บทที่ 108: ไม่ได้จะลาออก
“เป็นอะไรไปคะคุณ” เซี่ยชิวจวี๋สังเกตเห็นสีหน้าของสามีที่ดูหม่นหมอง คิ้วขมวดเป็นปม จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “เสบียงในกองทัพไม่พอเลี้ยงพลทหารอีกแล้วหรือคะ”
ในยุคสมัยนี้ทุกคนต่างก็ต้องเผชิญกับความยากลำบาก เรื่องเสบียงอาหารขาดแคลนหรืองบประมาณตึงตัวเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้เสมอ
เซี่ยชิวจวี๋จึงเข้าใจไปเองว่าหลัวเจิ้นซิงกำลังกลุ้มใจด้วยเรื่องเดิมๆ
เธอจึงวางถ้วยน้ำลงแล้วพูดปลอบใจ “อีกไม่กี่เดือนผลผลิตช่วงฤดูใบไม้ร่วงก็จะเก็บเกี่ยวได้แล้ว ถึงตอนนั้นสถานการณ์เรื่องปากท้องคงจะดีขึ้น ไม่ตึงเครียดเหมือนตอนนี้หรอกค่ะ”
“ไม่ใช่ ไม่ใช่เรื่องอาหารการกินหรอก” หลัวเจิ้นซิงถอนหายใจยาว พิงพนักเก้าอี้อย่างคนคิดไม่ตก “จะพูดยังไงดีล่ะ เรื่องนี้มัน... ตัดสินใจยากจริงๆ”
“มีอะไรยากขนาดนั้นเชียวคะ ถ้าคุณคุยกับฉันไม่สะดวกใจ ทำไมไม่ลองไปปรึกษาพวกลูกศิษย์คนโปรดของคุณดูล่ะคะ” เซี่ยชิวจวี๋แนะนำทางออก “คุณมักจะชมพวกเขาให้ฉันฟังบ่อยๆ ว่าแต่ละคนฉลาดเฉลียวเก่งกาจกันทั้งนั้น จะช่วยแก้ปัญหาให้อาจารย์ไม่ได้เลยเชียวหรือ”
ด้วยความที่เข้าใจในระเบียบวินัยและหน้าที่การงานของสามี เซี่ยชิวจวี๋จึงไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงถึงรายละเอียดที่ทำให้เขากลัดกลุ้ม เพียงแค่ชี้แนะแนวทางให้เขาเท่านั้น
หลัวเจิ้นซิงนิ่งคิดตามคำพูดภรรยา การมานั่งถอนหายใจอยู่คนเดียวในบ้านก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น สู้บากหน้าไปคุยกับเจ้าตัวต้นเหตุอย่างลู่ฉางเจิงให้รู้เรื่องรู้ราวไปเลยดีกว่า
ณ บ้านพักทหารเฟสหนึ่ง ลู่ฉางเจิงที่กำลังนั่งพักผ่อนอยู่ได้ยินเสียงฝีเท้าและเสียงเรียกของหลัวเจิ้นซิงที่หน้าประตู เขารู้สึกแปลกใจเล็กน้อยว่าอาจารย์มาหาเขาทำไมในเวลานี้
เมื่อหลัวเจิ้นซิงเดินเข้ามาในบ้าน เขาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง หยิบใบคำร้องขอลาพักร้อนของลู่ฉางเจิงวางแปะลงบนโต๊ะตรงหน้าชายหนุ่ม
ลู่ฉางเจิงกวาดตามองแวบเดียวก็รู้ทันที มันคือใบคำร้องที่ยังไม่ได้รับการอนุมัติ
“อาจารย์ครับ เอกสารนี่มีปัญหาตรงไหนหรือเปล่าครับ”
“ไม่ใช่เอกสารมีปัญหาหรอก แต่เป็นคุณนั่นแหละ” หลัวเจิ้นซิงจ้องหน้าลูกศิษย์คนโปรดด้วยแววตาจริงจัง “ฉางเจิง บอกความจริงกับผมมาเถอะ ที่คุณจะกลับบ้านครั้งนี้... คุณกะว่าจะไม่กลับมาที่นี่แล้วใช่ไหม”
“หา...”
