บทที่ 122: ลูกผู้ชายตัวปลอม
หวังชุนทำได้เพียงจ้องมองดูเจ้าหน้าที่ที่กำลังควบคุมตัวพวกเธอออกไป นัยน์ตาของเธอฉายแววอาฆาตแม้ใบหน้าจะเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจากความเจ็บปวด เธอยังพยายามจะขยับปากเพื่อก่นด่าสาปแช่งออกมาไม่หยุดหย่อน
ลู่ฉางเจิงปรายตามองไปยังสหายจากกองกำลังติดอาวุธด้วยสายตาเรียบนิ่ง เจ้าหน้าที่หนุ่มซึ่งล็อกแขนหวังชุนอยู่เข้าใจความหมายทันที เขาล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋าแล้วยัดเข้าไปในปากของหญิงปากร้ายคนนั้นจนแน่น
เสียงด่าทอเงียบหายไปในพริบตา เหลือเพียงเสียงอู้อี้ในลำคอ
หวังชุนเบิกตาโพลงด้วยความโกรธแค้น เธอพยายามส่งเสียงประท้วงแต่ก็ไร้ผล
ลู่ฉางเจิงเหยียดยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เย็นยะเยือกจนน่าขนลุก
“หวังชุน ไม่ต้องทำท่าเจ็บแค้นขนาดนั้นหรอกนะ สิ่งที่เธอได้รับในวันนี้ มันคือผลจากการกระทำของตัวเธอเองทั้งนั้น ทำตัวเองแท้ๆ จะไปโทษใครได้” เจียงถังเดินไพล่หลังย่างสามขุมเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าพี่สะใภ้ตัวแสบ
เธอมองดูใบหน้าที่บิดเบี้ยวของอีกฝ่าย ก่อนจะค่อยๆ ยกเส้นลวดในมือขึ้นมาพิจารณา แล้วแสร้งทำท่าตกใจตาโต
“อุ๊ยตายจริง... ลวดเส้นนี้ยังไม่หักเลยนี่นา? แบบนี้สงสัยฉันต้องตีซ้ำอีกสักทีสองทีแล้วมั้ง”
สิ้นเสียงหวานใสแต่แฝงความอำมหิต หวังชุนที่เมื่อครู่ยังทำตาขวางด้วยความไม่ยอมจำนน ก็ถึงกับหน้าซีดเผือด ขวัญหนีดีฝ่อจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง
ความเจ็บปวดแสบชาที่แผ่นหลังเป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีว่า เจียงถังคนนี้ไม่ใช่เด็กสาวหัวอ่อนคนเดิมอีกแล้ว แต่เป็นคนจริงที่กล้าลงไม้ลงมือถึงตายได้
ขืนโดนแม่คุณคนนี้ฟาดซ้ำอีกรอบ มีหวังเธอคงไม่ได้มีชีวิตรอดกลับไปแน่
“อื้อ! อื้อ!”
