บทที่ 67: ความรู้สึกที่ขาดหาย
ทันทีที่ลู่ฉางเจิงก้าวเท้ามาถึงหน้าประตูบ้าน บานประตูไม้ของห้องโถงกลางก็ถูกเปิดออกอย่างรวดเร็วราวกับมีคนเฝ้ารอเวลานี้อยู่ ร่างบอบบางในชุดนอนที่ไม่ได้สวมแม้กระทั่งรองเท้าแตะ กระโดดพุ่งตัวออกมาพร้อมกับกางแขนกว้าง โถมตัวเข้าใส่เขาทั้งตัว
ชายหนุ่มผู้ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีรีบยื่นมือออกไปรับร่างนุ่มนิ่มนั้นไว้อย่างมั่นคงตามสัญชาตญาณ
“ทำไมถึงไม่ใส่รองเท้าแล้ววิ่งออกมาแบบนี้ครับ พื้นมันเย็นนะ”
“ฉันลืมค่ะ”
คนตัวเล็กเกาะเกี่ยวอยู่บนเอวสอบของเขาแน่น สองแขนเรียวโอบรอบลำคอแกร่ง ใบหน้าหวานซุกไซ้ลงไปที่ลาดไหล่กว้างของเขาแล้วถูไถไปมาอย่างออดอ้อน น้ำเสียงที่ดังออกมาจากลำคอนั้นฟังดูอู่อี้และแง่งอน
“ลู่ฉางเจิง ทำไมคุณถึงกลับมาดึกขนาดนี้คะ ฉัรคิดถึงคุณจะแย่แล้วรู้ไหม”
เพียงแค่ได้ยินน้ำเสียงที่เจือความตัดพ้อ เขาก็สัมผัสได้ในทันทีว่าภรรยาตัวน้อยของเขากำลังรู้สึกน้อยใจมากแค่ไหน
หัวใจของลู่ฉางเจิงบีบตัวแน่นด้วยความเจ็บปวด
เขาโอบอุ้มร่างบางเดินเข้าไปในตัวบ้านอย่างระมัดระวัง ก้มหน้าลงประทับริมฝีปากจูบลงบนเรือนผมนุ่มสลวยของเธออย่างทะนุถนอม น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยออกมานั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดจากก้นบึ้งของหัวใจ
“ขอโทษครับเจียงถังที่รัก ผมลืมฝากคนมาบอกคุณไว้ก่อน ปล่อยให้คุณต้องรอผมนานขนาดนี้”
ความจริงแล้วเขาเองก็เพิ่งจะกลับมาจากภารกิจข้างนอกและมาถึงตัวเมืองเมื่อครู่นี้เอง
นับตั้งแต่ออกจากบ้านไปเมื่อช่วงบ่าย เขาก็ต้องเดินทางตระเวนไปตามท้องถนนตลอดเวลา แทบจะไม่มีวินาทีไหนได้หยุดพักหายใจเลยด้วยซ้ำ
เมื่อเข้ามาถึงในห้องนอน ลู่ฉางเจิงวางร่างของภรรยาลงบนเตียงนอนหนานุ่มอย่างเบามือ จากนั้นจึงเอื้อมมือไปดึงเชือกเพื่อเปิดไฟ
แสงไฟสีเหลืองนวลอบอุ่นสาดส่องไปทั่วทั้งห้องนอน ขับเน้นบรรยากาศให้ดูผ่อนคลายลง
“คุณไม่ต้องบอกฉันหรอกค่ะ”
เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับลู่ฉางเจิงที่ยืนอยู่ข้างเตียง แววตาใสซื่อจ้องมองเขาเขม็ง “ฉันรู้อยู่แล้วว่าคุณต้องยุ่งเรื่องงาน ฉันไม่ใช่คนโง่นะคะ หนูเดาได้อยู่แล้วว่าสามีไปทำงาน”
“แต่ถึงคุณจะฝากคนมาบอกฉัน หนูก็คงนอนไม่หลับอยู่ดี”
