บทที่ 116: ความเอ็นดูที่มอบให้จนหมดหัวใจ
เสียงกระดูกเข่ากระแทกพื้นดินดังลั่น จนทำให้คนที่ได้ยินอดรู้สึกเจ็บแทนไม่ได้ ฉีฮุยทรุดฮวบลงไปนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นในทันที ความเจ็บปวดแสนสาหัสแล่นพล่านจากหน้าแข้งขึ้นสู่สมองจนหน้ามืด
“ลู่ฉางเจิง แกกล้าดียังไงมาทำร้ายสมาชิกคณะกรรมการกลางวันแสกๆ แบบนี้”
ฉีฮุยหันขวับกลับมาตวาดลั่น มือข้างหนึ่งกุมหน้าแข้งตัวเองแน่น อีกข้างยันต้นขาไว้พยุงตัว ใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดมีเหงื่อกาฬไหลพรากไม่หยุด
ลู่ฉางเจิงยืนตระหง่านมองภาพนั้นด้วยสายตาว่างเปล่า ทว่าลึกลงไปในดวงตาคู่นั้นกลับฉายแววสังหารที่เยือกเย็นจับขั้วหัวใจ
“คณะกรรมการเหรอ ก็แค่พวกสวะที่ชอบใช้อำนาจบาตรใหญ่รังแกชาวบ้าน สร้างความปั่นป่วนไปทั่วก็เท่านั้น นายคิดว่าตัวเองวิเศษวิโสมาจากไหนกัน”
คำพูดนั้นกรีดลึกจนฉีฮุยรู้สึกอัปยศอดสูถึงขีดสุด
เขาไม่เคยคาดคิดเลยแม้แต่น้อยว่า แผนการที่วางไว้อย่างรัดกุมไร้ที่ติของตนจะพังไม่เป็นท่า มิหนำซ้ำยังโชคร้ายอย่างที่สุดที่ดันมาเจอตอใหญ่อย่างลู่ฉางเจิงเข้าจังๆ
ไอ้ลู่ฉางเจิงสมควรตาย จะกลับมาตอนไหนก็ไม่กลับ ดันเลือกเวลากลับมาหาที่ตายเอาตอนนี้
ฉีฮุยโกรธจนแทบกระอักเลือด เส้นเลือดขมับเต้นตุบๆ ราวกับหัวจะระเบิด
ทว่าชายหนุ่มร่างสูงไม่ได้มีความเมตตาปรานีใดๆ มอบให้ เขาปรี่เข้าไปกระชากคอเสื้อด้านหลังของฉีฮุยหิ้วขึ้นมาราวกับหิ้วลูกไก่ มืออีกข้างกระตุกเชือกที่มัดรวบสมุนทั้งห้าคนเอาไว้ แล้วลากถูพวกมันทั้งหมดมุ่งหน้าไปยังที่ทำการกองกำลังติดอาวุธอย่างไม่ไยดี
เรื่องในวันนี้ หากเขาไม่ได้คำอธิบายที่น่าพอใจ อย่าหวังว่าเรื่องจะจบลงง่ายๆ
เขาไปเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอยู่ชายแดนเพื่อปกป้องประเทศชาติ ไม่ใช่เพื่อให้พวกอันธพาลกระจอกพวกนี้มารังแกแม่ของเขาที่อยู่บ้านตามลำพัง
ตลอดเส้นทางที่ลู่ฉางเจิงลากตัวพวกมันไปที่กองกำลังติดอาวุธ ชาวบ้านร้านตลาดต่างพากันหยุดมองด้วยความตกตะลึง เมื่อเห็นชัดๆ ว่าคนคุมตัวคือใคร และสภาพของคนที่ถูกลากไปเป็นใคร เสียงสูดปากด้วยความสะใจและความหวาดหวั่นก็ดังเซ็งแซ่ไปทั่ว
ให้ตายเถอะ นั่นมันพวกตัวป่วนประจำคณะกรรมการไม่ใช่เหรอ
