บทที่ 89: สุดยอดนักอวยแห่งปี
เห็นไหมล่ะ ในที่สุดก็ต้องเป็นหน้าที่ของ สมาชิกในครอบครัว เดียวกัน เรื่องเกี่ยวกับสัตว์แบบนี้เติ้งผิงน่าจะถนัดที่สุดแล้ว
ยังเดินไปไม่ถึงคอกหมู จมูกของเจียงถังก็สัมผัสได้ทันทีว่าสุขอนามัยของที่นี่เข้าขั้นวิกฤต
คิดไม่ผิดจริง ๆ ที่ลากแม่กระต่ายจำแลงมาเลี้ยงหมูด้วยกัน
เจียงถังแสร้งทำสายตาชื่นชมเป็นประกายวิบวับ หันไปทางหลัวหงเว่ยพร้อมเอ่ยเสียงใส "หัวหน้าหลัวคะ ถึงแม้หมูจะเป็นแค่สัตว์เลี้ยง แต่เราก็ต้องดูแลบ้านช่องของพวกมันให้สะอาดสะอ้านนะคะ ถ้าที่อยู่ดี สุขภาพจิตดี พวกมันก็จะเจริญเติบโตได้รวดเร็วค่ะ"
คำพูดซื่อ ๆ ของหญิงสาวทำเอาหลัวหงเว่ยรู้สึกละอายใจขึ้นมา
เขาก้มหน้าลงเล็กน้อยพร้อมพยักหน้ารับคำรัว ๆ
"ปกติผมไม่ค่อยได้เดินมาตรวจตราแถวนี้ เลยไม่รู้จริง ๆ ครับว่าสภาพมันจะเหม็นเน่าและสกปรกขนาดนี้"
หลัวหงเว่ยถอนหายใจก่อนจะปรับสีหน้าให้จริงจังขึ้นเมื่อหันมาคุยกับสองสาว "สหายทั้งสอง วันนี้ผมพามาดูสถานที่แล้ว ต่อไปผมคงต้องฝากโรงเลี้ยงสัตว์แห่งนี้ไว้ในมือพวกคุณด้วยนะครับ"
เจียงถังหันขวับไปหาเติ้งผิงที่ยืนทำหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ข้าง ๆ หล่อนตบไหล่อีกฝ่ายดังปุ ๆ ด้วยท่าทางขึงขังเกินเบอร์ "ได้ยินไหมเติ้งผิง ต่อไปโรงเลี้ยงหมูต้องพึ่งพาความสามารถของเธอแล้วนะจ๊ะ"
เติ้งผิงมองใบหน้าจิ้มลิ้มที่กำลังวางมาดเป็นผู้ใหญ่สั่งงานลูกน้องแล้วก็รู้สึกเหมือนมีก้อนเลือดจุกอยู่ที่คอ จะกลืนก็ไม่เข้าจะคายก็ไม่ออก
ความอัดอั้นตันใจนี้มันช่างยากจะบรรยาย
แต่เห็นแก่หน้าหลัวหงเว่ยและคนงานคนอื่น ๆ ที่ยืนอยู่ตรงนี้ เติ้งผิงจึงเลือกที่จะไม่ฉีกหน้าเจียงถังกลางวง
ทำได้เพียงส่งสายตาพิฆาตไปประท้วงเงียบ ๆ ยัยเด็กนี่ไหนบอกว่าให้มาช่วยเป็นลูกมือเฉย ๆ ไง
ทำไมพูดไปพูดมา กลายเป็นว่าภาระทั้งโรงเลี้ยงหมูมาตกอยู่ที่บ่าของเธอคนเดียวเสียแล้ว
แววตาของเติ้งผิงเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองและคำถาม
แต่เจียงถังกลับตีมึน ทำหน้าตาใสซื่อราวกับเรื่องนี้เป็นสัจธรรมของโลก
ก็หล่อนต้องดูแลโรงเลี้ยงสัตว์ในภาพรวมอยู่แล้ว แต่หล่อนเป็นภูตโสมนะ ข้ามสายพันธุ์กับสัตว์พวกนี้ไปไกลโข
