บทที่ 40: เรื่องเข้าใจผิดสุดซึ้ง
แม้ว่าทุกคนในที่นั้นจะยังจับต้นชนปลายไม่ถูกและไม่เข้าใจสถานการณ์โดยสิ้นเชิง แต่ลึกๆ แล้วกลับเกิดความรู้สึกอิจฉาลู่ฉางเจิงขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก นี่มันเป็นความรู้สึกแบบไหนกันแน่นะ
แถมดูเหมือนว่าสหายเจียงถังจะเป็นคนที่มีความสามารถพิเศษจริงๆ ใช่ไหมนี่
ในขณะที่คนอื่นๆ ด้านหลังยังคงมีความคิดฟุ้งซ่านวิ่งวนไปมาอยู่ในหัว เจียงถังก็ได้จูงมือลู่ฉางเจิงเดินนำลิ่วไปหยุดอยู่ที่จุดจุดหนึ่ง ซึ่งหากมองด้วยตาเปล่าแล้ว มันก็คือพื้นดินธรรมดาที่ไม่มีอะไรแตกต่างจากบริเวณรอบข้างเลยแม้แต่น้อย
“ลู่ฉางเจิง ตรงนี้แหละค่ะ”
“ดินตรงนี้กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงเป็นพิเศษเลย”
นิ้วเรียวเล็กชี้ลงไปที่พื้นดินใต้ฝ่าเท้า ใบหน้าจิ้มลิ้มย่นจมูกเข้าหากัน แสดงความรังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบัง
ก็เธอเป็นโสมคนมาตั้งกี่ร้อยกี่พันปี ใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่ใต้ผืนดินมานานขนาดนั้น เธอสาบานได้เลยว่าไม่เคยได้กลิ่นดินที่เหม็นเน่าขนาดนี้มาก่อนในชีวิตโสมของเธอเลย
ลู่ฉางเจิงก้มลงมองท่าทางพะอืดพะอมของคนตัวเล็กแล้วก็อดไม่ได้ที่จะระบายยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู เขาจูงมือเธอให้ถอยฉากออกไปยืนรอในทิศทางเหนือลมเล็กน้อย
เจ้าหน้าที่ชายฉกรรจ์สี่ห้าคนถือพลั่วและจอบตรงเข้ามายังจุดที่เจียงถังชี้เป้าเมื่อครู่ แล้วเริ่มลงมือขุดดินกันอย่างแข็งขัน
“รองลู่ครับ ดินข้างล่างนี้มีร่องรอยของการถูกขุดมาก่อนจริงๆ ครับ”
หนึ่งในทีมขุดเงยหน้าขึ้นมารายงานลู่ฉางเจิงที่ยืนกอดอกดูสถานการณ์อยู่ไม่ไกล
ลู่ฉางเจิงพยักหน้ารับทราบ พลางส่งสัญญาณมือให้พวกเขาขุดต่อไป
ชายหนุ่มหันกลับมามองคนข้างกาย เห็นแม่คุณกำลังนั่งยองๆ เอามือเท้าคางดูมดขนไข่ย้ายรังอย่างตั้งอกตั้งใจ เขาได้แต่ส่ายหน้ายิ้มๆ เธอช่างฉลาดและไร้เดียงสาในเวลาเดียวกันจริงๆ
ผ่านไปเพียงชั่วอึดใจ ทีมขุดเจาะก็สามารถเปิดหน้าดินจนเกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่ขึ้นมาได้
ไอ้คนร้ายสองคนเมื่อคืนนี้ ตอนที่พวกมันรีบร้อนขุดกันกลางดึก พวกมันแค่ขุดเจาะลงไปเพื่อเอาลูกบอลพิษนั่นออกไปเพียงอย่างเดียว ไม่ได้มีการขุดขยายหน้าดินเพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยแต่อย่างใด
ดังนั้นทีมงานที่มาขุดซ้ำในวันนี้ จึงสามารถขุดตามรอยดินที่ร่วนซุยจนเจอหลุมทรงกลมได้อย่างง่ายดาย
เมื่อเห็นขนาดและลักษณะของหลุม พวกเขาก็หันมาสบตากันด้วยความตกตะลึง ก่อนจะหันกลับไปรายงานลู่ฉางเจิงอีกครั้งเพื่อยืนยันผล
ลู่ฉางเจิงพาเจียงถังเดินกลับเข้ามาที่ขอบหลุม
เขาต้องการให้เธอช่วยยืนยันความถูกต้องเป็นครั้งสุดท้าย
จมูกเล็กๆ ของเจียงถังฟุดฟิดไปมา แล้วทันใดนั้นเธอก็รีบยกมือขึ้นมาตะปบปิดปากและจมูกตัวเองอย่างรวดเร็ว สีหน้าแสดงความขยะแขยงขั้นสุด
“โอ้โห มันเหม็นจริงๆ นะคะลู่ฉางเจิง!”