หวังชุนรีบตะเกียกตะกายคว้าแขนเจ้าหน้าที่ข้างกาย ออกแรงลากสังขารตัวเองวิ่งหนีออกไปอย่างไม่คิดชีวิต โดยไม่กล้าหันกลับมามองแม้แต่วินาทีเดียว
วินาทีนี้ต่อให้ต้องเข้าคุกก็ยังดีกว่าโดนเจียงถังฟาดซ้ำ
หวังชุนเตลิดหนีไปแล้ว แต่เจียงต้าอู่กลับยังยืนนิ่ง เขาช้าไปหนึ่งก้าวเสมอ
สายตาของเขายังคงจับจ้องมาที่เจียงถังอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา เขาไม่เข้าใจเลยว่าน้องสาวแท้ๆ ของเขาจะใจร้ายใจดำ ตัดขาดพี่น้องและทำเรื่องโหดร้ายได้ถึงขนาดนี้
แต่เจ้าโสมน้อยในร่างเจียงถังไม่ได้เสียเวลาปรายตามองเขาแม้แต่น้อย
เธอหันกลับไปหาเหอลี่หัว จับมือแม่สามีขึ้นมาดูด้วยความห่วงใย “แม่เจ็บมือไหมคะ? เมื่อกี้ตีแรงไปหรือเปล่า เดี๋ยวหนูเป่าให้นะ”
“แม่ไม่เจ็บจ้ะ ไม่เจ็บเลยสักนิด ถังถังไม่ต้องห่วงนะลูก”
เหอลี่หัวยิ้มแก้มปริ ความห่วงใยของลูกสะใภ้ทำให้หัวใจของคนเป็นแม่สามีหวานละมุนยิ่งกว่าได้กินน้ำผึ้งเดือนห้า
ลู่ฉางเจิงยืนมองภาพความน่ารักของแม่และภรรยาด้วยแววตาอ่อนโยน ก่อนจะเบนสายตากลับมาที่เจียงต้าอู่
เขาไม่มีอะไรจะพูดกับผู้ชายคนนี้
ถ้าเจียงต้าอู่ยังมีความเป็นลูกผู้ชายหลงเหลืออยู่บ้าง เวลานี้เขาควรจะยืดอกรับผิดชอบการกระทำของครอบครัวตัวเอง ถ้าทำแบบนั้น ลู่ฉางเจิงอาจจะยังพอเห็นใจและให้เกียรติบ้าง
แต่ท่าทางยืนบื้อใบ้ของเจียงต้าอู่ มันพิสูจน์แล้วว่านี่คือผู้ชายที่เห็นแก่ตัวและขี้ขลาดตาขาวอย่างสมบูรณ์แบบ
ตอนเป็นพี่ชายก็ปกป้องน้องสาวไม่ได้ ตอนเป็นสามีก็คุมภรรยาไม่อยู่ การที่ได้มาแต่งงานกับผู้หญิงอย่างหวังชุนก็นับว่าเหมาะสมกันดีแล้ว ผีเน่ากับโลงผุ ไม่มีใครดีไปกว่าใคร
เจ้าหน้าที่พาตัวเจียงต้าอู่เดินจากไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบที่กลับคืนมา
เมื่อเรื่องราววุ่นวายจบลง เจียงถังก็เดินควงแขนเหอลี่หัวข้างหนึ่ง อีกมือก็ดึงแขนเสื้อลู่ฉางเจิง ทั้งสามคนเดินกลับเข้าบ้านพร้อมรอยยิ้ม
ตลอดทางมีเสียงเจื้อยแจ้วของเจียงถังคอยสร้างบรรยากาศ ทำให้รอยยิ้มของเหอลี่หัวและลู่ฉางเจิงไม่จางหายไปเลย
พอกลับถึงบ้าน ลู่ฉางเจิงผู้เป็นสามีดีเด่นก็อาสาเข้าครัวทำอาหารเย็น เพื่อให้แม่กับภรรยาได้นั่งพักผ่อนคุยกันตามสบาย
เสียงหัวเราะสดใสจากห้องโถงดังมาเข้าหูคนทำอาหารเป็นระยะ ทำให้เชฟจำเป็นยิ้มตามไม่หุบ
“คุณอาคะ! คุณอา!”
เสียงตะโกนเรียกด้วยความร้อนรนดังมาจากหน้าประตูรั้ว เหอเหวินจิ้งในชุดเครื่องแบบตำรวจผลักประตูเข้ามาอย่างรีบร้อน “คุณอาคะ หนูเพิ่งกลับมาถึงก็ได้ยินชาวบ้านลือกันว่าพวกคณะกรรมการมันมาหาเรื่องคุณอาอีกแล้ว...”
พูดยังไม่ทันจบประโยค ตำรวจสาวก็ชะงักกึกเมื่อเห็นชายหนุ่มร่างสูงที่กำลังยืนล้างผักอยู่ข้างบ่อน้ำ “พี่? พี่กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะเนี่ย?”
