บทที่ 194: ภรรยาของผมอายุมากกว่าเจ็ดร้อยปี
“ไม่ใช่ว่าฉันอยากหรือไม่อยากนะคะ แต่พวกเขาทำผิดก็ต้องถูกส่งตัวไปดัดนิสัยที่ฟาร์ม กฎก็ต้องเป็นกฎ จะเปลี่ยนกันง่ายๆ ได้ยังไง”
สำหรับเจียงถังแล้ว กฎหมายและข้อบังคับคือสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์และไม่อาจละเมิดได้
จะให้ละเว้นเพียงเพราะอีกฝ่ายเป็นถึงรองผู้จัดการโรงงาน หรือมีตำแหน่งใหญ่โตก็คงไม่ได้ หากทำแบบนั้นกฎระเบียบจะมีไว้ทำไม
ลู่ฉางเจิงฟังแล้วรอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งกว้างขึ้น สายตาที่มองภรรยาเต็มไปด้วยความเอ็นดู “ที่รักของผมช่างเป็นคนมีเหตุผลจริงๆ”
“ฉันฉลาดมากเลยนะจะบอกให้ ไม่อย่างนั้นฉันจะทำตลับลูกปืนออกมาได้ยังไง จริงไหมคะ” หญิงสาวพูดพร้อมยืดอกภูมิใจ
ก่อนหน้านี้ในช่วงก่อนปีใหม่ เจียงถังได้ร่วมมือกับฉินกั๋วเซิงวิจัยและผลิตตลับลูกปืนรุ่นใหม่ออกมาจนสำเร็จ แถมยังผ่านการทดสอบแรงดันเป็นที่เรียบร้อย
ทางโรงงานเครื่องจักรกลยังระแคะระคายเรื่องนี้ แต่ตลับลูกปืนรุ่นดังกล่าวได้เริ่มเดินสายการผลิตที่โรงงานในค่ายทหารไปแล้ว
นี่ไม่ใช่ว่าพวกเธออยากจะข้ามหน้าข้ามตาโรงงานต้นสังกัด แต่เป็นเพราะสถานการณ์ภายในโรงงานเครื่องจักรกลตอนนี้ยังไม่เอื้อต่อการวิจัยและพัฒนา ฉินกั๋วเซิงเองก็ยังไม่กล้าเสี่ยงที่จะเปิดเผยผลงานในตอนนี้
ทางออกที่ดีที่สุดคือการไหว้วานให้โรงงานทหารของลู่ฉางเจิงช่วยผลิตล็อตเล็กๆ ออกมาสำรองไว้ก่อน
รอให้กวาดล้างพวกเหลือบไรในโรงงานเครื่องจักรกลจนสะอาดเรียบร้อย เมื่อนั้นพวกเธอถึงจะทุ่มเทกำลังผลิตด้วยตัวเองอย่างเต็มภาคภูมิ
และเพราะได้รับความช่วยเหลือจากลู่ฉางเจิง ทำให้พวกเธอจับหางของสวี่กั๋วชางได้ และได้ล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริงของหลัวหลิง
โรงงานเครื่องจักรกลคงอีกไม่นานเกินรอที่จะได้วิจัยและพัฒนาด้วยตัวเอง เพื่อก้าวไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเทคโนโลยีของชาติ
“แล้วเด็กดีจะเปิดโปงพวกเขาเมื่อไหร่ล่ะครับ” ลู่ฉางเจิงถามต่อ
เจียงถังเอียงคอคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจ “พรุ่งนี้ฉันต้องเดินทางไปดูงานที่ตัวจังหวัดกับอาจารย์ อีกสามวันถึงจะกลับ เอาไว้ฉันบอกอาจารย์ตอนนั้นดีกว่าค่ะ”
เธอวางแผนว่าจะใช้โอกาสตอนที่เดินทางไปกับฉินกั๋วเซิง แอบกระซิบเรื่องนี้ให้เขารู้เงียบๆ
ทำแบบนี้หลัวหลิงก็หมดสิทธิ์แอบฟัง และความลับก็จะไม่มีทางรั่วไหลไปถึงหูสวี่กั๋วชางแน่นอน
ลู่ฉางเจิงพยักหน้าเห็นด้วย
“เจียงถังของผมโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะเนี่ย รู้จักวางแผนคิดการณ์ไกลขนาดนี้”
พอน้องสมุนไพรพันปีได้ยินคำว่า 'โตแล้ว' ก็ทำแก้มป่องไม่พอใจทันที เธอยกนิ้วมือขึ้นมานับยิกๆ แล้วอธิบายด้วยสีหน้าจริงจังขึงขัง
“ฉันโตมาตั้งนานแล้วนะลู่ฉางเจิง ฉันอายุมากกว่าคุณตั้ง หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด... ฉันแก่กว่าคุณตั้งเจ็ดร้อยเจ็ดสิบสามปีเลยนะ”
“ถ้าจะนับตามลำดับญาติของมนุษย์ คุณต้องเรียกฉันว่า คุณทวด ของทวด ของทวด ของทวด ของทวด... ต้องเติมคำว่าทวดตรงกลางไปอีกยาวเหยียด แล้วค่อยลงท้ายว่าคุณย่าทวดนะคะ”
ลู่ฉางเจิงถึงกับใบ้กิน...
