บทที่ 13: แผนการยุแยงตะแคงรั่ว
ลู่ฉางเจิงชะลอฝีเท้าลงจนหยุดนิ่ง สายตาคมกริบมองไปยังบุคคลที่ขวางทางอยู่
เจียงถังเองก็หยุดเดินตามแรงดึง ร่างเล็กเอียงคอเล็กน้อย ดวงตากลมโตฉายแววสงสัยขณะจ้องมองหญิงวัยกลางคนที่เดินปรี่เข้ามาหา
ในความทรงจำอันว่างเปล่าของเธอ... เธอไม่รู้จักมนุษย์ป้าคนนี้เลยสักนิด
แม้แต่ลู่ฉางเจิงเองก็นึกไม่ออกว่าเคยสนทนากับหล่อนตอนไหน
แต่ธรรมเนียมปฏิบัติในเขตบ้านพักทหารแห่งนี้ หากเจอใครที่ดูอาวุโสกว่าหรือหน้าตาล้ำวัยไปบ้าง การเรียกว่า ‘พี่สะใภ้’ ถือเป็นมารยาทพื้นฐานที่ปลอดภัยที่สุด
“พี่สะใภ้ มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ”
น้ำเสียงของลู่ฉางเจิงราบเรียบ ทว่าแฝงความห่างเหินไว้อย่างชัดเจนจนคนฟังน่าจะรู้ตัว
สวี่หงเหมยฉีกยิ้มกว้างจนเห็นริ้วรอยที่หางตา เธอเดินรุกคืบเข้ามาใกล้ สายตาเหลือบมองเจียงถังที่ยืนตาใสแป๋วอยู่ข้างๆ ด้วยแววตาประเมินค่า ท่าทางของหล่อนเหมือนมีเรื่องสำคัญอยากจะเอ่ย แต่ก็ทำทีเป็นอึกอักลำบากใจ คล้ายกับไม่อยากพูดต่อหน้าเจียงถังให้เสียมารยาท
การแสดงออกชัดเจนขนาดนี้ ใครมองไม่ออกก็บ้าแล้ว นี่มันท่าทางของคนเตรียมจะ ‘ใส่ไฟ’ ชัดๆ
ลู่ฉางเจิงขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความรำคาญใจ “ถ้าพี่สะใภ้ไม่มีธุระด่วนอะไร พวกผมขอตัวกลับบ้านก่อนนะครับ”
พอเขาส่งสัญญาณ เจียงถังก็พร้อมจะก้าวขาเดินหนีทันที ความร่วมมือของสองสามีภรรยาคู่นี้ช่างดีเยี่ยม
สวี่หงเหมยเห็นท่าไม่ดี สองคนนี้จะเมินกันดื้อๆ แบบนี้ไม่ได้นะ! หล่อนจึงเลิกเล่นละครทำท่าลำบากใจ แล้วรีบเปิดประเด็นทันที เพราะขืนชักช้าคงไม่ได้พูดสิ่งที่เตรียมมาแน่
หล่อนปรับสีหน้าให้ดูจริงจัง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามดัดให้ดูหวังดี “น้องลู่... แม่หนูเจียงคนนี้เป็นคนในเมืองเหรอจ๊ะ”
ลู่ฉางเจิงไม่คิดจะตอบคำถามซักไซ้ไล่เรียงนี้ เขายังคงย้อนถามคำเดิม “พี่สะใภ้มีธุระอะไรครับ”
“แหม... พี่ก็ไม่ได้มีธุระสำคัญอะไรหรอกนะ” สวี่หงเหมยจีบปากจีบคอ “ก็แค่รู้สึกว่าแม่หนูเจียงคนนี้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอายุน้อยเกินไป หรือทางบ้านไม่ได้อบรมสั่งสอนมาก็ไม่รู้ เธอถึงได้ทำตัวไม่น่าเอ็นดูเลยในเขตบ้านพักทหารเนี่ย เวลาพี่สะใภ้บ้านอื่นทักทาย เธอก็เชิดใส่ ไม่เคยขานรับสักคำ”
สวี่หงเหมยร่ายยาวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ราวกับตัวเองเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่กำลังอบรมสั่งสอนลูกหลานด้วยความเมตตาปรานี
“น้องลู่ พี่รู้ว่าเธอยังหนุ่มยังแน่น ผู้ชายวัยนี้ก็มักจะชอบผู้หญิงสวยๆ งามๆ เป็นเรื่องธรรมดา แต่เรื่องคู่ชีวิตที่จะมาแต่งงานด้วยเนี่ย... มันต้องคิดให้รอบคอบนะ”
ถ้อยคำของสวี่หงเหมยตีความได้ทางเดียว... เจียงถังมีดีแค่สวย แต่สมองกลวงและไร้มารยาท ไม่คู่ควรกับนายทหารอนาคตไกลอย่างลู่ฉางเจิง
หล่อนขยับเข้าไปใกล้ชายหนุ่มอีกนิด ลดเสียงลงเป็นกระซิบกระซาบเพื่อให้ได้ยินกันแค่สองคน “พี่มีน้องสาวคนหนึ่งนะ หน้าตาสะสวย ผิวพรรณผุดผ่อง แม้จะสวยสู้แม่หนูเจียงไม่ได้ แต่กริยามารยาทรับรองว่าไม่ด้อยกว่าใคร...”
