บทที่ 73: เธอเป็นยอดดวงใจของใครกันแน่?
“นี่ เหล่าหลิว ฉันสังเกตนะ ตั้งแต่น้องสาวของนายย้ายมาประจำที่สถานี ความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องของพวกเราก็นับวันยิ่งห่างเหินกันออกไปทุกที!”
กัวเลี่ยงทำท่าทางน้อยอกน้อยใจพลางโอดครวญ “ฉันยังเป็นสหายรักอันดับหนึ่งของนายอยู่หรือเปล่าเนี่ย?”
“ไสหัวไปไกลๆ เลย!”
การแสดงละครบทใหญ่ของกัวเลี่ยง แลกมาได้เพียงความรังเกียจอย่างไม่ไว้หน้าจากหลิวหมิงฮุย
หลิวหมิงฮุยคร้านจะใส่ใจเพื่อนร่วมงานจอมกวนประสาท เขาเบนความสนใจทั้งหมดไปยังห้องทำงานของอาเล็กที่อยู่ไม่ไกล
น้องสาวของเขาเพิ่งจะเริ่มงานวันแรกก็ถูกเรียกตัวเข้าไปในห้องทำงานของอาเล็กเสียแล้ว เขาอดสงสัยไม่ได้จริงๆ ว่าน้องเล็กมีธุระสำคัญอะไรจะคุยกับอาหรือเปล่า?
หลิวหมิงฮุยยืนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหาข้ออ้างที่ฟังดูเข้าท่าเพื่อเดินไปยังห้องทำงานของหลิวเจี้ยนกั๋ว
ภายในห้องทำงานที่เงียบสงบ
“พรวด!”
หลิวเจี้ยนกั๋วที่เพิ่งจะยกแก้วน้ำขึ้นจิบ ถึงกับสำลักจนพ่นน้ำออกมาเต็มแรง
“เธอว่าอะไรนะ?” หลิวเจี้ยนกั๋วไม่สนภาพลักษณ์น่าเกรงขามของหัวหน้าสถานีอีกต่อไป เขารีบตะโกนถามเสียงหลงทันที
เจียงถังที่ไหวตัวทันและขยับตัวหลบละอองน้ำได้อย่างเฉียดฉิว ยืนสงบนิ่งอยู่ที่มุมห้องพลางมองดูหลิวเจี้ยนกั๋วด้วยสายตาเรียบเฉย
หลิวเจี้ยนกั๋วรีบควักผ้าเช็ดหน้าออกมาปิดปากที่กำลังไอโขลกๆ ไม่หยุด พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเจ็บปวดรวดร้าว
“แค่กๆ... เอ่อ... เสี่ยวเจียง เธอพูดใหม่อีกทีซิ เธอจะไปทำงานที่ฟาร์มอย่างนั้นเหรอ? ไอ้เฒ่าหลัวหงเว่ยมันเอาผลประโยชน์อะไรมาล่อตาล่อใจเธอ ทำไมจู่ๆ ถึงคิดจะย้ายไปทำงานที่ฟาร์มได้ล่ะ?”
ความรู้สึกของหลิวเจี้ยนกั๋วในตอนนี้ ไม่ต่างอะไรกับชาวสวนที่เห็นผักกาดขาวหัวสวยที่ตัวเองเฝ้ารดน้ำพรวนดินมาอย่างดี ถูกหมูป่าดุร้ายขุดรากถอนโคนไปกินต่อหน้าต่อตา
หลิวหมิงฮุยที่กำลังจะเดินมาถึงหน้าประตู พอได้ยินเสียงโวยวายดังเล็ดลอดออกมา ฝีเท้าของเขาก็ชะงักกึกทันที
กัวเลี่ยงที่เดินตามมาติดๆ ก็ได้ยินบทสนทนาเช่นกัน เขาถึงกับรีบเอาหูแนบไปกับบานประตูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ใบหน้าของกัวเลี่ยงฉายแววตื่นเต้นขณะดักฟังความเคลื่อนไหวภายในห้อง
“สหายเสี่ยวเจียง สหายเจียงถัง เธอเคยรับปากฉันเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้วว่าจะทำงานอยู่ที่สถานีเครื่องจักรฯ ของเรานี่นา ทำไมจู่ๆ ถึงเปลี่ยนใจปุบปับแบบนี้ล่ะ?”