เขาแค่อยากจะเอ่ยปากชมภรรยาตัวน้อยว่ามีความคิดความอ่านเป็นผู้ใหญ่ แต่ดันลืมไปว่าแม่คุณเป็นคนซื่อ(บื้อ)ขนาดไหน
แค่เผลอนิดเดียว เธอก็เอาเรื่องอายุมาข่มเขาเสียแล้ว แถมไล่ลำดับญาติจนเขากลายเป็นเหลนโหลนรุ่นที่สิบกว่าของเธอไปเสียฉิบ
ความรู้สึกตอนที่มีภรรยาเป็นบรรพบุรุษนี่ มันช่างอธิบายยากเสียจริง
โชคดีที่นายทหารหนุ่มไหวพริบดีเป็นเลิศ พอเห็นว่าบทสนทนาเริ่มจะออกทะเลไปไกล เขาก็รีบคว้าของในมือเธอไปวางไว้บนโต๊ะข้างเตียง แล้วหันกลับมารวบตัวภรรยาเข้ามากอดพร้อมกดจมูกหอมแก้มฟอดใหญ่
“ดึกแล้วพวกเรานอนกันดีกว่านะครับ พรุ่งนี้คุณยังต้องตื่นเช้าไปดูงาน คืนนี้ต้องรีบพักผ่อนรู้ไหม”
“หืม... นอนเฉยๆ เหรอคะ ไม่ทำเรื่องอื่นเหรอ” หญิงสาวตาใสถามซื่อๆ
ดวงตากลมโตดำขลับคู่นั้นส่องประกายวิบวับ ยิ่งจ้องมองก็ยิ่งเหมือนมีแรงดึงดูดประหลาดที่ทำให้คนมองไม่อาจถอนสายตา
ลู่ฉางเจิงหลุดหัวเราะในลำคอ “ทำสิครับ เรื่องธรรมชาติของสามีภรรยา ยังไงก็ต้องทำ”
“โอเคค่ะ!”
ไฟในห้องดับลงพร้อมกับเสียงพูดคุยที่เงียบหายไป เหลือเพียงเสียงลมหายใจและเสียงการเคลื่อนไหวของคนสองคนบนเตียง
ชายหนุ่มที่ดำรงตำแหน่งรองผู้บังคับการไม่จำเป็นต้องลงมาฝึกซ้อมร่วมกับพลทหารทุกวัน แต่เพื่อรักษาสภาพร่างกายให้ฟิตเปรี๊ยะ เขายังคงยืนกรานที่จะแบกน้ำหนักวิ่งพร้อมกับลูกน้องในทุกเช้า
ตามปกติแล้ว การฝึกหนักขนาดนั้นย่อมทำให้ร่างกายอ่อนล้า
แต่สำหรับลู่ฉางเจิง นอกจากจะไม่เพลียแล้ว เขายังรู้สึกว่ามีพลังเหลือเฟือขนาดวิ่งต่อได้อีกสักห้าสิบกิโลฯ สบายๆ
ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะทุกคืนเขาได้รับ 'ยาบำรุงขนานเอก' ช่วยฟื้นฟูกำลังวังชาน่ะสิ...