ต่อให้เป็นคนสุขุมเยือกเย็นอย่างลู่ฉางเจิง เจอคำถามนี้เข้าไปถึงกับไปไม่เป็น “อาจารย์หมายความว่ายังไงครับ ผมไม่ได้จะปลดประจำการ แล้วก็ไม่ได้จะย้ายหน่วยงานด้วย ทำไมผมถึงจะไม่กลับมาล่ะครับ”
“หือ? ก็คุณไม่ได้คิดจะใช้ข้ออ้างเรื่องขาเจ็บ เพื่อถอนตัวออกจากกองทัพเงียบๆ หรอกเหรอ” หลัวเจิ้นซิงระบายความในใจออกมา ที่แท้เขาก็แค่เป็นห่วงและกังวลว่าลู่ฉางเจิงจะน้อยเนื้อต่ำใจที่ขาบาดเจ็บ กลัวจะเป็นภาระของกองพลจนตัดสินใจลาออกไปเอง
นั่นคือสาเหตุที่เขาดึงเรื่องไว้ ไม่ยอมเซ็นอนุมัติใบลาให้เสียที
ลู่ฉางเจิงได้ยินดังนั้นก็หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “อาจารย์ครับ ท่านคิดมากไปกันใหญ่แล้ว จางหย่วนก็ตรวจดูอาการให้ผมอย่างละเอียดแล้ว เขาบอกว่าขาของผมแค่พักฟื้นดีๆ สักสองเดือน ก็กลับมาใช้งานได้ปกติเหมือนเดิมทุกอย่าง”
“ผมไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องทิ้งอนาคตตัวเองแล้วลาออกเลยนี่ครับ จริงไหม”
ถึงลูกศิษย์จะยืนยันหนักแน่น แต่คนเป็นอาจารย์ก็ยังวางใจไม่ลง “ขาและแขนของคุณ... มันไม่มีปัญหาจริงๆ แน่นะ”
“ผมรับรองครับ อีกสองเดือนผมกลับมาจากบ้านเกิด ผมจะกระโดดตบโชว์ท่านให้ดูเลยว่าผมแข็งแรงเหมือนตอนก่อนเจ็บตัวไม่มีผิดเพี้ยน”
ลู่ฉางเจิงให้คำมั่นสัญญาด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่จริงจังที่สุด
เมื่อเห็นความมุ่งมั่นในแววตาของชายหนุ่ม หลัวเจิ้นซิงจึงยอมคลายความกังวลและจรดปากกาเซ็นอนุมัติในใบคำร้องให้ในที่สุด
“การเดินทางกลับบ้านกินเวลาตั้งสิบวัน สภาพร่างกายคุณไม่ค่อยสะดวกแบบนี้ คงต้องรบกวนให้สหายเจียงถังดูแลคุณหนักหน่อยนะ”
“อาจารย์ไม่ต้องห่วงครับ ถังถังเธอ... ถึงแม้จะไม่ได้เป็นคนหัวไวหรือฉลาดเฉลียวอะไรมากนัก แต่เรื่องดูแลคน เธอทำได้ดีมากครับ”
เพียงแต่ความใส่ใจดูแลนั้น เธอสงวนสิทธิ์ไว้ให้เขาเพียงผู้เดียวเท่านั้นแหละ
หลัวเจิ้นซิงพยักหน้าเข้าใจ
“เสี่ยวเจียงเป็นสหายที่ดีและซื่อสัตย์ คุณต้องดูแลและดีกับเธอให้มากๆ เข้าใจไหม”
“รับทราบครับ ผมรับประกันว่าจะปฏิบัติภารกิจนี้ให้ดีที่สุด”
ในขณะที่ลู่ฉางเจิงกำลังปรับความเข้าใจกับอาจารย์ ทางด้านเจียงถังเองก็เดินทางไปที่โรงเลี้ยงหมู เพื่อร่ำลาและฝากฝังงานก่อนจะกลับบ้านเกิด
พอรู้ว่าจะไม่ได้เห็นหน้าค่าตาเจียงถังตั้งสองเดือน เว่ยกั๋วต้งและเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ต่างก็รู้สึกใจหายและอาลัยอาวรณ์อยู่ไม่น้อย
ผิดกับเติ้งผิงที่ยืนกอดอก ใช้หางตามองเจียงถังด้วยท่าทางหยิ่งยโสอันเป็นเอกลักษณ์
เจียงถังไม่ได้ถือสา เธอยิ้มจนตาหยีเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เดินเข้าไปใกล้ๆ แล้วตบไหล่หญิงสาวปากร้ายเบาๆ “ช่วงที่ฉันไม่อยู่ เธอต้องทำตัวเป็นเด็กดีนะรู้ไหม อย่าไปหาเรื่องทะเลาะกับใครเขาล่ะ ไม่อย่างนั้นจะไม่มีคนคอยช่วยนะ”
“...”