ลู่ฉางเจิงเงยหน้าขึ้น มองดูน้องสาวลูกน้าชายที่ยังสวมชุดทำงานเต็มยศ “วันนี้ออกตรวจพื้นที่มาเหรอ?”
“อ้าว? พี่รู้ได้ยังไงคะ?” เหอเหวินจิ้งถามกลับรัวเร็วเป็นชุด “ไอ้เจ้าฉีฮุยสมควรตายนั่น มันฉวยโอกาสตอนหนูไม่อยู่กล้ามาบุกรุกบ้านคุณอา ถ้าหนูอยู่ที่ตัวเมืองแล้วมันกล้าโผล่หัวมานะ หนูจะถลกหนังหัวมันซะให้เข็ด”
“คนพวกนี้มันรังแกกันเกินไปแล้ว”
ดูเหมือนลูกสาวบ้านตระกูลเหอจะมีนิสัยคล้ายกันหมด แม้พ่อแม่จะตั้งชื่อเธอว่า ‘เหวินจิ้ง’ ที่แปลว่าเรียบร้อยอ่อนหวาน หวังให้ลูกโตมาเป็นกุลสตรี
แต่ความเป็นจริงนั้น... ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
ลองคิดดูสิ ถ้าเรียบร้อยดั่งผ้าพับไว้จริงๆ คงจะเป็นตำรวจหญิงสายลุยประจำสถานีในตัวเมืองไม่ได้หรอก
เหอลี่หัวที่ได้ยินเสียงหลานสาว ก็จูงมือเจียงถังเดินออกมาจากในบ้าน
“เหวินจิ้งมาแล้วเหรอ”
“คุณอา! คุณอาไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ?”
“อาสบายดีจ้ะ พี่สะใภ้เราเขากลับมาทันเวลาพอดี พวกคณะกรรมการรอบนี้เรียกว่าแกว่งเท้าหาเสี้ยนแท้ๆ”
พอนึกถึงจุดจบที่ฉีฮุยและค่งหมิงเจี๋ยจะต้องเจอ เหอลี่หัวก็รู้สึกสะใจจนบอกไม่ถูก
เหอเหวินจิ้งเองก็ตบเข่าฉาดด้วยความชอบใจ
“เยี่ยมไปเลยค่ะ! ต้องให้ถึงมือพี่ชายหนูสิ จัดการได้เด็ดขาดสมเป็นทหารจริงๆ” หลังจากอวยพี่ชายเสร็จ เธอก็หันไปทำตาเป็นประกายใส่เจียงถัง
“โห ไม่เจอกันไม่กี่เดือน พี่สะใภ้สวยขึ้นเป็นกองเลยค่ะ! ไหนใครบอกว่าไปอยู่ชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือแล้วจะลำบากตรากตรำ ทำไมพี่สะใภ้ไปแล้วผิวพรรณกลับดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลกว่าตอนอยู่บ้านเราอีกคะเนี่ย?”
เหอเหวินจิ้งอายุมากกว่าเจียงถังสองปี
เพราะตระกูลเหอมีเธอเป็นลูกสาวคนเดียว เธอจึงสนิทสนมกับบรรดาพี่สะใภ้ทุกคน
โดยเฉพาะกับเจียงถังที่ดูน่ารักน่าทะนุถนอม เธอยิ่งเอ็นดูเป็นพิเศษ
เจียงถังเองก็ถูกชะตากับญาติผู้น้องคนนี้
“เธอก็สวยเหมือนกันนะจ๊ะ”
“คุณอา! ได้ยินไหมคะ? พี่สะใภ้ชมว่าหนูสวยด้วยแหละ!”
เหอเหวินจิ้งดีใจจนออกนอกหน้า
เหอลี่หัวมองค้อนหลานสาวตัวดีด้วยความหมั่นไส้ปนขบขัน “ลูกหลานบ้านเราจะขี้ริ้วขี้เหร่ได้ยังไงกัน เหวินจิ้งก็สวย ถังถังก็สวย สวยกินกันไม่ลงทั้งคู่นั่นแหละ”
หลังจากยืนคุยหยอกล้อกันอีกพักใหญ่ เหอเหวินจิ้งก็ทำท่าจะขอตัวกลับ
“อ้าว จะไม่กินข้าวเย็นด้วยกันก่อนเหรอ?”