“เจ้าเฒ่าเจ้าเล่ห์หลัวหงเว่ยเป่าหูอะไรเธอ บอกฉันมาเดี๋ยวนี้!”
หลังจากได้ยินชัดๆ ว่าเจียงถังจะไปทำงานที่ฟาร์ม หลิวเจี้ยนกั๋วก็ร้อนรนจนนั่งไม่ติดเก้าอี้ เขาไม่มีกะจิตกะใจจะซักถามรายละเอียดอะไรมากไปกว่านี้ ในหัวคิดแต่จะบุกไปคิดบัญชีกับหลัวหงเว่ยให้รู้แล้วรู้รอด
กัวเลี่ยงที่แนบหูอยู่หน้าประตู หันมามองหลิวหมิงฮุยด้วยสายตาจับผิด “หนึ่งสัปดาห์ที่พวกนายไปขลุกอยู่ที่ฟาร์ม มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น?”
“ทำไมน้องสาวของนายถึงอยากจะย้ายไปทำงานที่ฟาร์มกันดารนั่นกะทันหันล่ะ?”
หลิวหมิงฮุยเม้มริมฝีปากแน่น ไม่ยอมตอบคำถามของเพื่อน
ความจริงแล้ว ตัวเขาเองก็มืดแปดด้านไม่ต่างกัน
และเมื่อเทียบกับการต้องมานั่งอธิบายให้กัวเลี่ยงฟัง หลิวหมิงฮุยอยากรู้เหตุผลจากปากของเจียงถังมากกว่า
ทำไมเธอถึงอยากไปทำงานที่ฟาร์มนักนะ?
ที่สำคัญคือ ตลอดเวลาที่ผ่านมา เจียงถังเป็นคนประเภททำงานตามหน้าที่ ถึงเวลาก็เลิกงาน ไม่เคยมีความทะเยอทะยานหรือความต้องการอะไรเป็นพิเศษเลยสักนิด ทำไมจู่ๆ วันนี้ถึงได้ลุกขึ้นมาเรียกร้องความต้องการของตัวเองได้?
หลิวหมิงฮุยรู้สึกติดใจในประเด็นนี้มาก
ทางด้านหลิวเจี้ยนกั๋วที่กำลังจมอยู่กับความตื่นตระหนกเพราะกลัวจะสูญเสียบุคลากรชั้นยอดไป จึงมองข้ามความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ของเจียงถังไปอย่างสิ้นเชิง
คนที่มีความต้องการ ย่อมดูมีชีวิตชีวาและเหมือนมนุษย์ปุถุชนมากกว่า
เจียงถังในสายตาของทุกคนเมื่อก่อน มักจะมีกลิ่นอายความว่างเปล่าราวกับหลุดออกมาจากอีกโลกหนึ่ง ดังนั้นการที่เธอเป็นฝ่ายเอ่ยปากบอกความต้องการออกมาเองอย่างชัดเจน จึงดูผิดวิสัยไปมากโข
เจียงถังรอจนกระทั่งหลิวเจี้ยนกั๋วก่นด่าสาปแช่งหลัวหงเว่ยจนหนำใจ เธอถึงได้เอ่ยปากบอกเหตุผลด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ฟาร์มยากจนเกินไปค่ะ”
“ฉันอยากไปทำให้พวกเขาร่ำรวยขึ้นมา”
“ห๊ะ...” หลิวเจี้ยนกั๋วอ้าปากค้าง ตะลึงงันไปชั่วขณะ “เธอ... เธอคิดแบบนี้ด้วยตัวเองเหรอ? หรือว่าหลัวหงเว่ยมันเสี้ยมสอนให้เธอคิดแบบนี้?”
