บทที่ 79: ลูกชายตัวดีกับภารกิจเผาพ่อ
ความนัยที่สื่อผ่านสายตาคู่นั้น มีเพียงสามีภรรยาอย่างจางหย่วนและจี้หมิงเวยเท่านั้นที่รู้กันดี
จี้หมิงเวยย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านพักทหารได้เกือบสิบวันแล้ว และตลอดระยะเวลาเกือบสิบวันที่ผ่านมานี้ ไม่มีวันไหนเลยที่เธอจะได้ตื่นนอนตรงเวลาตามปกติ คุณสามีตัวดีของเธอดูเหมือนจะมีพลังงานเหลือเฟือราวกับสัตว์ป่า เขาเคี่ยวกรำร่างกายเธออย่างหนักหน่วงจนเช้าวันรุ่งขึ้นเธอปวดร้าวไปทั้งเนื้อทั้งตัว
อย่าว่าแต่ลุกจากเตียงเลย แม้แต่แรงจะตักข้าวกินเธอยังแทบไม่มี
ทางด้านจางหย่วนเมื่อถูกภรรยามองด้วยสายตาคาดโทษ เขาก็ยกมือขึ้นลูบจมูกแก้เก้อด้วยความรู้สึกผิด
ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากเป็นสุภาพบุรุษที่รักษาสัญญา แต่ภรรยาของเขาก็ควรจะเห็นใจกันบ้าง เขาเป็นผู้ชายกลัดมันที่ต้องอดทนอดกลั้นห่างเมียมานานเกือบปี พอได้ภรรยามาอยู่ใกล้ตัวแบบนี้ ความปรารถนามันก็ย่อมปะทุเป็นธรรมดา
ใจจริงเขาก็อยากจะหักห้ามใจตัวเองเหมือนกัน
แต่ประเด็นคือมันห้ามไม่ไหวนี่สิ
จางหย่วนหัวเราะแหะๆ พร้อมส่งสายตาออดอ้อนประจบเอาใจภรรยาเต็มที่
ทว่าเสี่ยวหยวนเป่ากลับพยักหน้าหงึกหงักอย่างจริงจัง เขาจดจำคำสอนของผู้เป็นแม่ใส่สมองน้อยๆ ไว้ครบถ้วนทุกคำ
“คุณอาคนสวยคนนั้นก็สอนผมเหมือนกันครับ ว่าคนเราไม่ควรรับปากใครมั่วซั่ว ถ้าทำไม่ได้ก็อย่าพูด”
“อื้ม ลูกพูดถูกแล้ว”
จี้หมิงเวยมองลูกชายตัวน้อยด้วยแววตาปลื้มปริ่ม
“ลูกผู้ชายต้องคำไหนคำนั้น พูดแล้วต้องทำให้ได้ แบบนี้ถึงจะเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ และเติบโตไปทำการณ์ใหญ่ได้”
“ผมเข้าใจแล้วครับแม่”
เสี่ยวหยวนเป่าเป็นเด็กดีที่สอนง่ายมาก
ขอเพียงมีเหตุผลมารองรับ ไม่ว่าใครสอนอะไรเขาก็พร้อมจะรับฟังและปฏิบัติตาม
จี้หมิงเวยถามไถ่ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเขตบ้านพักเฟสหนึ่งอีกเล็กน้อย ก่อนจะส่งยิ้มบางๆ แล้วบอกให้เสี่ยวหยวนเป่าลงมือทานข้าว
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารของพ่อแม่ลูกทั้งสามคนเป็นไปอย่างอบอุ่น จางหย่วนกับจี้หมิงเวยกำลังปรึกษาหารือกันเรื่องเมนูอาหารที่จะใช้เลี้ยงต้อนรับแขกในวันพรุ่งนี้
จู่ๆ เสี่ยวหยวนเป่าที่กำลังก้มหน้าก้มตาทานข้าวก็เงยหน้าขึ้นมา ดวงตากลมโตมองตรงไปที่จี้หมิงเวยซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยสีหน้าจริงจังขึงขัง
“มีอะไรหรือเปล่าไอ้ลูกชาย”
จางหย่วนเอ่ยถามอย่างอารมณ์ดี
เสี่ยวหยวนเป่าส่ายหน้าปฏิเสธพ่อ แต่หันไปคุยกับแม่แทน
“แม่ครับ”
“ว่าไงจ๊ะ”
“ถ้าผู้ชายคนหนึ่งพูดว่า รับมือผู้หญิงคนหนึ่งไม่ไหว มันแปลว่าอะไรเหรอครับ”
เสี่ยวหยวนเป่าเป็นเด็กช่างสงสัยและใฝ่เรียนรู้
แต่คำถามนั้นทำให้จางหย่วนรู้สึกถึงลางสังหรณ์หายนะบางอย่าง
และแล้วความกังวลของเขาก็เป็นจริงในวินาทีถัดมา เมื่อลูกชายตัวดีเอ่ยประโยคต่อมา
“เมื่อกี้ตอนอยู่ที่บ้านลุงลู่ พ่อพูดว่า พ่อมีแม่เป็นเมียคนเดียวก็รับมือไม่ไหวแล้วครับ”