อย่าว่าแต่เธอเลย ครั้งนี้แม้แต่พวกของลู่ฉางเจิงที่เป็นทหารลาดตระเวนและมีประสาทสัมผัสไวกว่าคนทั่วไป ก็เริ่มจะได้กลิ่นเหม็นเน่าจางๆ ลอยมาแตะจมูกแล้วเหมือนกัน
เพียงแต่พวกเขาไม่ได้มีอาการรุนแรงเท่ากับเจียงถังที่มีประสาทสัมผัสเรื่องดินดีเยี่ยมระดับเทพเจ้า
“สหายเจียงถังครับ!”
หลิวหมิงฮุยที่เฝ้าสังเกตการณ์มาตั้งแต่ต้น ทนเก็บความสงสัยไว้ไม่ไหวต้องโพล่งถามออกมา “คุณรู้ได้อย่างไรครับว่าในดินตรงนี้มีพิษ”
“ก็กลิ่นมันผิดปกตินี่นา!”
เจียงถังตอบกลับเสียงอู้อี้ผ่านฝ่ามือที่ปิดจมูกอยู่
ทางด้านหลัวหงเว่ย ตอนนี้เขามองเจียงถังด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความศรัทธาแรงกล้า “แยกแยะได้อย่างไรครับว่ากลิ่นไม่ถูกต้อง ผมทำงานอยู่กับดินกินนอนอยู่กับไร่นามาหลายสิบปี ก็ยังไม่เคยสังเกตเห็นความผิดปกติแบบนี้เลย...”
“หลายสิบปีเหรอ”
เจียงถังกระพริบตาปริบๆ มองไปทางหลัวหงเว่ยแล้วขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะส่ายหน้าไปมาอย่างผู้รู้จริง “คุณไม่เคยกินดิน คุณไม่รู้หรอกว่ารสชาติของพวกมันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง”
“ดินแต่ละที่ รสชาติมันก็ไม่เหมือนกันหรอกนะ”
“คนเคยที่กินดินเท่านั้นแหละถึงจะแยกแยะรสชาติพวกนี้ได้”
น้ำเสียงของเธอช่างจริงจังและใสซื่อบริสุทธิ์เป็นอย่างยิ่ง
หลิวหมิงฮุยถึงกับอ้าปากค้าง
“สหายเจียงถัง... คุณ... คุณถึงขนาดเคยกินดินเลยหรือครับ”
เจียงถังมองหน้าหลิวหมิงฮุยด้วยสายตาที่สื่อความหมายว่า 'เรื่องแค่นี้ทำไมต้องตกใจด้วย' เธอไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าคำพูดซื่อๆ ของเธอจะสร้างแรงสั่นสะเทือนทางอารมณ์ให้กับพวกเขามากขนาดไหน
“ฉันก็กินดินมาตั้งแต่เด็กนั่นแหละ!” (ก็เป็นโสมนี่นา ไม่กินดินแล้วจะให้กินพิซซ่าหรือไง)
“.....”
“.....”
“.....”
