บทที่ 62: ลูกไม้ตื้นๆ ที่ใช้ไม่ได้ผลกับเจียงถัง
เจียงถังไม่รู้ว่าตัวเองก้มลงไปเก็บปืนพกที่ตกอยู่บนพื้นข้างๆ ขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่
เมื่อเห็นเหออี้เฟยหันซ้ายหันขวากวาดตามองหาอาวุธอย่างร้อนรน เธอก็ยังแสดงความมีน้ำใจเอ่ยปากถามเขาด้วยความเป็นห่วงเป็นใยเสียด้วยซ้ำ
ใบหน้าของเหออี้เฟยเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำในทันที ราวกับคนป่วยหนักที่อาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว
“คุณคืนมันมาให้ผมเดี๋ยวนี้นะ!”
“ทำไมฉันต้องคืนให้คุณด้วยล่ะคะ”
เจียงถังถือปืนพกกระบอกนั้นพลางพลิกดูไปมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น เธอมองสำรวจตรงกระบอกปืนที มองตรงด้ามจับที ราวกับเด็กน้อยที่เพิ่งได้ของเล่นชิ้นใหม่ “บนปืนกระบอกนี้ก็ไม่ได้สลักชื่อของคุณเอาไว้นี่นา จะมีอะไรมาพิสูจน์ได้ว่าเป็นของของคุณ ไม่ใช่ว่าคุณไปขโมยของคนอื่นเขามาหรอกเหรอคะ”
เหออี้เฟยถึงกับพูดไม่ออก!
ในหัวของเขามีคำถามผุดขึ้นมาเต็มไปหมด นังผู้หญิงปัญญาอ่อนคนนี้มันโง่จริงหรือเปล่าเนี่ย
หรือว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาหล่อนแค่แกล้งบ้าแกล้งโง่ตบตาคนอื่นกันแน่
พวกคนที่รับผิดชอบสืบประวัติของเธอ โดนหล่อนหลอกต้มจนเปื่อยกันหมดเลยหรือไง
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมามัวสืบสาวราวเรื่องหรือหาคำตอบอะไรพวกนั้นแล้ว เมื่อหางตาของเขาเหลือบไปเห็นหลิวหมิงฮุยกับหลัวหงเว่ยกำลังเดินตรงดิ่งมาทางนี้ เขาจำเป็นต้องเอาปืนพกกลับคืนมาไว้ในมือให้ได้โดยเร็วที่สุด
ไม่อย่างนั้น ต่อให้เขามีฝีปากเป็นเลิศหรือมีลิ้นที่พลิกแพลงสถานการณ์ได้เก่งกาจแค่ไหน ก็คงไม่มีทางอธิบายให้ใครฟังได้ขึ้นหรอกว่า ทำไมเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเมืองอย่างเขาถึงพกอาวุธปืนติดตัวมาด้วย
อีกประการหนึ่ง ขอเพียงแค่แย่งปืนคืนกลับมาได้ หากหลัวหงเว่ยเกิดความสงสัยหรือระแคะระคายในตัวเขา เขาก็ยังสามารถใช้ปืนกระบอกนี้ข่มขู่เพื่อเปิดทางหนีเอาตัวรอดไปได้
ดูเหมือนว่าความตื่นตระหนกจะทำให้เขาหลงลืมความจริงข้อหนึ่งไปเสียสนิทเลยว่า เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ ปืนกระบอกนี้ก็อยู่ในมือของเขาแท้ๆ แต่เขากลับไม่สามารถทำอะไรเจียงถังได้เลยแม้แต่นิดเดียว
“เอ่อ... สหายเจียง เมื่อกี้ผมขอโทษจริงๆ นะครับ ผมผิดไปแล้ว ผมไม่ควรล้อเล่นแรงๆ กับคุณแบบนั้นเลย รบกวนคุณช่วยส่งของในมือให้ผมเถอะครับ แล้วผมสัญญาว่าจะตอบแทนบุญคุณของคุณอย่างงามแน่นอน”
“ตอบแทนฉันเหรอคะ”
เจียงถังกระพริบตาปริบๆ มองหน้าเขาด้วยความใสซื่อ “คุณจะให้เงินฉันเหรอคะ”
“ใช่ครับ ได้ครับ ให้เงินคุณได้แน่นอน ขอแค่คุณส่งปืนในมือมาให้ผม ตอนนี้คุณอยากได้เงินเท่าไหร่ผมก็หามาให้คุณได้ทั้งนั้น”
