บทที่ 164: วันมงคลของน้องสาว
เรื่องนี้อย่าว่าแต่คนอื่นจะรู้สึกเสียดายเลย แม้กระทั่งตัวของจางหงอิงเองก็ยังอดคิดมากไม่ได้ เพราะในยุคสมัยนี้ราคาของผ้าตัดชุดไม่ใช่ถูกๆ เสื้อคลุมทหารของผู้ชายต้องใช้เนื้อผ้ามากกว่าของผู้หญิงอยู่หลายส่วน ซึ่งส่วนต่างเหล่านั้นหากตีค่าออกมาก็เป็นเงินและคูปองจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับคนเป็นแม่บ้านแม่เรือนอย่างจางหงอิงแล้ว การต้องมาสิ้นเปลืองทรัพยากรไปโดยใช่เหตุเป็นเรื่องที่ทำใจได้ยาก
เจียงถังไม่ได้มีความคิดละเอียดอ่อนเรื่องปากท้องเช่นนั้น ทันทีที่ได้ฟังการวิเคราะห์อย่างจริงจังของจางหงอิง เธอก็ขมวดคิ้วมุ่นพลางครุ่นคิดตาม ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความข้องใจ
“แต่ว่าเสื้อคลุมทหารของผู้ชายตัวใหญ่โคร่งเลยนะคะ ถ้าไม่เปลี่ยนแล้วจะใส่ยังไงไหว”
หากลู่ฉางเจิงยืนกรานไม่ยอมเปลี่ยนเป็นแบบผู้หญิง แล้วเอาเสื้อคลุมไซส์ยักษ์ของเขามาให้เธอใส่ สภาพของเธอตอนสวมมันคงดูไม่จืด ชายเสื้อคงยาวลากลงไปกองระพื้นจนถึงหลังเท้า จะขยับตัวทำอะไรก็คงติดขัดไปหมด
“แม่น้องสาวคนซื่อ เวลานี้เขาไม่มานั่งห่วงสวยห่วงหล่อกันหรอก ขอแค่ใส่แล้วอุ่นกายก็พอแล้ว ใครเขาจะมานั่งจับผิดว่าเธอใส่ชุดพอดีตัวหรือเปล่ากันเล่า”
จางหงอิงพูดกลั้วหัวเราะด้วยความเอ็นดูในความคิดของหญิงสาวรุ่นน้อง
ทว่าเจียงถังยังคงส่ายหน้าไม่เห็นด้วย
“ต้องเอาที่พอดีตัวสิคะ ไม่อย่างนั้นเวลาปั่นจักรยานไปทำงานจะลำบากแย่ ถ้าใส่เสื้อที่ยาวเกินไป เวลาเดินก็จะดูเหมือนเป็ด เดินเตาะแตะต้วมเตี้ยมไม่สวยงามเลยค่ะ”
ถึงอย่างไรเธอก็ยังเป็นวัยรุ่นสาว ย่อมต้องให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ของตัวเองเป็นธรรมดา จางหงอิงได้แต่ยิ้มพลางส่ายหน้าเบาๆ และไม่ได้คะยั้นคะยอในเรื่องนี้อีก
ทั้งสองช่วยกันตระเตรียมความพร้อมในเรือนหอจนเสร็จเรียบร้อยในเวลาต่อมา
คืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายที่เหอเหวินจิ้งจะนอนพักที่บ้านของพวกเขา เพราะในวันพรุ่งนี้สถานะของเด็กสาวจะเปลี่ยนไป และต้องย้ายเข้าไปอยู่ที่บ้านฝั่งตรงข้ามในฐานะภรรยาของใครบางคน
ตกดึกบรรยากาศเงียบสงบ เจียงถังนอนอยู่ในผ้าห่มอุ่นพลางปรึกษากับลู่ฉางเจิงเรื่องของขวัญวันแต่งงาน เธอลังเลว่าควรจะใส่ซองให้เหอเหวินจิ้งเป็นจำนวนเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสมที่สุด ซึ่งชายหนุ่มก็โยนอำนาจการตัดสินใจให้เธอจัดการได้เลย
เจียงถังขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นนั่ง เอื้อมมือผ่านอกแกร่งของลู่ฉางเจิงไปเปิดลิ้นชักที่ตู้หัวเตียง เธอหยิบกล่องขนมปังกรอบซึ่งเป็นที่ซ่อนสมบัติส่วนตัวออกมา จากนั้นก็นับธนบัตรใบละสิบหยวนออกมาจำนวนสิบใบอย่างตั้งใจ
“หนึ่งร้อยหยวนดีไหมคะ”