“ตรงนี้มันมีความรู้สึกแปลกๆ เหมือนกับว่ามันมีบางส่วนที่ว่างเปล่าหายไป มันโหวงเหวงชอบกล” เจียงถังพูดพลางยกมือข้างหนึ่งขึ้นทาบที่หน้าอกข้างซ้ายของตัวเอง แล้วเอ่ยถามชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าจริงจังและสงสัยใคร่รู้
“ลู่ฉางเจิง คุณรู้ไหมคะว่านี่เป็นเพราะอะไร”
“ทำไมเวลาที่คุณไม่กลับมา ตรงนี้มันถึงรู้สึกเหมือนขาดหายไปอย่างน่าใจหาย แต่พอคุณกลับมาแล้ว มันก็กลับมาเต็มตื้นเป็นปกติเหมือนเดิม”
ดวงตาคู่สวยของเธอใสกระจ่างไร้สิ่งเจือปน งดงามบริสุทธิ์เหมือนกับตัวตนของเธอ
เธอผู้ซึ่งไม่เคยเข้าใจความซับซ้อนของความรักฉันชู้สาว กลับสามารถบรรยายความรู้สึกเบื้องลึกในจิตใจของตัวเองออกมาได้อย่างซื่อตรงและงดงามที่สุด
ภายในใจของลู่ฉางเจิงเกิดระลอกคลื่นแห่งความตื้นตันถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรง มีเสียงหนึ่งในหัวใจที่กำลังตะโกนก้องอย่างบ้าคลั่งว่าเขาต้องกอดเธอ ให้อุ้มเธอกลับเข้ามาจมจ่อมในอ้อมกอด ให้เธอได้รับรู้ถึงความรักที่ร้อนแรงและเปี่ยมล้นที่เขามีต่อเธอเช่นเดียวกัน
มือหนาเอื้อมไปกุมมือเล็กของเธอเอาไว้อย่างแผ่วเบา โน้มตัวลงไปประทับจูบที่ริมฝีปากอิ่มของเธออย่างอ่อนโยน ลึกซึ้ง และเนิ่นนาน
“เด็กโง่ นั่นแหละครับคือความรัก”
“ผมเองก็รักคุณเหมือนกันครับ”
รักคุณอย่างสุดหัวใจ...
เจียงถังค้นพบคำตอบในใจว่าเธอชอบการได้อยู่กับลู่ฉางเจิงจริงๆ ไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไรกับเขา เธอก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้เลย
และในค่ำคืนนี้เธอก็ได้เรียนรู้บทเรียนชีวิตบทใหม่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอย่าง นั่นก็คือไอ้ความรู้สึกกระวนกระวายใจเหมือนชีวิตขาดอะไรไปนั้น แท้จริงแล้วมันมีชื่อเรียกสั้นๆ ว่า 'ความรัก' นั่นเอง
สิ่งนี้มันแตกต่างและลึกซึ้งกว่าความชอบที่เธอเคยพูดถึงก่อนหน้านี้มากมายนัก
คนตัวเล็กที่เดิมทีพลิกตัวไปมานอนไม่หลับด้วยความกังวล พอได้ลู่ฉางเจิงกลับมาอยู่ข้างกาย หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยและขึ้นมาบนเตียง เธอก็มุดตัวเข้าไปซุกไซ้ในอ้อมกอดอุ่นของเขา กอดรัดเขาเอาไว้แน่นราวกับกลัวเขาจะหายไป และใช้เวลาไม่ถึงห้านาทีเธอก็ผล็อยหลับไปอย่างง่ายดาย
เธอถึงขั้นส่งเสียงกรนเบาๆ ออกมาด้วยความสบายใจ
แม้แต่ในห้วงความฝัน ใบหน้าจิ้มลิ้มของเธอก็ยังคงประดับไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข
ลู่ฉางเจิงก้มมองหญิงสาวที่นอนหลับปุ๋ยอยู่ในวงแขนแกร่ง ความรู้สึกยามที่ได้โอบกอดเธอไว้นั้น เหมือนเขากำลังโอบกอดหยกเนื้อดีที่แสนล้ำค่าและอบอุ่น
มันช่างนุ่มนวล สบายใจ และชื่นใจอย่างที่สุด
จิตใจที่เคยวุ่นวายสับสนจากการทำงานหนักของลู่ฉางเจิง สงบลงได้อย่างน่าประหลาดเพียงแค่ได้โอบกอดภรรยาตัวน้อยเอาไว้แบบนี้
เมื่อหวนนึกถึงเบาะแสสำคัญที่ตรวจสอบได้ในวันนี้ เขาก็ขมวดคิ้วมุ่นพลางครุ่นคิดถึงแผนการรับมือขั้นต่อไป
ตัวเขาในตอนนี้ ไม่ใช่ทหารหนุ่มตัวคนเดียวที่ไม่มีห่วงกังวลเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว เขายังมีของล้ำค่าที่สุดในชีวิตที่ต้องดูแลปกป้อง ไม่ว่าจะออกไปปฏิบัติภารกิจเสี่ยงตายแค่ไหน ก็ต้องวางแผนให้รอบคอบรัดกุมมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ในเมื่อตรวจสอบพบแหล่งที่มาของกระสุนปืนชนิดเดียวกันแล้ว เพียงแค่สืบสาวราวเรื่องตามเบาะแสนี้ต่อไป ก็จะต้องเจอกับตัวการใหญ่ที่เป็นฆาตกรสังหารพี่น้องร่วมรบของเขาได้อย่างแน่นอน
รอไปก่อนเถอะ วันที่จะได้ชำระหนี้แค้นเลือดจะต้องมาถึงในไม่ช้า...
...
เช้าวันรุ่งขึ้น เจียงถังตื่นขึ้นมาทานอาหารเช้าอย่างสดใส แล้วก็ออกจากบ้านพร้อมกับลู่ฉางเจิงเช่นเคย
เธอต้องไปช่วยงานที่ฟาร์มฮงซิง ส่วนเขาก็ต้องเข้าไปประจำการที่ค่ายทหาร
แต่เนื่องจากเวลายังพอมีเหลือเฟือ เขาจึงทำตามธรรมเนียมปฏิบัติของคนรักเมีย ด้วยการเดินไปส่งเธอที่หน้าเขตบ้านพักทหาร ยืนมองส่งเธอจนลับสายตาไปแล้วจึงค่อยเดินทางไปทำงานต่อ
“ลู่ฉางเจิง”
ทันทีที่เจียงถังปั่นจักรยานจากไป ก็มีเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งร้องเรียกลู่ฉางเจิงเอาไว้
เขาหยุดเดินแล้วหันหลังกลับไปมองตามเสียง ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนรออยู่ที่ป้ายรถประจำทาง เขายิ้มออกมาเล็กน้อยอย่างเป็นกันเองแล้วเดินเข้าไปหา “สวัสดีครับพี่สะใภ้”
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ เขาก็ยื่นมือไปลูบหัวเด็กชายตัวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มดูแข็งแรงที่ยืนเกาะขาแม่อยู่ข้างๆ “เสี่ยวหยวนเป่า ไม่เจอกันนานเลยนะ ยังจำอาได้ไหมครับคนเก่ง”
“จำได้ครับ”
เด็กชายตัวน้อยตอบกลับด้วยเสียงเล็กๆ ใสแจ๋วอย่างฉะฉานว่า “คุณอาคือคนที่แม่บอกว่าจะแต่งงานใหม่ด้วยเวลาที่แม่โกรธพ่อไงครับ”
ลู่ฉางเจิง...