ผิดกับเติ้งผิงที่เป็นปีศาจกระต่าย
สัตว์ในคอกพวกนี้ก็นับว่าเป็นญาติสนิทมิตรสหายในวงการเดียวกันกับแม่กระต่ายนั่นแหละ
ต่อให้สายพันธุ์จะต่างกันนิดหน่อย แต่มันก็พวกมีขนเหมือนกันไม่ใช่หรือไง
คณะของเจียงถังเดินลึกเข้าไปในเขตโรงเลี้ยง
ภาพเบื้องหน้าคือโรงเรือนขนาดใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยหมูกว่าสองร้อยตัว กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงพุ่งเข้าปะทะจมูกจนแทบจะน็อคคนที่ไม่คุ้นชินให้ลงไปกองกับพื้นได้
ทว่ากลับมีคุณลุงคุณป้าวัยสี่สิบกว่าปีกลุ่มหนึ่ง ยืนพิงเสาโรงเรือนแทะเมล็ดแตงโมคุยกันอย่างออกรส โดยทำเหมือนกลิ่นมรณะรอบตัวเป็นเพียงอากาศบริสุทธิ์
เจียงถังอดไม่ได้ที่จะนับถือความตายด้านทางประสาทสัมผัสของคนพวกนี้
ในขณะที่เติ้งผิงกลอกตามองบนจนตาแทบจะพลิกกลับไปด้านหลัง
หลัวหงเว่ยเห็นภาพลูกน้องยืนอู้งาน แทะเมล็ดแตงโมสบายใจเฉิบทั้งที่งานตรงหน้าเละเทะ เขาก็ของขึ้นทันที
"พวกคุณทำอะไรกันอยู่"
"ผมจ้างให้มาเลี้ยงหมู ไม่ได้ให้มานั่งปาร์ตี้เมล็ดแตงโม! แหกตาดูข้างในหน่อยสิว่าสภาพมันเหม็นเน่าขนาดไหนแล้ว"
กลุ่มป้า ๆ ที่ยืนเม้าท์มอยอยู่หน้าประตู พอได้ยินเสียงประกาศิตของหัวหน้ากองผลิตก็สะดุ้งโหยง รีบยืดตัวตรงจัดเสื้อผ้าหน้าผม "หัวหน้า... มาได้ยังไงกันคะเนี่ย"
ชายวัยกลางคนผู้รับผิดชอบดูแลโซนนี้รีบเดินเข้ามาหา เขาคือ เว่ยกั๋วต้ง ชายผิวคล้ำปากหนาที่มีใบหน้าซื่อ ๆ เหมือนชาวไร่ชาวนาทั่วไป "ที่นี่กลิ่นมันแรง หัวหน้ามีธุระอะไรเชิญไปคุยด้านนอกดีกว่าครับ"
หลัวหงเว่ยแค่นเสียงเฮอะในลำคอ "เว่ยกั๋วต้ง ก่อนหน้านี้คุณรับปากผมเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าถ้ายกโรงเลี้ยงหมูให้ดูแล คุณจะจัดการอย่างดี"
นิ้วชี้ของหลัวหงเว่ยชี้กราดไปทั่วบริเวณ "สภาพแบบนี้เหรอที่คุณเรียกว่าดี"
เว่ยกั๋วต้งหัวเราะแหะ ๆ แก้เก้อ "โธ่ หัวหน้าหลัว แบบนี้ก็ถือว่าดีถมถืดแล้วครับ ดูสิลูกหมูแต่ละตัวก็โตเอา ๆ"
"ผมได้กลิ่นเหม็นตั้งแต่ยังไม่เดินเข้าประตูมาด้วยซ้ำ แบบนี้เรียกว่าดีได้ยังไง" หลัวหงเว่ยสวนกลับ
"หัวหน้าครับ นี่มันหมูนะ มันกินแล้วก็ขี้เป็นธรรมดา สัตว์เดรัจฉานมันก็ต้องเหม็นเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วครับ"