พวกเขาเป็นถึงพี่ชายและพี่สะใภ้ จะให้ใส่ซองแค่ห้าหยวนเหมือนคนทั่วไปก็คงจะดูน่าเกลียด ตอนที่เธอแต่งงานเข้าตระกูลลู่ ป้าสะใภ้และญาติผู้ใหญ่ต่างก็ให้เงินขวัญถุงเธอมาตั้งสองร้อยหยวน ดังนั้นเธอแบ่งให้เหอเหวินจิ้งสักหนึ่งร้อยหยวนก็น่าจะเป็นตัวเลขที่สวยงาม
ลู่ฉางเจิงมองภรรยาตัวน้อยด้วยสายตาอ่อนโยน เขาไม่มีความเห็นขัดแย้งแต่อย่างใด
“ทางแม่ก็ได้ให้เงินก้นถุงกับเหวินจิ้งไปส่วนหนึ่งแล้ว คุณจะให้อีกเท่าไหร่ก็ไม่มีปัญหาหรอกครับ ตามใจคุณเลย”
“งั้นก็หนึ่งร้อยหยวนตามนี้ค่ะ”
เจียงถังนับเงินทวนอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ แล้วบรรจงพับใส่ลงในซองกระดาษสีแดงที่ป้าสะใภ้เคยให้มาเมื่อคราวก่อน เตรียมไว้เพื่อจะมอบให้เหอเหวินจิ้งในวันพรุ่งนี้ เมื่อจัดการธุระเสร็จสิ้น เธอจึงเก็บกล่องขนมปังกรอบเข้าที่เดิม แล้วมุดตัวลงมานอนซุกในอ้อมกอดอุ่น
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องเข้ามาพร้อมกับบรรยากาศภายในบ้านที่เต็มไปด้วยความคึกคักมีชีวิตชีวา
จี้หมิงเวยและเติ้งผิงนัดแนะกันเดินทางมาที่บ้านแต่เช้าตรู่ เพื่อร่วมแสดงความยินดีและช่วยเจ้าสาวแต่งตัว
เสี่ยวหยวนเป่าติดตามแม่ของเขามาด้วย ทันทีที่มาถึงเจ้าเด็กแสบก็รีบวิ่งปรี่ไปจูงมือยายา พาพี่สาวตัวน้อยไปกระซิบกระซาบคุยกันที่มุมห้อง ไม่รู้ว่าเจ้าตัวดีไปสรรหาคำพูดอะไรมาหยอด ยายาถึงได้หัวเราะคิกคักชอบใจไม่หยุด
นับว่าเป็นโชคดีที่เสวี๋ยว่านหมินออกไปตรวจความเรียบร้อยที่โรงอาหารแล้ว ไม่อย่างนั้นหากเขามาเห็นฉากบาดตาบาดใจนี้เข้า เห็นลูกสาวสุดที่รักถูกเด็กชายตัวแสบหลอกล่อจนหัวเราะร่าขนาดนี้ คุณพ่อขี้หวงคงได้อกแตกตายคาที่แน่
เจียงถังยืนกอดอกมองเสี่ยวหยวนเป่าอยู่ห่างๆ พลางบ่นอุบในใจว่า โชคดีที่เธอยังไม่มีลูก ไม่เช่นนั้นลูกของเธออาจจะถูกเจ้าเด็กเจ้าแผนการคนนี้หลอกต้มตุ๋นเอาได้ง่ายๆ เป็นแน่
ไม่นานนัก ประตูห้องนอนก็เปิดออก เหอเหวินจิ้งในชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวตัวใหม่เอี่ยมเดินออกมาอย่างขัดเขิน เธอถักผมเปียสองข้างทิ้งตัวลงมาอย่างเรียบร้อย ที่หน้าอกติดดอกไม้ผ้าแพรสีแดงสด ริมฝีปากแต้มด้วยสีชมพูระเรื่อขับให้ใบหน้าดูสว่างไสว เดิมทีเธอก็เป็นคนเครื่องหน้าสวยคมอยู่แล้ว เพียงแค่เติมสีสันเข้าไปนิดหน่อย ก็ดูสวยสง่าจนคนมองตาค้าง
จี้หมิงเวยและเพื่อนสาวคนอื่นๆ ต่างพากันแซวว่าเหอเหวินจิ้งสวยหยาดเยิ้มขนาดนี้ มิน่าล่ะเฉิงกั๋วหย่วนถึงได้ร้อนรนรีบยื่นเรื่องขออนุมัติบ้านเพื่อจะแต่งงานให้เร็วที่สุด กลัวใครจะมาแย่งไปหรืออย่างไร
คำแซวนั้นทำให้เหอเหวินจิ้งเขินอายจนหน้าแดงก่ำ ก้มหน้ามองพื้นทำตัวไม่ถูก จางหงอิงเห็นท่าไม่ดีจึงยิ้มและปรามให้ทุกคนเลิกแกล้งเจ้าสาว แล้วให้รีบเตรียมตัวกันเสียที เพราะได้เวลาที่เจ้าบ่าวจะมารับตัวแล้ว
ทันทีที่สิ้นเสียงพูด เสียงโห่ร้องเจี๊ยวจ๊าวของเด็กๆ ก็ดังลอยมาจากด้านนอก
“แต่งงานแล้ว! แต่งงานแล้ว! รับเจ้าสาวกันเถอะ! เจ้าบ่าวมาแล้ว!”
