บทที่ 56: ศิลปะการยั่วโมโหคนให้กระอักเลือด
“มีเงินรางวัลให้เท่าไหร่คะ”
หญิงสาวเอ่ยถามพลางจ้องมองคู่สนทนาด้วยแววตาใสซื่อ เธอเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมาชนิดที่ว่าขวานผ่าซาก ยังไม่รู้จักชั้นเชิงในการเจรจาหรือการพูดจาอ้อมค้อมเหมือนคนทั่วไป
เส้ากั๋วอันเริ่มเข้าใจแจ่มแจ้งในวินาทีนี้เองว่า ทำไมหลิวเจี้ยนกั๋วถึงได้ดูหวงแหนและประคบประหงมแม่หนูคนนี้เหลือเกิน ก็เพราะแม่คุณเป็นตัวตลกหน้าตายที่หาตัวจับยากแบบนี้นี่เอง
ในสังคมทุกวันนี้ ผู้คนส่วนใหญ่มักจะสวมหน้ากากเข้าหากัน เต็มไปด้วยความจอมปลอมและการเสแสร้งเพื่อให้ตัวเองดูดี หรือเพื่อรักษาหน้าตาทางสังคม บางครั้งก็เพื่อผลประโยชน์ทับซ้อนร้อยแปดพันเก้า ผู้คนต่างพรางตัวตนที่แท้จริงไว้อย่างมิดชิดภายใต้รอยยิ้มการค้า
พวกเขามีความลื่นไหล พลิกแพลง และเจนจัดต่อโลกจนน่ากลัว
แต่คนที่เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวทว่ายังคงรักษาความไร้เดียงสาและจิตใจที่บริสุทธิ์ผุดผ่องได้เหมือนอย่างเจียงถังนั้น แทบจะงมเข็มในมหาสมุทรก็ยังหาง่ายกว่า
“ประมาณหนึ่งร้อยหยวนครับ”
“อ๋อ...” เจียงถังลากเสียงยาวเล็กน้อย เธอยังไม่ตอบตกลงในทันที คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันอย่างใช้ความคิด “เรื่องนี้ฉันต้องกลับไปปรึกษาลู่ฉางเจิงก่อนค่ะ”
เส้ากั๋วอันได้แต่ยืนนิ่ง พูดไม่ออกบอกไม่ถูกกับความซื่อตรงของเธอ
หลังจากพิธีมอบรางวัลสำหรับการแข่งขันรายการใหญ่ซึ่งเจียงถังคว้าชัยชนะมาได้เสร็จสิ้นลง บรรดาสหายผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ ที่ไม่ได้มีโปรแกรมแข่งต่อก็เริ่มทยอยเดินทางกลับกันบ้างแล้ว
ที่ยังหลงเหลืออยู่คือการแข่งขันรายการย่อยๆ ประปราย ซึ่งเงินรางวัลไม่ได้มากมายอะไรนัก แต่ละรายการมีเงินรางวัลล่อใจเพียงแค่สองหยวน และต่อให้ชนะเลิศรางวัลสูงสุดก็ไม่เกินห้าหยวน
การแข่งขันเก็บตกรายการเล็กๆ เหล่านี้ จึงเป็นเวทีของหลิวหมิงฮุยและกัวเลี่ยงที่จะลงวาดลวดลาย
รวมทั้งหมดมีการแข่งทักษะย่อยเจ็ดรายการ หลิวหมิงฮุยและกัวเลี่ยงต่างก็ทำผลงานได้ดีพอสมควร โดยสามารถคว้ารางวัลที่สองและรางวัลที่สามมาครองได้คนละหนึ่งรางวัล
เมื่อนับรวมเงินรางวัลแล้ว พวกเขาสองคนก็มีเงินเข้ากระเป๋าเพิ่มคนละเจ็ดหยวน ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
การแข่งขันประลองทักษะฝีมือช่างในครั้งนี้ อาจกล่าวได้ว่าสถานีเครื่องจักรกลการเกษตรเขตใต้กวาดความสนใจและสร้างชื่อเสียงได้แบบถล่มทลาย เล่นเอาเขตอื่นมองตาปริบๆ