“ร่างกายของพ่อมีปัญหาหรือเปล่าครับแม่”
เสี่ยวหยวนเป่าถามด้วยความใสซื่อบริสุทธิ์ใจ เพราะไม่เข้าใจความหมายจริงๆ
จางหย่วนตาเหลือก รีบพุ่งตัวข้ามโต๊ะไปตะครุบปากลูกชายทันที
“ไอ้ลูกตัวดี อย่าพูดจาซี้ซั้วสิโว้ย”
เสี่ยวหยวนเป่ามองผู้เป็นพ่อด้วยดวงตาใสแจ๋วไร้เดียงสา
จางหย่วนมีเหตุผลอันสมควรที่จะระแวงว่า เจ้าลูกชายคนนี้อาจจะกำลังจงใจวางยาเขาอยู่แน่ๆ
จี้หมิงเวยหัวเราะ หึหึ ในลำคอ ฟังดูเย็นเยียบจับใจ
“อื้ม ร่างกายเขาอาจจะไม่ไหวแล้วจริงๆ ก็ได้”
“เวยเวย...”
“ภรรยาจ๋า...”
จางหย่วนหน้าซีดเผือด เขาพยายามจะอ้าปากอธิบาย แต่ภรรยาคนสวยไม่เปิดช่องว่างให้เขาได้แก้ตัวเลยสักนิด
และบทลงโทษก็มาชัดเจนเอาตอนเข้านอน จี้หมิงเวยเล่นบทโหดด้วยการล็อกประตูห้องนอน ขังสามีปากพล่อยไว้ข้างนอก
“ภรรยาครับ ที่รักจ๋า ผมยังไม่ได้เข้าไปเลยนะ คุณลืมหรือเปล่า ผมยังยืนหัวโด่อยู่ข้างนอกเนี่ย เปิดประตูให้ผมหน่อยสิครับ”
จางหย่วนเคาะประตูเบาๆ แล้วกดเสียงต่ำออดอ้อนคนที่อยู่ในห้อง หวังให้เธอใจอ่อนยอมมาเปิดประตู
เสียงของจี้หมิงเวยดังลอดออกมาจากในห้อง น้ำเสียงราบเรียบแต่เชือดเฉือน
“จะเปิดทำไม ก็ไหนบอกว่ารับมือฉันคนเดียวก็รับมือไม่ไหวแล้วไม่ใช่หรือไง งั้นก็นอนข้างนอกไปซะ”
“ไม่ใช่นะครับที่รัก ตอนนั้นผมแค่ตกใจกลัวโดนล้อ ผมเลยพูดไปโดยไม่ได้คิด ภรรยาอย่าเก็บเอาคำพูดพล่อยๆ ของผมไปใส่ใจเลยนะ เปิดประตูให้ผมเข้าไปเถอะ ผมสาบานว่าจะเข้าไปอธิบายให้คุณฟังอย่างละเอียดเลย”
ต้องรอจนเกือบห้าทุ่ม กว่าจี้หมิงเวยจะยอมเปิดประตูให้จางหย่วนเข้ามาในห้องหอ
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในห้องนอน จางหย่วนรีบปิดประตูลงกลอนทันควัน จากนั้นเขาก็วางกระดานซักผ้าที่กอดติดมือมาด้วยลงที่หน้าเตียง ก่อนจะทิ้งตัวลงคุกเข่าดังตุ้บอย่างไม่อิดออด
“ภรรยาครับ ผมผิดไปแล้ว ยกโทษให้ผมเถอะ”
จี้หมิงเวยตวัดสายตามองค้อนใส่สามีที่เล่นใหญ่รัชดาลัย แล้วพลิกตัวหันหลังนอนตะแคงหนี
แม้ว่าจะฝ่าด่านเข้ามาในห้องได้ และได้รับอนุญาตให้ขึ้นมานอนบนเตียง แต่หากหวังจะทำกิจกรรมเข้าจังหวะอะไรมากกว่านั้น คงเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนในคืนนี้
จางหย่วนนอนแผ่หลากระพริบตาปริบๆ มองแผ่นหลังของภรรยาที่นอนหันหลังให้ เขาอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นตบปากตัวเองเบาๆ หนึ่งที
ปากหนอปาก หาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ
“คุณเป็นบ้าอะไร”
จี้หมิงเวยหันขวับกลับมา ถลึงตาใส่จางหย่วนด้วยความรำคาญ
“ดึกดื่นป่านนี้ไม่หลับไม่นอน ถ้าไม่นอนก็ออกไปข้างนอก”
จางหย่วนรีบฉีกยิ้มประจบประแจงทันที
“นอนครับ นอนครับ ภรรยาจ๋า ผมนอนเดี๋ยวนี้แหละ”
ระหว่างที่พูด เขาก็แอบยื่นมือไม้ซุกซนออกไป วางทาบลงบนเอวคอดของเธออย่างหยั่งเชิง
จี้หมิงเวยไม่ได้ปัดมือเขาออก
จางหย่วนดีใจจนเนื้อเต้น หัวใจพองโตคับอก
ภรรยาของเขาปากแข็งแต่ใจอ่อนที่สุด
“ที่รัก...”