เหอลี่หัวมองหลานสาวที่มาไวไปไวยิ่งกว่าพายุ
“ไม่ล่ะค่ะคุณอา”
เหอเหวินจิ้งโบกไม้โบกมือปฏิเสธ “หนูยังมีงานเอกสารค้างอยู่ที่โรงพักอีกเพียบเลยค่ะ พอดีได้ยินข่าวว่าฉีฮุยมาอาละวาดที่บ้านคุณอา หนูเลยรีบแวบมาดูเฉยๆ”
ต้องโทษที่เธอใจร้อนรีบวิ่งมา เลยฟังชาวบ้านเม้าท์ไม่จบว่าพี่ชายเธอกลับมาแล้วด้วย
แต่ยังดีที่บ้านนี้อยู่ไม่ไกลจากที่ทำงาน วิ่งกลับไปตอนนี้ก็ยังทันถมเถ
“กินข้าวก่อนสิ เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว” ลู่ฉางเจิงเอ่ยชวนตามมารยาท
เหอเหวินจิ้งส่ายหน้าดิก “ไม่เอาดีกว่าค่ะ เอาไว้รอพ่อหนูมา หรือตอนที่พี่กับพี่สะใภ้เข้าไปทำธุระในเมือง เราค่อยนัดกินข้าวกันพร้อมหน้าดีกว่า”
“คนงานรัดตัวแบบหนู ถ้าไม่จองคิวล่วงหน้า ไม่มีทางได้กินข้าวด้วยง่ายๆ หรอกนะคะ”
ขนาดจะกลับยังไม่วายทิ้งท้ายด้วยมุกตลก
เหอลี่หัวได้ยินแล้วก็อดไม่ได้ที่จะบ่นเรื่องเดิมๆ “เราน่ะนะ วันๆ บ้าแต่ทำงาน ยุ่งจนไม่มีเวลาหาแฟนแล้วเนี่ย”
“พ่อแม่เราเขียนจดหมายมาฟ้องอาประจำ บอกให้อาช่วยกล่อมเราหน่อย ให้รีบๆ หาสามีได้แล้ว”
“โธ่ คุณอาคะ ไม่ใช่ว่าหนูไม่อยากหาเสียหน่อย แต่คนแถวนี้มันไม่มีใครเข้าตาหนูเลยต่างหาก!”
โดนทวงถามเรื่องแต่งงาน เหอเหวินจิ้งก็ไม่ได้สะทกสะท้าน กลับตอบคุณอาไปอย่างมั่นใจว่าปัญหามันอยู่ที่มาตรฐานของเธอสูงต่างหาก
“ในเมืองคนตั้งเยอะแยะ ไม่มีใครเข้าตาเลยเหรอ? แล้วในตัวจังหวัดล่ะ? ก็ยังไม่ถูกใจอีก?” เหอลี่หัวส่ายหน้าอย่างอ่อนใจกับข้ออ้างของหลานสาว
“งั้นให้พี่ชายเราแนะนำหนุ่มๆ ในกองทัพทางโน้นให้เอาไหมล่ะ? เราจะได้ไปลองใช้ชีวิตสมบุกสมบันที่ตะวันตกเฉียงเหนือดูบ้าง?”
“อุ๊ย ถ้าได้แบบนั้นก็แจ๋วเลยสิคะ!” เหอเหวินจิ้งหันขวับไปยิ้มกว้างให้ลู่ฉางเจิง แล้วถามขึ้นมาจริงๆ จังๆ “พี่คะ ในค่ายพี่พอจะมีสหายร่วมรบที่ยังหนุ่มยังแน่น อนาคตไกล แล้วก็หน้าตาหล่อเหลาแนะนำให้หนูสักคนไหมคะ?”
[จบบท]