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ในชั่วขณะ สายตาของคนเหล่านั้นที่เดิมทีมองเธอด้วยความอิจฉาในวาสนาของเมียรองลู่ ในเวลานี้แววตาได้แปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกที่ซับซ้อนและสงสารจับใจ
หลัวหงเว่ยกับหลิวเจี้ยนกั๋ว รวมถึงคนงานอาวุโสคนอื่นๆ ขอบตาเริ่มแดงระเรื่อและเปียกชื้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
ในช่วงวิกฤตภัยแล้งเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านั้น คนที่หิวโหยจนไส้กิ่วไม่มีอะไรจะตกถึงท้อง ต่างก็เคยผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายต้องขุดดินมากินประทังชีวิต
ในยุคนั้นมีผู้คนล้มตายเพราะการกินดินให้เห็นอยู่เกลื่อนกลาด
แค่ในบรรดาญาติพี่น้องเพื่อนฝูงของพวกเขา ก็มีอยู่หลายคนที่กินดินกวนอิม (ดินเหนียวขาว) เข้าไปจนท้องอืดบวมเป่งและขาดใจตายอย่างทรมาน
ช่วงวัยเด็กของเจียงถัง... คำนวณดูแล้วก็คงจะตรงกับช่วงเวลาสามปีแห่งความอดอยากนั้นพอดี...
กลุ่มคนรุ่นลุงรุ่นน้าที่มีหลิวเจี้ยนกั๋วเป็นหัวโจก ต่างพากันแอบหันหลังไปปาดน้ำตากันเงียบๆ ด้วยความสะเทือนใจ
เจียงถังเกาหัวแกรกๆ ด้วยความงุนงง
เธอไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าทำไมอยู่ดีๆ บรรยากาศถึงได้ดูเศร้าสร้อยขนาดนี้
ลู่ฉางเจิงที่เข้าใจสถานการณ์ดีที่สุดรีบบีบมือของเธอเอาไว้แน่น แล้วส่งสายตาเป็นเชิงบอกว่า 'เดี๋ยวผมจัดการเอง'
จากนั้นเขาก็หันไปพูดกับทุกคนด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมและจริงจัง “สหายทุกท่านครับ ภรรยาของผม... เอ่อ สหายเจียงถังนั้นประสบเคราะห์กรรมทางบ้านตั้งแต่เธอยังเล็ก เธอต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การกดขี่ของพี่ชายและพี่สะใภ้ใจร้าย ต้องอดมื้อกินมื้อมาอย่างยากลำบาก เรื่องที่เธอเคยลำบากจนต้องกินดิน... ผมหวังว่าทุกคนจะช่วยกันเก็บไว้เป็นความลับ ไม่นำเรื่องน่าเศร้านี้ออกไปพูดต่อนะครับ”
เขาไม่อยากให้คนเหล่านี้พูดถึงเรื่องนี้มากจนเกินไป การสร้างเรื่องราวน่าสงสารขึ้นมากลบเกลื่อนความสามารถเหนือมนุษย์ของเธอ น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องเธอจากภัยอันตราย
ถึงแม้ว่าในตอนนี้ลู่ฉางเจิงจะยังไม่รู้ความลับสุดยอดว่าเมียตัวเองคือโสมพันปี แต่สัญชาตญาณของเขามันบอกว่า เขายังต้องไต่เต้าขึ้นไปให้สูงกว่านี้ ถึงจะสามารถปกป้องของล้ำค่าชิ้นนี้ได้อย่างปลอดภัยไร้กังวล
ดังนั้นตอนนี้ต้องทำเนียนไปก่อน อย่าให้ใครมาสนใจในความผิดปกติของเธอมากนัก
ทุกคนที่อยู่ในที่นั้น ต่างพยักหน้าหงึกหงักพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย พวกเขาต่างจินตนาการภาพเด็กหญิงตัวน้อยที่หิวโซจนต้องนั่งขุดดินกินทั้งน้ำตา ภาพนั้นมันบาดลึกเข้าไปในใจจนน้ำตาไหลพราก พอได้ยินคำขอร้องของลู่ฉางเจิง ก็ไม่มีใครสักคนที่จะกล้าปฏิเสธ
สหายเจียงถังมีชีวิตวัยเด็กที่น่ารันทดขนาดนี้ เธอยังสามารถเติบโตมาเป็นคนมองโลกในแง่ดี ยิ้มแย้มแจ่มใสได้ขนาดนี้ จิตใจของเธอช่างเข้มแข็งน่านับถือเหลือเกิน!