“หุบปาก นอน!”
“ครับผม”
เขาดึงร่างนุ่มนิ่มเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขนด้วยความน้อยใจนิดๆ แต่ก็ไม่กล้าขยับตัวซุกซนอีก ได้แต่นอนหลับตาลงอย่างว่าง่ายแต่โดยดี
ในขณะเดียวกัน ที่ชั้นสองของอาคารอีกหลังซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านของจางหย่วน เติ้งผิงที่ลังเลใจมาเกือบสิบวันแล้ว กอดหมอนใบเก่งเดินมายืนอยู่ที่หน้าประตูห้องนอนเล็กอีกครั้ง
แม้ว่าปากของเธอจะบอกว่าไม่เชื่อคำแนะนำของเจียงถัง และในใจลึกๆ ก็คิดว่าคำพูดนั้นดูไร้สาระสิ้นดี
จะมีทฤษฎีไหนกัน ที่บอกว่าแค่ได้นอนร่วมเตียงกับผู้ชายแล้วความสัมพันธ์สามีภรรยาจะดีขึ้น
แต่จนปัญญาที่เธอไม่มีวิธีอื่นแล้ว จึงคิดว่าจะลองเสี่ยงดูสักตั้ง
สรุปสั้นๆ คือตอนนี้เธอมีความตั้งใจอยากจะประคับประคองชีวิตคู่ให้ดีขึ้น ไม่สามารถทนอยู่ในสถานะกับจ้าวจานกั๋วแบบต่างคนต่างอยู่เหมือนคนแปลกหน้าภายใต้ชายคาเดียวกันแบบนี้ต่อไปได้อีกแล้ว
เติ้งผิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เรียกความกล้า ในใจพลางคิดแบบยอมหักไม่ยอมงอว่า ช่างเถอะ อย่างมากก็แค่โดนเขาพูดจาถากถางหรือด่าทอสักยก
เรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อย เมื่อก่อนเธอก็ทำหน้ายักษ์ใส่เขาไม่น้อย ใช้คำพูดร้ายกาจสาดเสียเทเสียใส่จ้าวจานกั๋วไปตั้งเท่าไหร่
ถ้าเธอเข้าไปแล้วเขาจะด่ากลับบ้าง ก็เป็นเรื่องที่สมควรโดนแล้ว
หลังจากเตรียมใจเรียบร้อย เติ้งผิงก็ยกมือขึ้นหมายจะเคาะประตูตามมารยาท
แต่มือยังไม่ทันได้สัมผัสบานประตูไม้ เธอก็สังเกตเห็นว่าประตูแค่แง้มไว้ ไม่ได้ล็อกกลอน
เติ้งผิงขมวดคิ้วด้วยความสงสัย แต่ก็ตัดสินใจยื่นมือผลักประตูเข้าไปเบาๆ
ทันทีที่บานประตูเปิดออก เธอก็เห็นจ้าวจานกั๋วนั่งนิ่งอยู่บนเตียงเล็กฝั่งตรงข้าม
ภายในห้องมืดสนิทไม่ได้เปิดไฟ ร่างสูงใหญ่ของเขาที่นั่งอยู่ตรงขอบเตียงแคบๆ ดูโดดเด่นและกดดันอย่างประหลาด
ในสภาพแวดล้อมที่มืดสลัวแบบนี้ ตามหลักความจริงแล้วเติ้งผิงไม่น่าจะมองเห็นสีหน้าของจ้าวจานกั๋วได้ชัดเจน
แต่เธอกลับสัมผัสได้ถึงความรู้สึกใจคอไม่ดีอย่างบอกไม่ถูก
“เอ่อ... คุณยังไม่นอนเหรอคะ”
หลังจากยืนอึ้งอยู่นาน เธอก็เค้นคำพูดที่ฟังดูเก้อเขินและธรรมดาที่สุดออกมาได้เพียงไม่กี่คำ
ในวินาทีนี้ เติ้งผิงรู้สึกอิจฉาเจียงถังขึ้นมาอย่างประหลาด