เขายังคงปักใจเชื่อว่าสหายเสี่ยวเจียงผู้ใสซื่อของเขาไม่มีทางมีความคิดซับซ้อนแบบนี้แน่
ต้องเป็นเพราะโดนเจ้าจิ้งจอกเฒ่าหลัวหงเว่ยชักจูงแน่นอน
เจียงถังกระพริบตาปริบๆ แววตาเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ “การที่อยากให้ฟาร์มร่ำรวยขึ้น ให้ทุกคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี เป็นเรื่องที่ผิดเหรอคะ?”
“ไม่ใช่ๆ มันไม่ใช่เรื่องผิด นี่เป็นความคิดที่ถูกต้องและน่ายกย่องมากต่างหาก”
หลิวเจี้ยนกั๋วเริ่มตระหนักได้ว่าเจียงถังกำลังเข้าใจเจตนาของเขาผิดไป เขาจำต้องสลัดอคติที่มีต่อหลัวหงเว่ยทิ้งไปก่อน แล้วหันมาอธิบายกับเธออย่างใจเย็นโดยใช้วิธีคิดที่เรียบง่ายแบบเดียวกับเธอ
ครั้งนี้เจียงถังพยักหน้าเข้าใจในที่สุด
“ฉันแค่จะไปทำงานช่วยที่ฟาร์มเฉยๆ ค่ะ ไม่ได้จะย้ายไปเป็นคนของทางนั้นสักหน่อย”
“อย่างนั้นเหรอ? หมายความว่าเธอยังคงสังกัดอยู่ที่สถานีเครื่องจักรฯ ของเรา เพียงแค่ตัวไปทำงานที่ฝั่งฟาร์ม? และหัวหน้าโดยตรงของเธอก็ยังเป็นฉันอยู่ใช่ไหม?”
“ไม่อย่างนั้น ฉันต้องย้ายสังกัดไปที่ฟาร์มเหรอคะ?” เจียงถังเอียงคอทำท่าครุ่นคิดอย่างจริงจัง “การย้ายไปเลยก็ดูเหมือนจะไม่ได้มีปัญหาอะไรนะคะ...”
ก็แค่ขั้นตอนยุ่งยากนิดหน่อยเท่านั้นเอง
“ไม่! ไม่ต้อง! ไม่ต้องย้ายไปไหนทั้งนั้นแหละ!”
หลิวเจี้ยนกั๋วที่เพิ่งจะโล่งอก รีบตะโกนขัดจังหวะความคิดของเจียงถังทันควัน ไม่ยอมเปิดช่องให้เธอคิดเตลิดไปไกล
เขาหัวเราะเสียงดังลั่นพร้อมตบมือฉาดใหญ่ “ยังไงทางฝั่งฟาร์มก็จำเป็นต้องพึ่งพาคำชี้แนะด้านเทคนิคจากเราอยู่แล้ว เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ต่อไปสหายเสี่ยวเจียง เธอรับหน้าที่รับผิดชอบชี้แนะงานที่ฟาร์มเป็นกรณีพิเศษ”
“ตำแหน่งของเธอก็คือ 'ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคพิเศษ' ที่สถานีเครื่องจักรกลการเกษตรของเราส่งไปประจำการเพื่อประสานงานกับฟาร์ม”
หลิวเจี้ยนกั๋วจัดการยัดเยียดตำแหน่งใหม่ที่ดูโก้หรูให้เจียงถังเสร็จสรรพ
เจียงถังไม่ได้ใส่ใจเรื่องยศถาบรรดาศักดิ์พวกนี้เลยสักนิด
สิ่งที่เธอให้ความสำคัญมีเพียงเรื่องเดียว คือขอแค่สามารถไปทำงานที่ฟาร์มได้ก็พอแล้ว
“ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวไปอ่านหนังสือแล้วนะคะ”
เมื่อรายงานความต้องการจบ เธอก็ตั้งใจจะออกไปหาหนังสือตำราที่เกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงสัตว์มาศึกษา
หลิวเจี้ยนกั๋วรีบเรียกเธอไว้ “เดี๋ยวสิ แล้วเธอรู้เหรอว่าจะไปหาหนังสือพวกนั้นได้ที่ไหน?”