สวี่หงเหมยพูดไปก็ขยิบตาให้ลู่ฉางเจิงไป หวังจะสื่อความนัยให้เขาเข้าใจ
ลู่ฉางเจิงหลุบตาลงต่ำ สายตาของเขาเลื่อนไปหยุดที่เจียงถัง... ภรรยาตัวน้อยของเขายังคงยืนทำหน้าใสซื่อบริสุทธิ์ไม่รู้อีโหน่อีเหน่
เมื่อเจียงถังรู้สึกว่าถูกจ้อง เธอก็เงยหน้าขึ้นสบตาเขา เอียงคอเล็กน้อยพร้อมแววตาที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม 'มองฉันทำไมเหรอ?'
เพียงแค่ได้เห็นดวงตาคู่ใสกระจ่างที่ไร้ซึ่งเล่ห์เหลี่ยม ความขุ่นเคืองในใจที่เกิดจากคำยุแยงของสวี่หงเหมยก็พลันสลายไป ลู่ฉางเจิงยิ้มมุมปากบางๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปบีบมือนุ่มของภรรยาเบาๆ แล้วคลายออก
“ขอบคุณสำหรับความหวังดีครับพี่สะใภ้”
เขาเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง คราวนี้สายตาที่มองไปยังสวี่หงเหมยเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
สวี่หงเหมยไม่ได้คิดไปเอง... บรรยากาศรอบตัวชายหนุ่มเย็นเยียบลงจนน่าขนลุก สายตาเรียวยาวคู่นั้นมองมาที่หล่อนราวกับมีมีดน้ำแข็งพุ่งออกมา
นี่หล่อนพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า?
สวี่หงเหมยเริ่มหน้าเสีย
ลู่ฉางเจิงไม่ปล่อยให้หล่อนสงสัยนาน เขาประกาศจุดยืนชัดเจน
“ภรรยาของผมอาจจะไม่เจนจัดเรื่องมารยาททางสังคมเหมือนญาติของพี่สะใภ้ เพราะพื้นฐานครอบครัวและการเติบโตที่ต่างกัน แต่สำหรับผม... เธอคือคนที่ดีที่สุดเสมอ ไม่ว่าใครหน้าไหนก็มาแทนที่เธอไม่ได้ครับ”
คำประกาศิตของชายหนุ่มเล่นเอาคนฟังอึ้ง... นี่ขนาดยังไม่จัดงานแต่ง แค่ยื่นเรื่องรายงานไป ก็เรียก ‘ภรรยา’ ได้เต็มปากเต็มคำขนาดนี้เชียวหรือ?
สวี่หงเหมยหน้าชาเหมือนโดนตบ “ผู้... ผู้กองลู่ คุณมีอนาคตไกลนะ การมีภรรยาที่เป็นช้างเท้าหลังที่ดี จะช่วยส่งเสริม...”
“ช้างเท้าหลัง?”