จี้หมิงเวยเองก็หน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันที นึกไม่ถึงเลยว่าลูกชายตัวดีของเธอจะปากโป้งเก็บความลับไม่อยู่ขนาดนี้
เธอหัวเราะแห้งๆ แก้เก้อ “ลู่ฉางเจิง คุณอย่าไปถือสาคำพูดเด็กเลยนะ ฉันแค่พูดประชดตาแก่นั่นไปอย่างนั้นเอง”
ลู่ฉางเจิงเองก็หัวเราะออกมาอย่างขบขัน “ผมรู้อยู่แล้วครับว่าพี่สะใภ้แค่ล้อเล่น”
พูดจบเขาก็เว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเสริมขึ้นมาอีกประโยคด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นเล็กน้อย “แต่ว่าพี่สะใภ้ครับ วันหลังถ้าทะเลาะกับจางหย่วน อย่าเอาชื่อผมไปเป็นข้ออ้างเลยนะครับ ผมกลัวว่าเจียงถังมาได้ยินเข้าแล้วจะเข้าใจผิด”
“น้องยังเด็กมาก เรื่องบางเรื่องน้องอาจจะเก็บเอาไปคิดจริงจังได้ครับ”
ลู่ฉางเจิงถือโอกาสอวดภรรยาแบบเนียนๆ ว่าเขามีครอบครัวแล้ว แถมภรรยายังเด็กและสาวมากด้วย
เมื่อครู่นี้ตอนที่นั่งอยู่บนรถประจำทาง จี้หมิงเวยมองเห็นเจียงถังที่ปั่นจักรยานผ่านหน้าต่างรถไปพอดี
“ภรรยาของคุณคือน้องผู้หญิงที่เพิ่งปั่นจักรยานผ่านไปเมื่อกี้ใช่ไหม”
“คนที่สวยๆ เหมือนนางฟ้าในภาพวาดคนนั้นใช่ไหมครับ” เสี่ยวหยวนเป่ารู้สึกว่าแม่ของเขาอธิบายได้ไม่เห็นภาพ เลยช่วยเสริมขึ้นมาอีกประโยคด้วยดวงตาเป็นประกาย
รอยยิ้มของลู่ฉางเจิงกว้างขึ้นกว่าเดิมอย่างปิดไม่มิด มือหนึ่งช่วยจี้หมิงเวยถือสัมภาระ อีกมือหนึ่งก็จูงมือเสี่ยวหยวนเป่าเดินไปข้างหน้า
“หลานเองก็คิดว่าอาสะใภ้เป็นนางฟ้าตัวน้อยเหมือนกันใช่ไหมล่ะ”
“ใช่ครับ พี่สาวสวยมากเลย”
ลู่ฉางเจิงยิ้มหน้าบานด้วยความภาคภูมิใจ
แต่วินาทีต่อมา เสี่ยวหยวนเป่าก็ตั้งคำถามที่แทงใจดำดังฉึกขึ้นมา “แต่ว่าทำไมพี่นางฟ้าที่สวยขนาดนั้น ถึงต้องมาอยู่กับคุณอาลู่ที่หน้าตาดุๆ แบบนี้ด้วยล่ะครับ”
“คุณอาทั้งแก่ ทั้งตัวดำ แถมยังหน้าดุไม่ค่อยยิ้ม พี่นางฟ้าเขาชอบคุณอาตรงไหนเหรอครับ”
ลู่ฉางเจิง...
สมกับเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของจางหย่วนจริงๆ ปากคอเราะร้ายได้พ่อมาเต็มๆ
จี้หมิงเวยที่เดินตามหลังมาไม่ห่าง พอได้ยินคำพูดซื่อๆ ของลูกชาย แล้วเห็นแผ่นหลังของลู่ฉางเจิงที่เกร็งขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เธอก็แทบจะกลั้นหัวเราะจนปวดท้อง
ปากของลูกชายตัวแสบคนนี้ ไม่รู้ว่าได้เชื้อความปากดีมาจากใครกันแน่
เด็กปากคอเราะร้ายแบบนี้ ย้ายมาอยู่ในเขตบ้านพักทหารจะมีเพื่อนเล่นกับเขาไหมเนี่ย
ลู่ฉางเจิงพาแม่ลูกคู่นี้เดินเข้ามาภายในเขตบ้านพักทหาร เขายังคงพูดคุยหยอกล้อและจูงมือเด็กชายเดินไปตลอดทางอย่างสนิทสนม
ภาพเหตุการณ์นี้ราวกับติดปีกบิน แพร่กระจายไปทั่วเขตบ้านพักทหารอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง
ทุกคนต่างพากันคาดเดาไปต่างๆ นานา ว่าแม่ลูกคู่นั้นมีความสัมพันธ์อะไรกับลู่ฉางเจิงกันแน่
บ้างก็บอกว่าเป็นญาติห่างๆ ที่มาขออาศัยใบบุญอยู่กับลู่ฉางเจิง
บ้างก็ลือกันไปไกลว่าเป็นลูกเมียลับๆ ที่บ้านเกิดของลู่ฉางเจิง...
เพียงแค่เวลาช่วงเช้าไม่กี่ชั่วโมง ในเขตบ้านพักทหารก็มีข่าวลือออกมาหลายเวอร์ชันจนมั่วไปหมด
แต่เวอร์ชันที่คนปากหอยปากปูเชื่อถือกันมากที่สุด ก็คือแม่ลูกคู่นั้นเป็นลูกเมียเก่าจากบ้านเกิดของลู่ฉางเจิงที่ตามมาทวงสิทธิ์
เติ้งผิงกำลังพรวนดินอยู่ในแปลงผักที่บ้านของเธอได้รับจัดสรร เตรียมจะปลูกผักไว้กินเองในครอบครัว พอได้ยินพวกป้าๆ น้าๆ ข้างบ้านจับกลุ่มนินทากันสนุกปาก เธอจึงหยุดมือแล้วยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูง จ้องมองไปยังกลุ่มคนพวกนั้นด้วยสายตาเอาเรื่อง
“นี่ฉันถามหน่อยเถอะค่ะ คนบางคนถ้าวันไหนไม่ได้นินทาชาวบ้านนี่มันจะขาดใจตายหรือยังไงคะ รองผู้พันลู่แค่พาคนเดินเข้ามา ก็เอาไปพูดกันเสียๆ หายๆ ใส่สีตีไข่กันได้ขนาดนี้”
“ถ้าวันหน้าสามีของพวกป้าเกิดไปคุยกับผู้หญิงสักคน ฉันก็สามารถเอาไปลือได้ใช่ไหมว่าพวกเขามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกัน หรือแอบไปมีบ้านเล็กบ้านน้อย!”
พอเติ้งผิงเอ่ยปากตวาดออกไป พวกป้าๆ ที่กำลังซุบซิบกันอยู่นั้นก็หุบปากเงียบกริบทันทีราวกับเป็ดโดนเชือด
พวกหล่อนมองมาทางเติ้งผิงด้วยแววตาหวาดหวั่น เต็มไปด้วยความเกรงกลัวจนตัวสั่น
คนพวกนี้จะกลัวก็ไม่แปลก เพราะวีรกรรมของเติ้งผิงนั้นเป็นที่เลื่องลือ เธอคือคนแรกที่กล้าทุบหัวสวี่หงเหมยจนเลือดอาบมาแล้ว
พูดได้ไม่อายปากเลยว่า ตอนนี้เติ้งผิงได้รับฉายาว่าเป็นตัวแม่ขาโหดอันดับหนึ่งประจำเขตบ้านพักทหารไปเป็นที่เรียบร้อย
และเมื่อพวกหล่อนที่กำลังแอบนินทาคนอื่นลับหลัง ถูกขาโหดประจำถิ่นเพ่งเล็งแบบนี้ ในใจจะไม่ให้รู้สึกขวัญผวาได้อย่างไร
“เอ่อ... เมียผู้กองจ้าว คือพวกป้าก็แค่...”
[จบบท]