บทที่ 200: ภัยเงียบที่ซ่อนเร้น
ท่านผู้นำที่นั่งอยู่เบาะหลังเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น
หลิวหย่งเจิ้งลองตรึกตรองตามคำพูดนั้นอย่างละเอียด แล้วก็พบว่ามันมีเหตุผลที่ฟังขึ้นอยู่ไม่น้อย
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงตะโกนเรียกให้เสี่ยวชุ่ยถอยกลับมาที่รถ
ทันทีที่เสี่ยวชุ่ยวิ่งกระหืดกระหอบกลับมา เขาก็รีบยื่นกระดาษแผ่นนั้นส่งให้หลิวหย่งเจิ้งที่นั่งอยู่เบาะหน้าคู่คนขับ ก่อนจะถ่ายทอดคำพูดทุกถ้อยคำของเจียงถังให้ฟังอย่างไม่ตกหล่น
“อะไรนะ! เธอพูดว่าถ้าพวกเราเจอปัญหาที่แก้ไม่ตก ให้ไปขอความช่วยเหลือจากเธอได้งั้นเหรอ”
หลิวหย่งเจิ้งแทบไม่เชื่อหูตัวเองจนต้องถามย้ำเสียงสูง
“ยัยเด็กนั่นเอาความมั่นใจมาจากไหนกัน ก็แค่เพราะมีสถานะเป็นภรรยาของลู่ฉางเจิงงั้นสิ”
ลำพังแค่สถานะสมาชิกครอบครัวทหาร ต่อให้จะเป็นคนเก่งกาจมาจากไหน แต่น้ำเสียงและการวางก้ามขนาดนี้มันออกจะเกินตัวไปหน่อยไหม
แม่คุณคงลืมไปว่าคนที่นั่งหัวโด่ในรถคันนี้ คือผู้มีอำนาจสูงสุดของเขตทหารเชียวนะ
ในขณะที่หลิวหย่งเจิ้งกำลังขบคิดด้วยความกังขาและไม่สบอารมณ์อยู่นั้น เสียงหัวเราะทุ้มต่ำอย่างชอบใจก็ดังลอดมาจากเบาะหลัง
“ท่านผู้นำ...”
“ช่างเป็นแม่หนูที่น่าสนใจจริงๆ”
ชายชราแซ่เฉินผู้ซึ่งร่างกายกว่าค่อนตัวแทบจะฝังลงดินไปแล้วอย่างเขา ไม่ได้ยินใครกล้าพูดจาอวดดีทำนองว่า ‘มีปัญหาให้มาหาฉัน’ แบบนี้มานานหลายปีดีดัก
พอได้ยินเข้ากับหูตัวเอง นอกจากจะรู้สึกแปลกใหม่แล้ว เขายังรู้สึกว่าแม่หนูคนนี้น่าสนใจเป็นบ้า
เมื่อเห็นว่าท่านผู้นำไม่ได้ถือสาหาความ หลิวหย่งเจิ้งจึงพลอยหัวเราะตามน้ำไปด้วย
“ท่านผู้นำครับ แม่หนูคนนี้ดูท่าทางจะไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่นะครับเนี่ย”
โอกาสทองที่จะได้ช่วยปูทางสร้างอนาคตให้สามีมาเสิร์ฟถึงที่แท้ๆ แต่เธอกลับมองข้ามและคว้าเอาไว้ไม่เป็น
“นิสัยที่ใสซื่อบริสุทธิ์แบบนี้ ฉันเองก็ไม่ได้เห็นมานานมากแล้วเหมือนกัน”
ภายในรถจิ๊บ ทั้งสองคนยังคงสนทนาคาดเดาถึงตัวตนและนิสัยใจคอของเจียงถังกันต่ออีกพักใหญ่
หารู้ไม่ว่าบุคคลต้นเรื่องที่ถูกหยิบยกมานินทา ในเวลานี้ได้ขับรถโดยสารเข้ามาจอดเทียบท่าที่หน้าสถานีตำรวจประจำมณฑลเป็นที่เรียบร้อย เจียงถังกระโดดลงจากรถ ก่อนจะใช้พละกำลังอันเหลือเชื่อหิ้วร่างของโจรขึ้นมามือละคน ลากพวกมันลงจากรถอย่างทุลักทุเล
ตุบ! ตุบ! ตุบ!