เจียงถังยืนกระพริบตาปริบๆ ไม่รู้เรื่องรู้ราวว่าตัวเองกลายเป็นนางเอกละครชีวิตรันทดในสายตาคนอื่นไปเสียแล้ว
หลังจากตรวจสอบหลักฐานในหลุมเรียบร้อย ลู่ฉางเจิงก็สั่งการให้ทีมงานแยกย้ายกันไปปฏิบัติหน้าที่
ตัวเขาเองก็ต้องคุมตัวคว่างเจี้ยนฮุยกลับไปสอบสวนที่หน่วยงานด้วย
หลัวหงเว่ยยังคงมีสีหน้าลังเล “เอ่อ รองลู่ครับ เจ้าเจี้ยนฮุยเขาจะเป็นสายลับจริงๆ หรือครับ ผมเห็นมันมาตั้งแต่วัยรุ่น...”
ลู่ฉางเจิงยิ้มมุมปาก “จะเป็นหรือไม่เป็น ตอนนี้ผมยังฟันธงไม่ได้ครับ แต่ข้อหาขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐนั้นชัดเจนคาตา”
แค่ข้อหานี้ข้อหาเดียว ก็มีน้ำหนักพอที่จะลากคอไปนอนในห้องขังเพื่อสอบปากคำได้แล้ว
ส่วนหลังจากเข้าไปในห้องสอบสวนแล้ว จะคายความลับอะไรออกมาบ้าง นั่นก็คงต้องไปลุ้นกันอีกที ไม่เกี่ยวกับหลัวหงเว่ยแล้ว
เจียงถังมาเยือนฟาร์มฮงซิงรอบนี้ ใช้เวลาเพียงแค่ชั่วโมงเดียวก็ปิดจ็อบได้อย่างสวยงาม เธอบอกทิ้งท้ายไว้ว่า ถ้าคนในฟาร์มยังไม่เชื่อน้ำยาของเธอ ก็ให้รอดูผลลัพธ์ของต้นกล้าข้าวในอีกสามวันได้เลย
ขากลับ ลู่ฉางเจิงรับหน้าที่เป็นสารถีขับรถจี๊ปคันเก่ง
สวี่เสวียโหย่วพลขับประจำตัวติดธุระอื่น จึงไม่ได้กลับไปพร้อมกับพวกเขา บนรถจึงมีเพียงคู่สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามัน
เจียงถังนั่งไขว่ห้างกระดิกเท้าอยู่ที่เบาะข้างคนขับ อารมณ์ดีจนแทบจะลอยได้ เธอมองทิวทัศน์ทุ่งนาป่าเขาด้านนอกหน้าต่าง พร้อมกับฮัมเพลงลูกทุ่งที่จำมาจากวิทยุอย่างมีความสุข
ลู่ฉางเจิงขับรถมาได้สักพัก เขาก็เหล่ตามองหาทำเลเหมาะๆ ที่พื้นถนนเรียบสนิท แล้วค่อยๆ หักพวงมาลัยจอดรถเทียบข้างทาง
ชายหนุ่มปลดเข็มขัดนิรภัยออก แล้วหันมาเรียกแม่ตุ๊กตาหน้ารถด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำนุ่มนวล
“ถังถังครับ”
“หืม มีอะไรเหรอ”
เจียงถังหันมาทำตาโตใส่ ไม่รู้ว่าเขาจอดรถทำไม แต่ก็ขานรับอย่างว่าง่าย
สายตาคมกริบของลู่ฉางเจิงกวาดมองไปทั่วใบหน้าหวาน “อยากลองขับรถดูไหม”
“ขับได้จริงๆ เหรอ!” ดวงตาของเจียงถังเปล่งประกายวิบวับเหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่
รัศมีแห่งความดีใจแผ่ออกมารอบตัวจนลู่ฉางเจิงรู้สึกได้
“ได้สิครับ ผมสอนให้เอง”
“ลู่ฉางเจิง คุณใจดีจังเลย!” เจียงถังที่ดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่โถมตัวเข้ากอดคอสามี แล้วระดมจูบลงบนแก้มสากของเขาดังจุ๊บๆ ไปหลายทีซ้อน
“คุณเป็นคนที่ดีที่สุดในสามโลกเลย!”
