บทที่ 77: อายุแค่นี้แต่กลับเจ้าชู้นักนะ
“อาเล็กครับ” หลิวหมิงฮุยส่งเสียงประท้วงด้วยความไม่เต็มใจ สีหน้าบ่งบอกความขัดใจอย่างชัดเจน เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเมื่ออยู่กันตามลำพังแล้ว อาเล็กของเขายังคงยึดติดกับเรื่องไร้สาระพรรค์นั้นอยู่ได้
เรื่องที่เห็นน้องสาวคนนั้นเป็นอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ของเขานั่นแหละ
“หึ เป็นอะไร? ดูจากสีหน้าแล้วแกคงจะไม่พอใจเอามากๆ เลยสินะ คิดว่าการต้องเรียกเสี่ยวเจียงว่าอาจารย์ มันทำให้แกเสียเกียรติลูกผู้ชายหรือยังไง?”
เมื่อเหลือกันเพียงแค่สองคนอาหลาน หลิวเจี้ยนกั๋วจึงเปิดอกพูดโดยไม่รักษาน้ำใจหรืออ้อมค้อมอีกต่อไป
“ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย” หลิวหมิงฮุยรีบปฏิเสธพัลวัน
“แกนี่สมองหมูหรือไง?”
หลิวเจี้ยนกั๋วถอนหายใจด้วยความระอาในความหัวทึบของหลานชาย “แกคิดว่าที่ฉันส่งแกไปเรียนงานกับเสี่ยวเจียง เป้าหมายจริงๆ คืออะไรกันแน่?”
“ก็... เพื่อให้ไปคอยดูแลเธออยู่ข้างๆ ไงครับ?” หลิวหมิงฮุยกลัวว่าจะทำให้อาเล็กอารมณ์เสียยิ่งกว่าเดิม จึงเอ่ยตอบเสียงอ่อยอย่างระมัดระวัง “เธอหัวไวมาก การได้ติดตามเธอก็น่าจะได้เรียนรู้อะไรติดตัวมาบ้าง”
“แค่หัวไวอย่างนั้นรึ?”
หลิวเจี้ยนกั๋วรู้สึกหงุดหงิดจนแทบอยากจะทุบอกตัวเองตาย เพราะความหัวช้าของหลานชายคนนี้ เด็กหนุ่มรุ่นหลานของตระกูลหลิว ทำไมถึงได้ซื่อบื้อจนน่าปวดหัวขนาดนี้
“แกไม่สังเกตเลยหรือไงว่า ระดับสติปัญญาของเสี่ยวเจียงน่ะ มันก้าวข้ามขีดจำกัดของคนปกติไปไกลแล้ว?”
“อาเล็กครับ... ที่พูดมานี่หมายความว่ายังไงครับ?”
หลิวหมิงฮุยเกาหัวแกรกๆ ด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจความนัยที่อาต้องการสื่อเลยสักนิด
หลิวเจี้ยนกั๋วมองหน้าหลานชายแล้วก็ได้แต่ปลงตก
ช่างเถอะ เขาเหนื่อยแล้ว ปล่อยวางเถอะ!
ดูท่าแล้วลูกหลานตระกูลหลิวในรุ่นของหลิวหมิงฮุยคงหมดหวังเรื่องความฉลาดปราดเปรื่อง คงต้องฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่รุ่นเหลนต่อไปก็แล้วกัน
“อาเล็ก... เป็นอะไรไปครับ? ผมพูดอะไรผิดไปเหรอ?”
หลิวหมิงฮุยเห็นผู้เป็นอาเงียบเสียงไปแล้วเดินไพล่หลังหนี เขาจึงรีบเข็นจักรยานคู่ใจของอาเล็กเดินตามไปติดๆ
“อาเล็ก อย่าโกรธผมเลยนะครับ”
“กับคนสมองทึบอย่างแก ฉันไม่เสียเวลามานั่งโกรธหรอก” หลิวเจี้ยนกั๋วตอบกลับด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้น
แม้จะโดนด่าแต่หลิวหมิงฮุยก็ไม่ถือสา เขายังคงยิ้มเผล่และพยายามชวนคุยเอาใจผู้เป็นอาต่อไป
หลิวเจี้ยนกั๋วเห็นสภาพหลานชายแบบนี้ก็ยิ่งโมโหจนจุกอก พูดไม่ออกบอกไม่ถูก
เจ้าเด็กบื้อนี่ เมื่อไหร่จะมีเสี้ยวความฉลาดสักหนึ่งในพันส่วนของเสี่ยวเจียงบ้างนะ?