ร่างของโจรทั้งสามถูกเธอโยนกองรวมกันไว้ที่หน้าประตูใหญ่ของสถานีตำรวจราวกับขยะเปียก
เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าเวรอยู่เห็นภาพนั้นถึงกับสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ
“สหาย! นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย”
ทำไมถึงมีคนสภาพปางตายสามคนถูกเอามาทิ้งไว้หน้าโรงพักแบบนี้
เจียงถังร้านจะอธิบาย เธอเดินกลับไปที่รถแล้วกวาดเอามีดดาบเล่มยักษ์และปืนที่ยึดมาได้ โยนโครมครามลงมากองรวมกับร่างคนเจ็บ
ฉินกั๋วเซิงเห็นท่าไม่ดี จึงรีบออกหน้าเข้าไปเจรจากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ อธิบายต้นสายปลายเหตุว่าทำไมสภาพของคนร้ายถึงได้ดูเละเทะขนาดนี้
“ไอ้พวกเวรเอ๊ย สมควรตายจริงๆ สหายครับ ขอบคุณพวกคุณมากจริงๆ พวกคุณต้องเหนื่อยแย่เลย”
เจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับเรื่องสบถด่าคนร้ายเสียงต่ำ ก่อนจะปรี่เข้ามาจับมือฉินกั๋วเซิงเขย่าไปมาด้วยความซาบซึ้งใจ
“พูดตามตรงนะสหาย ก่อนหน้านี้พวกเราได้รับแจ้งเบาะแสจากชาวบ้านว่าแถวหมู่บ้านตระกูลภานมีกลุ่มโจรดักปล้นชิงทรัพย์อาละวาดหนักมาก”
“เราส่งคนไปเฝ้าจับตาดูอยู่ตั้งนานสองนาน แต่ก็ไม่เคยเจอตัวพวกมันเลยสักครั้ง คว้าน้ำเหลวกลับมาตลอด”
“คิดไม่ถึงเลยว่าบทจะจับได้ ก็ได้สหายพลเมืองดีอย่างพวกคุณช่วยจับตัวมาส่งถึงที่ เรื่องนี้มันดียิ่งกว่าถูกหวยเสียอีก”
เจ้าหน้าที่ตำรวจจับมือฉินกั๋วเซิงแน่นไม่ยอมปล่อย
สายตาที่เขามองมายังฉินกั๋วเซิงนั้น เปี่ยมไปด้วยความศรัทธาราวกับกำลังมองวีรบุรุษกู้ชาติ
ฉินกั๋วเซิงถูกความกระตือรือร้นของตำรวจหนุ่มเล่นงานจนทำตัวไม่ถูก
“สหาย คุณเกรงใจเกินไปแล้ว พวกเราก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่าจะดวงซวยไปเจอพวกมันเข้าพอดี”
“พวกคุณเก่งกาจมากจริงๆ ครับ ถือว่าช่วยแบ่งเบาภาระพวกเราไปได้มาก รอสักครู่นะครับ เรื่องนี้ผมจะรายงานเบื้องบนตามความเป็นจริงอย่างแน่นอน เพื่อขอรางวัลเกียรติยศให้กับพวกคุณ”
“รางวัล?”
เจียงถังที่ตอนแรกยืนทำหน้าเบื่อโลก หูผึ่งทันทีที่ได้ยินคำว่ารางวัล เธอกระโดดลงมายืนประจันหน้ากับตำรวจหนุ่ม
“จับโจรได้มีรางวัลอะไรให้เหรอคะ”
ดวงตากลมโตของเธอเป็นประกายวิบวับราวกับเด็กน้อยเห็นขนม แววตาคู่นั้นตะโกนบอกความต้องการออกมาอย่างชัดเจนว่า ‘ฉันอยากได้รางวัล! ส่งมันมาเดี๋ยวนี้!’
