยืนเท้าสะเอวอยู่ตรงหน้า ใบหน้าถมึงทึง ดวงตาเต็มไปด้วยความรังเกียจ นี่คือจ้าวชุ่ยฟง แม่เลี้ยงในความทรงจำ ข้างหลังนางมีหญิงสาววัยไล่เลี่ยกันยืนอยู่ หน้าตาจิ้มลิ้มแต่แววตาหยิ่งยโส สวมเสื้อลายดอกใหม่เอี่ยม นั่นคือเจียงเมิ่งเตี๋ย
ในความทรงจำเดิม เพียงเห็นสายตาน้าจ้าว เด็กสาวก็จะก้มหน้าตัวสั่น แต่บัดนี้ เจียงเหวยเหยากลับมองสบตานางอย่างสงบ ไร้ความหวาดหวั่น
จ้าวชุ่ยฟงเดินเข้ามากระชากผ้าห่มบางออกจากตัวเธอ "หัวแตกนิดเดียวก็ทำเป็นสำออย ลุกขึ้นไปต้มน้ำ กวาดห้อง แล้วเตรียมตัวให้พร้อม พรุ่งนี้เช้าครอบครัวหลิวเขาจะมารับตัวแกไป"
เจียงเหวยเหยานิ่งฟัง ในใจประเมินทุกคำ "ครอบครัวหลิว" ก็คือชายพิการวัยห้าสิบที่นางตกลงขายเธอไปแลกเงินนั่นเอง
"ครอบครัวหลิว..." เธอเอ่ยช้าๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยจนน่าประหลาด " "น้าหมายถึงชายพิการที่อายุปาเข้าไปห้าสิบ อยู่แถวย่านโรงงานเก่าอีกฟากเมือง เมียตายมาแล้วสองคนน่ะหรือคะ" "
จ้าวชุ่ยฟงชะงัก ไม่คิดว่าเด็กที่ปกติเอาแต่ก้มหน้าจะกล้าพูดตรงๆ แบบนี้ "แก...แกไปได้ยินมาจากไหน!"
"ได้ยินจากไหนหรือไม่ คงไม่สำคัญเท่ากับว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่านะคะ"
เจียงเหวยเหยายิ้มบางๆ รอยยิ้มเย็นเยียบจนจ้าวชุ่ยฟงขนลุกโดยไม่รู้ตัว
"น้ากำลังจะขายฉันแลกเงินสองร้อยหยวน เอาไปซื้อจักรเย็บผ้าให้พี่เมิ่งเตี๋ย ใช่ไหมคะ"
เจียงเมิ่งเตี๋ยที่ยืนอยู่ข้างหลังสะดุ้ง หน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย ก่อนรีบเสริมเสียงแหลม "แม่! ยัยนี่มันเพ้อไปแล้วมั้ง หัวกระแทกจนสมองเสียรึเปล่า พูดจาไม่รู้เรื่อง"
"สมองฉันตอนนี้น่ะดีที่สุดเลยล่ะ" เจียงเหวยเหยาหันไปมองพี่สาวต่างมารดา ดวงตาสงบนิ่งแต่คมกริบ "ดีพอจะรู้ว่าการซื้อขายคนแบบนี้มันผิดกฎหมายนะคะ พี่เมิ่งเตี๋ย ถ้าเรื่องนี้ไปถึงหูสหายเจ้าหน้าที่ที่สถานีตำรวจ ไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่จะต้องเดือดร้อน"
คำว่า "สถานีตำรวจ" เหมือนสายฟ้าฟาดกลางกระหม่อมสองแม่ลูก จ้าวชุ่ยฟงถึงกับก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าว ในยุคนี้ ข้อหาค้ามนุษย์เป็นเรื่องร้ายแรงที่อาจถูกจับและถูกประจานจนหมดที่ยืนในสังคม อีกทั้งสามีนางยังเป็นช่างมีหน้ามีตาในโรงงาน หากเรื่องแดงขึ้นมาก็เสียหายกันหมด
แต่จ้าวชุ่ยฟงเป็นคนปากแข็ง นางกลบความกลัวด้วยความดุดัน "แก...แกกล้าขู่น้ารึ! ยัยเนรคุณ! ฉันเลี้ยงดูแกมาแท้ๆ" นางเงื้อมือจะตบลงมา