ถ้ามีวันนั้นจริงๆ เขาคงนอนหลับฝันดีจนตื่นขึ้นมาหัวเราะได้ทั้งวันแน่
ขณะที่หลิวเจี้ยนกั๋วกำลังชื่นชมหญิงสาวในใจ เจียงถังก็ได้ปั่นจักรยานกลับมาถึงเขตบ้านพักเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทว่าในเวลานี้ เธอกำลังเล่นจ้องตากับเด็กชายตัวน้อยนามว่า 'เสี่ยวหยวนเป่า' ที่นั่งยองๆ อยู่ตรงหน้า ต่างฝ่ายต่างจ้องมองกันเขม็งไม่วางตา
ย้อนกลับไปเมื่อห้านาทีก่อน ทันทีที่เธอจอดจักรยานเสร็จ ยายา เด็กหญิงจากบ้านข้างๆ ก็วิ่งแจ้นเข้ามาหา บอกว่าจะพาเพื่อนใหม่มาแนะนำให้เจียงถังรู้จัก
“คุณน้าคะ หยวนเป่าเขาเก่งมากเลยนะคะ เขาบอกว่าโตขึ้นจะแต่งงานกับหนู เขาจะเป็นพ่อ แล้วให้หนูเป็นแม่ค่ะ”
เด็กหญิงหน้าตาจิ้มลิ้มจูงมือเด็กชายผิวขาวเนียนราวกับตุ๊กตาหยกเดินเข้ามาในลานบ้าน พร้อมพูดจเจื้อยแจ้วด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา
และนั่นจึงเป็นที่มาของฉากสงครามจ้องตาระหว่างเจียงถังและเสี่ยวหยวนเป่า
ยายายืนอยู่ข้างๆ มองซ้ายทีขวาที ด้วยความไม่เข้าใจว่าทำไมคุณน้ากับเพื่อนใหม่ต้องจ้องหน้ากันเอาเป็นเอาตายขนาดนั้น
เมื่อคิดหาคำตอบไม่ได้ เธอจึงตัดสินใจเข้าร่วมวงด้วย โดยทำท่าทางเลียนแบบทั้งสองคน นั่งยองๆ ลงกับพื้น เอามือสองข้างเท้าคาง กลอกตามองซ้ายทีขวาที
ภาพของทั้งสามคนที่นั่งล้อมวงกันหน้าตาเคร่งเครียด ดูเหมือนกำลังประชุมวิจัยวาระสำคัญระดับชาติ
จางหงอิงเดินผ่านมาเห็นฉากนี้เข้าพอดี
เธอรู้สึกขบขันจนต้องเดินเข้าไปทัก “น้องสาว พวกเธอกำลังเล่นอะไรกันอยู่เนี่ย?”
“พี่สะใภ้”
เจียงถังลุกขึ้นยืน ย่นจมูกเล็กน้อยพร้อมชี้นิ้วไปที่เสี่ยวหยวนเป่า “เด็กคนนี้บอกว่าจะแต่งงานกับยายาค่ะ”
จางหงอิงชะงักไปเล็กน้อย
เสี่ยวหยวนเป่าหน้าแดงซ่านขึ้นมาทันที เขามองเจียงถังด้วยสายตาไม่พอใจ “ทำไมคุณถึงขี้ฟ้องแบบนี้ล่ะ? คุณเป็นเด็กหรือไง?”