โดนจับหมดสภาพแบบนี้เลยหรือ
แล้วพ่อหนุ่มที่ลากพวกมันไปนั่น ดูยังไงก็เหมือนลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของหัวหน้าเหอไม่มีผิด
“ฉางเจิง นั่นฉางเจิงใช่ไหมลูก”
ภานโหย่วเต๋อที่รีบร้อนบึ่งมาทางนี้ทันทีที่รู้ข่าวว่าพวกคณะกรรมการไประรานเหอลี่หัวอีกแล้ว ร้องทักขึ้นด้วยความประหลาดใจ
เขามองภาพชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ลากกลุ่มคนผ่านมาด้วยสายตาที่ไม่แน่ใจในทีแรก กลัวว่าตนจะตาฝาดไปเองตามประสาคนแก่
แต่เมื่อลู่ฉางเจิงเดินเข้ามาใกล้ จนเห็นใบหน้าคมคายนั้นชัดเจน เขาถึงกล้ายืนยันกับตัวเองว่านี่คือหลานชายที่เขาคุ้นเคย
ท่านนายกเทศมนตรีรีบเดินยิ้มกว้างเข้าไปหา “เพิ่งถึงบ้านเหรอ ไม่ได้ส่งข่าวบอกแม่เราล่วงหน้าล่ะสิ ป่านนี้คงตกใจแย่เลย”
“เจียงถังเขาอยากทำเซอร์ไพรส์คุณแม่น่ะครับ เราเลยตรงดิ่งกลับมาเลย อีกอย่างก็นึกอยากกลับก็กลับเลยกะทันหันด้วยครับคุณอาภาน”
กับผู้อาวุโสในเมือง โดยเฉพาะคนอย่างภานโหย่วเต๋อที่เคยมีบุญคุณช่วยเหลือครอบครัว ลู่ฉางเจิงจะแสดงความนอบน้อมและให้เกียรติเสมอ
ภานโหย่วเต๋อมองชายหนุ่มด้วยสายตาชื่นชม คนหนุ่มที่เต็มไปด้วยความถูกต้องและเที่ยงธรรมแบบนี้คือสิ่งที่เขาโปรดปราน
มือเหี่ยวย่นตบลงบนไหล่กว้างของชายหนุ่มเบาๆ “ไอ้เสือ ยิ่งโตยิ่งดูดีนะเรา ดูองอาจผ่าเผย มีราศีจับกว่าตอนกลับมาปีก่อนเยอะเลย”
“คุณอาภานก็เหมือนกันครับ ดูหนุ่มขึ้นทุกวันเลยนะครับเนี่ย”
“เจ้าเด็กคนนี้นี่ เดี๋ยวนี้หัดปากหวานเอาใจคนแก่แล้วเหรอ สมกับที่เป็นคนมีเมียแล้วจริงๆ เปลี่ยนไปเยอะเลยนะ”
“คุณอาภานก็ชมเกินไปครับ”
ทั้งสองยืนคุยกันอยู่ครู่หนึ่งอย่างไม่สนใจสายตาใคร ก่อนที่ภานโหย่วเต๋อจะเดินเคียงข้างลู่ฉางเจิง มุ่งหน้าไปทวงความยุติธรรมที่กองกำลังติดอาวุธด้วยกัน
ตัดภาพมาที่บ้านตระกูลลู่
หลังจากเจียงถังจัดของเข้าที่เข้าทางและนั่งพักจนหายเหนื่อย เธอก็จัดการฟาดขนมจีนฝีมือแม่สามีจนเกลี้ยงชาม ก่อนจะชวนเหอลี่หัวออกไปข้างนอกเพื่อไปซื้อของที่สหกรณ์
เธอบอกว่าเป็นภารกิจสำคัญระดับชาติที่ลู่ฉางเจิงมอบหมายมา จะให้ล้มเหลวไม่ได้เด็ดขาด
เหอลี่หัวมองลูกสะใภ้ตัวน้อยที่เทิดทูนคำสั่งลูกชายเธอราวกับประกาศิตด้วยความเอ็นดูแกมขบขัน เธอเอื้อมมือไปกุมมือนุ่มของเจียงถังไว้