เหออี้เฟยรีบรับคำทันที ราวกับคนที่กำลังจะจมน้ำแล้วคว้าฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้ได้
แต่เขาลืมไปว่า คนที่ยื่นฟางเส้นนี้มาให้เขา คือภูติน้อยที่ไม่เคยเล่นตามกฎเกณฑ์ของมนุษย์ปกติ
“แล้วคุณให้เงินฉันได้เท่าไหร่คะ”
“คุณอยากได้เท่าไหร่ผมก็ให้ได้ ห้าร้อย หรือจะหนึ่งพันหยวนก็ไม่มีปัญหา ขอแค่คุณเอาของในมือส่งคืนมาให้ผม”
เหออี้เฟยพูดหว่านล้อมพลางค่อยๆ ยื่นมือออกไปหมายจะคว้าปืน
แต่ทว่าเจียงถังกลับไม่ยอมยื่นปืนมาให้ ส่วนตัวเขาเองก็ไม่กล้าผลีผลามเข้าไปแย่งชิง
ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ที่เขาโดนจับทุ่มลงพื้นอย่างแรงยังคงฉายชัดอยู่ในหัว เขายังตั้งตัวไม่ติดกับพละกำลังมหาศาลของหญิงสาวตรงหน้า
ตอนนี้ในสถานการณ์ที่ไม่มีอาวุธอยู่ในมือ เขายิ่งไม่กล้าประมาทเลินเล่อ
เจียงถังทำตาโต ร้องว้าวออกมาด้วยความตื่นเต้น “คุณมีเงินเยอะขนาดนี้เลยเหรอคะ”
“งั้นคุณก็ต้องเป็นคนเก่งมากๆ เลยสิคะเนี่ย”
เหออี้เฟยแทบอยากจะกระอักเลือด...
ตอนนี้เขากำลังเสียเวลาคุยเล่นกับคนบ้าอยู่หรือไงกัน สิ่งที่เขาต้องการคือปืนของเขาคืนต่างหากโว้ย
“ตอนนี้ผมมีติดตัวอยู่ส่วนหนึ่ง ผมให้คุณก่อนเลย คุณเอาปืนมาให้ผม พอกลับไปแล้วผมจะเอามาเพิ่มให้อีกห้าร้อยหยวน”
เหออี้เฟยรีบล้วงเงินออกมาปึกหนึ่งจากกระเป๋ากางเกง เป็นธนบัตรย่อยๆ รวมแล้วก็น่าจะหลายสิบหยวนอยู่
เจียงถังกระพริบตาจ้องมองเงินในมือเขา แล้วส่ายหน้าปฏิเสธ
“ให้ไม่ได้หรอกค่ะ”
“ห๊ะ” เหออี้เฟยอ้าปากค้าง งงเป็นไก่ตาแตก “นี่คุณกำลังล้อผมเล่นเหรอ”
“เปล่านะคะ”
เจียงถังทำหน้าไร้เดียงสา ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเหออี้เฟยเอาคำพูดนี้มาจากไหน
“ฉันยังไม่ได้บอกสักคำเลยว่าจะคืนปืนให้คุณนี่นา”
“คุณว่าไงนะ”
เหออี้เฟยโกรธจนเลือดขึ้นหน้า ดวงตาเบิกโพลงด้วยความโมโห “งั้นที่คุณพูดถามเรื่องเงินมาก่อนหน้านี้ คือคุณจงใจปั่นหัวผมเล่นใช่ไหม”
“ไม่ใช่ค่ะ”
เจียงถังรู้สึกว่า สมองของเหออี้เฟยคนนี้คงจะมีปัญหาจริงๆ นั่นแหละ
เธอไม่เคยรับปากว่าจะคืนปืนให้เขาสักหน่อย เป็นเขาเองต่างหากที่คิดไปเองฝ่ายเดียวว่าเธอโง่ แล้วจะใช้เงินมาหลอกล่อเธอได้ง่ายๆ ใช่ไหมล่ะ
พอคิดได้แบบนี้ เธอก็เริ่มรู้สึกไม่พอใจขึ้นมานิดหน่อยแล้ว
เธอไม่ได้โง่สักหน่อย แค่คนพวกนี้โง่เกินไป สมองทำงานช้าตามเธอไม่ทันต่างหาก
“นังแซ่เจียง เธอกล้าหลอกฉันเหรอ” เหออี้เฟยหมดความอดทน เขาล้วงมีดพับเล่มเล็กออกมาจากกระเป๋าอีกครั้ง พอสะบัดใบมีดออกก็พุ่งตัวเข้าใส่เจียงถังทันที
เขาคงโกรธจนหน้ามืดตามัว สติหลุดลอยไปแล้ว
ถึงได้กล้าถือมีดพุ่งเข้าหาเจียงถังอย่างโจ่งแจ้งโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมแบบนี้