เว่ยกั๋วต้งตอบกลับอย่างไม่ยี่หระ เขาไม่เห็นว่ามันจะเป็นปัญหาตรงไหน
หลัวหงเว่ยเองก็จนปัญญาเพราะไม่มีความรู้เรื่องการเลี้ยงหมู เขาจึงหันไปขอความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ (ที่เขาแต่งตั้งเอง)
"สหายเจียงถัง สหายเติ้งผิง พวกคุณเป็นผู้เชี่ยวชาญ ลองช่วยวิเคราะห์หน่อยสิครับว่าโรงเลี้ยงหมูนี้มีปัญหาตรงไหนบ้าง"
เจียงถังโยนสายตาไปทางเติ้งผิงทันที
เติ้งผิงขมวดคิ้ว
จะให้เธอพูดจริง ๆ เหรอ
หญิงสาวกวาดตามองสภาพคอกหมูที่ดูไม่ได้ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดรำคาญ "สภาพแวดล้อมสกปรกโสโครกแบบนี้ มันไม่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของหมูหรอกค่ะ"
"ถึงพวกมันจะเป็นแค่สัตว์เลี้ยง สถานะต่ำกว่าคน แต่ถ้าอยากได้ผลผลิตที่ดี คุณก็ต้องดูแลเอาใจใส่พวกมันประหนึ่งดูแลคนนั่นแหละ"
สิ้นเสียงของเติ้งผิง กลุ่มคนงานเก่าแก่ที่มีเว่ยกั๋วต้งเป็นหัวโจกก็หลุดขำออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
"หัวหน้า ไปหาแม่หนูพวกนี้มาจากไหนครับเนี่ย"
"ดูแลหมูประหนึ่งดูแลคน? ลุงเลี้ยงหมูมาค่อนชีวิต เพิ่งเคยได้ยินเรื่องตลกฝืดแบบนี้เป็นครั้งแรกเลย"
เว่ยกั๋วต้งหัวเราะร่าอย่างเปิดเผย ไม่ได้ให้ราคาคำพูดของเติ้งผิงแม้แต่น้อย
เติ้งผิงเริ่มมีน้ำโหขึ้นมาบ้างแล้ว
แต่แล้วเสียงหวานใสซื่อของเจียงถังก็ดังแทรกขึ้นมา "ก็เพราะคุณลุงไม่เคยได้ยินวิธีเลี้ยงหมูที่ถูกต้องมาค่อนชีวิตนั่นแหละค่ะ หมูในฟาร์มของเราถึงได้มีสภาพผอมแห้งแรงน้อยแบบนี้"
น้ำเสียงนั้นฟังดูนุ่มนวลไร้พิษสง เหมือนเด็กน้อยพูดไปเรื่อยเปื่อย
แต่พอคนฟังได้ขบคิดตาม ก็ถึงกับหน้าชา เพราะนั่นหมายความว่าแม่สาวหน้าใสคนนี้กำลังด่าว่าพวกเขาทำงานห่วยแตกไร้ประสิทธิภาพ
รอยยิ้มบนหน้าเว่ยกั๋วต้งจางหายไปทันที
"แม่หนู พูดแบบนี้แสดงว่าเธอรู้วิธีขุนหมูให้อ้วนพีงั้นสิ"
"หนูรู้ แล้วเพื่อนหนูก็รู้ดีมาก ๆ ด้วยค่ะ"
เจียงถังฉีกยิ้มหวานหยดย้อยพลางเกาะแขนเติ้งผิงอย่างออดอ้อน "ในโลกนี้จะหาใครเลี้ยงสัตว์เก่งไปกว่าเพื่อนหนูคนนี้ไม่มีอีกแล้วค่ะ ขอบอกเลยว่าเธอคือมือหนึ่งในใต้หล้า!"