เจียงถังที่ยืนฟังตาปริบๆ มาตลอด ในที่สุดก็จับใจความสำคัญได้
ร่างเล็กขยับตัวขึ้นมาเผชิญหน้า ทำสีหน้าจริงจังขึงขังแล้วเริ่มอธิบายฉอดๆ
“คุณป้าคะ คุณป้าคิดว่าฉันเป็นช้างเท้าหลังที่ดีไม่ได้ใช่ไหมคะ”
“ถ้าเรื่องนั้นไม่ต้องห่วงเลยค่ะ ฉันรู้ดีว่าช้างเท้าหลังหรือภรรยาที่ดีต้องทำอะไรบ้าง!” เจียงถังตอบด้วยความมั่นใจเกินร้อย เพราะคำคำนี้เธอเพิ่งอ่านเจอในหนังสือเมื่อเช้านี้เอง สมองเธอยังจำได้แม่นเป๊ะทุกตัวอักษร
“ปรนนิบัติสามี อบรมสั่งสอนบุตร แบ่งเบาภาระสามี ร่วมทุกข์ร่วมสุขประคับประคองครอบครัว ไม่ว่าจะยามมั่งมีหรือยากจน ก็จะไม่ทอดทิ้งกัน จะถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรไปจนแก่เฒ่า”
“เรื่องพวกนี้ฉันทำเป็นหมดค่ะ คุณป้าไม่ต้องกังวลแทนสามีฉันนะคะ”
เจียงถังพูดด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆ
ถึงแม้สวี่หงเหมยจะตั้งใจนินทาเธอระยะเผาขน แต่เจียงถังผู้ใสซื่อ(หรือแกล้งซื่อ?) กลับไม่โกรธเคืองแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังสาธยายคุณสมบัติภรรยาดีเด่นให้ฟังเป็นฉากๆ
ชาวบ้านร้านตลาดที่ยืนมุงดูอยู่แถวนั้นถึงกับกลั้นขำจนหน้าแดง ไม่รู้จะสงสารป้าสวี่หรือจะขำความซื่อของเจียงถังดี
แต่สวี่หงเหมยไม่ขำด้วย หล่อนมั่นใจว่านังเด็กนี่ต้องแกล้งโง่หลอกด่าหล่อนแน่ๆ ความโกรธแล่นริ้วขึ้นหน้าจนหล่อนเผลอหลุดปากตำหนิเจียงถังตรงๆ
“นี่แม่หนูเจียง! เธอเป็นแฟนของน้องลู่ น้องลู่เขาเรียกฉันว่า ‘พี่สะใภ้’ แต่เธอกล้าดียังไงมาเรียกฉันว่า ‘ป้า’ แบบนี้ฮะ? มันข้ามรุ่นเกินไปไหม? มารยาทพื้นฐานแค่นี้ไม่มีใครสอนหรือไง!”
“มารยาทพื้นฐานเหรอคะ?”
เจียงถังกระพริบตาปริบๆ ทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก “หรือนี่คือสิ่งที่เขาเรียกว่า... คนเราดูกันที่หน้าตาไม่ได้?”
“ก็คือ... ถึงแม้อีกฝ่ายจะหน้าตาล้ำวัยไปมาก เหมือนคุณยายแก่ๆ แต่เราจะไปเรียกเขาว่าป้าหรือยายตามสภาพหน้าตาที่เห็นไม่ได้ ใช่ไหมคะ?”
สิ้นคำถามซื่อๆ นั้น เหมือนมีระเบิดลงกลางวงสนทนา
เจียงถังพยักหน้าหงึกหงักเหมือนเพิ่งบรรลุสัจธรรม หันไปถามลู่ฉางเจิงเพื่อความแน่ใจ “เป็นแบบนี้ใช่ไหมลู่ฉางเจิง? ไม่ควรเรียกคนตามสภาพหน้าตา นี่คือความหมายของสุภาษิตที่ว่า ‘คนเราดูกันที่หน้าตาไม่ได้’ ใช่ไหม?”
ลู่ฉางเจิงเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ไหล่หนาสั่นไหวเล็กน้อยจากการพยายามกลั้นขำสุดชีวิต
แต่จางหงอิงที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ทนไม่ไหวอีกต่อไป หล่อนระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น “ฮ่าๆๆๆๆ โอ๊ยตายแล้ว สหายเจียง! คำอธิบายของเธอนี่มัน... สมเหตุสมผล! สมเหตุสมผลที่สุดเลยจ้ะ!”
พอมีคนสนับสนุน รอยยิ้มของเจียงถังก็ยิ่งหวานเชื่อม “พี่สะใภ้เป็นถึงคุณครู มีความรู้เยอะ ถ้าพี่สะใภ้บอกว่าใช่ ก็ต้องใช่แน่นอนค่ะ!”