เติ้งผิงมุมปากกระตุกยิกๆ “ฟังจากน้ำเสียงเธอแล้ว ทำไมมันฟังดูเหมือนว่าถ้าฉันไปตบตีกับชาวบ้าน เธอจะเข้าข้างฉันอย่างนั้นแหละ”
หล่อนยังจำฝังใจไม่ลืม เรื่องเมื่อหลายเดือนก่อนที่หล่อนลงไม้ลงมือกับสวี่หงเหมย แล้วถูกแม่สาวแรงควายคนนี้จับเหวี่ยงจนตัวลอย
“ฉันไม่ได้จะเข้าข้างเธอสักหน่อย” เจียงถังตอบหน้าซื่อ “ฉันหมายถึงฉันจะไปยืนขวางหน้าเธอ แล้วกดเธอไว้ไม่ให้ไปตีคนอื่นต่างหากล่ะ”
เติ้งผิงกัดฟันกรอดจนกรามแทบร้าว เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ ข่มกลั้นความรู้สึกอยากจะพุ่งเข้าไปกัดคอคนตรงหน้าเอาไว้อย่างสุดความสามารถ
“นี่เรียกว่าช่วยฉันเหรอ”
“อ้าว ไม่ใช่เหรอ” เจียงถังทำหน้าฉงน “การใช้กำลังทำร้ายคนอื่นเป็นสิ่งไม่ดี ฉันห้ามไม่ให้เธอทำเรื่องไม่ดี ก็เท่ากับฉันช่วยเธอ ไม่ให้เธอทำบาปไง ฉันจะไปทำร้ายเธอได้ยังไง”
เติ้งผิง...
ช่างมันเถอะ คุยกับคนบ้าไปก็เปลืองน้ำลาย
“เออๆ จะไปไหนก็รีบไสหัวไปเลยไป ยัยทึ่มเอ๊ย! ขากลับนั่งรถไฟระวังตัวไว้ด้วยล่ะ คนสมัยนี้มันไว้ใจไม่ได้ ระวังจะโดนพวกนักต้มตุ๋นหลอกเอาไปขาย แล้วเธอก็ยังจะไปช่วยเขานับเงินอีก”
“ใครจะมาขายฉัน ถ้าใครกล้าทำแบบนั้น ฉันจะจับพวกมันยัดใส่กระสอบแล้วลากมาที่ฟาร์ม บังคับให้ตักอุจจาระหมู แล้วก็จะไม่ให้ใส่ถุงมือกับใช้คราดด้วย ให้ใช้มือเปล่านี่แหละ”
เติ้งผิง...