หน้าตาสดใส จิตใจเบิกบาน การงานรุ่งโรจน์ ไม่รู้ว่าชีวิตดี๊ดีขนาดนี้ทำให้เพื่อนรุ่นเดียวกันอิจฉาตาร้อนไปกี่คนแล้ว
ทว่าชายหนุ่มที่ปกติจะยิ้มแย้มอารมณ์ดี วันนี้กลับมีรังสีความหม่นหมองแผ่ออกมารอบตัว
ตอนเดินตรวจแถวทหารใหม่ สายตาก็ดุดันเข้มงวดกว่าปกติจนเหล่าทหารหนาวๆ ร้อนๆ
“รองลู่เป็นอะไรไปน่ะ ดูอารมณ์ไม่ดีเลย”
เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นในแถว พลทหารต่างพากันเดาไปต่างๆ นานา แต่ก็ไม่มีใครกล้าถาม จนกระทั่งมีคนใจกล้าไปเลียบเคียงถามเฉิงกั๋วหย่วน ถึงได้รู้ความจริง
ที่แท้ก็เป็นเพราะพี่สะใภ้ต้องเดินทางไปดูงานต่างจังหวัดนี่เอง...
โถ... ที่แท้รองลู่ผู้เคร่งขรึมและน่าเกรงขาม ก็เป็นพวกติดเมียจนขาดไม่ได้เหมือนกันหรือนี่
พอรู้แบบนี้เหล่าทหารเกณฑ์ก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมาทันที เพราะพวกเขาก็เป็นพวกขาดเมียไม่ได้เหมือนกัน
อย่างน้อยๆ พวกเขากับนายทหารหนุ่มอนาคตไกลคนนี้ ก็มีจุดร่วมเหมือนกันตั้งหนึ่งอย่างแหนะ
เช้าวันรุ่งขึ้น เจียงถังกับฉินกั๋วเซิงออกเดินทางไปเข้าร่วมประชุมที่ตัวจังหวัด
แม้ปฏิทินจะบอกว่าเป็นช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์และเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแล้ว แต่สภาพอากาศในแถบนี้ยังคงหนาวเหน็บไม่ต่างจากหน้าหนาว
เจียงถังสวมเสื้อนวมลายดอกตัวเก่ง เข้าชุดกับกางเกงนวมสีดำและผ้าพันคอไหมพรมสีแดงสดที่ขับให้ใบหน้าขาวผ่องดูโดดเด่น ผิวพรรณของเธอขาวเนียนละเอียดราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ
ผมเปียสีดำขลับสองข้างทิ้งตัวลงมาคลอเคลียไหล่
บนหลังสะพายกระเป๋าเดินทางลายพรางทหาร ภายในบรรจุเสื้อผ้าหนึ่งชุดและอุปกรณ์อาบน้ำ
กระเป๋าสะพายข้างสีเขียวขี้ม้าคู่ใจพาดอยู่ทางไหล่ขวา ส่วนไหล่ซ้ายก็มีกระติกน้ำทหารห้อยอยู่
ดวงตากลมโตใสแจ๋วของเธอมองไปรอบๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น แก้มป่องๆ นั่นทำให้เธอดูไร้พิษสงและน่าเอ็นดูจนใครเห็นก็อยากจะยื่นมือไปบีบเล่น
ในมือเล็กๆ ของเธอยังหิ้วถุงผ้าใบใหญ่อีกใบ ซึ่งเป็นสัมภาระของฉินกั๋วเซิง ข้างในนอกจากเสื้อผ้าแล้วก็เต็มไปด้วยตำราและสมุดจดบันทึก น้ำหนักไม่ใช่เล่นๆ
ตอนฉินกั๋วเซิงถือเองยังต้องเดินตัวเอียง
แต่พอมาอยู่ในมือเจียงถัง ถุงใบนั้นกลับดูเบาราวกับนุ่น เธอหิ้วมันเดินตัวปลิวขึ้นรถไปหน้าตาเฉย
“อาจารย์คะ เร็วเข้าค่ะ รถจะออกแล้ว” เธอหันมากวักมือเรียกอาจารย์เฒ่าที่เดินตามมาต้อยๆ
ฉินกั๋วเซิงหัวเราะร่า พยักหน้าหงึกหงัก