เจียงถังไม่มีท่าทีสะทกสะท้าน แถมยังตอบกลับด้วยเหตุผลอันหนักแน่น “ก็นายหลอกลวงยายา เที่ยวสัญญาพล่อยๆ กับเธอ”
ในสายตาของอดีตปีศาจโสมพันปี คำสัญญานั้นหนักแน่นดั่งขุนเขาและมีค่ามาก ห้ามเอ่ยออกมาส่งเดชเด็ดขาด
เสี่ยวหยวนเป่าส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ ไม่ยอมรับข้อกล่าวหา
“ใครบอกว่าผมหลอกพี่ยายา? ผมโตขึ้นก็จะแต่งงานกับเธอ ให้เธอเป็นแม่ ผมจะเป็นพ่อจริงๆ ต่างหาก”
“นายโกหก”
น้ำเสียงของเจียงถังเต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างถึงที่สุด
“เมื่อก่อนนายต้องเคยพูดแบบนี้กับเด็กผู้หญิงคนอื่นมาแล้วแน่ๆ แล้วตอนนี้ก็เอามาพูดกับยายาอีก นายมันจอมลวงโลก”
เสี่ยวหยวนเป่าที่ถูกจี้จุดจนพูดไม่ออก แววตาเริ่มสั่นไหวลอกแลก
“เมื่อก่อนผมยังเด็ก ไม่รู้เรื่องนี่นา”
ฟังจากคำแก้ตัวของเสี่ยวหยวนเป่า ดูเหมือนเจ้าตัวจะคิดว่าตอนนี้ตัวเองโตเป็นผู้ใหญ่มากแล้วกระนั้นแหละ
แต่คำพูดนี้ก็เท่ากับเป็นการยอมรับกลายๆ ว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเที่ยวไปหยอดคำหวานใส่สาวน้อยคนอื่น
ยายายังคงงุนงงไม่เข้าใจสถานการณ์ ได้แต่มองคุณน้าและเพื่อนใหม่สลับกันไปมาด้วยแววตาใสซื่อ
จางหงอิงยิ้มแห้งๆ พยายามช่วยไกล่เกลี่ยสถานการณ์ “เด็กๆ ก็พูดเล่นกันไปตามประสาแหละจ้ะ น้องสาวอย่าไปถือสาหาความเลย”
“ไม่ได้ค่ะพี่สะใภ้ คำสัญญาจะให้กันส่งเดชไม่ได้ ถึงจะยังเด็ก ก็ห้ามสัญญาพร่ำเพรื่อค่ะ”
เธอพูดจบก็หันขวับไปมองเสี่ยวหยวนเป่า แล้วเริ่มเปิดคลาสสั่งสอน “ในหนังสือบอกไว้ว่า พูดแล้วต้องทำให้ได้ ต้องมีความรับผิดชอบ สุภาพชนจะไม่พูดเพ้อเจ้อ และต้องละอายใจหากทำตามคำพูดไม่ได้”
“นายเป็นลูกผู้ชาย ต้องรักษาคำพูด เรื่องไหนที่ไม่มั่นใจว่าจะทำได้ ก็ห้ามรับปากส่งเดช”
“ยิ่งไปกว่านั้น ห้ามเห็นเด็กผู้หญิงสวยๆ แล้วก็ไปเที่ยวบอกว่าจะขอเธอแต่งงาน จะให้มาเป็นแม่ของลูก แบบนี้มันใช้ไม่ได้”
ในบางเรื่อง เจียงถังก็มีความยึดมั่นถือมั่นอย่างน่าประหลาด
เสี่ยวหยวนเป่าหน้าแดงก่ำจนลามไปถึงใบหู
ยายามองหน้าเจียงถังที หันไปมองเสี่ยวหยวนเป่าที จู่ๆ เธอก็เบะปาก แล้วปล่อยโฮออกมาเสียงดังลั่น
“หยวนเป่าคนนิสัยไม่ดี! เค้าไม่เล่นกับตัวเองแล้ว เค้าจะไม่แต่งงานกับตัวเองแล้ว แง...”