แต่คราวนี้ เจียงเหวยเหยาไม่ได้ก้มหน้ารับ เธอยกมือขึ้นรับข้อมือของจ้าวชุ่ยฟงไว้กลางอากาศได้อย่างมั่นคง แม้ร่างจะผอมบางแต่แรงในมือกลับหนักแน่นเกินคาด ทำเอาจ้าวชุ่ยฟงตกใจจนพูดไม่ออก
"เลี้ยงดูฉันมาแท้ๆ งั้นหรือคะ" เจียงเหวยเหยาสบตานางตรงๆ น้ำเสียงเย็นเยียบ "พ่อได้เงินเดือนตั้งสี่สิบสองหยวน แต่ฉันได้กินข้าวต้มใสๆ ใส่เสื้อขาดๆ ทำงานหนักตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ส่วนเงินกับสิทธิ์บรรจุงานที่แม่ฉันทิ้งไว้ให้ ก็ถูกน้ายึดไปให้พี่เมิ่งเตี๋ยจนหมด นี่หรือคะที่เรียกว่าเลี้ยงดู"
เธอค่อยๆ สะบัดมือของจ้าวชุ่ยฟงออก แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่นทุกถ้อยคำ "ฉันเตือนไว้ก่อนนะคะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ใครแตะต้องฉันอีกสักนิ้ว หรือคิดจะขายฉัน ฉันจะทำให้ทุกคนในบ้านนี้ได้รู้ซึ้งว่าการทำผิดกฎหมายมันมีราคาที่ต้องจ่ายแค่ไหน"
จ้าวชุ่ยฟงยืนตัวแข็ง มองเด็กสาวตรงหน้าราวกับไม่เคยรู้จักมาก่อน เด็กที่เคยว่านอนสอนง่ายเงียบขรึม บัดนี้กลับมีแววตาเยือกเย็นเด็ดเดี่ยวจนนางไม่กล้าสบตานานๆ
"แก...แก...ทำไมนิสัยแกเปลี่ยนไปชั่วข้ามคืน!" จ้าวชุ่ยฟงพูดได้เพียงเท่านั้น ก่อนคว้าแขนเจียงเมิ่งเตี๋ยแล้วรีบเดินออกจากห้องไป ในใจเริ่มหวั่นๆ กับความเปลี่ยนแปลงของลูกเลี้ยงที่คาดเดาไม่ได้
เมื่อเหลือเพียงลำพัง เจียงเหวยเหยาถึงผ่อนลมหายใจออกยาว เธอทรุดตัวลงนั่งบนเตียงไม้ ยกมือกุมขมับที่ยังปวดตุบๆ ร่างนี้อ่อนแอเกินกว่าจะปะทะยืดเยื้อได้นาน เธอต้องรีบบำรุงร่างกายและวางแผนอย่างรอบคอบ
สายตาของเธอทอดมองผ่านหน้าต่างบานเล็กออกไป เห็นปล่องควันของโรงงานพ่นควันขาวขึ้นสู่ท้องฟ้าไกลๆ และแถวตึกครอบครัวที่เรียงรายเป็นระเบียบ โลกใบใหม่ในยุคที่ข้าวยากหมากแพงนี้เต็มไปด้วยความยากลำบาก แต่ในดวงตาของเธอกลับไม่มีความกลัว มีเพียงความมุ่งมั่น
"เด็กสาวคนนั้นฝากความหวังไว้กับฉัน" เธอกระซิบ มือแตะสร้อยหยกที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อ สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นแผ่วเบา "ฉันจะทวงคืนทุกอย่างที่เป็นของเธอ และสร้างชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิมให้ได้"
แต่ก่อนอื่น เธอต้องเข้าไปสำรวจมิติอย่างละเอียด และหาทางรักษาร่างกายที่บอบช้ำนี้ให้แข็งแรงขึ้นเสียก่อน
เธอเงี่ยหูฟังเสียงภายนอก เมื่อแน่ใจว่าจ้าวชุ่ยฟงกับเจียงเมิ่งเตี๋ยเดินไปไกลแล้ว มุมปากของเธอก็ค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ
เกมนี้ เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น...
จบตอน 3