พูดจบ เธอก็หันขวับกลับมาหาสวี่หงเหมย ยืดตัวตรงแล้วโค้งคำนับขอโทษอย่างนอบน้อมจริงใจสุดๆ
“ขอโทษค่ะพี่สะใภ้ ฉันผิดเองที่ไม่รู้มารยาท ดันไปเห็นว่าหน้าคุณแก่แล้วเลยเผลอเรียกคุณว่าป้า ขอโทษจริงๆ ค่ะ หวังว่าคุณจะไม่ถือสาคนไม่รู้อย่างฉันนะคะ”
เจียงถังโค้งตัวค้างไว้ แสดงความสำนึกผิดแบบจัดเต็ม
เจอไม้นี้เข้าไป อย่าว่าแต่สวี่หงเหมยเลย เป็นใครก็ไปไม่เป็น จะด่าต่อก็เหมือนรังแกเด็กปัญญาอ่อน จะโกรธก็เหมือนยอมรับว่าตัวเองหน้าแก่จริง
สวี่หงเหมยโกรธจนหน้าดำหน้าแดง ยืนตัวสั่นเทิ้มเหมือนเจ้าเข้า
นิ้วชี้ที่ชี้หน้าเจียงถังสั่นระริก ริมฝีปากพะงาบๆ แต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา เพราะจุกจนพูดไม่ออก
เจียงถังเงยหน้าขึ้นมามองด้วยความงุนงง... ก็ขอโทษเรื่องตัดสินคนที่หน้าตาไปแล้วนี่นา ทำไมป้าแกยังดูโกรธจะเป็นจะตายอยู่อีก? มนุษย์นี่เข้าใจยากจริงหนอ
เธอยืนขมวดคิ้วด้วยความกลุ้มใจ
ลู่ฉางเจิงเห็นว่าภรรยาตัวแสบ(โดยไม่รู้ตัว) จัดการคู่กรณีจนอยู่หมัดแล้ว ก็ไม่อยากเสียเวลาอีก เขาเตรียมจะพาเธอกลับบ้านไปทำมื้อเย็น
แต่จังหวะที่กำลังจะก้าวขา ก็มีเสียงหวานเจี๊ยบดัดจริตดังแทรกขึ้นมา
“สหายเจียงถังคะ... คุณป้าของฉันแกเรียนมาน้อย การที่คุณจงใจฉีกหน้าแกให้ขายหน้าต่อธารกำนัลแบบนี้... มันไม่น่ารักเลยนะคะ”
เจียงถังร้อง “อ๋อ” เบาๆ แล้วเงยหน้ามองหาต้นเสียง
ภาพที่ปรากฏคือหญิงสาวในชุดกระโปรงยาวลายดอกไม้เล็กๆ พื้นสีขาวสะอาดตา กำลังเดินนวยนาดเข้ามาด้วยท่วงท่าที่ดูอ่อนแอและบอบบางราวกับจะปลิวไปตามลม
ทำไมเจียงถังถึงดูออกว่าหล่อนอ่อนแอน่ะเหรอ?
ก็เพราะท่าทางของหล่อน มันเหมือนกับต้นหลิวที่ตีนเขาเมื่อชาติที่แล้วไม่มีผิดเพี้ยน
พอลมพัดมาวูบหนึ่ง กิ่งก้านก็โอนเอนโยกไหวไปมา...
ไอ้ท่าทางโอนเอนจะล้มแหล่ไม่ล้มแหล่นั่น... เหมือนกับสหายหญิงที่กำลังเดินตรงมาเปี๊ยบเลย!
เจียงถังมองแล้วก็หมดความสนใจทันที เธอหันขวับไปลูบท้องแบนราบของตัวเอง แล้วเงยหน้าอ้อนสามี “ลู่ฉางเจิง กลับบ้านกันเถอะ ฉันหิวจนไส้กิ่วแล้ว”
สวี่ลี่ฮวาที่อุตส่าห์แต่งองค์ทรงเครื่องมาเต็มยศ ถูกเมินข้ามหัวไปอย่างสมบูรณ์แบบ
หญิงสาวกัดริมฝีปากล่างด้วยความเจ็บใจ ก่อนจะรีบเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงตัดพ้อระคนไม่ยอมแพ้ “สหายเจียงถัง! คุณไม่อยากรู้เหรอคะว่าฉันเป็นใคร?”
[จบบท]