เจ้าหน้าที่ตำรวจชะงักไปครู่หนึ่ง อึกอักเล็กน้อยก่อนจะตอบ
“เอ่อ คืออย่างนี้นะครับ การจับคนร้ายได้อาจจะมีรางวัลมอบให้ แต่รางวัลจะเป็นอะไรนั้น ผมเองก็ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดครับ”
“อ๋อ...”
ที่แท้ก็แค่ขายฝัน ยังไม่รู้ว่าจะให้อะไรสินะ
เจียงถังหมดความสนใจในทันที
ถ้ามีการติดป้ายค่าหัวชัดเจนว่าจับโจรหนึ่งคนได้เงินกี่หยวน ป่านนี้เธอคงบุกไปถล่มรังโจรจนราบเป็นหน้ากลองไปแล้ว
แต่ในเมื่อไม่มีรางวัลที่จับต้องได้ เธอก็หมดอารมณ์จะทำความดี
สู้กลับไปนอนตีพุงที่บ้านพักรับรองยังจะดีเสียกว่า
สหายหญิงตรงหน้าที่เมื่อกี้ตายังใสแป๋ว จู่ๆ แววตาก็หม่นแสงลงเหมือนไฟดับ
อารมณ์เปลี่ยนไวยิ่งกว่ากิ้งก่าเปลี่ยนสี
เร็วเสียจนน่าตกใจ!
เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนเกาหัวแกรกๆ ด้วยความงุนงง
ฉินกั๋วเซิงหัวเราะแห้งๆ แก้เขินให้ลูกศิษย์ แล้วรีบพาเจียงถังขับรถมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาล
หลังจากส่งคนขับรถและพนักงานขายตั๋วถึงมือหมอเรียบร้อยแล้ว เจียงถังจึงทำหน้าที่สารถีขับรถกลับไปยังบ้านพักรับรอง
ส่งผู้โดยสารลงจนหมดคันรถ เธอก็ขับรถเปล่าไปจอดเทียบท่าที่สถานีขนส่ง
เจียงถังดับเครื่องแล้วเดินเอากุญแจไปส่งให้เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลสถานี
อีกฝ่ายยืนอ้าปากค้าง มองเธอสลับกับรถคันใหญ่
“คุณบอกว่าเหล่าหลี่บาดเจ็บอยู่โรงพยาบาล แล้ว... แล้วคุณเป็นคนขับรถคันนี้มาส่งเองงั้นเหรอ”
“ใช่ค่ะ”
“คุณพระช่วย! คุณขับรถเป็นด้วยเหรอเนี่ย”
ผู้ดูแลสถานีตาโตเท่าไข่ห่าน
“ผู้หญิงตัวเล็กๆ ขับรถคันเบ้อเริ่มได้ ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ”
เจียงถังขมวดคิ้วเล็กน้อย
ไม่เห็นจะมีอะไรน่าตกใจขนาดนั้น ก็แค่ขับรถ
เธอพยักหน้าส่งๆ แล้วหันหลังเตรียมจะเดินหนี
“เดี๋ยวสิ! สหาย สหายครับ คุณรอเดี๋ยวก่อน”
เจียงถังหยุดกึก หันกลับมามองด้วยสายตาเรียบเฉย
“มีธุระอะไรอีกคะ”
“เอ่อ คืออย่างนี้นะ คุณพอจะรู้ไหมว่าเหล่าหลี่จะออกจากโรงพยาบาลได้เมื่อไหร่ รถสายเข้าเมืองมีอยู่แค่คันเดียว ถ้าเขามาทำงานไม่ได้ รถคันนี้ก็ต้องจอดทิ้งไว้เฉยๆ เสียของแย่”
ผู้ดูแลพูดจาอ้อมโลกอยู่นานกว่าจะวกเข้าประเด็น
“เอ่อสหาย คุณดูสิ ในเมื่อคุณขับรถเป็น แล้วก็คุ้นเคยเส้นทางอยู่แล้ว คุณลองพิจารณาดูหน่อยได้ไหม ช่วงที่เหล่าหลี่พักฟื้น คุณมาช่วยขับรถแทนเขาสักสองวันได้ไหมครับ”