เจียงถังยืนมองเหออี้เฟยที่พุ่งเข้ามาอย่างใจเย็น ในหัวพลางครุ่นคิดประเมินสถานการณ์ว่าควรจะจัดการเขาด้วยท่าไหนดี จะใช้วิธีเหมือนตอนอู่ซงตีเสือโดยโจมตีจุดตายของเหออี้เฟยให้จบๆ ไปเลยดีไหม หรือแค่จัดการให้เขาล้มลงหมอบกระแตก็พอ
ในเสี้ยววินาทีที่เธอกำลังใช้ความคิด เหออี้เฟยก็พุ่งมาถึงตรงหน้าเธอแล้ว
เจียงถังเบี่ยงตัวหลบคมมีดไปด้านข้างอย่างคล่องแคล่ว แล้วยื่นมือผลักไปที่ต้นแขนของเหออี้เฟยเบาๆ
เดิมทีโกดังเก็บของแห่งนี้ก็สร้างอยู่ติดกับทุ่งนาอยู่แล้ว ตำแหน่งที่เจียงถังยืนอยู่ก็คือบนคันนาดินแคบๆ พอดี
เธอออกแรงผลักเบาๆ แบบนี้ เหออี้เฟยที่กำลังพุ่งมาด้วยความเร็วก็เบรกไม่อยู่ ร่างของเขาถลาเสียหลักพุ่งตรงไปทางทุ่งนาทันที
วินาทีที่เห็นว่าเขากำลังจะหน้าทิ่มตกลงไปในแปลงนา เจียงถังก็รีบยื่นมือออกไปคว้าคอเสื้อด้านหลังของเขาเอาไว้ได้ทันท่วงที
ใบหน้าของเหออี้เฟยลอยคว่ำอยู่เหนือต้นกล้าในนา ห่างกันเพียงแค่คืบ
ปลายเท้าของเขาจิกเกร็งอยู่ที่ขอบคันนา ร่างกายเอนไปข้างหน้าจนสุดแรงโน้มถ่วง ไม่มีที่ให้ยึดเกาะหรือออกแรงดึงตัวเองกลับมาได้เลย
ตอนนี้ชีวิตของเขาแขวนอยู่บนเส้นด้าย ขอแค่เจียงถังปล่อยมือ เขาก็จะตกลงไปจูบโคลนในนาอย่างไม่ต้องสงสัย
“เจียง... เจียงถัง... เธอ... เธอคิดจะทำอะไรกันแน่”
เหออี้เฟยที่รู้สึกว่าศักดิ์ศรีของตัวเองถูกเหยียบย่ำและโดนปั่นหัวอย่างหนัก ทั้งโกรธแค้นทั้งร้อนรนกระวนกระวาย แต่กลับทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากส่งเสียงขู่ออกมา
เจียงถังส่งเสียงอืมในลำคอ ตอบกลับอย่างจริงจังด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เดิมทีฉันก็ตั้งใจจะให้คุณตกลงไปในนานั่นแหละค่ะ”
เหออี้เฟย...
“แต่ฉันดันลืมไปว่าในนายังมีต้นกล้าอ่อนๆ อยู่ คุณตัวโตขนาดนี้ ถ้าตกลงไปทับพวกมัน พวกมันคงเจ็บแย่เลย”
ใช่แล้ว เหตุผลเดียวที่เธอยื่นมือไปดึงเสื้อเหออี้เฟยเอาไว้ ไม่ใช่เพราะห่วงสวัสดิภาพของเขา แต่เพราะกลัวว่าต้นกล้าในนาจะโดนทับจนเสียหายต่างหาก
เหออี้เฟย...
ในใจของเขามีคำด่าสารพัดสัตว์เลื้อยคลานวิ่งพล่านไปหมด แต่ติดอยู่ที่ปากพูดออกมาไม่ได้
และในจังหวะนรกนี้เอง หลิวหมิงฮุยกับหลัวหงเว่ยก็เดินมาถึงจุดเกิดเหตุพอดี
ทั้งสองคนยืนมองภาพตรงหน้าด้วยความมึนงง ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่
“น้อง... เสี่ยวเจียง เกิดอะไรขึ้นเนี่ย เป็นยังไงมายังไง” หลิวหมิงฮุยร้องถามเสียงหลง เขาแค่คลาดสายตาน้องสาวไปแค่แป๊บเดียว ทำไมเธอถึงจับผู้ชายตัวโตๆ กดหัวลงไปเตรียมจะจุ่มนาแบบนั้นล่ะ
เอาเถอะ ถึงแม้ตอนนี้หน้าของเหออี้เฟยจะยังไม่สัมผัสผิวน้ำ แต่ชะตากรรมของเขาก็ขึ้นอยู่กับปลายนิ้วของเจียงถังว่าจะปล่อยหรือไม่เท่านั้นเอง
เจียงถังอ้าปากเตรียมจะอธิบาย แต่เหออี้เฟยที่ไวกว่าก็ชิงตัดหน้าแหกปากร้องตะโกนฟ้องขึ้นมาก่อน
“เหล่าหลัว! เหล่าหลัว! คุณต้องให้ความเป็นธรรมกับผมนะ!”