เวลาที่เจียงถังอยู่กับลู่ฉางเจิง หญิงสาวคนนั้นมักจะพูดคุยจ้อแจ้เรื่องราวต่างๆ ออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติและน่ารัก แต่พอตัดภาพมาเป็นเธอกับจ้าวจานกั๋ว เธอกลับใบ้กินพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
เมื่อก่อนคือเธอหยิ่งผยองไม่อยากจะเสวนากับเขา
แต่ตอนนี้กลายเป็นว่า เธอไม่รู้ว่าจะสรรหาเรื่องอะไรมาคุยกับเขาดี
เพราะความผิดบาปจากการกระทำที่ผ่านมาของเธอมันหนักหนาเกินจะให้อภัย แถมยังเป็นต้นเหตุให้ลูกคนแรกของพวกเขาต้องหลุดไปอีก
หลังจากทักทายออกไปอย่างเก้อเขิน เติ้งผิงก็ยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ กอดหมอนแน่นจนนิ้วเท้าจิกพื้นด้วยความประหม่า ไม่รู้จะวางตัวอย่างไร
แผนเดิมในหัวของเธอคือ รอให้จ้าวจานกั๋วหลับสนิทไปก่อน แล้วเธอค่อยแอบย่องเข้าไปนอนข้างๆ เขาเงียบๆ
รอจนถึงพรุ่งนี้เช้าพอเขาตื่นไปทำงาน เธอก็จะแกล้งหลับต่อ วิธีนี้ก็จะช่วยให้หลีกเลี่ยงความกระอักกระอ่วนตอนตื่นมาเจอกันได้
แต่เธอไม่คาดคิดเลยว่า อีกฝ่ายจะยังไม่นอน แถมดูท่าทางเหมือนกำลังนั่งรอเธออยู่
รอเธอเหรอ
“คุณ... กำลังรอฉันเหรอคะ”
จ้าวจานกั๋วมองฝ่าความมืดมาที่คนตรงประตู บนใบหน้าของชายหนุ่มไม่มีความดีใจปรากฏให้เห็น แต่กลับเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมจริงจัง
“ใช่”
“เรามาคุยกันหน่อย”
“ผมอยากคุยกับคุณให้รู้เรื่อง”
ทั้งสองคนเอ่ยปากพูดขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
ดูเหมือนว่าพวกเขาทั้งคู่ต่างตระหนักได้ตรงกันว่า ปัญหาเรื้อรังระหว่างพวกเขา หากอาศัยแค่การหลบหน้าหรือความเงียบเข้าสู้ มันไม่มีทางแก้ไขอะไรได้
เติ้งผิงรู้ตัวดีว่า ตนเองเป็นฝ่ายผิดเต็มประตู
หลังจากตกลงกันว่าจะเปิดอกคุย เธอจึงรีบแสดงเจตจำนงสำนึกผิดของตัวเองก่อน
“ฉันขอโทษค่ะ”
“ก่อนหน้านี้เป็นเพราะฉันไม่รู้ความ ทำตัวงี่เง่าสร้างปัญหาให้คุณไม่น้อย พร้อมทั้งยัง... ทำร้ายลูกของเรา”
เธอยืนก้มหน้านิ่งอยู่ตรงหน้าจ้าวจานกั๋ว กล่าวคำขอโทษด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
อันที่จริงจ้าวจานกั๋วเฝ้าสังเกตเห็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นของเติ้งผิงในช่วงเวลานี้มาตลอด
เขาเห็นทุกอย่างอยู่ในสายตา แต่ไม่กล้าเก็บเอามาใส่ใจให้มีความหวัง เขาขี้ขลาดเกินกว่าจะเชื่อใจ กลัวว่าถ้าเขาจริงจังขึ้นมา แล้วมันเป็นเพียงความรู้สึกชั่ววูบของเธอล่ะ เขาคงรับความผิดหวังซ้ำสองไม่ไหว
[จบบท]