เจียงถังชะงักเท้า หันกลับมามองแล้วส่ายหน้าไปมา
หลิวเจี้ยนกั๋วหัวเราะร่า ลุกขึ้นหยิบพวงกุญแจรถที่วางอยู่ข้างๆ “เอกสารหรือตำราที่เกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงสัตว์ ต้องไปหาที่สถานีปศุสัตว์ทางโน้นถึงจะมี”
ห้องสมุดประชาชนในตัวเมืองไม่ได้มีหนังสือเฉพาะทางด้านนี้มากนัก หากจะหาข้อมูลเชิงลึก ต้องบุกไปถึงถิ่นสถานีปศุสัตว์
“ฉันมีธุระต้องแวะไปทำที่สถานีปศุสัตว์พอดี เดี๋ยวฉันจะพาเธอไปเอง”
อันที่จริงเขาเป็นคนดูแลงานด้านเครื่องจักรกล ไม่ได้มีธุระปะปังอะไรกับสถานีปศุสัตว์เลยแม้แต่น้อย
แต่ในเมื่อเจียงถังจะไป เขาในฐานะผู้ปกครองและหัวหน้าก็ต้องไปส่งด้วยตัวเอง
สหายเสี่ยวเจียงของเขาหัวดีและมีความสามารถขนาดนี้ ขืนปล่อยให้ไปคนเดียวแล้วถูกพวกตาแก่เจ้าเล่ห์ทางสถานีปศุสัตว์หลอกล่อแย่งตัวไป เขาก็ขาดทุนย่อยยับกันพอดี
เขาจำเป็นต้องกางปีกปกป้องและเฝ้าสหายเสี่ยวเจียงเอาไว้ให้ดีที่สุด!
ต้นกล้าพันธุ์ดีของสถานีเครื่องจักรกลการเกษตร ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์มาแย่งไปทั้งนั้น
หลิวเจี้ยนกั๋วไม่เปิดโอกาสให้เจียงถังปฏิเสธความหวังดี เขาเดินอ้อมโต๊ะทำงานมายืนเคียงข้างเจียงถัง แล้วยื่นมือไปกระชากประตูเปิดออกอย่างรวดเร็ว
“เหวอ!”
กัวเลี่ยงที่กำลังแนบหูฟังอย่างตั้งใจ ไม่ทันระวังตัว ร่างกายจึงเอนถลาไปข้างหน้าตามแรงเปิดประตู
ใบหน้าของเขาเกือบจะพุ่งชนเข้ากับหน้าอกกว้างๆ ของหลิวเจี้ยนกั๋ว
“หะ... หัวหน้าสถานี...”
“อาเล็ก...”
สองหนุ่มที่ยืนหน้าซีดอยู่หน้าประตูรีบเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ
หลิวเจี้ยนกั๋วแค่นหัวเราะในลำคอ “พวกแกสองคนนี่ว่างงานกันมากนักใช่ไหม?”
หลิวหมิงฮุยกับกัวเลี่ยงรีบยกมือขึ้นลูบจมูกแก้เก้อพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย สายตาเลิ่กลั่กมองไปทางอื่นไม่กล้าสบตา
เจียงถังชะโงกหน้าออกมาจากด้านหลังแผ่นหลังกว้างของหลิวเจี้ยนกั๋ว เอ่ยถามด้วยใบหน้าซื่อตาใสและจริงใจ “พวกคุณไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของหัวหน้าสถานีที่เดินเข้ามาใกล้ประตูเหรอคะ?”