“ไม่ค่ะ”
เจียงถังปฏิเสธทันควันแบบไม่ต้องคิด
ผู้ดูแลสถานีถึงกับไปไม่เป็น
“สหายๆ คุณอย่าเพิ่งรีบปฏิเสธสิ กลับไปลองคิดดูก่อนก็ได้นะ”
“เรื่องค่าแรงคุยกันได้ ผมจ่ายไม่อั้น”
เขาพยายามจะใช้เงินฟาดหัวเจียงถัง
แต่เจียงถังย่อมไม่หลงกล
ต่อให้เอาเงินมากองตรงหน้า เธอก็ไม่ทำ
เธอเดินออกจากสถานีขนส่งดุ่มๆ มุ่งหน้ากลับบ้านพักรับรองโดยไม่หันกลับมามองอีก
ผู้ดูแลสถานีมองตามแผ่นหลังของเจียงถังจนสุดสายตา ก่อนจะกวักมือเรียกคนงานแถวนั้นมากระซิบสั่งให้สะกดรอยตามไปดูว่าผู้หญิงคนนี้พักอยู่ที่ไหน
เมื่อลูกน้องวิ่งออกไปแล้ว ผู้ดูแลคนนั้นถึงได้ลุกขึ้นยืน เดินล้วงกระเป๋าเข้าไปสำรวจรถโดยสารที่จอดสงบนิ่งอยู่
“เหล่าหลี่ ดวงแข็งจริงนะแก”
มือหยาบกร้านลูบไล้รอยแตกบนกระจกหน้าต่างรถ ริมฝีปากแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม
น่าเสียดายจริงๆ ปลาตัวใหญ่เต็มคันรถขนาดนี้ ดันหลุดมือไปได้ซะหมด!
.........
เจียงถังกลับมาถึงบ้านพักรับรอง ก็ไปเบิกชุดเครื่องนอนแล้วเข้าไปจัดแจงที่พักในห้องของตัวเอง
กำหนดการสามวันจะเริ่มนับตั้งแต่เช้าวันพรุ่งนี้ กว่าจะได้ฤกษ์เดินทางกลับบ้านก็ปาเข้าไปช่วงบ่ายของวันที่สาม
หลังจากปูที่นอนเสร็จสรรพ เจียงถังก็เดินไปเคาะประตูห้องอาจารย์ฉินกั๋วเซิงที่อยู่ติดกัน เพื่อขอกระเป๋าสัมภาระคืน
“เสี่ยวเจียง เดี๋ยวไปรายงานตัวกันนะ พอเสร็จธุระแล้ว เวลาที่เหลือก็พักผ่อนตามอัธยาศัยได้เลย”
ฉินกั๋วเซิงกำชับลูกศิษย์สาวอีกครั้ง
เขากลัวว่าเธอจะเบื่อ เลยพยายามพูดปลอบใจไปในตัว
แต่เจียงถังไม่ได้รู้สึกเบื่อเลยสักนิด
เธอยังมีภารกิจสำคัญที่ต้องรายงานให้อาจารย์รับทราบ
“อาจารย์คะ หนูมีเรื่องสำคัญจะบอก...”
เจียงถังถ่ายทอดความลับดำมืดเกี่ยวกับสวี่กั๋วชางที่ลู่ฉางเจิงบอกเธอเมื่อคืน ให้ฉินกั๋วเซิงฟังอย่างละเอียดทุกเม็ด
“อะไรนะ!”
ฉินกั๋วเซิงอุทานลั่นด้วยความตกตะลึง คาดไม่ถึงเลยว่าคนอย่างสวี่กั๋วชางจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังแบบนี้
ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปากวิจารณ์อะไรต่อ เสียงเคาะประตูก็ดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
“อาจารย์ฉินครับ สหายเจียงอยู่ไหมครับ มีตำรวจจากโรงพักมาหา บอกว่าขอเชิญตัวสหายเจียงไปให้ปากคำเพิ่มเติมครับ”
“ให้ปากคำ? สืบสวนเรื่องอะไรกัน”
“คนร้ายสามคนที่เพิ่งส่งตัวไปเมื่อกี้นี้... ตายแล้วครับ!”
[จบบท]