เมื่อกิจกรรมทุกอย่างจบลงและถึงเวลาแยกย้าย คณะของสถานีเครื่องจักรกลการเกษตรเขตใต้และคู่รักคู่แค้นอย่างเขตเหนือก็มาจ๊ะเอ๋กันที่บริเวณหน้าประตูทางออกพอดี
หลิวเจี้ยนกั๋วฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่ หน้าตาเบิกบานราวกับดอกไม้บานยามเช้า ซึ่งช่างแตกต่างราวฟ้ากับเหวเมื่อเทียบกับใบหน้าเขียวคล้ำเหมือนตับหมูของว่านย่าวซู่
“อ้าว เหล่าว่าน! วันนี้ออมมือให้กันน่าดูเลยนะเนี่ย”
หลิวเจี้ยนกั๋วทำน้ำเสียงยียวนกวนประสาทได้โล่ ทั้งที่เขารู้อยู่เต็มอกว่าว่านย่าวซู่เพิ่งจะชวดรางวัลใหญ่ที่สุดไปและกำลังอารมณ์บูดบึ้งถึงขีดสุด
แต่เขาก็ยังไม่วายจงใจเดินเข้าไปหา พร้อมทั้งยื่นมือไปตบปุๆ ที่ไหล่ของว่านย่าวซู่อย่างถือวิสาสะ
“ขอบใจที่ออมมือให้นะเพื่อนรัก”
“ไสหัวไปให้พ้น!” ว่านย่าวซู่ตะคอกกลับด้วยความโกรธจัดจนหน้าดำหน้าแดง เขาปัดมือของหลิวเจี้ยนกั๋วออกอย่างแรงด้วยความโมโหที่พุ่งพล่าน พร้อมกับถลึงตาจ้องมองไปที่เจียงถังด้วยสายตาที่ดุร้ายหมายหัว
ทว่าเจียงถังกลับไม่ได้สะทกสะท้านหรือใส่ใจสายตาอาฆาตมาดร้ายนั้นเลยแม้แต่น้อย
เธอเมินเฉยต่อบรรยากาศมาคุรอบตัว หลังจากที่ยืนพิจารณาไตร่ตรองในใจอย่างรอบคอบถี่ถ้วนแล้ว เธอก็ล้วงมือลงไปในถุงตาข่ายและค่อยๆ หยิบไข่ไก่ออกมาหกฟอง
หญิงสาวจัดการแจกไข่ไก่ให้กับหลิวหมิงฮุย กัวเลี่ยง และหัวหน้าหลิวเจี้ยนกั๋ว คนละสองฟองอย่างเท่าเทียม
ในความคิดของเธอ เนื้อหมูและเงินรางวัลนั้นมีค่ามากเกินกว่าจะแบ่งปัน แต่ถ้าเป็นไข่ไก่ เธอก็พอจะตัดใจแบ่งให้พวกเขาได้คนละสองฟองถือเป็นสินน้ำใจ
ส่วนที่เหลือนั้น เธอตั้งใจมั่นว่าจะต้องนำกลับไปบำรุงลู่ฉางเจิง จะให้คนอื่นไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้วเด็ดขาด
หลิวหมิงฮุยและกัวเลี่ยงรับไข่ไก่มาด้วยความรู้สึกประหลาดใจระคนเกรงใจ
“สหายเจียง นี่มันเรื่องอะไรกันครับเนี่ย ทำไมจู่ๆ ถึงให้ไข่ไก่กับพวกเราล่ะ”
“พวกคุณไม่ได้รางวัลที่เป็นไข่ไก่ค่ะ”
คำตอบของเจียงถังยังคงคอนเซปต์หยาบกระด้างแต่จริงใจและเรียบง่ายเสมอ
แต่นั่นก็เป็นความจริงที่เถียงไม่ออก
ทางด้านหลิวเจี้ยนกั๋วนั้นยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ เขาประคองไข่ไก่สองฟองนั้นไว้ในมือราวกับอัญมณีล้ำค่า ทั้งสีหน้าท่าทางและน้ำเสียงของเขาช่างดูเล่นใหญ่รัชดาลัยเธียเตอร์และเกินจริงไปมากโข
“โอ้โห! ให้ตายเถอะ ไข่ไก่รางวัลที่หนึ่งนี่มันช่างดูสวยงามวิจิตรบรรจงจริงๆ เลยนะเนี่ย พวกเธอดูสิ ไข่ไก่รางวัลที่หนึ่งกับไข่ไก่ธรรมดามันช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง พอมองไกลๆ ก็ดูเป็นแค่ไข่ไก่บ้านๆ แต่พอมองใกล้ๆ ถึงได้รู้ว่าออร่าของไข่ไก่รางวัลที่หนึ่งมันเปล่งประกายแบบนี้นี่เอง!”