แม้ใบหน้าของชายชราจะเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นตามกาลเวลา แต่ทุกรอยยิ้มนั้นแฝงไปด้วยความภาคภูมิใจในตัวลูกศิษย์คนนี้อย่างปิดไม่มิด
ทั้งสองคนเดินขึ้นไปบนรถโดยสารที่จะมุ่งหน้าสู่ตัวจังหวัด
รถสายนี้สภาพดีกว่ารถเมล์บุโรทั่งที่วิ่งเข้าตัวอำเภอเยอะ คันนั้นอายุอานามน่าจะปาเข้าไปยี่สิบปี แต่คันนี้ดูแล้วน่าจะเพิ่งใช้งานมาได้แค่สิบกว่าปี
เบาะที่นั่งยังดูดีกว่ามาก
เจียงถังเลือกที่นั่งแถวกลางค่อนไปทางด้านหลัง เธอวางสัมภาระลงแทบเท้า แล้วจัดแจงให้ฉินกั๋วเซิงนั่งที่เบาะด้านหน้า
ไม่นานนัก เครื่องยนต์ก็คำรามกระหึ่มพร้อมออกตัว
ผู้โดยสารที่จะไปตัวจังหวัดวันนี้มีจำนวนพอสมควร ที่นั่งทั้งยี่สิบที่ถูกจับจองจนเต็ม
ส่วนใหญ่ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา แต่เป็นเจ้าหน้าที่ระดับหัวกะทิจากหน่วยงานต่างๆ ที่ต้องไปเข้าร่วมการอบรมเหมือนกับกลุ่มของฉินกั๋วเซิง
นอกจากคนจากโรงงานเครื่องจักรกลแล้ว ยังมีคนจากกรมการเกษตร กรมชลประทาน สถานีปศุสัตว์ และอีกหลายหน่วยงาน
เจียงถังไม่คุ้นหน้าใครเลย แต่ฉินกั๋วเซิงนั้นกว้างขวางรู้จักไปทั่ว พอขึ้นรถได้ก็เริ่มทักทายปราศรัยกับคนโน้นคนนี้อย่างออกรส
หญิงสาวนั่งเท้าคางมองทิวทัศน์ที่เคลื่อนผ่านกระจกหน้าต่าง
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอจะได้ไปเยือนตัวจังหวัด ในหัวพลันนึกถึงคำกำชับเป็นหางว่าวของลู่ฉางเจิงเมื่อเช้านี้
ตั้งแต่อวตารมาเป็นมนุษย์ เธอก็ตัวติดกับเขามาตลอด
วันนี้เป็นครั้งแรกที่ต้องห่างอกสามีเดินทางไกล
ตัวเธอเองไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรมากนัก แต่ลู่ฉางเจิงนี่สิ กังวลจนนอนไม่หลับ พร่ำบ่นสั่งเสียสารพัดเรื่อง ยิ่งกว่าพ่อห่วงลูกสาว ขนาดตอนมาส่งขึ้นรถเมื่อเช้าก็ยังไม่วายกำชับซ้ำแล้วซ้ำอีก
ขนาดเติ้งผิงที่บังเอิญขึ้นรถมาทำงานคันเดียวกัน พอรถออกตัวแล้วยังอดกระซิบแซวไม่ได้ว่า ลู่ฉางเจิงดูเหมือน 'พ่อ' ของเธอมากกว่าสามีเสียอีก
เจียงถังรีบปฏิเสธในใจทันที
ถึงเธอจะไม่เคยเห็นหน้าค่าตาพ่อโสมผู้ให้กำเนิด แต่เธอมั่นใจว่าพ่อของเธอต้องผิวขาวผ่องเป็นยองใยแน่ๆ
ส่วนลู่ฉางเจิงน่ะผิวคล้ำจะตาย ไม่เหมือนโสมสักนิด
ดีนะที่เธอไม่ได้หลุดปากพูดความคิดนี้ออกไป ไม่อย่างนั้นยัยป้าข้างบ้านอย่างเติ้งผิงคงได้อกแตกตายแน่ๆ
รถโดยสารวิ่งโยกเยกไปตามถนนลูกรังอยู่พักใหญ่ เจียงถังที่กำลังเคลิ้มๆ จะหลับ จู่ๆ รถก็เบรกกะทันหันเสียงดังสนั่น จนผู้โดยสารทั้งคันหน้าทิ่มคะมำไปตามๆ กัน
[จบบท]