เติ้งผิงหน้าร้อนผ่าวด้วยความอับอาย
ยัยเด็กนี่ต้องอวยเวอร์ขนาดนี้เลยเหรอ แล้วใครเป็นเพื่อนหล่อนมิทราบ
สายตาของคนงานรอบข้างมองมาอย่างกังขา
มือหนึ่งในใต้หล้า? แม่หนูนี่ขี้โม้จนวัวตายควายล้ม ไม่กลัวลิ้นจะพันกันตายหรือไง
หลัวหงเว่ยรีบออกตัวสนับสนุน "สหายเจียงตัวน้อยไม่เคยทำเรื่องที่ไม่มีความมั่นใจครับ ผมเชื่อมือเธอ"
เขาหันไปสั่งงานเว่ยกั๋วต้งเสียงเข้ม "สหายเว่ย ต่อไปสหายหญิงทั้งสองท่านนี้จะมาเป็นที่ปรึกษาและกำกับดูแลการเลี้ยงหมูที่นี่"
"คุณเป็นคนเก่าแก่ ต้องคอยกำชับลูกน้องให้ความร่วมมือกับพวกเธออย่างเต็มที่ เราต้องเลี้ยงหมูให้อ้วนท้วนสมบูรณ์ให้ได้"
"สิ้นปีนี้ทุกคนในฟาร์มจะได้กินเนื้อกันอย่างเปรมปรีดิ์เสียที"
แม้ในใจของคนงานหลายคนจะไม่พอใจที่มีเด็กเมื่อวานซืนสองคนมาสั่งการข้ามหัว
แต่ ณ เวลานี้ หลัวหงเว่ยคือผู้มีอำนาจสูงสุดในฟาร์ม คำสั่งของเขาคือประกาศิต
ถ้าขัดขืนจนเขาโกรธ ดีไม่ดีอาจจะโดนเด้งออกจากงานสบาย ๆ ในโรงเลี้ยงหมู
ดังนั้น ต่อให้พวกตาแก่หัวดื้อเหล่านี้จะไม่สบอารมณ์แค่ไหน ก็จำต้องก้มหน้ารับคำสั่งอย่างเสียไม่ได้
หลัวหงเว่ยเองก็รู้งาน เขาเข้าใจดีว่าลำพังเด็กสาวสองคนคงงัดข้อกับพวกเสือสิงห์กระทิงแรดในนี้ลำบาก
เขาจึงเลือกคนหนุ่มไฟแรงคนหนึ่งให้อยู่ช่วยงานพวกเธอ
"ต่อไปถ้าสหายทั้งสองเจออุปสรรคอะไร ให้มารายงานผมโดยตรง"
"อุปกรณ์หรือของใช้ที่จำเป็น ถ้าในคลังมี ให้เบิกไปใช้ก่อนแล้วค่อยทำเรื่องส่งตามหลัง"
"แต่ถ้าไม่มี ให้บอกผม ผมจะชงเรื่องของบประมาณจากเบื้องบนให้เอง"
คำประกาศของหลัวหงเว่ยเท่ากับการการันตีสถานะ 'คนโปรด' ของเจียงถังและเติ้งผิงให้ทุกคนได้รับรู้
เมื่อวางระบบเสร็จสรรพ หลัวหงเว่ยก็ขอตัวกลับไปทำงานบริหารส่วนอื่นต่อ
ทิ้งภารกิจกู้ชีพเล้าหมูไว้ในมือของสองสาว
ผู้ช่วยที่หลัวหงเว่ยทิ้งไว้ให้ชื่อ เถียนรุ่ย เป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบต้น ๆ
เขาเป็นคนหัวไวและอ่านสถานการณ์ขาด เขารู้ดีว่าเจียงถังคือคนสำคัญของหัวหน้าหลัว ท่าทีที่เขาปฏิบัติต่อพวกเธอจึงนอบน้อมและเป็นมิตร
ต่างจากเว่ยกั๋วต้งและพรรคพวกราวฟ้ากับเหว
"สหายเจียง สหายเติ้ง ต่อไปเราจะเริ่มทำอะไรกันดีครับ"
เถียนรุ่ยถามด้วยรอยยิ้มกระตือรือร้น
เติ้งผิงหันขวับไปมองเจียงถังเป็นเชิงถาม
เจียงถังกระแอมไอเล็กน้อย ปรับสีหน้าให้ดูจริงจังขึงขัง "แน่นอนว่าต้องเปิดประชุมสิคะ"
"เพื่อให้งานเดินหน้าอย่างราบรื่น เราต้องมาทำข้อตกลงและวางกฎระเบียบกันใหม่เสียก่อนค่ะ"
[จบบท]