คำพูดเยาะเย้ยถากถางนั้นทำให้คนของเขตเหนือได้ยินแล้วรู้สึกเจ็บจี๊ดไปถึงขั้วหัวใจ
พวกเขามองหลิวเจี้ยนกั๋วด้วยสายตาที่อยากจะเข้าไปรุมกินโต๊ะเสียเหลือเกิน
แต่ก็ทำได้แค่คิด เพราะตรงนี้เป็นที่สาธารณะมีผู้คนพลุกพล่าน อีกอย่างหลิวเจี้ยนกั๋วก็แก่หง่อมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกแล้ว เคี้ยวไม่อร่อยแถมยังกินไม่ได้อีกต่างหาก
ในเมื่อไม่สามารถกระโจนเข้าไปกัดคอหลิวเจี้ยนกั๋วให้ตายคามือได้ ก็ทำได้เพียงแค่สะบัดหน้าหนีไปให้พ้นๆ เสีย จะได้ไม่รกหูรกตา
คนของเขตเหนือที่มีว่านย่าวซู่เป็นหัวหน้าทีม ต่างพากันเดินกระฟัดกระเฟียดจากไปพร้อมกับความโกรธที่อัดแน่นเต็มอก
หลิวหมิงฮุยทนดูพฤติกรรมของอาตัวเองไม่ไหว จึงเดินเข้าไปสะกิดและกระซิบเตือนให้อาของเขาทำตัวสงบเสงี่ยมลงหน่อย อย่าไปสร้างศัตรูให้มากนักเลย เดี๋ยวจะเดือดร้อนกันเปล่าๆ
หลิวเจี้ยนกั๋วส่ายหน้าไม่เห็นด้วยกับคำเตือนนี้ “อะไรคือสร้างศัตรู ก็ฝีมือพวกเขาไม่ถึงขั้นเองนี่นา ฝีมือไม่ถึงขั้นก็ต้องยอมรับความจริงสิ”
เขาแกล้งพูดเสียงดังไล่หลังอีกฝ่ายไปว่า “เฮ้อ... ไข่ไก่ที่ได้จากรางวัลที่หนึ่งนี่มันสวยบาดตาบาดใจจริงๆ ฉันจะเอากลับไปตั้งวางบูชาไว้บนหิ้งที่บ้าน จะได้คอยเตือนใจตัวเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่า นี่คือไข่ไก่แห่งศักดิ์ศรีจากการคว้าที่หนึ่ง”
ว่านย่าวซู่โกรธจนกัดฟันกรอดเสียงดังปอดๆ เขาแทบอยากจะเดินย้อนกลับมาแล้วประเคนหมัดใส่หน้ากวนๆ ของหลิวเจี้ยนกั๋วให้น่วมสักที
“อาจารย์ครับ?”
ค่งฮุยเองก็ชะลอฝีเท้าลงเช่นกัน
เขารอสัญญาณคำสั่งจากว่านย่าวซู่ ถ้าอาจารย์สั่งลุย เขาก็พร้อมบวก
ว่านย่าวซู่หันมาตวาดใส่ลูกศิษย์เสียงเขียว “ยังไม่รีบไปอีกจะรอทำซากอะไร หรืออยากจะยืนให้คนเขาหัวเราะเยาะว่าแพ้แล้วพาล!”
“อ๋อ ไม่ใช่แพ้แล้วพาลหรอกครับอาจารย์ แต่เป็นเพราะฝีมือไม่ถึงขั้นต่างหาก!” หลิวเจี้ยนกั๋วตะโกนแก้ไขความเข้าใจผิดให้ด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ
ว่านย่าวซู่และพลพรรคจากเขตเหนือต่างสะอึกจนพูดไม่ออก
หลิวหมิงฮุยเองก็ได้แต่กุมขมับ
อาของเขาจะต้องติดเชื้อความซื่อบื้อแบบกวนๆ มาจากน้องสาวคนนี้แน่ๆ หางถึงได้กระดกชี้ฟ้าผยองเดชขนาดนี้
หลังจากคนของเขตเหนือเดินจากไปด้วยความอัดอั้นตันใจ หลิวเจี้ยนกั๋วก็ได้ระบายความคับแค้นใจที่ถูกดูถูกถากถางและกดขี่มาตลอดหลายปีจนหมดสิ้น ความรู้สึกโล่งสบายแผ่ซ่านไปทั่วร่าง
เขาจึงหันมาส่งไข่ไก่คืนให้กับเจียงถัง
“สหายเจียง รับไปเถอะ นี่เป็นของรางวัลที่เธอหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรง เธอเอาเก็บกลับไปบำรุงร่างกายเถอะ”
ยังไม่ทันที่เจียงถังจะเอ่ยปากแย้ง หลิวเจี้ยนกั๋วก็โบกมือใหญ่ๆ ของเขาอย่างใจป้ำ แล้วเสนอตัวว่าจะพาพวกเขาไปเลี้ยงฉลองด้วยบะหมี่ที่ร้านอาหารของรัฐ
“ไป! วันนี้ฉันจะเลี้ยงเอง กินกันคนละชาม บะหมี่ซาเจี้ยงเจ้าเด็ด”
“มื้อนี้ป๋าจ่ายเอง!”