เสียงโห่ร้องดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่หน้าลานบ้านตระกูลลู่
เนื่องจากระยะทางบ้านของทั้งสองฝ่ายอยู่ใกล้กันแค่เอื้อม เรียกได้ว่าเป็นประตูตรงข้ามกันเลยทีเดียว ดังนั้นหลังจากปรึกษาหารือกันแล้ว พวกเขาจึงตกลงกันว่าเมื่อรับตัวเจ้าสาวแล้ว ขบวนจะปั่นจักรยานวนรอบเขตบ้านพักทหารหนึ่งรอบเพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนจะวนกลับมาที่เรือนหอ เมื่อทำพิธีส่งตัวเข้าหอเสร็จสรรพ ก็จะพากันไปกินเลี้ยงฉลองที่โรงอาหาร
เฉิงกั๋วหย่วนพาชายหนุ่มฉกรรจ์ที่ยังโสดเจ็ดแปดคน ซึ่งล้วนแต่สวมชุดทหารตัดผมเกรียนเหมือนกันหมด ขี่จักรยานตั้งขบวนออกจากโรงอาหาร มุ่งหน้ามาตามถนนสู่บ้านตระกูลลู่ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
วันนี้ฟ้าฝนช่างเป็นใจ แม้อากาศจะยังหนาวเย็นยะเยือก แต่บนท้องฟ้ากลับมีแสงแดดสาดส่องลงมาให้ความอบอุ่น เด็กๆ ในเขตบ้านพักวันนี้เป็นวันหยุดไม่ต้องไปโรงเรียน พอเห็นเจ้าบ่าวมารับเจ้าสาว ก็พากันวิ่งตามขบวนจักรยาน ส่งเสียงเชียร์กันเกรียวกราวอย่างสนุกสนาน
เจ้าสาวที่เดิมทีมีเพียงความเขินอาย พอได้ยินเสียงเอิกเกริกจากด้านนอก ก็เริ่มรู้สึกตื่นเต้นและประหม่าจนมือไม้เย็นเฉียบ เธอก้มหน้ามองปลายเท้าตัวเอง ยืนนิ่งทำตัวไม่ถูก
“เหวินจิ้ง”
เสียงทุ้มต่ำของลู่ฉางเจิงดังขึ้นที่ด้านข้าง เรียกสติของน้องสาวให้กลับคืนมา
เหอเหวินจิ้งเงยหน้าขึ้นสบตากับลู่ฉางเจิงและเจียงถังที่เดินเข้ามาหา
“พี่สะใภ้ พี่รอง...”
“แต่งงานออกไปแล้ว ก็ไม่ใช่ตัวคนเดียวอีกต่อไป จะทำอะไรต้องคิดหน้าคิดหลัง ไตร่ตรองให้ดีก่อนตัดสินใจ”
ลู่ฉางเจิงตีสีหน้าเคร่งขรึม วางมาดความเป็นพี่ชายผู้ปกครองอย่างเต็มที่ ส่วนเจียงถังที่เกาะแขนเขาอยู่ กลับมีรอยยิ้มหวานหยดประดับอยู่บนใบหน้าตลอดเวลา สีหน้าของทั้งสองคนช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เดิมทีเหอเหวินจิ้งนึกว่าพี่ชายจะเทศนาสั่งสอนตามธรรมเนียมว่าแต่งงานไปแล้วต้องปฏิบัติตัวเป็นภรรยาที่ดีอย่างไร ต้องอยู่ในโอวาทสามีแค่ไหน แต่คาดไม่ถึงว่าลู่ฉางเจิงจะหยุดเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลง
“หลังจากที่เธอไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้ว ไม่ว่าเธอจะตัดสินใจอย่างไร จำไว้ว่าพี่กับพี่สะใภ้ก็จะสนับสนุนเธอเสมอ”
คำพูดนั้นทำให้เหอเหวินจิ้งน้ำตาคลอเบ้า แต่ยังไม่ทันที่เธอจะซาบซึ้งใจจนน้ำตาไหล เจียงถังก็พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงขึงขัง
“ใช่แล้ว! ถ้าสหายเฉิงกั๋วหย่วนกล้ารังแกเธอ เธอก็หอบผ้าผ่อนกลับมาบ้านเราได้เลยนะ ฉันกับพี่ชายของเธอจะช่วยกันจัดการเขาเอง” เจียงถังหันขวับไปมองสามี “คุณสู้คนเป็นใช่ไหมคะ”