“เดี๋ยวแม่พาไปสหกรณ์เองจ้ะ แต่ก่อนอื่นแม่ขอแวะไปที่ทำงานเดี๋ยวเดียวนะ จะไปขอลางานช่วงบ่ายกับหัวหน้าเสียหน่อย”
“หนูไปด้วยค่ะแม่”
เจียงถังรีบเสนอตัวทันที เธอไม่อยากอยู่บ้านคนเดียว
ขอเกาะติดเป็นตังเมไปด้วยดีกว่า
เหอลี่หัวยิ้มกว้างจนตาหยี
“ได้จ้ะ ได้เลย งั้นหนูไปกับแม่นะ จะได้ไปอวดพวกตาแก่ยายแก่ที่ทำงานเสียหน่อย ว่าลูกสะใภ้ของแม่ทั้งสวยทั้งน่ารักขนาดไหน”
สองแม่ลูกช่วยกันปิดบ้านอย่างมิดชิด เจียงถังสะพายกระเป๋าทหารใบเก่งขึ้นบ่า ก่อนจะเข็นจักรยานของแม่ออกมา โดยมีเหอลี่หัวนั่งซ้อนท้ายอย่างสบายใจ
หญิงสาวระมัดระวังเป็นพิเศษ เธอจำใส่ใจเสมอว่าแม่เป็นผู้หญิง ร่างกายบอบบางไม่เหมือนพวกลู่ฉางเจิง ดังนั้นเธอจึงปั่นจักรยานด้วยความนุ่มนวล ไม่เร่งรีบจนเกินไป
เหอลี่หัวนั่งซ้อนท้าย พลางชวนคุยถึงชีวิตความเป็นอยู่ในค่ายทหาร ถามไถ่ว่าเข้ากับเพื่อนบ้านในเขตบ้านพักได้ดีไหม
หัวอกคนเป็นแม่ย่อมห่วงใยลูกสะใภ้ที่ต้องจากบ้านไปไกล โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงภาพจำในอดีตที่เจียงถังมักจะเก็บตัวเงียบ ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร
เธอกลัวเหลือเกินว่าเวลาลูกชายไปทำงาน ลูกสะใภ้ตัวน้อยจะเหงาเพราะไม่มีเพื่อน
“หนูฮอตปรอทแตกเลยค่ะแม่ อยู่ที่นู่นพวกพี่สะใภ้ชอบหนูกันทุกคน แต่ว่าหนูต้องไปทำงานที่โรงเลี้ยงหมูทุกวัน เลยยุ่งจนหัวหมุนเลยค่ะ”
“หือ? หนูไปทำงานโรงเลี้ยงหมูเหรอลูก”
เหอลี่หัวไม่ได้รังเกียจงานเลี้ยงหมู หรือดูถูกคนทำงานระดับล่าง ยกเว้นก็แต่พวกสวะในคณะกรรมการพวกนั้น
แต่ที่เธอแปลกใจจนเสียงสูง เพราะตอนคุยโทรศัพท์กัน ทั้งลูกชายและลูกสะใภ้ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าทำงานที่สถานีเครื่องจักรกลการเกษตร
ไหงจากซ่อมเครื่องจักร กลายเป็นไปเลี้ยงหมูได้ล่ะเนี่ย
“ก็หนูอยากให้ลู่ฉางเจิงได้กินเนื้อหมูเยอะๆ นี่คะ อยากให้ทุกคนได้กินอิ่มหนำสำราญ หนูก็เลยอาสาไปทำที่นั่นเองค่ะ”
“หนูมีเพื่อนคนหนึ่งเขาเป็นเซียนเลี้ยงหมูเลยนะคะ หนูอ่านหนังสือมาเยอะมาก เรียนรู้วิธีขุนหมูสูตรเด็ดมาเพียบ หนูจะเลี้ยงให้เจ้าหมูพวกนั้นอ้วนตุ๊ต๊ะ ให้ทุกคนได้กินเนื้อกันจนพุงกางไปเลย”
เสียงเจื้อยแจ้วของเจียงถังฟังดูสดใสมีชีวิตชีวา ราวกับนกน้อยที่กำลังขับขานบทเพลงแห่งความสุข