สมองกลับไปแล้วจริงๆ ด้วย
เว่ยกั๋วต้งที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น “ใช่เลย! ฮ่าๆๆ สหายเสี่ยวเจียงพูดได้ถูกใจมาก ใครกล้ามาหลอกขายเธอ ก็ให้สหายลู่จับมัดใส่กระสอบส่งมาที่นี่เลย เดี๋ยวลุงช่วยคุมงานตักอุจจาระให้เอง”
“อื้ม! ตกลงตามนี้นะคะ”
เจียงถังพยักหน้าหงึกหงักอย่างจริงจัง
เว่ยกั๋วต้งหัวเราะจนท้องคัดท้องแข็ง
เติ้งผิงนวดขมับตัวเองเบาๆ ความปัญญาอ่อนนี่มันเป็นโรคติดต่อร้ายแรงจริงๆ สินะ ขนาดลุงเว่ยที่ปกติดูเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ยังติดเชื้อบ้าบอมาจากเจียงถังได้เลย
เมื่อจัดการเรื่องงานเรียบร้อย เจียงถังก็แวะไปบอกกล่าวเพื่อนบ้านในเขตบ้านพักทหาร เธอฝากกุญแจไว้ที่จางหงอิง รบกวนให้ช่วยดูแลบ้านและให้อาหารไก่ พร้อมกำชับว่าให้เก็บผักในแปลงไปกินได้ตามสบาย
“หลานในท้องของพี่สะใภ้ต้องกินผักเยอะๆ นะคะ ผักที่ฉันปลูกเองกับมือมีสารอาหารครบถ้วน รับรองว่าแข็งแรงแน่นอน”
เจียงถังกำชับด้วยแววตามุ่งมั่น
จางหงอิงยิ้มกว้าง รับคำด้วยความเอ็นดู “ได้จ้ะ ได้เลย วางใจนะ พี่สะใภ้คนนี้จะไม่เกรงใจ จะกินให้เกลี้ยงแปลงเลย”
“รบกวนพี่สะใภ้ด้วยนะคะ”
หลังจากร่ำลากันเสร็จสรรพ รถจิ๊ปทหารที่จะมารับพวกเขาก็มาจอดรอหน้าบ้าน
การเดินทางกลับบ้านเกิดครั้งนี้ ทั้งสองคนพกสัมภาระเพียงเป้ทหารสองใบ ภายในบรรจุเสื้อผ้า เครื่องใช้ส่วนตัว และเสบียงแห้งสำหรับกินกันตายระหว่างทาง
ส่วนของฝากของกำนัลอื่นๆ ไม่ได้เตรียมไปสักชิ้น
พวกเขานำเงินและคูปองติดตัวไป กะว่าพอไปถึงตัวเมืองแล้วค่อยไปเดินเลือกซื้อเอาก็ยังไม่สายเกินไป
แม้เจียงถังจะบอกว่าตัวเองมาอาศัยร่างนี้อยู่ แต่ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมนั้นช่างเลือนรางและขาดห้วง มีเพียงความทรงจำเกี่ยวกับความหวาดกลัวที่ฝังลึกเท่านั้นที่ชัดเจน ส่วนเรื่องการใช้ชีวิตอื่นๆ แทบจะจำอะไรไม่ได้เลย
ดังนั้นเมื่อเธอมาถึงสถานีและเห็นรถไฟของจริงเป็นครั้งแรก ดวงตาคู่สวยจึงเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น
“โอ้โฮ... นี่คือรถไฟที่เขาเขียนไว้ในหนังสือเรียนสินะ มันยาวเฟื้อยแล้วก็คันใหญ่มากจริงๆ ด้วย”
ลู่ฉางเจิงที่ยืนอยู่ข้างๆ อมยิ้มน้อยๆ กับท่าทางตื่นเต้นเหมือนเด็กของภรรยา
แต่เฉิงกั๋วหย่วน ลูกน้องคนสนิทที่ขับรถมาส่งกลับทำหน้าสงสัย “พี่สะใภ้ไม่เคยเห็นรถไฟมาก่อนหรือครับ”
ลู่ฉางเจิง...