เพื่อความแน่ใจ เจียงถังจึงหันไปถามลู่ฉางเจิงทันทีหลังจากประกาศกร้าว
ชายหนุ่มที่เดิมทีพยายามรักษามาดขรึม เพียงวินาทีเดียวรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นทั้งในแววตาและมุมปากอย่างกลั้นไม่อยู่
“สู้ไม่เป็นก็ไม่เป็นไรค่ะ” เจียงถังชิงตอบเองเสร็จสรรพ พร้อมกับชูกำปั้นน้อยๆ ของเธอขึ้นมาแกว่งไปมา “แค่ฉันคนเดียวก็เอาอยู่แล้ว รับรองหมัดเดียวจอด”
ลู่ฉางเจิงได้แต่หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกกับความห้าวหาญของภรรยา ส่วนเหอเหวินจิ้งที่กำลังซาบซึ้งใจน้ำตาปริ่ม ก็ต้องหลุดขำพรืดออกมาเพราะคำพูดของพี่สะใภ้ ความซาบซึ้งจึงเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะแห่งความสุข
“ค่ะ หนูจำไว้แล้ว ขอบคุณพี่สะใภ้มากนะคะ ถ้าหนูโดนรังแกเมื่อไหร่ หนูจะรีบแจ้นกลับมาฟ้องให้พี่สะใภ้ช่วยไปจัดการเขาให้”
“อื้ม ดีมาก ยังไงบ้านก็อยู่แค่ตรงข้ามกัน ใกล้นิดเดียวเอง”
เจียงถังพยักหน้าหงึกหงักทำหน้าจริงจังราวกับกำลังวางแผนรบ
“ถ้าเธอโดนรังแกก็วิ่งกลับมาเลย ถ้าเขากล้าตามเข้ามาตีคนในบ้านเรา นั่นถือว่าผิดกฎหมายข้อหาบุกรุกและทำร้ายร่างกายนะ แจ้งตำรวจจับได้เลย”
เจียงถังอ่านหนังสือมามากมายหลายประเภท หนังสือเกี่ยวกับความรู้ด้านกฎหมายเธอก็เคยผ่านตามาบ้าง รู้ว่าการบุกรุกเข้ามาทำร้ายร่างกายผู้อื่นในเคหสถานนั้นเป็นเรื่องใหญ่โต
สองพี่น้องต่างมองหน้ากันแล้วยิ้มขำในความน่ารักของเจียงถัง
“มาแล้ว! มาแล้ว! เจ้าบ่าวมาถึงหน้าประตูแล้ว เหวินจิ้งเตรียมตัวพร้อมหรือยัง”
จางหงอิงหันกลับมาจากหน้าลานบ้าน ตะโกนส่งสัญญาณเข้ามาในห้องด้วยความตื่นเต้น
จี้หมิงเวยและคนอื่นๆ รีบกุลีกุจอเข้ามาช่วยตรวจดูความเรียบร้อยให้เหอเหวินจิ้งอีกครั้ง จัดดอกไม้และเสื้อผ้าให้เข้าที่ เมื่อแน่ใจว่าเจ้าสาวสวยสมบูรณ์แบบ ลู่ฉางเจิงจึงจูงมือเหอเหวินจิ้งพาเดินออกจากห้องไปส่งตัว
“เดี๋ยวก่อนค่ะ!”
เจียงถังร้องทักขึ้นมาเสียงหลง เธอเกือบจะลืมให้ซองแดงไปเสียสนิท ร่างเล็กๆ รีบวิ่งถลาเข้าไปหา ยัดซองแดงที่เตรียมไว้ใส่มือของเหอเหวินจิ้ง และกำชับเสียงหนักแน่น
“เก็บไว้ให้ดีนะ นี่เป็นทุนสำรองฉุกเฉิน”
“พี่สะใภ้ นี่มัน...”
เหอเหวินจิ้งมองซองในมือด้วยความเกรงใจ ช่วงนี้เธอมาพักอาศัยอยู่บ้านพี่สะใภ้ กินอยู่ก็เป็นของพี่สะใภ้ทั้งนั้น แล้วจะให้เธอกล้ารับเงินจากพวกเขาอีกได้อย่างไร
“รับไปเถอะ แล้วก็รีบไปได้แล้ว”
เจียงถังไม่เปิดโอกาสให้เหอเหวินจิ้งได้ปฏิเสธหรือคืนของ ดันหลังเร่งให้เธอรีบเดินออกไป เฉิงกั๋วหย่วนที่มีดอกไม้แดงดอกใหญ่ติดอยู่ที่หน้าอก ยืนยิ้มแป้นรอรับเจ้าสาวอยู่ท่ามกลางการห้อมล้อมของผู้คนและเสียงเชียร์ที่ดังกระหึ่ม
[จบบท]