หลิวเจี้ยนกั๋วที่กำลังอารมณ์ดีสุดขีด ใบหน้าและแววตาของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งผู้ชนะ
เขาเดินนำขบวนพาคนหนุ่มสาวทั้งสามคนของสถานีเครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งเปรียบเสมือนความหวังและอนาคตของเขตใต้ เดินกันเป็นขบวนอย่างองอาจผ่าเผยไปยังร้านอาหารของรัฐ
มื้อนี้เขาเลี้ยงบะหมี่ซาเจี้ยงพวกเขาทุกคนอย่างไม่อั้น
หลังจากจัดการบะหมี่ซาเจี้ยงรสเด็ดจนเกลี้ยงชาม หลิวเจี้ยนกั๋วยังใจป้ำควักเงินส่วนตัวออกมาซื้อเนื้อหมูน้ำแดงอีกหนึ่งชั่ง เขาขอยืมกล่องข้าวอลูมิเนียมจากทางร้านอาหาร ตักเนื้อหมูน้ำแดงใส่ไว้ข้างในจนพูน แล้วมอบให้กับเจียงถัง
นี่เป็นรางวัลพิเศษที่เขาตั้งใจมอบให้เธอ
แม้ว่าเจียงถังจะเป็นคนงกเงินและอยากหาเงินมากแค่ไหน แต่เธอก็ไม่เข้าใจตรรกะว่าทำไมหลิวเจี้ยนกั๋วต้องควักเงินส่วนตัวซื้อเนื้อหมูน้ำแดงให้เธอด้วย
เธอจึงยังไม่ยื่นมือไปรับมาในทันที
“รับไปเถอะสหายเจียง วันนี้เธอทำผลงานได้ยอดเยี่ยม ทำให้เขตใต้ของเราได้หน้าได้ตามาก ต่อไปเวลาฉันเข้าไปประชุมในกรม พวกตาแก่พวกนั้นเห็นฉันก็ต้องเข้ามาพินอบพิเทาประจบเอาใจฉันทั้งนั้นแหละ”
หลิวเจี้ยนกั๋วหัวเราะร่าเสียงดัง เขาไม่รู้สึกเสียดายตั๋วเนื้อและเงินเลยแม้แต่น้อย
ฐานะทางบ้านของเขาก็ถือว่าอยู่ในระดับกินดีอยู่ดี หลิวเจี้ยนกั๋วและภรรยาต่างก็มีงานทำเป็นหลักแหล่ง สวัสดิการดี ลูกๆ ของเขาก็มีงานทำมั่นคงเช่นกัน
ไม่เหมือนกับครอบครัวอื่นๆ ในยุคนี้ที่ต้องใช้ชีวิตอย่างขัดสนและรัดเข็มขัด
เจียงถังยืนนิ่งคิดพิจารณาอย่างจริงจังอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ส่ายหน้าปฏิเสธ
เธอชูเนื้อหมูดิบในมือขึ้นมาให้ดู “ฉันมีเนื้อแล้วค่ะ”
“เนื้อก้อนนั้นเป็นของรางวัลของเธอ แต่อันนี้เป็นรางวัลพิเศษที่ฉันให้เพิ่มต่างหาก”
“รับไม่ได้ค่ะ กินบะหมี่ไปแล้ว” เจียงถังเป็นคนมีความคิดเรียบง่ายเป็นเส้นตรง แต่ยึดมั่นในหลักการของตัวเองอย่างเหนียวแน่น เธอพูดว่าไม่เอาก็คือไม่เอา
ไม่ว่าหลิวเจี้ยนกั๋วจะหว่านล้อมยังไง เธอก็ยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่เปลี่ยนใจเด็ดขาด
หลิวหมิงฮุยที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ ก็ช่วยพูดเกลี้ยกล่อมให้เธอรับไว้