เจียงถังหันขวับมาตอบด้วยรอยยิ้มใสซื่อ “เคยเห็นสิ แต่ฉันลืมไปแล้วน่ะ”
คำตอบกำปั้นทุบดินแบบนี้ ถ้าเป็นคนอื่นพูดคงดูน่าสงสัยพิลึก แต่พอออกจากปากของเจียงถังผู้มีใบหน้าไร้เดียงสา มันกลับดูน่าเชื่อถือขึ้นมาอย่างประหลาด
ลู่ฉางเจิงรีบตัดบท “รถไฟจะออกแล้ว เรารีบขึ้นรถกันเถอะ”
“รับทราบ! ลู่ฉางเจิง มาเดี๋ยวฉันช่วยพยุง คุณค่อยๆ เดินนะ”
ว่าแล้วเจียงถังก็คว้าเป้ทั้งสองใบมาสะพายไว้บนไหล่ตัวเองอย่างคล่องแคล่ว มือทั้งสองข้างประคองแขนลู่ฉางเจิง พาเขาเดินดุ่มๆ ไปยังตู้โดยสาร
เฉิงกั๋วหย่วนที่ตั้งใจจะมาช่วยถือของและอำนวยความสะดวก ยืนมองมือที่ว่างเปล่าของตัวเองแล้วเกิดคำถามในใจ
ทำไมนะ... ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์สู้พี่สะใภ้ไม่ได้สักอย่างเลย
เมื่อเห็นเจียงถังพาลู่ฉางเจิงขึ้นไปบนตู้โดยสารตู้นอนเรียบร้อยแล้ว เฉิงกั๋วหย่วนถึงได้สติแล้วรีบวิ่งตามขึ้นไป
“รองลู่ พี่สะใภ้! รอผมด้วยครับ!”
ด้วยตำแหน่งหน้าที่ในปัจจุบันของลู่ฉางเจิง เขาสิทธิ์จองตั๋วตู้นอนได้ ซึ่งนับว่าเป็นโชคดี เพราะการเดินทางไกลนับสิบวันด้วยสภาพขาที่ไม่สมบูรณ์ การได้นอนเหยียดยาวจะช่วยลดความทรมานลงไปได้มาก
เจียงถังเดินหาห้องพักตามหมายเลขตั๋ว เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบกับเตียงนอนที่เป็นเพียงกระดานแข็งๆ ว่างเปล่า
เธอเอียงคอทำหน้าสงสัย หันไปมองลู่ฉางเจิงตาปริบๆ
“พี่สะใภ้ รองลู่ เอาตั๋วมาให้ผมครับ เดี๋ยวผมไปเบิกเครื่องนอนมาปูให้” เฉิงกั๋วหย่วนรีบเสนอตัว
การโดยสารรถไฟในยุคนี้ ผู้โดยสารต้องนำตั๋วไปแลกเพื่อเบิกผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน และหมอนจากเจ้าหน้าที่ประจำตู้
กฎระเบียบนี้มีไว้เพื่อป้องกันพวกมือดีที่แอบเนียนขึ้นมาขโมยผ้าห่มของหลวงกลับบ้าน
เจียงถังส่งตั๋วให้เฉิงกั๋วหย่วน อีกฝ่ายหายไปครู่เดียวก็หอบชุดเครื่องนอนสะอาดสะอ้านกลับมา
เจียงถังยืนมองนายทหารหนุ่มที่กำลังก้มหน้าก้มตาปูเตียงให้อย่างขะมักเขม้น เธอจึงกระซิบถามสามีเสียงเบาด้วยความเกรงใจว่าจะตอบแทนน้ำใจของเฉิงกั๋วหย่วนอย่างไรดี
แผ่นหลังของเฉิงกั๋วหย่วนชะงักกึก ยังไม่ทันที่ลู่ฉางเจิงจะได้อ้าปากตอบ เขาก็รีบเด้งตัวลุกขึ้นยืนตัวตรงทันที
[จบบท]