หลิวหมิงฮุย กัวเลี่ยง...
หลิวเจี้ยนกั๋วถลึงตาใส่ลูกน้องจอมสอดรู้สอดเห็น หันกลับมามองเจียงถังด้วยใบหน้าที่เปลี่ยนเป็นเปื้อนยิ้มทันที “เสี่ยวเจียง เจ้าเด็กเหลือขอสองคนนี้มาแอบฟังนานแล้วเหรอ?”
“ก็ไม่น่านานมากนะคะ?”
เจียงถังกะเวลาไม่ถูกว่าผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว
“หืม? แล้วพวกเขามาถึงตอนไหนล่ะ?” หลิวเจี้ยนกั๋วซักต่อ
“ก็ตั้งแต่ตอนที่หัวหน้าสถานีพ่นน้ำพรวดออกมาจากปากนั่นแหละค่ะ”
ปีศาจโสมน้อยผู้ไม่รู้จักการโกหก ตอบคำถามหัวหน้าสถานีไปตามความจริงทุกประการ
สิ้นคำตอบของเธอ สีหน้าของหลิวหมิงฮุยและกัวเลี่ยงก็ดูย่ำแย่ลงจนแทบดูไม่ได้
หลิวเจี้ยนกั๋วหัวเราะ ‘หึหึ’ ในลำคออย่างน่าเกรงขาม
“พวกแกสองคน... รีบไสหัวไปทำงานเดี๋ยวนี้!”
กัวเลี่ยง...
หลิวหมิงฮุย...
ชายหนุ่มทั้งสองคนมองเจียงถังด้วยสายตาตัดพ้อระคนขุ่นเคือง ในใจต่างกรีดร้องโหยหวนว่า ในฐานะที่เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่เพียงสามคนในสถานีเครื่องจักรฯ แห่งนี้ พวกเราควรจะต้องเป็นพวกเดียวกันไม่ใช่หรือไง!
เจียงถังมองตอบพวกเขาด้วยความฉงนสนเท่ห์ ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าสายตาแปลกๆ ของพวกเขาต้องการจะสื่อถึงอะไร
แต่หลิวเจี้ยนกั๋วมองปราดเดียวก็รู้ทัน
เขายกมือขึ้นทำท่าง้างจะฟาดกะโหลกเจ้าเด็กแสบสองคนตรงหน้า
“ยังไม่รีบไปอีก? ยังคิดจะยืนเฉยพาสหายเสี่ยวเจียงเสียคนหรือไง?”
“ไปแล้วครับๆ ใครจะไปกล้าทำแบบนั้น!” กัวเลี่ยงยกมือป้องหัวตัวเองพลางถอยกรูด ตอบกลับด้วยน้ำเสียงทะเล้นตามสไตล์ “ใครบ้างไม่รู้ว่าเสี่ยวเจียงเป็น ‘ยอดดวงใจ’ ของหัวหน้าสถานี ใครจะกล้าพาเธอเสียคน? ขืนทำแบบนั้นก็เท่ากับไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วสิครับ?”
“ถ้ารู้แล้วก็รีบไสหัวไปให้ไว” หลิวเจี้ยนกั๋วไล่ตะเพิดเสียงเข้ม
เจียงถังมองหลิวเจี้ยนกั๋วสลับกับมองกัวเลี่ยง จมูกรั้นๆ ของเธอย่นลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยแก้ไขความเข้าใจผิดในประโยคของกัวเลี่ยงให้ถูกต้องด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“พูดไม่ถูกค่ะ ฉันเป็น ‘ยอดดวงใจ’ ของลู่ฉางเจิงต่างหาก แบบนี้ถึงจะถูกค่ะ”
[จบบท]