“เนื้อหมูน้ำแดงนี่ทำเสร็จแล้วนะสหายเจียง เธอเอาไปก็เปิดกินได้เลย แต่เนื้อก้อนนั้นของเธอมันเป็นของดิบ เอาไปก็ต้องไปเสียเวลาทำอีก มันค่อนข้างยุ่งยากนะ”
“อย่างนั้นเหรอคะ”
เจียงถังขมวดคิ้วมุ่นอย่างใช้ความคิด แต่ไม่นานคิ้วที่ขมวดก็คลายออก ราวกับค้นพบทางสว่าง
พวกเขานึกว่าเธอเปลี่ยนใจยอมรับน้ำใจแล้ว
แต่ใครจะไปคาดคิดว่าแม่คุณจะเดินดุ่มๆ หิ้วเนื้อดิบและไข่ไก่ ตรงดิ่งไปขอให้พ่อครัวใหญ่ของร้านอาหารรัฐช่วยปรุงให้เสียอย่างนั้น
เธอเจรจาขอแลกเปลี่ยนด้วยการใช้ไข่ไก่หนึ่งฟองเป็นค่าตอบแทน เพื่อให้พ่อครัวใหญ่ช่วยเปลี่ยนเนื้อหมูดิบให้กลายเป็นเนื้อหมูน้ำแดง และเปลี่ยนไข่ไก่สดให้กลายเป็นไข่พะโล้
เจียงถังตอบตกลงด้วยความดีใจที่แก้ปัญหาได้สำเร็จ
คนอื่นๆ อีกสามคนจากสถานีเครื่องจักรกลได้แต่มองหน้ากันตาปริบๆ...
นี่สินะ คือกระบวนการคิดและการกระทำของอัจฉริยะ
คนธรรมดาสามัญอย่างพวกเขาคงเข้าไม่ถึงตรรกะนี้จริงๆ
เจียงถังสะพายกระเป๋าหนังสือใบเก่ง คล้องกระติกน้ำ และปั่นจักรยานคู่ใจกลับไปยังบ้านพักข้าราชการ
ที่ตะกร้าหน้ารถจักรยานมีกล่องข้าววางซ้อนกันอยู่สองกล่อง กล่องหนึ่งอัดแน่นไปด้วยเนื้อหมูน้ำแดงส่งกลิ่นหอมฉุย ส่วนอีกกล่องหนึ่งบรรจุไข่พะโล้สีสวยจำนวนแปดฟอง
ในถุงตาข่ายที่ซุกอยู่ในกระเป๋าหนังสือของเธอ ยังมีไข่ไก่สดเหลืออยู่อีกสิบเอ็ดฟอง
ไข่ไก่ที่เธอพยายามแบ่งให้หลิวหมิงฮุยและคนอื่นๆ พวกเขาปฏิเสธและคืนกลับมาทั้งหมด
เจียงถังให้พ่อครัวใหญ่ช่วยทำไข่พะโล้แปดฟอง โดยแลกกับไข่ไก่หนึ่งฟองเป็นค่าจ้างปรุง ส่วนที่เหลือเธอก็เก็บใส่กระเป๋ากลับมาบ้านอย่างครบถ้วน
เมื่อกลับมาถึงบ้านพัก เจียงถังจอดจักรยานไว้ในลานบ้าน ขนของไปเก็บไว้ในห้องครัว จากนั้นก็ใช้ตะเกียบคีบไข่พะโล้สามฟองใส่ชาม แล้วเดินไปที่บ้านข้างๆ เพื่อนำไปแบ่งปันให้ยายากับพี่ชาย
เธอยังอธิบายที่มาที่ไปของไข่พะโล้อย่างจริงจังให้เพื่อนบ้านฟัง
จางหงอิงพอได้ยินว่าเป็นของรางวัลที่ได้ที่หนึ่งจากการแข่งขันอันทรงเกียรติ ก็ยืนกรานว่าจะไม่รับท่าเดียวด้วยความเกรงใจ
เจียงถังเห็นดังนั้นจึงหันไปมองยายาซึ่งยืนทำตาแป๋วอยู่ข้างๆ แล้วกวักมือเรียกเด็กน้อยให้เข้ามาหา
“ยายาจ๊ะ หนูอยากกินไข่พะโล้ไหม”
“หอมมากเลยนะ”
[จบบท]