“ผมเห็นสหายตัวน้อยคนนี้ยืนอยู่ตรงนี้คนเดียว ก็เลยหวังดีเดินเข้ามาคุยทักทายด้วยไม่กี่ประโยค เธอก็อาละวาดทั้งเตะทั้งต่อยผม ตอนนี้ยังจะจับผมโยนลงนาอีก”
“นี่มันไม่ใช่พฤติกรรมของสหายในสถานีเครื่องจักรกลการเกษตรแล้ว นี่มันคนป่าเถื่อนชัดๆ เป็นพวกโจร เป็นผู้ร้าย เป็นพวกปฏิกิริยาที่แฝงตัวมา!”
เหออี้เฟยฉวยโอกาสที่เห็นว่าเจียงถังเป็นคนพูดไม่เก่ง รีบยัดข้อหาร้ายแรงให้เจียงถังก่อนเพื่อชิงความได้เปรียบ
ถ้าเป็นคนปกติทั่วไปคงจะเต้นผางด้วยความโกรธที่โดนใส่ร้ายป้ายสีแบบหน้าด้านๆ ของเหออี้เฟยไปแล้ว
แต่เจียงถังไม่ใช่คนปกติ
เธอไม่มีท่าทีโกรธเคืองเลยสักนิด
แถมยังวิเคราะห์คำพูดของเหออี้เฟยอย่างจริงจัง แล้วโต้แย้งในประเด็นที่คนฟังต้องกุมขมับ
“ฉันไม่ได้เตะแล้วก็ไม่ได้ต่อยคุณนะคะ ฉันแค่จับทุ่มคุณลงพื้น แล้วก็ผลักคุณลงนาแค่นั้นเองค่ะ”
หลิวหมิงฮุยกับหลัวหงเว่ย...
รวมถึงเหออี้เฟยเองก็ถึงกับอึ้งกิมกี่ไปเหมือนกัน
ทั้งสามคนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ บรรยากาศเงียบกริบไปชั่วอึดใจ
เจียงถังคนนี้เธอแยกแยะไม่ออกจริงๆ เหรอว่าอะไรคือการทำร้ายร่างกาย
โชคดีที่หลิวหมิงฮุยสนิทสนมกับเจียงถังดี เขารู้ว่าน้องสาวของเขาไม่มีทางทำร้ายใครก่อนโดยไม่มีเหตุผลแน่นอน
เขาจึงตั้งสติแล้วถามน้องสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่าเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่
“แล้วทำไมเราถึงต้องลงไม้ลงมือกับเขาแบบนั้นล่ะ”
“อันนี้ค่ะ”
เจียงถังยกมือขวาที่ปล่อยห้อยอยู่ข้างลำตัวตลอดเวลาขึ้นมาโชว์ให้ทุกคนดู “คุณลุงคนนี้ใช้ปืนกระบอกนี้ขู่ บอกว่าจะฆ่าฉันค่ะ”
“ถึงฉันจะไม่รู้ว่าทำไมเขาต้องทำแบบนี้ แต่ในหนังสือกับลู่ฉางเจิงเคยสอนไว้ว่า อาวุธปืนเป็นของต้องห้าม นอกจากเจ้าหน้าที่หน่วยงานพิเศษที่ได้รับอนุญาตแล้ว คนที่มีของแบบนี้ถือเป็นคนเลวค่ะ”
“ฉันเป็นพลเมืองดี ฉันต้องจับคนเลวค่ะ”
สีหน้าของเธอจริงจังขึงขังมาก
น้ำเสียงก็หนักแน่นมั่นคงสุดๆ ไม่มีแววล้อเล่นแม้แต่น้อย
หลิวหมิงฮุยกับหลัวหงเว่ยหันมามองหน้ากัน...
เหออี้เฟยหน้าซีดเผือด ตะโกนลั่นแก้ตัวน้ำขุ่นๆ “เธอพูดพล่อยๆ! ปืนนั่นไม่ใช่ของฉัน! ใครจะไปรู้ว่าเธอไปขุดมาจากไหนเพื่อใส่ร้ายฉัน!”
“เหล่าหลัว! คุณอย่าไปเชื่อคำพูดผีเจาะปากของนังเด็กนี่นะ รีบไปเรียกกองกำลังพลเรือนมาเร็วเข้า เธอเป็นพวกหัวรุนแรง เธอเป็นพวกจารชนที่จะมาทำลายฟาร์มของเรา คุณรีบจับตัวเธอไว้ อย่าให้แผนชั่วของเธอสำเร็จนะ!”
“จะยอมให้เธอมาทำลายความสงบสุขของฟาร์มเราไม่ได้เด็ดขาด!”
[จบบท]