คนที่เพิ่งจะแจกจุ๊บไปชุดใหญ่รีบปล่อยมือ แล้วทำท่าจะตะกายข้ามกระปุกเกียร์ไปนั่งฝั่งคนขับ
“เดี๋ยวครับถังถัง”
มือหนาคว้าเอวบางรั้งตัวเธอให้กลับมานั่งที่เดิม “ก่อนจะขับรถ... อยากรู้วิธีการจูบอีกแบบหนึ่งไหมครับ”
“หืม”
เจียงถังเอียงคอทำหน้าสงสัย “จะสอนฉันว่าทำลูกยังไงเหรอคะ”
“อืม... จะว่าใช่ก็ไม่ใช่เสียทีเดียวครับ”
ชายหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงแหบพร่า นัยน์ตาฉายแววเจ้าเล่ห์นิดๆ “แต่มันคือบทนำ... เป็นขั้นตอนการเตรียมความพร้อมก่อนที่จะเริ่มทำลูกครับ”
“บทนำเหรอ”
โธ่เอ๊ย การทำมนุษย์ตัวเล็กๆ นี่มันช่างยุ่งยากซับซ้อนหลายขั้นตอนเสียจริง
ต้องมีบทนำด้วยหรือนี่
แม่น้องโสมน้อยขมวดคิ้วครุ่นคิดอย่างจริงจัง สมองน้อยๆ ยังประมวลผลไม่ทันเสร็จว่ากระบวนการทำลูกต้องเริ่มจากตรงไหน ก็รู้สึกได้ถึงสัมผัสอุ่นร้อนที่ทาบทับลงมาบนริมฝีปากนุ่มของเธอเสียแล้ว
สัมผัสแปลกใหม่ที่วาบหวามทำให้เธอเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
ลู่ฉางเจิงผละใบหน้าออกมาเล็กน้อย เพียงแค่คืบ ลมหายใจอุ่นรดรินกัน เขาหลุบตามองหญิงสาวที่งดงามหยดย้อยตรงหน้าด้วยแววตาที่สื่อความหมายลึกซึ้ง
“ถังถัง เด็กดี... หลับตาลงสิครับ”
“อ้อ... เข้าใจแล้ว”
สิ้นเสียงตอบรับ ริมฝีปากได้รูปก็กดจูบลงมาอีกครั้ง คราวนี้แนบแน่นและดูดดื่มกว่าเดิม...
สองนาทีต่อมา...
ปัง!
ประตูรถฝั่งคนขับถูกผลักเปิดออกอย่างรุนแรง ลู่ฉางเจิงถลันตัวออกมายืนที่ข้างรถ มือข้างหนึ่งยกขึ้นบีบจมูกตัวเองแน่น ใบหน้าแหงนมองท้องฟ้าคอตั้งบ่า
“ลู่ฉางเจิง! คุณเป็นอะไรหรือเปล่า”
เจียงถังรีบตะกายจากเบาะข้างคนขับข้ามมาที่เบาะคนขับ ชะโงกหน้าออกมามองสามีที่ยืนเงยหน้ามองนกมองไม้อยู่ด้วยความเป็นห่วง
ลู่ฉางเจิงส่งเสียงอู้อี้ในลำคอ ใบหน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหู “ผมไม่เป็นไรครับ... สงสัยวันนี้อากาศจะร้อนเกินไปหน่อย เลือดกำเดาเลยไหลน่ะครับ”
[จบบท]