ยายาสะบัดหน้าวิ่งร้องไห้ออกไปจากลานบ้านทันที
จางหงอิงเห็นเหตุการณ์กลับตาลปัตรแบบนั้น ก็ทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ
จริงๆ ถ้าเป็นเธอ เธอคงมองว่าเป็นเรื่องขำขันของเด็กสองคนที่ล้อเล่นกัน ไม่เก็บมาใส่ใจให้รกสมอง
แต่พอได้ฟังหลักการของเสี่ยวเจียง เธอก็เริ่มฉุกคิดได้ว่า ความซื่อสัตย์และการรักษาคำพูด เป็นรากฐานสำคัญที่ต้องปลูกฝังตั้งแต่ยังเล็กจริงๆ
“น้องสาว ให้หยวนเป่าเล่นที่บ้านเธอไปก่อนนะ เดี๋ยวฉันรีบไปดูยายาก่อน”
หัวอกคนเป็นแม่พอได้ยินเสียงลูกสาวร้องไห้ก็ร้อนใจ จางหงอิงรีบฝากฝังแล้วหันหลังวิ่งกลับบ้านตัวเองไปทันที
ภายในลานบ้าน จึงเหลือเพียงเจียงถังกับเสี่ยวหยวนเป่ายืนเผชิญหน้ากัน
เสี่ยวหยวนเป่ามองเจียงถัง เจียงถังก็จ้องเขากลับ
“คุณรู้ได้ยังไงว่าเมื่อก่อนผมเคยพูดว่าจะแต่งงานกับเด็กผู้หญิงคนอื่น?” สุดท้ายคนที่อายุน้อยกว่าและเก็บความลับไม่อยู่ ก็หลุดปากถามออกมาด้วยความสงสัย
เจียงถังตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่เฉียบขาด “เมื่อวานซืนฉันเห็นนายจูงมือกับเด็กผู้หญิงคนอื่น”
เพราะกังวลว่าตัวเองอาจจะจำผิดคน เมื่อครู่นี้เจียงถังถึงได้จ้องหน้าเขาอยู่นานสองนานเพื่อพิสูจน์ความแน่ใจ
เสี่ยวหยวนเป่ายังไม่ทันจะได้อ้าปากแก้ตัว เจียงถังก็รุกไล่ต่อ “แล้วเมื่อวานนี้นายก็จูงมือกับเด็กผู้หญิงอีกคนอยู่ที่หน้าเขตบ้านพัก”
เสี่ยวหยวนเป่าตาโตด้วยความตกใจ คาดไม่ถึงเลยว่าเจียงถังจะบังเอิญเจอเขาบ่อยขนาดนี้
“นั่นเป็นเพราะผมมนุษยสัมพันธ์ดีต่างหากเล่า”
เขาแถสีข้างถลอกอย่างเสียไม่ได้ “ผมเพิ่งย้ายมาที่เขตบ้านพัก เด็กผู้หญิงแถวนี้ก็เลยชอบมาเล่นกับผม”
“นั่นไม่ใช่ข้ออ้างที่นายจะไปหลอกคนอื่น”
ผู้ใหญ่คนอื่นอาจจะเอ็นดูเด็กและยอมตามใจ แต่สำหรับเจียงถังที่มีความคิดความอ่านตรงไปตรงมาเหมือนเด็ก จะไม่มีทางยอมอ่อนข้อให้เด็ดขาด
“นายพูดกับเด็กผู้หญิงทุกคนว่าจะแต่งงานกับพวกเธอ นี่คือการหลอกลวงต้มตุ๋น”
“ยายาก็ร้องไห้เพราะถูกนายหลอกเห็นไหม”
เจียงถังสวมวิญญาณครูฝ่ายปกครองอบรมเสี่ยวหยวนเป่าชุดใหญ่ “นายจะอาศัยว่าตัวเองหน้าตาดี แล้วทำเรื่องไม่ถูกต้องตามใจชอบไม่ได้นะ”
“นายต้องดูฉันเป็นตัวอย่าง หน้าตาดีแล้วสิ่งที่ทำก็ต้องถูกต้องดีงามทั้งหมดด้วย แบบนี้ถึงจะมีคนรักและเอ็นดูนายตลอดไป”
ที่นอกรั้วบ้าน จางหย่วนที่เพิ่งเลิกงานและแวะมารับลูกชายที่เขตบ้านพัก หันขวับไปมองลู่ฉางเจิงที่ยืนอยู่ข้างกายทันที
นี่มัน...
สหายเจียงถังหลงตัวเองได้หน้าตาเฉยขนาดนี้เชียวหรือ?
จางหย่วนพยายามจ้องมองสีหน้าของลู่ฉางเจิงเพื่อดูปฏิกิริยา แต่กลับเห็นเพียงมุมปากของชายหนุ่มที่ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างเอ็นดู ก่อนจะผลักประตูรั้วเดินเข้าไปด้านใน
[จบบท]