เธอไม่รู้สึกเลยสักนิดว่างานที่ทำต้อยต่ำ หรือน่าอับอาย
ทว่าคนฟังอย่างเหอลี่หัวกลับรู้สึกจุกในอกจนขอบตาร้อนผ่าว
“เด็กดี... แม่รู้ว่าหนูเป็นเด็กดี แม่มองคนไม่ผิดจริงๆ” หญิงวัยกลางคนหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตาที่เริ่มเอ่อล้น
มองแผ่นหลังเล็กๆ ที่กำลังออกแรงปั่นจักรยาน ภาพในอดีตเมื่อปีก่อนก็ย้อนกลับเข้ามาในหัว
ฤดูหนาวที่ลมพัดกรรโชกบาดผิว เด็กสาวตัวผอมแห้งที่สวมเสื้อผ้าเก่าๆ บางๆ ยืนตัวสั่นงันงก ถูกพี่สะใภ้ใจร้ายลากตัวไปดูตัวกับตาแก่ตัณหากลับที่เมียตายมาแล้วสามคน
ปากบอกว่าดูตัว แต่เนื้อแท้คือการเอาคนไปเร่ขายเหมือนผักปลา
ถ้าตาแก่นั่นถูกใจ ก็คงโยนเศษเงินให้ แล้วลากตัวเด็กสาวกลับไปปู้ยี่ปู้ยำ...
เหอลี่หัวเฝ้ามองตระกูลเจียงมาตลอดตั้งแตพวกเขาย้ายกลับมาที่เมืองนี้
ตอนเจียงฉงเหวิน พ่อของเจียงถังยังมีชีวิตอยู่ ชีวิตของเด็กน้อยก็พอถูไถ แม้เสื้อผ้าจะขาดวิ่นแต่ก็ยังไม่อดอยากหรือถูกทุบตี
แต่พอสิ้นบุญพ่อ เจียงถังก็ต้องระหกระเหินติดตามพี่ชายอย่างเจียงต้าอู่เพื่อหาเลี้ยงปากท้อง
สองพี่น้องสู้ชีวิตกันมาอย่างยากลำบาก แต่ยุคนั้นใครๆ ก็ลำบาก พอกัดฟันทนกันไปได้
จนกระทั่งหายนะที่แท้จริงมาเยือน เมื่อเจียงต้าอู่แต่งงานกับหวังชุน หญิงร้ายกาจจากหมู่บ้านเขาซาน
นับตั้งแต่นางมารร้ายคนนั้นก้าวเข้ามาในบ้าน ชีวิตของเด็กสาวผู้น่าสงสารก็ดำดิ่งลงสู่ขุมนรก...
“แม่คะ? แม่”
เจียงถังส่งเสียงเรียกอยู่หลายครั้งเมื่อเห็นเงียบไป แต่ไร้เสียงตอบรับ
เธอตกใจจนรีบเบรกจักรยานแล้วหันขวับกลับมามอง ก็เห็นดวงตาของแม่สามีแดงช้ำเหมือนเพิ่งผ่านการร้องไห้
“แม่คะ วันนี้แม่โดนพวกมันตีเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
“แม่ไม่ต้องกลัวนะ เดี๋ยวลู่ฉางเจิงจะจัดการพวกมันให้แม่เอง”
คำปลอบโยนซื่อๆ ของลูกสะใภ้ที่พยายามจะปกป้องเธอ ทำให้เหอลี่หัวได้สติ
เธอมองใบหน้าจิ้มลิ้มที่เริ่มมีน้ำมีนวล ผิวพรรณเปล่งปลั่งขึ้นกว่าแต่ก่อน ดวงตาใสซื่อคู่นั้นสะท้อนภาพของเธอด้วยความห่วงใยอย่างปิดไม่มิด
เหอลี่หัวยิ้มทั้งน้ำตาแห่งความตื้นตัน “แม่ไม่เป็นไรจ้ะลูก แม่แค่กำลังคิดว่า แม่นี่ทำบุญด้วยอะไรนะ ถึงโชคดีขนาดนี้ที่มีเจียงถังมาปั่นจักรยานให้แม่นั่ง”
[จบบท]